0 Views

 

 

ตามธรรมเนียมของทุกปี วิทยาลัยจะจัดการแข่งขันของนักเรียนระหว่างสาขาวิชาในทุกฤดูหนาว ซึ่งผู้คว้าชัยชนะจะได้รับรางวัลตอบแทนที่สูงค่ามากทีเดียว และกิจกรรมนี้เองทีเป็นแรงกระตุ้นให้เหล่านักเรียนตั้งใจฝึกฝนโดยหวังว่าจะไปให้ได้ถึงจุดนั้น

 

และช่วงเวลานั้นเองที่ทุกสาขาวิชาในวิทยาลัยจะเต็มไปด้วยความโกลาหลอย่างที่สุด เพราะทุกสาขาไม่เพียงแต่จะตั้งใจแข่งขันเพื่อชิงรางวัล แต่เพื่อเกียรติยศและชื่อเสียงของครูอาจารย์และสาขานั้น ๆ ด้วย เพราะอนาคตในหน้าที่การงานของบรรดาอาจารย์ล้วนผูกติดอยู่กับการแข่งขันนี้

 

เช่นนั้นแล้ว ทุกสาขาวิชาจึงส่งนักเรียนที่แข็งแกร่งที่สุดเข้าร่วมต่อสู้ในการแข่งขันของทุกปี ซึ่งชัยชนะที่ได้จะส่งผลดีต่อทั้งตัวนักเรียนเอง ส่วนบรรดาอาจารย์ในวิทยาลัยก็ได้หน้าพร้อมกับสถานะที่อาจสูงขึ้นในอนาคต

 

สาขาเวทมนตร์ธาตุมืดและธาตุแสงเป็นศัตรูตลอดกาลของกันและกันอยู่แล้ว ทำให้ข้อขัดแย้งระหว่าง 2 สาขานี้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานหลายต่อหลายปี การต่อสู้ของสาขาที่เป็นขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิงนี้จึงเป็นตัวตัดสินว่าสาขาใดคือผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุด และนี่เองคือเหตุผลที่ดึงดูดความสนใจของฝูงชนรอบข้างได้มากมายถึงเพียงนี้

 

เวทย์ม่านพลังป้องกันขนาดใหญ่โตถูกร่ายขึ้นครอบคลุมไว้ทั้งจัตุรัส ทำให้ผู้ต่อสู้สามารถสู้ได้อย่างเต็มที่และทุ่มเทสุดหัวใจโดยไม่ทำอันตรายใด ๆ กับฝูงชนรอบข้าง มีผู้เข้าร่วมการต่อสู้ฝั่งละ 5 คนจากทั้งสาขาธาตุมืดและธาตุแสง และตอนนั้นเองที่การแสดงอันน่าตื่นตาตื่นใจกำลังจะเปิดฉากขึ้น

 

หานซั่วกวาดสายตามองไปทั่ว และในที่สุดเขาก็เจอแฟนนี่ เธอกำลังนั่งอยู่ในมุมด้านหลังสุดของแถวที่นั่งพวกอาจารย์ซึ่งอยู่ด้านหน้าเวที แถวที่นั่งในส่วนนี้ถูกยกสูงขึ้นและเป็นที่รวมตัวกันของอาจารย์จากทุกสาขาวิชา แม้แต่อาจารย์ใหญ่เองก็นั่งในแถวนั้นด้วยท่าทีเรียบร้อย ส่วนอาจารย์ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นก็มีสีหน้าที่ให้ความสำคัญและคาดหวังกับการแข่งขันครั้งนั้นอย่างเต็มเปี่ยม

 

“มีใครจากสาขาศาสตร์แห่งความตายของเราเข้าร่วมในทีมบ้างมั้ย?”

 

หานซั่วจ้องมองลิซ่าหลังจากที่เธออธิบายสถานการณ์ทุกอย่างให้ฟัง ก่อนจะเอ่ยปากถามเธอ

 

ลิซ่าส่ายหน้าและตอบกลับไป

 

“สาขาศาสตร์แห่งความตายของเราเป็นแค่สาขาย่อยของสาขาเวทมนตร์ธาตุมืดอีกทีน่ะ พวกอาจารย์แล้วก็นักเรียนของสาขานั้นกลัวเหลือเกินว่าเราจะไปเป็นภาระของทีม ก็เลยไม่เคยยอมให้เราเข้าร่วมการแข่งขันสักครั้ง ในทีมนั้นก็เลยมีแต่คนจากสาขาเวทมนตร์ธาตุมืดเท่านั้นแหละ พวกเราไม่มีบทบาทอะไรหรอก”

 

“อย่างงี้นี่เอง เจ้าคิดว่าระหว่างสาขาธาตุมืดกับธาตุแสงครั้งนี้ ใครจะเป็นฝ่ายชนะล่ะ?”

 

หานซั่วชำเลืองมองไปยังทั้ง 2 ทีมที่อยู่ในจัตุรัส พลางถามอย่างไม่ใส่ใจ

 

“ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะทั้งธาตุมืดและธาตุแสงเป็น 2 สาขาที่แข็งแกร่งที่สุดในวิทยาลัยควบคู่กันมาโดยตลอด หลายปีมานี้ก็สลับกันชิงที่ 1 และที่ 2 กันอยู่แค่ 2 สาขานี้แหละ ส่วนสาขาอื่น ๆ ไม่เคยโค่นสถิติของทั้งคู่ลงได้เลย ปีที่แล้วธาตุมืดเป็นฝ่ายชนะ แต่เพราะหัวหน้าทีมของปีที่แล้วเพิ่งจบการศึกษาออกไป ในขณะที่หัวหน้าทีมของธาตุแสงคนเดิมยังอยู่ ข้าคิดว่าปีนี้ธาตุมืดอาจจะเจอปัญหาหนักพอสมควรอยู่เหมือนกัน”

 

ลิซ่าจ้องมองไปยังสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในจัตุรัสพร้อมกับอธิบายให้หานซั่วฟัง

 

“นั่นน่ะสิ เสียดายเหมือนกันนะที่สาขาศาสตร์แห่งความตายของเราไม่ได้แข่งอะไรกับเขาเลย หลายปีมานี่พวกธาตุมืดเองก็คอยกันเราออกมาตลอด ไม่ว่าอาจารย์แฟนนี่กับอาจารย์จีนจะพยายามหนักแค่ไหน แต่ก็เพราะเหตุผลนี้แหละ ที่ยืนในวิทยาลัยของทั้งคู่ถึงได้ลดน้อยถอยลงไปอยู่เรื่อย ๆ ดูนั่นสิ อาจารย์แฟนนี่ได้นั่งอยู่แถวหลังสุดเลย ส่วนอาจารย์จีนก็ไม่กล้าไปร่วมด้วยเพราะกลัวว่าจะถูกอาจารย์สาขาอื่นหัวเราะเยาะ สาขาศาสตร์แห่งความตายของเรานี่ก็เรียกได้ว่าล้มเหลวจริง ๆ นั่นแหละ”

 

เอมี่ส่ายศีรษะและพูดด้วยท่าทีผิดหวังและเศร้าสร้อย

 

“ต่อให้ลงไปเราก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก เพราะอสูรมิติมืดที่สาขาของเราอัญเชิญมาได้ก็อ่อนแอและแพ้เวทมนตร์ธาตุแสงอีก ถ้าปราศจากอสูรอัญเชิญแล้ว ลำพังพวกเรากับเวทมนตร์ศาตร์แห่งความตายเพียงอย่างเดียวก็สู้เวทย์โจมตีของธาตุแสงไม่ไหวอยู่ดี เพราะอย่างนี้ อาจารย์แฟนนี่ถึงได้ถูกบังคับให้ยอมรับในการจัดการของสาขาเวทมนตร์ธาตุมืดที่ไม่ยอมให้เราเข้าร่วมการแข่งขัน เพราะลงไปก็มีแต่จะเอาตัวเองไม่รอดเสียเปล่า ๆ”

 

อาธีน่าเองก็ผิดหวังไม่แพ้กัน ก่อนจะอธิบายเสริมต่อจากเอมี่

 

กลางจัตุรัสนั้นไม่ได้เป็นเพียงลานโล่ง ๆ อีกต่อไป แต่ทั้งภูเขาจำลองและต้นไม้ปลอมจำนวนมากถูกจัดวางไว้เพื่อเป็นสิ่งกีดขวาง รวมทั้งคูน้ำคดเคี้ยวและพื้นผิวขรุขระที่ถูกสร้างขึ้นเป็นบริเวณกว้าง เพราะทางฝ่ายบริหารวิทยาลัยต้องการให้นักเรียนได้แข่งขันในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมเสมือนจริง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมลานต่อสู้ถึงได้ซับซ้อนถึงเพียงนี้

 

ตอนนั้นเอง นักเรียนทั้ง 5 คนของทั้ง 2 ทีมใช้ต้นไม้ปลอมและหินรูปร่างประหลาดต่าง ๆ หลบซ่อนร่างกายภายในลานต่อสู้แห่งนั้น พวกเขาผลุบ ๆ โผล่ ๆ ออกมายิงเวทย์โจมตีใส่ฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ และใช้ประโยชน์จากสภาพภูมิประเทศในการล่าถอยหรือรวมกลุ่มกับคนในทีม เพราะม่านพลังเวทมนตร์ป้องกันที่ครอบจัตุรัสอยู่ทำให้แสงภายในลานต่อสู้ดูขมุกขมัวและไม่ค่อยสว่างนัก ดูเหมือนจะเป็นผลที่ตั้งใจทำให้เกิดขึ้นเพราะต้องการเอื้อประโยชน์ให้ทีมเพื่อการนั้น

 

ทั้งสองฝั่งยังไม่มันจะได้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด อยู่ดี ๆ ผู้แข่งขันจากสาขาธาตุมืดคนหนึ่งก็เอามือกุมท้องและล้มตัวลง หน้าผากของเขามีเหงื่อแตกเป็นเม็ดพร้อมกับที่ใบหน้าเริ่มถอดสี

 

ดีโอ จอมเวทย์ธาตุมืดมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นสถานการณ์เริ่มแย่ลง และรีบหันไปพูดกับอาจารย์ใหญ่เอ็มม่า

 

“อาจารย์ใหญ่ ฟิลไลด์ดูท่าจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ข้าเสนอให้หยุดการแข่งขันไว้ชั่วคราวเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนดีกว่านะครับ”

 

เอ็มม่า จอมขมังเวทย์ห้วงมิติเองก็มองดูฟิลไลด์ที่ล้มลงไปด้วยสีหน้าตระหนกตกใจ ดูเหมือนเธอจะสับสนว่าเพราะอะไรจู่ ๆ เขาถึงได้ล้มลงไปทั้ง ๆ ที่การต่อสู้จริงยังไม่ทันได้เกิดขึ้นด้วยซ้ำ เมื่อได้ยินดีโอเสนอมา เธอก็พยักหน้าตอบรับทันที

 

“หยุดก่อนเลย แล้วไปดูซิว่าเกิดอะไรขึ้นกับฟิลไลด์”

 

เอ็มม่าเพียงโบกมือของเธอขึ้นหนึ่งครั้ง แล้วม่านพลังเวทมนตร์ป้องกันที่คลุมจัตุรัสอยู่ก็สว่างขึ้นทันใด นักเรียนธาตุมืดคนอื่น ๆ ในทีมช่วยกันหิ้วฟิลไลด์ที่กำลังเจ็บปวดทรมานเข้ามาหาดีโอ เมื่อจอมเวทย์ธาตุมืดดีโอและอาจารย์คนอื่น ๆ ในสาขาเวทมนตร์ธาตุมืดตรวจสอบฟิลไลด์ เขาก็หันมาพูดกับเอมม่าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

 

“อาจารย์ใหญ่ครับ ฟิลไลด์กินอาหารที่ไม่ควรจะกินเข้าไป ข้าคิดว่าเขาคงเข้าร่วมการแข่งขันต่อไปไม่ได้แล้วล่ะ”

 

“โอ แย่แล้ว! เกิดอะไรขึ้นน่ะ? ฟิลไลด์กำลังจะจบการศึกษาและใกล้จะได้เป็นนักเวทย์ระดับสูงของสาขาเวทมนตร์ธาตุมืดแล้วด้วย แถมยังเป็นหัวหน้าทีมที่แข็งแกร่งที่สุดในทีม ถ้าอยู่ดี ๆ จะสู้ต่อไม่ไหว แบบนี้สาขาธาตุมืดก็ยิ่งมีโอกาสชนะน้อยลงอีกน่ะสิ”

 

อาธีน่าร้องออกมาด้วยความกังวลขณะจ้องมองฟิลไลด์ที่กำลังหน้าซีดเผือด

 

ซาร่าพยักหน้าเห็นด้วยและพูดต่อ

 

“นั่นสิ คีลังจากทีมสาขาธาตุแสงเองก็เป็นหัวหน้าทีมที่เคยมีประสบการณ์จากการแข่งขันปีที่แล้ว  เห็นพูดกันว่าเขาแข็งแกร่งเทียบเท่านักเวทย์ระดับสูงแล้วด้วยนะ แต่เพราะตั้งใจยืดเวลาการเลื่อนระดับออกไปเพื่อมาเข้าร่วมการแข่งขันในปีนี้โดยเฉพาะ ถ้าฟิลไลด์ยังอยู่ก็พอจะสู้กันได้อย่างสูสีอยู่หรอก แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ สาขาธาตุมืดก็หมดหวังแล้วล่ะ”

 

ประสาทสัมผัสในการได้ยินอันยอดเยี่ยมของหานซั่วได้ยินบทสนทนาของเอ็มม่าและดีโออย่างชัดเจน เพราะปัญหาสุขภาพของฟิลไลด์ในตอนนี้ ดีโอจึงพยายามโน้มน้าวให้เอ็มม่าเลื่อนการแข่งขันออกไปอีกสัก 2-3 วัน แต่เอ็มม่าปฏิเสธเพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎของวิทยาลัย และจะยอมให้ดีโอสลับนักเรียนคนอื่นมาลงแข่งขันแทนฟิลไลด์ได้เท่านั้น

 

สีหน้าของดีโอเริ่มเต็มไปโทสะขณะที่เขาเถียงกับเอ็มม่าอย่างเยือกเย็น พลางพูดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นต้องเป็นแผนของใครบางคนพร้อมกับพยายามสั่งให้เอ็มม่าเลื่อนวันแข่งขันออกไปให้ได้

 

แต่สุดท้ายแล้ว ดีโอก็เป็นเพียงอาจารย์สาขาเวทมนตร์ธาตุมืดคนหนึ่งเท่านั้น และไม่ได้มีฐานะเหนือกว่ากฎของวิทยาลัยแต่อย่างใด

 

เมื่อโน้มน้าวเอ็มม่าไม่สำเร็จ ดีโอก็พูดขึ้นอย่างมีน้ำโห

 

“ถ้าอย่างนั้น สาขาของเราก็ไม่แข่ง อยากให้คนพูดกันไปยังไงก็เชิญ!”

 

“อาจารย์ดีโอ ได้โปรดสงบสติอารมณ์ลงก่อน ในเมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแล้ว ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่คิดเปลี่ยนแปลงธรรมเนียมของวิทยาลัยหรอกนะ เจ้าพยายามหาคนมาลงแทนให้ได้เถอะ แล้วเราจะได้มาดูกันต่อว่าการแข่งขันปีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป”

 

เอ็มม่าที่ปกติจะใจดีและมีเมตตา เริ่มดูรำคาญใจอย่างเห็นได้ชัดขณะพูดกับดีโอด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

นอกจากจะเป็นถึงจอมขมังเวทย์ห้วงมิติแล้ว เอ็มม่าเองก็มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจในฐานะอาจารย์ใหญ่ของวิทยาลัยเช่นกัน เมื่อมีคำเตือนออกจากปากของเธอ ดีโอจึงได้แต่นิ่งเงียบไปจนพูดอะไรไม่ออก

 

หลังจากใคร่ครวญด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ครู่หนึ่ง ดีโอก็หันไปหาแฟนนี่และพูดกับเธอ

 

“อาจารย์แฟนนี่ สาขาศาสตร์แห่งความตายไม่เคยเข้าร่วมการต่อสู้มาหลายปีแล้ว ข้าคิดว่าถึงเวลาที่สาขาของเจ้าจะส่งใครออกมาสู้สักคนแล้วล่ะ ช่วยหาใครมาแทนที่ฟิลไลด์ทีเถอะ การแข่งขันจะได้ดำเนินต่อไปเสียที”

 

เพราะแฟนนี่นั่งอยู่ในแถวหลังจึงมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกอย่าง เธอสะดุ้งทันทีที่ได้ยินในสิ่งที่ดีโอพูด

 

“อาจารย์ดีโอ ท่านหมายความว่ายังไงคะ?”

 

ตอนนั้นเอง ทุกคนที่ได้ยินต่างรู้ดีว่าดีโอตั้งใจเลือกพูดกับแฟนนี่โดยเฉพาะ เพราะเขารู้ดีว่าสาขาของเขาไม่มีทางได้รับชัยชนะโดยปราศจากฟิลไลด์

 

เพราะถ้าทีมของพวกเขาพ่ายแพ้ ไม่ว่าใครก็จะบอกได้ว่าทุกอย่างเป็นผลจากอารมณ์ของเขา ในขณะที่สาขาศาสตร์แห่งความตายเองก็ถูกทุกคนตราหน้าว่าอ่อนแอ ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วดีโอสามารถหันไปขอร้องนักเรียนคนอื่นก็ได้นอกจากสาขาศาสตร์แห่งความตายเพื่อมาเติมเต็มตำแหน่งที่ขาดหายไป การกระทำของดีโอจึงไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าสาขาศาสตร์แห่งความตายอย่างแรง เพราะต้องการให้ความอับอายจากการพ่ายแพ้ไปตกลงที่สาขาศาสตร์แห่งความตายแทนอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“อาจารย์แฟนนี่ ท่านเองก็เป็นหนึ่งในสาขาธาตุมืด ท่านก็ต้องมีส่วนร่วมบ้างสิ ว่าไงล่ะ?”

 

อาจารย์สาขาธาตุมืดอีกคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ซึ่งเข้าในในเจตนาของดีโอเป็นอย่างดี ก็พูดเสริมขึ้นมาหลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง

 

ในขณะที่อาจารย์คนอื่น ๆ ที่นั่งข้างแฟนนี่ก็เฝ้ามองด้วยท่าทีสุขใจบนความทุกข์ที่แฟนนี่ได้รับ แม้บางคนจะแสดงสีหน้าสมเพชเวทนา แต่อย่างไรเสีย เป็นที่รู้กันดีว่าสาขาศาสตร์แห่งความตายนั้นอ่อนแอเพียงใด ทุกคนจึงไม่แสดงท่าทีใด ๆ มากไปกว่าความตื่นเต้นที่จะได้รอดูการแสดงเด็ด ๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้น

 

“ท่านเห็นสาขาศาสตร์แห่งความตายของเราเป็นอะไรกัน? คิดจะใช้พวกเราเป็นแพะรับบาปแทนพวกท่านงั้นรึ? ข้าไม่เอาด้วยหรอก!”

 

แฟนนี่เริ่มหน้าซีดเพราะรู้ว่าไม่มีนักเรียนคนไหนในสาขาของเธอจะร่วมต่อสู้ได้ เธอจึงหวังให้การแข่งขันนั้นสิ้นสุดลงโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทรมานจากสายตาหยามเหยียดและเวทนาของคนอื่น ๆ ไม่นึกฝันเลยว่าสุดท้ายแล้วดีโอก็เลือกที่จะทำให้เธออับอายได้มากถึงเพียงนี้ จึงตอกกลับดีโอออกไปด้วยความโมโห

 

หานซั่วรู้ดีว่าแฟนนี่จะเป็นคนที่อ่อนนอกแข็งใน หากเป็นสถานการณ์ปกติแฟนนี่มักจะเห็นด้วยและยิ้มให้คนอื่นเสมอเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง แต่หากมีคนก้าวล้ำเส้นของเธอเมื่อไหร่ แฟนนี่ก็จะโต้ตอบด้วยกำลังทั้งหมดที่มี และตอนนี้เองที่ดีโอดูเหมือนจะล้ำเส้นเธออย่างเห็นได้ชัด

 

เพราะการสนทนาในแถวของอาจารย์ไม่ได้ดังมาไกลถึงที่ ๆ เขายืนอยู่ ลิซ่าและคนอื่น ๆ จึงทำได้เพียงยืนงุนงงด้วยความสับสน เพราะไม่รู้ว่าทำไมอยู่ดี ๆ แฟนนี่ถึงผุดลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหัน ส่วนหานซั่วเองที่ได้ยินบทสนทนามาตั้งแต่ต้นก็มีสีหน้าถมึงทึงด้วยความโกรธเกรี้ยวราวกับกำลังสาปแช่งในความเลวทรามต่ำช้าของดีโอ

 

ร่างกายที่แข็งแรงของเขามีประโยชน์ในสถานการณ์แบบนี้ยิ่งนัก เขาผลักทุกคนที่ขวางทางให้หลบไปด้านข้างเพื่อวิ่งตรงไปยังเวทีกลางท่ามกลางเสียงก่นด่าอย่างไม่พอใจของพวกนักเรียนที่ถูกกระแทก เขาร้องตะโกนขึ้นมาทันที

 

“อาจารย์แฟนนี่ ข้าอยากสู้แทนฟิลไลด์ หวังว่าท่านจะอนุญาต!”

 

หานซั่วไม่สามารถควบคุมความโกรธภายในใจได้อีกต่อไปเมื่อเห็นแฟนนี่ถูกดูหมิ่นศักดิ์ศรีมากขนาดนี้ เขาจึงตะโกนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เสียงนั้นดังฟังชัดราวกับระฆังที่ก้องให้ได้ยินไปทั้งเวที

 

ทันใดนั้นเอง ทั้งจัตุรัสก็เงียบกริบไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ก่อนที่อยู่ ๆ เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้นภายหลัง สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องมาที่หานซั่วเป็นตาเดียวในขณะที่พวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและสงสัยใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

 

“เจ้าเด็กนั่นใครน่ะ? ใจกล้าดีเหมือนกันนี่นา!”

 

“หึ! จะมั่นใจเกินไปหน่อยแล้วมั้ง เพราะฟิลไลด์รู้ว่าไม่มีทางสู้สาขาของเราได้ก็เลยแกล้งป่วยแล้วก็ถอนตัวออกจากการแข่งขันไปซะเองมากกว่า น่าละอายจริง ๆ เชียว!”

 

“เอ๋? นั่นมันไบรอันที่อยู่สาขาของเราไม่ใช่เหรอ? เขากลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่น่ะ?”

 

เสียงดังระงมนั้นแปรเปลี่ยนไปทันทีเมื่อทั้งนักเรียนและอาจารย์ต่างกวาดตามองไปทั่วร่างกายของหานซั่ว พร้อมกับหันไปถามกันและกันว่าหานซั่วเป็นใครมาจากไหน

 

แฟนนี่เองก็ตกตะลึงไม่แพ้กันเมื่อเห็นหานซั่วปรากฏตัว ดวงตากลมโตของเธอเป็นประกายขึ้นมาในทันทีพร้อมกับรอยยิ้มหวานปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เคยกราดเกรี้ยวเมื่อครู่ แล้วเธอก็พูดกับหานซั่วด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

 

“ลืมไปซะเถอะ… เจ้าไม่เห็นเหรอว่าใครบางคนตั้งใจจะทำให้เราเป็นแพะรับบาปน่ะ?”

 

หานซั่วพยักหน้า พลางมองไปที่ดีโอที่กำลังพยายามแสร้งทำราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหันไปหาแฟนนี่

 

“ข้ารู้ แต่ข้าก็ยังอยากลองอยู่ดี สาขาศาสตร์แห่งความตายของเราอยู่เงียบ ๆ มานานเกินไป ถึงเวลาที่เราจะออกมาจากเงามืดได้แล้วล่ะ”

 

เพราะการแข่งขันครั้งนี้มีผลต่อจุดยืนของเหล่าอาจารย์ในวิทยาลัยต่อไปในอนาคต และในฐานะที่เป็นอาจารย์ของสาขาศาสตร์แห่งความตาย แฟนนี่ก็ถูกคนอย่างดีโอกลั่นแกล้งมาโดยตลอด ซึ่งหานซั่วไม่มีวันยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนเดิมอีกเด็ดขาด

 

คำประกาศของหานซั่วนั้นมาพร้อมกับความมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวที่ฉาบอยู่ในแววตา แม้แต่แฟนนี่เองก็จ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจไปหลายวินาทีก่อนที่เธอจะพยักหน้าตอบ และหันไปพูดกับดีโอ

 

“ตกลง ข้ายอมรับข้อเสนอ เด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นตัวแทนของฟิลไลด์ในการแข่งขัน”

 

ตัวตนของหานซั่วถูกเปิดเผยทันทีจากปากต่อปากของเหล่านักเรียนสาขาศาสตร์แห่งความตาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวชีวิตตอนที่เขายังเป็นเพียงทาสรับใช้ในวิทยาลัยและวีรกรรมต่าง ๆ ในป่าทมิฬล้วนถูกส่งต่อออกไปถึงหูของนักเรียนและอาจารย์ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้น

 

และยิ่งมีเรื่องที่แม่มดชราคามิลเลียเคยแพร่กระจายข่าวลือที่แฟนนี่และหานซั่วอยู่ด้วยกันในห้องนอนตอนดึก ๆ ดื่น ๆ และเรื่องที่หานซั่วอยู่บนเตียงของแฟนนี่ก็ยิ่งทำให้ในหัวของทุกคนคิดจินตนาการเตลิดไปไกลอย่างไร้ที่สิ้นสุด เสียงพูดคุยโดยรอบยิ่งทวีความดังมากขึ้นเรื่อย ๆ และสายตาเฉียบคมของทุกคนก็เริ่มเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นมากกว่าเดิม

 

“งั้นก็ลงตัวพอดี เขาจะเป็นตัวแทนของฟิลไลด์และเข้าร่วมการต่อสู้กับสาขาธาตุแสงในทันทีเลยสินะ อืมมม… เด็กนี่ก็แค่กร่างอยากจะโชว์เท่านั้นเอง ดูท่าการแข่งขันครั้งนี้คงจะจบโดยเร็วโดยไม่เสียเวลามากเท่าไหร่นักหรอก”

 

ดีโอพยักหน้าก่อนจะหันไปแขวะแฟนนี่

 

 

*******************************