0 Views

 

 

 

ป่าทมิฬในตอนนั้นปกคลุมไปด้วยหิมะหนาสีขาวบริสุทธิ์ หานซั่วเดินฝ่าหิมะไปเป็นทางยาวมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านคนแคระ

 

ก่อนหน้านั้น เหล่าคนแคระถูกบีบให้อพยพออกจากหมู่บ้านเดิมไปเพราะการบุกของพวกโทรลล์ป่า แม้หานซั่วพอจะรู้เบาะแสว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ที่ไหนด้วยความช่วยเหลือของปีศาจปฐมภูมิ แต่เขาก็ไม่แน่ใจในตำแหน่งที่แม่นยำนักหลังจากผ่านไปเป็นเวลานานขนาดนี้

 

ในขณะที่เหล่าโทรลล์ป่าก็จากไปตั้งแต่ครั้งนั้นและไม่ได้กลับมาปรากฏตัวอีกเลย หานซั่วรู้สึกว่าพวกคนแคระเองก็ไม่น่าจะยอมทิ้งหมู่บ้านเดิมของตนไปง่าย ๆ เขาจึงตัดสินใจกลับไปยังหมู่บ้านเดิมก่อนเป็นที่แรก

 

เมื่อหานซั่วไปถึงทางเข้าหมู่บ้านและลองมองไปรอบ ๆ รอยยิ้มก็ปรากฏบนมุมปากของเขาทันที เมื่อเห็นว่ามีของที่ทำขึ้นเพื่ออำพรางทางเข้าหมู่บ้านไว้อย่างที่เคยเป็น เขาจึงค่อนข้างแน่ใจว่าพวกคนแคระยังไม่ได้ย้ายไปไหน

 

หานซั่วผิวปากเสียงดังยาว พลางเขย่ากิ่งไม้จนหิมะที่เกาะหนาอยู่บนนั้นร่วงหล่นสู่พื้น ประสาทหูที่ไวต่อเสียงของเขาได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังใกล้เข้ามา ไม่นานนัก นักรบคนแคระกลุ่มหนึ่งพร้อมด้วยขวานศึกในมือก็ปรากฏตัว พวกเขาทุกคนต่างมีสีหน้าระแวดระวัง

 

“ไม่ต้องกังวลครับ นี่ข้าเอง ข้ากลับมาตามสัญญาแล้วล่ะ”

 

หานซั่วรีบร้องบอกทันทีก่อนที่เหล่านักรบคนแคระจะเข้าถึงตัวเขา

 

นักรบคนแคระที่อยู่ไกลออกไปต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกทันทีที่ได้ยินเสียงของหานซั่ว หนึ่งในนั้นพูดกับเขาขณะที่กำลังเดินเข้ามาหา

 

“อะไร ๆ หลายอย่างเริ่มขัดสนตั้งแต่ฤดูหนาวมาถึง แม้ว่าตำแหน่งของหมู่บ้านจะถูกเปิดเผยแล้ว แต่เราก็ไม่สามารถสร้างที่พักที่เหมาะสมให้เพียงพอสำหรับคนทั้งหมู่บ้านในระยะเวลาสั้น ๆ ถึงจะรู้ว่าที่นี่มีอันตราย แต่เราก็ไม่อยากทุกข์ทรมานกับความหนาวเหน็บ ก็เลยตัดสินใจกลับมาที่หมู่บ้านเดิมน่ะ”

 

“ฤดูหนาวมาถึงแล้ว ข้าก็เลยนำเสบียงอาหารกับพวกเสื้อผ้าหนา ๆ มาให้ อีกอย่าง พวกท่านวางใจเรื่องโทรลล์ป่าเถอะ ต่อไปนี้พวกมันจะไม่มาวุ่นวายกับท่านแล้วล่ะ”

 

หานซั่วยิ้มและพูดให้เหล่าคนแคระสบายใจ

 

เหล่าคนแคระรู้สึกปิติยินดีทันทีที่ได้ยิน ท่าทีของพวกเขาบ่งบอกอย่างเด่นชัดถึงความสุขที่ล้นปรี่เต็มหัวใจ และเบิกบานใจอย่างที่สุด ราวกับพร้อมจะเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งชีวิตในครั้งนี้

 

“เยี่ยมไปเลย! เสบียงอาหารที่เจ้านำมาให้คราวก่อนเพิ่งหมดไปเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง เจ้าหายหน้าหายตาไปนาน หัวหน้าเผ่าก็นึกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าไปแล้วเสียอีก แต่พวกเราก็ไม่รู้จะช่วยเจ้ายังไง ก็เลยได้แต่เป็นห่วงกันอยู่นี่แหละ ดีจริง ๆ ที่เจ้ากลับมา รีบเข้าไปในหมู่บ้านและบอกข่าวดีนี้ให้ทุกคนรู้กันเถอะ!”

 

คนแคระที่พูดขึ้นมาเป็นคนแรกรีบพูดต่ออย่างอารมณ์ดี ในขณะที่ขาสั้น ๆ ตัน ๆ ของเขาซอยเท้าไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็ว และมุ่งหน้าตรงไปยังใจกลางหมู่บ้าน

 

เมื่อเหล่าคนแคระในหมู่บ้านได้ยินว่าหานซั่วกลับมาแล้ว ทุกคนต่างรีบหยิบเสื้อผ้ามาสวมให้ร่างกายอบอุ่น ก่อนจะออกมาเผชิญความหนาวเหน็บภายนอกตัวบ้าน เพื่อออกมาต้อนรับหานซั่วด้วยความเป็นมิตรทีละคน ๆ

 

“โอ หาน มหัศจรรย์เหลือเกินที่เจ้าไม่เป็นอะไร พวกเราเป็นห่วงเจ้าแทบแย่”

 

เบ็นเน็ตต์พูดออกมาด้วยความประหลาดใจ

 

หานซั่วไม่พูดอะไรมาก และเดินตรงไปยังลานกว้างที่หิมะถูกกวาดออกไปหมดเรียบร้อยแล้ว เขาเรียกเอาเสบียงอาหารและของใช้จำเป็นต่าง ๆ ออกมาจากแหวนมิติด้วยรอยยิ้ม เขาจัดแจงวางของทุกอย่างจนมันสูงเป็นกองพะเนินครอบคลุมทั่วลานกว้างแห่งนั้น

 

“ทั้งหมดนี้คือเสบียงอาหารและของใช้จำเป็นที่ข้านำมาให้ รวมทั้งพวกเสื้อผ้าหนา ๆ ที่จะช่วยให้พวกท่านอบอุ่นตลอดฤดูหนาวนี้ด้วย และอีกเรื่อง พวกท่านไม่จำเป็นต้องกังวล ท่านสามารถใช้ชีวิตที่นี่อย่างสงบสุขตามเดิม เพราะพวกโทรลล์ป่าจะไม่มีวันกลับมาสร้างปัญหาให้พวกท่านอีกต่อไปแล้วล่ะ”

 

หานซั่วอธิบายขณะที่เห็นสีหน้าของตื่นเต้นดีใจของเหล่าคนแคระ เขารู้สึกว่าในที่สุด การกระทำของเขาก็ส่งผลดีให้เห็นเป็นที่ประจักษ์

 

เหล่าคนแคระรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูกเมื่อเห็นเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็นกองพะเนินเต็มลานกว้าง ทั้งคนแคระผู้หญิง เด็ก และคนชราที่ยังหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านต่างออกมาทันทีที่ได้ยินข่าวและโห่ร้องด้วยความดีใจมาแต่ไกล

 

“ขอบคุณมากจริง ๆ หาน ถ้าไม่ใช่เพราะเสบียงอาหารและปันส่วนต่าง ๆ จากเจ้า ข้าคิดว่าพวกเราคงอดอยากและหนาวตายท่ามกลางความหนาวเหน็บของฤดูหนาวแน่ ๆ ทั้งเสบียงและเสื้อผ้าเหล่านี้เพียงพอให้พวกเราอยู่จนพ้นฤดูหนาวไปได้เลยทีเดียว พวกเราจะขอบคุณเจ้ายังไงดี?”

 

หัวหน้าเผ่าดาร์วินโค้งให้หานซั่วเป็นการขอบคุณ ซึ่งถือเป็นท่าทางที่มีความหมายมากที่สุดของเหล่าคนแคระผู้ทระนงตน พลางพูดด้วยความซาบซึ้งใจ

 

“พวกเราเป็นสหายกันนี่ครับ ท่านไม่จำเป็นต้องขอบคุณอะไรข้าหรอก”

 

หานซั่วตอบ

 

อันที่จริงแล้ว เสบียงอาหารและเสื้อผ้าเหล่านี้ก็ไม่ได้มีราคาค่างวดมากมายเท่าไหร่เลย แต่เพราะความยากสำหรับพวกพ่อค้าที่จะขนส่งจนเข้ามาถึงที่นี่ต่างหาก เช่นนั้นแล้ว เมื่อเข้ามาในป่าทมิฬ ไม่ว่าจะเป็นเหล่าโทรลล์ป่า คนแคระ หรือเผ่าพันธุ์อื่น ๆ ล้วนยินดีที่จะจ่ายในราคาสูงเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนสำหรับอาหารและของใช้จำเป็นต่าง ๆ

 

อย่างไรก็ตาม ด้วยวงเวทย์เคลื่อนย้ายที่อยู่ในสุสานแห่งความตาย และแหวนมิติที่บรรจุสิ่งของได้เป็นปริมาณมาก ภารกิจที่ตามจริงแล้วควรจะใช้กำลังคนและทรัพยากรเป็นจำนวนมาก กลับสำเร็จได้โดยง่ายดายด้วยหานซั่วเพียงคนเดียว

 

“หาน เจ้าบอกว่าพวกโทรลล์ป่าจะไม่มาวุ่นวายกับพวกเราอีกแล้ว เป็นเพราะเรื่องที่เผ่าเอลฟ์บอกว่าจะทำสงครามกับพวกมันจนถูกกวาดล้างไปทั้งหมดแล้วอย่างนั้นรึ?”

 

เบ็นเน็ตต์ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งและถามหานซั่วออกไปด้วยความตื่นเต้น

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หานซั่วก็สะดุ้งตกใจและถามเบ็นเน็ตต์กลับไปทันที

 

“พวกเอลฟ์กำลังวางแผนทำสงครามครั้งใหญ่กับพวกโทรลล์ป่าอยู่เหรอ?”

 

เบ็นเน็ตต์พยักหน้า และเล่าให้ฟังอย่างเดือดดาล

 

“ก็ใช่น่ะสิ พวกนั้นมาเชิญเราให้ร่วมสงครามด้วย แถมยังมีมาบอกอีกว่าอยากจะสั่งสอนบทเรียนให้เจ้าพวกหัวขโมยป่าเถื่อนนั่นให้รู้สำนึก แต่เพราะการป้องกันของหมู่บ้านเราอ่อนแอเกินไป และหัวหน้าเผ่าก็ไม่อยากให้พวกเราเข้าร่วมน่ะ สรุปแล้วเป็นเพราะเจ้าพวกเอลฟ์จอมอวดดีนั่นรึเปล่า ที่ทำให้พวกโทรลล์ป่าไม่มายุ่งกับพวกเราอีกน่ะ?”

 

“ไม่ใช่แน่นอน แต่ในวันข้างหน้า หายนะต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นเพราะพวกโทรลล์ป่าจะค่อย ๆ ลดน้อยลงไปเอง วางใจเถอะครับ อืมม.. เอาล่ะ ข้ายังมีเรื่องอื่นต้องทำอีก ไว้ข้าจะมาหาพวกท่านใหม่นะครับ”

 

หานซั่วพูด

 

เพราะรู้ว่าเหล่าคนแคระจะพยายามรั้งให้หานซั่วอยู่ต่อ เขาจึงอธิบายพวกคนแคระเพียงสั้น ๆ และรีบร้อนออกจากหมู่บ้านไป เมื่อรู้จากเบ็นเน็ตต์ว่าพวกเอลฟ์วางแผนจะก่อสงครามกับพวกโทรลล์ป่า เขาก็ไม่สามารถนิ่งนอนใจได้อีกต่อไป ซึ่งหากย้อนไปก่อนหน้านั้น หานซั่วอาจจะร่วมมือกับพวกเอลฟ์เพื่อกวาดล้างพวกโทรลล์ป่าให้สิ้นซากไปแล้วก็ได้

 

แต่ตอนนี้ เมื่อมีเหล่าโทรลล์ป่าอยู่ใต้อาณัติ และแทบจะเรียกได้ว่าเป็นกองทัพส่วนตัวของเขา และเขายังจำเป็นต้องติดต่อกับพวกมันเพื่อภารกิจที่เขาทำร่วมกับเอมิลี่อีก ถ้าขืนพวกเอลฟ์เข้ามายุ่มย่ามสร้างปัญหาให้เขาตอนนี้ ก็ไม่ใช่เวลาที่เหมาะเลย

 

เพียงแต่ว่า การเดินทางเข้าไปยังฐานที่มั่นของเหล่าโทรลล์ป่าจากจุดที่หานซั่วอยู่ต้องใช้เวลาหลายวัน และหานซั่วเองก็มีอะไรหลายอย่างต้องทำในจักรวรรดิจนแทบแบ่งเวลาไม่ได้ ทำให้เขารู้สึกปวดหัวอยู่ไม่น้อย

 

หลังจากลองไตร่ตรองดูอย่างรอบคอบ หานซั่วก็รู้สึกว่าเรื่องที่ต้องทำยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร เขาจึงตัดสินใจชะลอธุระในป่าทมิฬนี่ไปก่อน แต่ก็เพียงหนึ่งหรือสองวัน เพื่อที่จะได้จัดการเรื่องธุระของฟีบี้และไปร่วมงานเลี้ยงกับเธอ แล้วค่อยกลับมาจัดการเรื่องของพวกโทรลล์ป่าทีหลัง

 

เพราะคิดว่าพวกเอลฟ์คงไม่คิดก่อสงครามกับพวกโทรลล์ป่าภายในวันสองวันนี้ อีกอย่าง แม้ว่าพวกเอลฟ์จะแข็งแกร่งมาก เหล่าโทรลล์ป่าเองก็ใช่ว่าจะงัดข้อด้วยง่าย ๆ แม้จะมีเรื่องไม่ถูกกันมาเป็นเวลานานหลายปี แต่ข้อเท็จจริงในเรื่องที่พวกเอลฟ์ยังไม่เคยปะทะกันตรง ๆ ด้วยความรุนแรงกับพวกโทรลล์ป่าก็พอจินตนาการได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไร

 

ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว หานซั่วใช้ประโยชน์จากความมืดและความเงียบสงัดเร่งรีบกลับไปยังสุสานแห่งความตายทันที แต่เพราะไม่ได้รีบร้อนกลับอะไรมากมาย เขาจึงหยิบผลแห่งแด็กมาร์ออกมาลูกหนึ่ง และเป็นอีกครั้งที่ต้องทนกับความทรมานอย่างแสนสาหัสในสุสานแห่งความตาย เพื่อซึมซับพลังจากผลแห่งแด็กมาร์เหมือนกับคราวที่แล้วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสมองของเขา

 

เมื่อหานซั่วรู้สึกตัวและฟื้นคืนพลังราวกับเกิดใหม่อีกครั้ง ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเขาก็ก้าวกระโดดขึ้นไปอีกขั้น ขณะที่ความเร็วในการรวบรวมพลังจิตและการโคจรแก่นมนตราเองก็เพิ่มมากขึ้นทั้งหมด หานซั่วค่อนข้างแน่ใจว่ามองเห็นสัญญาณในการบรรลุอาณาจักรพลังหลอมวิญญาณ และดูเหมือนว่าเขาจะพร้อมที่จะก้าวไปสู่อาณาจักรพลังขั้นต่อไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

อาณาจักรพลังขั้นต่อไปคือ “อาณาจักรพลังปีศาจแท้จริง” เมื่อใดก็ตามที่เขาบรรลุถึงอาณาจักรพลังนี้ หานซั่วจะเปรียบเสมือน ตัวอ่อนปีศาจ  ซึ่งโดยคำจำกัดความแล้ว ก็ถือว่าก้าวสู่การเป็นปีศาจอย่างเต็มตัว ในขณะที่ในอาณาจักรพลังทั้ง 3 ขั้นที่ผ่านมา ทั้ง “รูปธรรม” “เบิกทาง” และ “หลอมวิญญาณ” เป็นเพียงการหล่อหลอมเพื่อเตรียมพื้นฐานสำหรับการเป็นผู้ใช้เวทย์ปีศาจเท่านั้น แปลว่าก่อนที่จะกลายเป็นตัวอ่อนปีศาจ ผู้ที่ฝึกฝนเวทย์นี้แทบจะยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นผู้ใช้เวทย์ปีศาจอย่างแท้จริงเช่นกัน

 

และเมื่อเข้าสู่อาณาจักรพลัง “ปีศาจแท้จริง” แล้ว หานซั่วในฐานะตัวอ่อนปีศาจ จะสามารถเหาะขึ้นไปในอากาศ และใช้แก่นมนตราในการหล่อหลอมขุมทรัพย์มนตราได้เอง แปลว่าเขาจะสามารถหล่อหลอมคมมีดพิชิตมารได้เรื่อย ๆ สามารถฝึกฝนเวทมนตร์อันทรงพลังต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นอีกมากมาย รวมทั้งสามารถหล่อหลอม ปีศาจหยิน  ซึ่งเป็นอีกขึ้นหนึ่งที่อยู่เหนือปีศาจปฐมภูมิขึ้นไปได้อีกด้วย

 

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อาณาจักรพลัง “ปีศาจแท้จริง” นั้นขยายข้อจำกัดของหานซั่วออกไปให้กว้างขึ้นอีก ส่งผลให้มีอีกหลายวิธีที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองได้อย่างก้าวกระโดด หัวใจของหานซั่วล้นปรี่ไปด้วยความสุขอย่างอธิบายไม่ถูก เมื่อสัมผัสได้ถึงการบรรลุอาณาจักรพลังในครั้งนี้

 

เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงเช้าของอีกวัน หานซั่วก็ไม่ได้อยู่ที่เดิมอีกต่อไป เขาใช้วงเวทย์มิติเคลื่อนย้ายที่อยู่ในสุสานแห่งความตายกลับไปยังอาณาจักร และเดินตรงไปยังวิทยาลัยทันที

 

นับตั้งแต่การสนทนาคลุมเครือกับแฟนนี่เมื่อครั้งนั้น หัวใจของหานซั่วก็เต็มไปด้วยความคาดหวังอย่างไร้ขอบเขต แม้ว่าแฟนนี่จะยังไม่ตอบรับความรู้สึกของเขา แต่เขาก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกในใจของเธอเป็นอย่างดี และรู้ว่าหากเขาสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดและได้จบจากวิทยาลัยในฐานะนักเวทย์ระดับสูงได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นเขาถึงจะได้หัวใจของเธอมาครอง

 

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังมีบางส่วนเกี่ยวกับเวทมนตร์ใหม่ ๆ และเทคนิคต่าง ๆ ที่เขายังไม่เข้าใจและจำเป็นต้องปรึกษาแฟนนี่เพื่อให้เธอคอยชี้แนะ

 

เมื่อกลับไปถึงวิทยาลัย เขาก็ตรงไปยังสาขาศาสตร์แห่งความตายทันที และอยู่ ๆ เขาก็พบว่าตัวเองกลายเป็นคนดังไปแล้ว เมื่อดูจากท่าทีของพวกนักเรียนสาขาอื่นที่เจอไปตลอดทาง สายตาที่พวกนั้นจ้องมองเขาเต็มไปด้วยความประหลาดใจและความชื่นชม แม้แต่นักเรียนหญิงหน้าตาน่ารักหลายคนก็ส่งสายตาให้เขาอย่างมีความหมาย

 

การตกเป็นที่สนใจแบบนี้ทำให้เขารู้สึกพอใจ และนั่นเป็นการเติมเต็มความทระนงตัวและอวดดีของเขาเป็นอย่างยิ่ง เขาเดินต่อไปอย่างอารมณ์ดี และเมื่อเห็นว่ามีนักเรียนหญิงสวย ๆ น่ารัก ๆ หลายคนจับตามอง หานซั่วถึงกับทักทายพวกเธออย่างเป็นมิตร พร้อมกับส่งยิ้มให้ จนพวกนักเรียนหญิงเหล่านั้นรีบวิ่งหลบไปทางอื่นด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อหานซั่วเดินผ่านสนามฝึกซ้อม อารมณ์ดีของเขาก็พังครืนลงทันที รอยยิ้มแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าที่เคร่งขรึม …คลาร์ก อัศวินปฐพี กำลังยืนอยู่หน้าประตูบานหนึ่งของสนามฝึกซ้อมของสาขาศาสตร์แห่งความตาย เขาสวมชุดเครื่องแบบ พร้อมกับถือช่อดอกไม้สดช่อใหญ่ในมือ และชำเลืองมองเข้าไปภายในสนามฝึกซ้อมพร้อมกับรอยยิ้มจาง ๆ

 

เมื่อมองผ่านประตูเข้าไป หานซั่วเห็นแฟนนี่กำลังยิ้มและอธิบายทฤษฎีเวทมนตร์บางอย่างให้นักเรียนจำนวนหนึ่งฟัง แต่เมื่อดูจากท่าทางของเธอแล้ว เธอไม่ได้สนใจหรือมองคลาร์กเลยแม้แต่นิดเดียว และตั้งใจเพิกเฉยต่อการมีตัวตนของคลาร์กอย่างเห็นได้ชัด

 

แต่ถึงอย่างนั้น หานซั่วก็ยังรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่ดีเมื่อเห็นว่าคลาร์กทอดสายตามองแฟนนี่อย่างลึกซึ้ง คลาร์กกำลังก้าวยาว ๆ ผ่านประตูเข้าไปภายในสนาม และทันใดนั้นเองที่หานซั่วพุ่งตัวเข้าไปด้วยความเร็ว และตั้งใจใช้ไหล่ขวากระแทกเข้ากับตัวของคลาร์ก จนช่อดอกไม้ร่วงหล่นกระจัดกระจายเต็มพื้น

 

หานซั่วจงใจใช้ฝีเท้าอย่างแผ่วเบาที่สุดวิ่งเข้าไปใกล้คลาร์กเมื่อครู่ ซึ่งคลาร์กกำลังใจจดจ่ออยู่กับการเฝ้ามองแฟนนี่จึงไม่ทันระวัง เมื่อรู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว และภาพดอกไม้ที่ร่วงกระจายเต็มพื้นก็ดูน่าขันไม่น้อยทีเดียว

 

“โอ้ ข้าขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ที่นี่เป็นสนามฝึกซ้อมของสาขาศาสตร์แห่งความตายนี่นา แล้วข้าก็บังเอิญชนท่านเพราะยืนขวางประตูอยู่พอดีน่ะ”

 

หานซั่วรีบเปลี่ยนท่าทีเป็นขอโทษขอโพยเมื่อเห็นว่าตาของคลาร์กเริ่มเดือดจนลุกเป็นไฟขณะจ้องเขม็งมาที่หานซั่ว

 

“อ้าว ไบรอัน วันนี้มาทำอะไรที่สนามฝึกซ้อมเหรอ?”

 

เมื่อแฟนนี่เห็นหานซั่วเดินเข้ามา ดวงตากลมโตของเธอก็เป็นประกายและสีหน้าแช่มชื่นสดใสขึ้นมาทันที พลางกวักเรียกให้เขารีบเข้าไปข้างใน

 

หานซั่วยังคงนิ่งเฉยกับปฏิกิริยาของแฟนนี่ ในขณะที่ตัวตนของคลาร์กยังทำให้หานซั่วรู้สึกรำคาญไม่หาย สีหน้าของเขาจึงถมึงทึงเล็กน้อย เขามองไปยังแฟนนี่ ก่อนจะหันกลับมามองดอกไม้ในมือของคลาร์ก และพูดขึ้นด้วยเสียงชวนหาเรื่อง

 

“ใครกันนะที่ทำให้อัศวินปฐพีคลาร์กดั้นด้นมาหาพร้อมดอกไม้ช่อใหญ่ขนาดนี้?”

 

แฟนนี่สะดุ้งและกลอกตามองอย่างอารมณ์เสียใส่หานซั่วทันที เธอรีบเดินเข้ามาเพื่อแสดงท่าทีและพูดอย่างเย็นชากับคลาร์ก

 

“ท่านคลาร์ก ข้าคิดว่าข้าคุยกับท่านชัดเจนพอแล้ว ข้าอยากสอนอย่างสงบสุข และหวังว่าท่านจะเลิกมากวนใจข้าสักที อีกอย่าง สถานะของท่านก็สูงส่งเกินไป ข้าไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้ท่านโดยไม่จำเป็น หวังว่าท่านจะเข้าใจสิ่งที่ข้าพูดนะคะ”

 

แม้แฟนนี่จะพูดกับคลาร์ก แต่เธอก็หมายความถึงหานซั่วด้วย มันเป็นการปฏิเสธความรู้สึกของคลาร์กอย่างชัดเจน พร้อมทั้งบอกหานซั่วถึงสิ่งที่เธอต้องการ เพื่อให้เขาใจเย็นและอย่าเพิ่งคิดไปไกลกว่านี้

 

เมื่อได้ยินจากปากแฟนนี่ สีหน้าของคลาร์กก็หม่นหมองและสิ้นหวังทันที ในขณะที่หานซั่วรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกและรอยยิ้มก็กลับมาปรากฏบนหน้าของเขาอีกครั้ง

 

คลาร์กพยักหน้าตอบรับด้วยความผิดหวังอย่างที่สุด เขาถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะเก็บดอกไม้และออกจากสนามฝึกซ้อมไปด้วยท่าทางหดหู่โดยไม่พูดอะไรสักคำ

 

“พอใจรึยีงล่ะ?”

 

แฟนนี่ยื่นมือไปหยิกหานซั่ว และพูดอย่างเกรี้ยวกราด

 

“ทำไมถึงไม่เชื่อใจข้าบ้างเลย?”

 

“โอ๊ย เจ็บนะ เชื่อแล้วคร้าบบ เชื่อแล้ว!”

 

ในหัวของหานซั่วกำลังเตลิดไปไกล ในขณะที่ตัวเขาเองแสร้งทำเป็นเจ็บเสียเหลือเกิน

 

 

********************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย