0 Views

ใบหน้าของฟิทช์บิดเบี้ยวอย่างมุ่งร้ายทันทีที่จีนพูดจบ ราวกับว่ามีใครสักคนใช้รองเท้าสกปรก ๆ ย่ำลงไปบนหน้าเขา เขาเหลือบมองหานซั่วที่ยิ้มอย่างโง่ ๆ ซื่อ ๆ และหันไปพูดกับจีนว่า

“อาจารย์จีน ในเมื่อเจ้าทาสรับใช้นี่บังอาจมาทำให้ข้าล้ม แล้วข้าจะไม่สั่งสอนมันได้ยังไง!?”

ฟิทย์ม้วนแขนเสื้อขึ้น และเอาคทาเวทมนตร์สีเทาของเขาทุบลงไปบนหัวของหานซั่ว หานซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นฟิทช์ไม่ได้ใช้เวทมนตร์ แต่ใช้คทาแทน แม้ฟิทช์จะตัวสูง แต่ก็ดูไม่ได้แข็งแรงเท่าไหร่ หานซั่วสังเกตเห็นว่าคทาเคลื่อนตัวมาอย่างไม่ได้ออกแรงมากนัก จึงไม่ใส่ใจ เขายืนนิ่ง ๆ ตรงนั้น และไม่ได้พยายามที่จะหลบ แค่ยิ้มอย่างซื่อบื้อต่อไปอย่างเคย

ป๊อก!

หานซั่วรู้สึกถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทันทีที่คทาเคาะลงบนหน้าผาก เขาร้องโหยหวน หน้าบิดเบี้ยวด้วยอาการเจ็บจากคทาเวทมนตร์ในมือฟิทช์ ใครจะไปรู้ว่าคทาที่ดูเหมือนจะทำด้วยไม้นั่นจะหนักและแข็งอย่างกับเหล็กแบบนี้ หานซั่วรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง รอยปูดเริ่มปรากฏชัดบนหน้าผาก

ให้ตายสิ ทำไมคทานั่นถึงแข็งและหนักขนาดนี้นะ…? ครั้งนี้ข้าประเมินมันต่ำไป…

ขณะที่หานซั่วกำลังคิดด้วยหัวหมุนติ้วอยู่นั้น หน้าผากของเขาก็ถูกฟาดเข้าอีกครั้ง ก่อนที่สมองจะได้ทันฟื้นตัวจากการโดนตีครั้งแรก เขาแน่นิ่งไป และล้มหมดสติลงไปกองกับพื้น

เมื่อหานซั่วรู้สึกตัว ก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงนุ่ม ๆ ขนาดใหญ่ กลิ่นยาบำบัดอาการหมดสติคลุ้งในอากาศ รอยปูดสองรอยบนหน้าผากของเขาหายไปแล้ว และเหมือนมีขี้ผึ้งทาไว้บริเวณนั้นแทน ให้ความรู้สึกเย็นสบายมากทีเดียว

“ตื่นแล้วรึ?”

ตอนนั้นเองที่ใบหน้าหนึ่งเลื่อนเข้ามาใกล้เขา ผมยาวสีม่วงอ่อน ดวงตาเป็นประกาย ฟันขาวสดใส และริมฝีปากสีแดงพร้อมลมหายใจที่มีกลิ่นหอมจาง ๆ สัมผัสหน้าหานซั่ว

“เอ๋ แฟน…อาจารย์แฟนนี่!”

หานซั่วสะดุ้งเฮือกเบา ๆ เมื่อเห็นใบหน้าสวยงามนั้นอยู่ตรงหน้า หัวใจเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ เขายันตัวเองให้ลุกนั่งบนเตียงและมองสิ่งที่อยู่รอบ ๆ

ห้องมีพื้นที่ 20 ตารางเมตร มีภาพขนาดใหญ่ตั้งอยู่ข้าง ๆ เป็นภาพของขวดยาหลายชนิด เคียงข้างด้วยกระดูกของสัตว์วิเศษต่าง ๆ ผนังห้องเต็มไปด้วยภาพวาดเกี่ยวกับเวทมนตร์และข้อความมากมาย ตรงกลางห้องมีแท่นที่ทำด้วยหินสีเข้ม และมีมิติมนตราก่อร่างอยู่เหนือแท่นนั้น มองแว่บเดียวก็รู้ ว่าหานซั่วกำลังอยู่ในห้องทดลองของแฟนนี่

ขณะที่หานซั่วสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบกาย แฟนนี่ก็กำลังพินิจพิจารณาเขาด้วยความประหลาดใจอย่างมาก เมื่อหานซั่วหันกลับมามองเธอ แฟนนี่ยื่นนิ้วเรียวยาวของเธอมาสัมผัสหน้าผากของเขา และอุทานเบา ๆ ด้วยความสงสัย

“เอ๋? รอยปูดหายไปเร็วขนาดนี้เลยเหรอ? แถมไม่มีเลือดออกสักหยดทั้ง ๆ ที่โดนคทาหนักขนาดนั้นฟาดเอา… เป็นไปได้ยังไงกัน?”

หัวใจของหานซั่วเต้นรัวหนักกว่าเดิมเมื่อโดนนิ้วของแฟนนี่สัมผัส จมูกของเขาสูดหายใจเข้าลึกและม้วนริมฝีปากอย่างพอใจเมื่อกลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอยู่ตรงหน้า

ตอนนั้นเอง ที่แฟนนี่ตกตะลึงกับพฤติกรรมของหานซั่ว เพราะท่าทีของเขาเมื่อกี้นี้ช่างกระหายยั่วยวน ซึ่งแตกต่างจากนิสัยของไบรอันที่ปกติจะทั้งขี้อายและขี้ขลาด ความไม่เข้าใจนี้ทำให้เธอหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วไม่นาน เธอก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบาอย่างเข้าใจและพึมพำว่า

“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เคยเชื่อพวกนั้นเลย แต่ดูเหมือนไบรอันจะเพี้ยนไปจริง ๆ นั่นล่ะ ไม่อยากเชื่อว่าคำสาปกรีดวิญญาณ** จะทำให้เขากลายเป็นแบบนี้ เฮ้อ!”

** ขอเปลี่ยน คำสาปฉีกวิญญาณ เป็น คำสาปกรีดวิญญาณ นะคะ เพื่อลดความรุนแรงของคำลงให้สอดคล้องกับความรุนแรงจริง ๆ ของคำสาป

แม้แฟนนี่จะพึมพำเสียงเบามาก แต่หานซั่วก็ได้ยินชัดเจนทุกคำ เขาแอบหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ในใจ และคิดว่าที่นี่ยังมีคนที่เชื่อว่าเขาเสียสติไปจริง ๆ อีกคนแล้ว

ทันใดนั้นเอง ใบหน้าของแฟนนี่ก็เต็มไปด้วยความสงสัย และถามอย่างจริงจังว่า

“ไบรอัน รอยฟกช้ำและรอยปูดบนหัวเจ้าหายเร็วมาก ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ นี่เป็นผลจากคำสาปกรีดวิญญาณนั่นรึเปล่า? ว๊าว เหลือเชื่อมากเลย ข้ามีอะไรให้ค้นคว้าอีกแล้วสิ เวทย์มนตร์ศาสตร์แห่งความตายเนี่ย ยอดเยี่ยมจริง ๆ เลยนะ!”

หานซั่วได้แต่ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างยอมจำนน ขณะมองแฟนนี่ตื่นเต้นดีใจจนหน้าอกของเธอกระเพื่อมไปมาอย่างบ้าคลั่ง ตอนนี้หานซั่วเป็นแค่คนเสียสติคนนึงสำหรับเธอ เขาจึงไม่สามารถอธิบายว่าการบ่มเพาะแก่นมนตราเป็นเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความแปลกประหลาดของร่างกายเขาทั้งหมด

วันนี้แฟนนี่ไม่ได้ใส่แว่นอีกแล้ว และกำลังรื้อค้นวัตถุดิบเวทมนตร์จากทุกมุมห้องห้องอย่างร่าเริง สักพัก เธอก็เดินกรีดกรายมาทางหานซั่ว ถือลูกบอลสีเขียวอ่อนขนาดเท่าฝ่ามือ ที่ส่องแสงสีเขียวจาง ๆ ออกมา เธอร่ายเวทย์ทันที และวางลูกบอลไว้บนหน้าผากของหานซั่ว

** light green ball ตรงนี้ ทั้ง Eng และจีน แปลว่า Ball หมดเลย ไม่แน่ใจว่าตั้งใจจะใช้คำว่า Orb หรือลูกแก้วเวทมนตร์ที่เราคุ้นเคยกันหรือเปล่า แต่ อ่ะ บอลก็บอล -_-

เกลียวคลื่นมนตราที่ทรงพลังหลั่งไหลออกมาจากลูกบอล ราวกับแม่เหล็กที่ยึดหน้าผากของหานซั่วไว้แน่น ขณะที่มันกำลังดูดซับเสี้ยวหนึ่งของพลังจิตของเขาออกมา ทันใดนั้นเอง ลูกบอลสีเขียวอ่อนก็กะพริบดับลงเหมือนหลอดไฟขาด

“โอ นี่มันน่าเหลือเชื่อมากเลย ไบรอัน เจ้ามีพลังจิต! ตายแล้ว เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?” คำสาปกรีดวิญญาณมีความสามารถในการมอบพลังจิตให้คนธรรมดา ๆ ได้ เพราะถูกเวทย์มนตร์ชำระล้างเหรอเนี่ย? เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”

จู่ ๆ แฟนนี่ก็ตะโกนออกมาด้วยสีหน้าตกตะลึงระคนหวาดกลัว ราวกับว่าการค้นพบพลังจิตในตัวหานซั่วเป็นยิ่งกว่าเรื่องแปลกใจเล็กน้อยสำหรับเธอ

“ตัดสินใจล่ะ นี่จะเป็นหัวข้อค้นคว้าใหม่ในอนาคตของข้า ถ้าคำสาปกรีดวิญญาณไม่ได้ทำให้เสียสติ และทิ้งร่องรอยของพลังจิตไว้ในร่างกายล่ะก็ แสดงว่าคนธรรมดาทั่วไปก็สามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้ โอ… คิดไม่ถึงเลยจริง ๆ”

จ๊อกกกกก…

ตอนนั้นเองที่ท้องของหานซั่วร้องโครกครากเพราะความหิวขึ้นมา ความตื่นเต้นดีใจยังไม่จางหายไปจากใบหน้าของแฟนนี่หลังจากหานซั่วทำเธอแทบหยุดหายใจ

“สายมากแล้ว รีบกลับไปพักก่อนเถอะ อนาคตข้าคงต้องไปหาเจ้าบ่อยขึ้น เดี๋ยวข้าจะไปคุยกับฝ่ายบริหารวิทยาลัย ให้ลดปริมาณงาน และเพิ่มปันส่วนของเจ้าให้มากขึ้น จนกว่าข้าจะค้นคว้าเรื่องนี้เสร็จ”

ความปลื้มปิติพุ่งพล่านในใจของหานซั่วเมื่อได้ยินที่แฟนนี่พูด ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นมาในหัวขณะจ้องมองแฟนนี่ผู้มีสเน่ห์ พลางคิดในใจว่า ถึงคราวโชคจะดี ก็ดีจนหยุดไม่อยู่ ไม่เพียงแต่งานจะเบาลง ปันส่วนอาหารเพิ่มขึ้น แถมมีข้ออ้างให้ใกล้ชิดแฟนนี่อีก ดูเหมือนฟิทช์จะช่วยได้มากจริง ๆ ด้วยการฟาดหัวเขาครั้งนั้น

เมื่อออกมาจากห้องทดลองของแฟนนี่ หานซั่วเงยหน้าขึ้น เป็นเวลาเย็นแล้วเมื่อแสงพระอาทิตย์เริ่มจางหายไปจากฟ้า หานซั่วถูหน้าผากและพบว่ามันยังปวดอยู่นิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้ผิดปกติอะไรมากมาย

เขาทำหน้าที่ช่วงบ่ายด้วยความเร็วสูง และรีบไปหาแจ็คซึ่งอยู่ที่สำหรับรับอาหาร แจ็คประหลาดใจอย่างที่สุดเมื่อเห็นหานซั่ว พร้อมกับมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ และถามอย่างสงสัยว่า

“ไบรอัน ข้าได้ยินว่าเจ้ามีรอยปูดเบ้อเริ่มบนหัว 2 รอย แถมหมดสติไปเพราะคทาเวทมนตร์ของฟิทช์นี่นา? ไหงตอนนี้ถึงไม่เห็นมีรอยอะไรนั่นเลยล่ะ?”

“อาจารย์แฟนนี่ทาน้ำยาเวทมนตร์ให้ข้าน่ะ รอยปูดถึงได้หายไปไวมาก ฮิฮิ อาจารย์แฟนนี่ ทั้งสวยและอ่อนโยนมากเลยนะ”

หานซั่วหัวเราะอย่างมีความสุข

“ไบรอัน นี่อาหารสำหรับวันนี้ของเจ้า!”

เสียงหนึ่งเรียกเขาจากหน้าต่างห้องอาหาร หานซั่วรีบวิ่งไปรับทันที มันคือขนมปังขาว 1 แผ่น นม 1 ถ้วยเล็ก และไข่ดาว 1 ฟอง

“เอ๋ พี่โกธ่า พี่ทำอะไรพลาดรึเปล่า? ไบรอันควรจะได้อาหารเหมือนพวกเราสิ และต้องได้ขนมปังชิ้นเล็กกว่าข้าด้วย!”

เด็กหนุ่มคนที่หานซั่วเคยเล่นงานไปคราวก่อน – แครี่ โบกขนมปังสีดำในมือเขาขณะตะโกนเสียงดังพูดกับคนอ้วน ๆ คนหนึ่งที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องการแจกจ่ายปันส่วนอาหารให้แก่เด็กรับใช้ – โกธ่า

โกธ่าส่งสายตาเย็นชาให้แครี่ และพ่นลมอย่างดูถูก

“ข้าทำถูกแล้ว เป็นคำสั่งโดยตรงจากฝ่ายบริหารวิทยาลัย และปันส่วนของไบรอันก็จะเป็นแบบนี้ต่อไปในอนาคตด้วย ถ้าเจ้ามีความเห็นอะไรล่ะก็ ไปคุยกับฝ่ายบริหารฯ สิ หืม? แต่เจ้าเป็นแค่เด็กรับใช้ตัวเล็ก ๆ เจ้าอาจจะทำให้ชีวิตตัวเองอยู่ยากขึ้นนะ ถ้าพูดอะไรออกไป”

หานซั่วหัวเราะเสียงดังลั่นเมื่อเห็นท่าทีโกรธเกรี้ยวของแครี่และบอร์กขณะที่ถือถาดขนมปังขาว นม และไข่ดาวไว้ในมือ เขาทำปากเสียงดังขณะกินขนมปัง พร้อมชื่นชมความอร่อยอย่างไม่หยุดปาก

“อื้อหือ… ขนมปังขาวนี่รสชาติต่างจากขนมปังดำจริง ๆ อา… มีนมกับไข่อีก โอ ให้ตาย วันนี้มีความสุขจังเลย”

“เอ่อ… ไบรอัน ขอข้าดื่มนมบ้างได้มั้ย? นมนั่นดูน่าอร่อยจัง!”

แจ็คอ้วนตัวน้อยเลียริมฝีปากและมองหานซั่วอย่างอิจฉา

“เหลืออีกครึ่งแก้วแน่ะ เอาไปสิ!”

หานซั่วส่งนมให้แจ็คอย่างมีน้ำใจ และดึงเขาเดินออกมาด้วยรอยยิ้มสุขเหลือล้น ทิ้งแครี่และบอร์กที่มีสีหน้าไม่พอใจไว้เบื้องหลัง

เมื่อกลับไปถึงโรงเก็บของ หานซั่วก็เข้าไปดูโครงกระดูกตัวเล็กอีกครั้ง เขาสังเกตว่าโครงกระดูกยังอยู่ในถังไม้ แต่กระแสน้ำวน 7 แห่งนั้นหายไปแล้ว เพียงแค่มองเขาก็เข้าใจทันทีว่าเป็นเพราะแก่นมนตราหมดแล้วนั่นเอง จึงยื่นมือลงไปเพื่อปลดปล่อยแก่นมนตรารวมเข้ากับเศษกระดูกทั้ง 7 ชิ้นอีกครั้ง เมื่อเห็นกระแสน้ำวนเริ่มหมุนตัวอีกครั้ง เค้าจึงหยุดและรีบเข้านอน

“ห้วงมิติพินิจมนตราหยิน” เป็นเพียงวิธีหนึ่งในการหลอม “ขุมพลังปีศาจ” ตามหลักแล้ว การเติมแก่นมนตราลงไปครั้งหนึ่ง ๆ ก็เพียงพอที่จะทำให้ห้วงมิติฯ อยู่ได้ 36 วัน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ยังออกมาได้ไม่เต็มที่ เพราะแก่นมนตราของหานซั่วยังอ่อนแอเกินไป และเป็นเพราะที่เขาใช้ส่วนผสมมั่ว ๆ จากการคุ้ยกองขยะมาทำด้วยเช่นกัน

หานซั่วรู้สึกว่าแก่นมนตราในร่างกายของเขาแข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ฝึกสมาธิเข้าฌานและบ่มเพาะบนเตียง ความคิดหนึ่งวูบเข้ามาในหัวเขา สงสัยว่าเขาจะใช้แก่นมนตราฝึกเวทมนตร์ต่อสู้แบบที่ชูชางหลานทิ้งไว้ในหัวเขาได้หรือเปล่า

คิ้วของหานซั่วขมวดแน่นขณะใช้ความคิดหยั่งลึกเข้าไปในความทรงจำ เค้าสัมผัสได้เบาบางว่ามีวิธีการบ่มเพาะมากมายในหัว แต่ส่วนมากเป็นเคล็ดวิชาลับปีศาจ และเช่นเดิมที่ทุกอย่างดูพร่ามัวไม่ชัดเจน ราวกับมีกระดาษทึบแสงคอยกั้นไว้

เขาค่อย ๆ ค้นความทรงจำอย่างช้า ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เค้าตระหนักว่าความทรงจำในหัวของเขานั้นถูกจัดเรียงอย่างไร้ระเบียบโดยสิ้นเชิง เขาจึงไม่สามารถระลึกถึงมันได้ทั้งหมด เขาจำได้เพียง 3 หัวข้อเท่านั้น คือ พื้นฐานการบ่มเพาะแก่นมนตรา การใช้ “ห้วงมิติพินิจมนตราหยิน” ในการหลอมขุมพลังปีศาจ และนอกเหนือจากสองอย่างนี้ ยังมีคาถาอีกบทหนึ่งที่ชื่อว่า “เวทย์อัคคีเหมันต์”

“เวทย์อัคคีเหมันต์” นั้นเป็นวิธีใช้แก่นมนตราหยวน ซึ่งพลังจะเพิ่มขึ้นตามระดับของผู้ใช้เวทย์ ในการสร้างเปลวอัคคีเวทมนตร์สีแดงและสีม่วงขึ้นมาบนฝ่ามือ หากเขาโคจรแก่นมนตราด้วยรูปร่างลักษณะเฉพาะไปตามเส้นลมปราณ เปลวอัคคีสีแดงจะร้อนระอุ ในขณะที่เปลวไฟสีม่วงจะเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง หากแก่นมนตราและผู้ใช้เวทย์มีระดับที่สูงพอ ก็จะสามารถรวบรวมแก่นมนตราให้เป็นเปลวอัคคีสีม่วงและแดงขนาดมหึมาได้บนฝ่ามือ การโจมตีของเวทมนตร์นี้จึงจะมีทั้งความร้อนที่เผาไหม้รุนแรงและเย็นเยียบดุจน้ำแข็งนั่นเอง

ราวกับว่าหานซั่วได้รับสมบัติล้ำค่าทันทีที่เขาเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับมันอย่างถ่องแท้ เขาตัดสินใจสลัดความคลุมเครือทั้งหลาย และความทรงจำที่ยังเป็นอุปสรรคทิ้งไปก่อน และเริ่มโคจรแก่นมนตราตามหลักของ “เวทย์อัคคีเหมันต์” เขาค่อย ๆ เพ่งสมาธิที่แก่นมนตราในมือขวา แต่ในขั้นตอนนี้ เส้นลมปราณในมือขวาของเขารู้สึกราวกับไฟกำลังลุกไหม้ แขนขวาของเขาเจ็บแปลบ ชา และแข็งทื่อ ขณะที่เส้นลมปราณอันบอบบางรู้สึกเหมือนถูกไฟฟ้าช็อต

จริง ๆ แล้ว ถ้าไม่ได้โคจรตามหลักของ “เวทย์อัคคีเหมันต์” แล้วล่ะก็ แก่นมนตราควรจะโคจรไปที่มือได้อย่างง่ายดาย แต่ด้วยวิธีการนี้ ในแต่ละครั้ง แก่นมนตราจะรู้สึกเหมือนพบอุปสรรคใหญ่ ทุกชั่วขณะนั้นจะเกิดความเจ็บปวดและความกระอักกระอ่วนที่ยากจะทานทน กว่าหานซั่วจะสามารถโคจรแก่นมนตราจากหัวไหล่ลงไปที่ข้อมือได้ เวลาก็ล่วงไปเกือบเที่ยงคืน แขนทั้งแขนเจ็บเหมือนถูกแทงโดยไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ เลย

หานซั่วเข้าใจว่าการโคจรแก่นมนตราไปที่มือและปลายนิ้วเป็นวิธีที่จะทำให้สามารถใช้เวทย์ “เวทย์อัคคีเหมันต์” ได้ แต่มันเจ็บมาก เพราะเขาต้องชำระและปรับเส้นลมปราณให้ชินกับแก่นมนตรา การเจ็บปวดระยะสั้น ๆ นั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่จะหายไปเองเมื่อเส้นลมปราณถูกชำระแล้ว

เปลือกตาของหานซั่วหนักอึ้ง และอ่อนแรงมากกว่าปกติ เขาตัดสินใจทิ้งตัวลงบนเตียงและหลับไปขณะคิดถึงภารกิจในวันรุ่งขึ้น และการฝึกเวทมนตร์ไม่สามารถทำให้สำเร็จภายในคืนเดียวอยู่แล้ว

หานซั่วฝันประหลาดในคืนนั้น ฝันว่าโครงกระดูกตัวเล็กเชื่อฟังคำสั่งและไปเล่นงานฟิทช์ที่มาฟาดหน้าผากเขา แก้แค้นให้หานซั่ว