0 Views

 

เรือนร่างโค้งเว้าของเอมิลี่น่าเย้ายวนใจและน่าดึงดูดราวกับต้องมนต์สะกดที่มิอาจลบล้างได้ ร่างกายที่เจริญวัยอย่างเต็มที่นั้นถูกรัดแน่นอยู่ในชุดที่บางส่วนทำด้วยผ้าตาข่ายที่เบาบางและโปร่งแสง ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งทำให้เรือนร่างนั้นน่าถวิลหามากยิ่งขึ้นไปอีก

 

ในตอนแรก หานซั่วตั้งใจเพียงจะขู่ให้เอมิลี่กลัว แต่ขณะที่เขากำลังเลื่อนตัวเข้าไปใกล้เธอ ความปรารถนาอันแรงกล้าที่ไม่สามารถควบคุมได้ก็พุ่งพล่านขึ้นในหัวใจ ความรู้สึกนั้นทะลักล้นและถาโถมเข้ามาอย่างบ้าคลั่งราวกับหิมะถล่มที่มิอาจหยุดไว้ได้ แม้แต่แก่นมนตราในร่างกายก็หมุนวนในความเร็วสูงมากกว่าเดิมหลายเท่าตัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หานซั่วซึ่งกำลังหอบหายใจอย่างแรงก็เริ่มรู้สึกว่าในหัวของเขาทั้งหนักและมึนงงไปหมดจนสติเริ่มพร่ามัว

 

“อย่านะ ได้โปรด อย่าทำอะไรข้าเลย ข้ายอมถอนคำสาปให้เจ้าก็ได้!”

 

เอมิลี่รู้สึกหวาดผวาสุดหัวใจขณะมองไปยังหานซั่วที่กำลังเข้ามาใกล้เธอมากขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับสัตว์ร้าย เธอไม่สามารถข่มความกลัวภายในใจไว้ได้อีกแล้ว และกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว

 

แต่ทว่า สิ่งที่ตอบกลับเธอมามีเพียงเสียงคำรามทุ้มต่ำของหานซั่วที่พุ่งตัวเข้าใส่เธอทันทีในเสี้ยววินาทีนั้น เขาขยำเศษผ้าชิ้นหนึ่งและยัดเข้าไปในปากของเอมิลี่เพื่อทำให้เธอเงียบ ทั้งมือและเท้ายังคงถูกรัดไว้ด้วยเชือก จนเธอสามารถทำได้เพียงกรีดร้องอย่างหวาดกลัวผ่านเศษผ้าที่อุดปากเอาไว้เท่านั้น

 

เอมิลี่เริ่มร้องไห้ ชุดตาข่ายบนร่างของเธอถูกฉีกออก ตามมาด้วยชุดคลุมหรูหราที่เธอสวมใส่ถูกฉีกกระชากอย่างบ้าคลั่งจนขาดชิ้นแล้วชิ้นเล่า เผยให้เห็นหน้าอกกลมกลึงที่ทั้งใหญ่และสวยงามคู่นั้นอย่างชัดเจน

 

เมื่อได้รับบาดเจ็บ จิตของหานซั่วซึ่งอยู่ในอาณาจักรพลังหลอมวิญญาณจึงควบคุมได้ยากเป็นอย่างยิ่ง ความตึงเครียดถาโถมเข้ามาไม่หยุด จนในที่สุด ทั้งสติและจิตวิญญาณของเขาก็เตลิด ส่งผลให้เขาพุ่งเข้าใส่เธออย่างควบคุมตนเองไม่ได้

 

แล้วเอมิลี่ที่มีเศษผ้ามัดแน่นไว้ที่มือก็ถูกหานซั่วผลักเข้าไปที่ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ ทันที เธอไม่สามารถขัดขืนใด ๆ ได้เลยในขณะที่มือข้างหนึ่งของหานซั่วเริ่มนวดคลึงไปทั่วหน้าอกที่ใหญ่เกินกว่าที่มือของเขาจะกุมไว้ได้หมด แล้วหน้าอกข้างซ้ายของเธอเริ่มกระเพื่อมไปมาตามแรงมือที่บีบรัดของหานซั่ว

 

ในขณะที่มืออีกข้างของเขาก็ฉีกทึ้งเสื้อผ้าที่เหลืออยู่ของเอมิลี่ เมื่อหน้าอกคู่นั้นเปลือยเปล่าจนหมด เอมิลี่รู้ทันทีว่าชุดชั้นในทั้งหมดของเธอถูกฉีกออกไปจนหมดแล้ว เอมิลี่ร้องไห้หนักขึ้นพร้อมกับส่ายหน้าไปมาอย่างรุนแรง และเรือนร่างอันงดงามของเธอก็พยายามดิ้นเพื่อให้หลุดจากพันธนาการของหานซั่ว

 

โชคร้ายที่นักเวทย์ก็ยังคงเป็นนักเวทย์อยู่วันยังค่ำ แม้จะเป็นถึงจอมเวทย์ก็ไม่ช่วยอะไร เพราะความแข็งแกร่งทางร่างกายของเธอห่างชั้นกับหานซั่วจนเกินกว่าจะนำมาเปรียบเทียบกันได้ และการดิ้นรนของเธอก็ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง จนในที่สุด ก็มีเพียงสองเต้าคู่นั้นที่สามารถขยับไปมากระแทกตัวหานซั่วเพราะแรงขัดขืน และแม้แต่ต้นขาเรียวงามของเธอก็ถูกขาของหานซั่วทับเอาไว้

 

แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่อาการดิ้นรนอย่างไร้ซึ่งพละกำลังของเธอกลับยิ่งทำให้หานซั่วยิ่งทวีความป่าเถื่อนมากขึ้นเรื่อย ๆ ชุดผ้าไหมหรูหราของเธอถูกฉีกทึ้งจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดใต้เศษผ้าเหล่านั้น เมื่อแทบไม่เหลืออะไรให้กระชากได้อีก หานซั่วก็เริ่มฉีกทึ้งเสื้อผ้าของตัวเองจนหมด

 

ขณะที่ร่างกายกำลังแนบชิดกับเอมิลี่ หานซั่วใช้เข่าแยกต้นขาของเธอให้กางออก และจากนั้นไม่นาน หานก็ใช้สิ่งชั่วร้ายของเขาสอดใส่เข้าไปในร่างของเธอ…

 

เอมิลี่กรีดร้องด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดผ่านผ้าที่อุดปากเอาไว้ เสี้ยววินาทีต่อมา ดวงตาของเธอก็รื้นไปด้วยน้ำตาดุจธารน้ำใสที่ไหลอาบทั้งสองแก้ม

 

หานซั่วซึ่งสติหลุดอย่างสมบูรณ์ไม่สามารถควบคุมตนเองให้มีเซ็กซ์อย่างอ่อนโยนได้อีกต่อไป เมื่อผ่านประสบการณ์การหล่อหลอมแก่นมนตรามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขามีพละกำลังมากมายเหนือจินตนาการ แม้เอมิลี่จะร้องไห้สะอึกสะอื้นมากเพียงใด หานซั่วก็ยังคงใช้แรงทั้งหมดที่มีร่วมรักกับเธอ ราวกับพยายามปลดปล่อยพลังทั้งหมดที่สั่งสมไว้มาเป็นเวลานานหลายปี

 

………………………………………………………….

 

เวลาผ่านไปนานทีเดียว หานซั่วค่อย ๆ คืนสติอย่างช้า ๆ แม้จะรู้สึกเหนื่อยราวกับเพิ่งผ่านสงครามครั้งใหญ่มา แต่ในหัวของเขากลับรู้สึกถึงความโล่งสบายอย่างน่าประหลาด ส่วนเอมิลี่ที่ถูกเขารัดแน่นขณะถูกผลักติดต้นไม้ก็มีรอยแดง ๆ เป็นรูปมืออยู่ทั่วเรือนร่างของเธอ เห็นได้ชัดว่าเธอขัดขืนเพราะถูกโอบรัดอย่างไม่เต็มใจ แม้ว่าจะมีร่องรอยของธารน้ำตาที่ไหลออกมาเป็นสาย แต่ใบหน้างดงามของเธอกลับแดงระเรื่ออย่างน่าเย้ายวนใจ ในขณะที่เธอกำลังหลับสนิทด้วยใบหน้าที่กำลังมีความสุข

 

หานซั่วเองก็ค่อย ๆ รู้สึกตัวอย่างช้า ๆ และเริ่มจำทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นได้ทั้ง ๆ ที่ส่วนนั้นของตัวเขาเองกำลังอยู่ในร่องที่ทั้งอุ่นและนิ่มลื่นนั้น หานซั่วยังคงอยู่ในท่านั้นและคิดใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนตัวเองออกมาจากส่วนลับของเอมิลี่ และหยิบเอาเสื้อคลุมผืนบางออกมาจากแหวนมิติเพื่อคลุมเรือนร่างอันเปลือยเปล่าของเอมิลี่เอาไว้

 

ขณะที่เดินลงไปยังสระน้ำเบื้องหน้า หานซั่วก็รู้สึกตื่นตัวและกระฉับกระเฉงอย่างเต็มที่ บาดแผลที่เขาได้รับเมื่อ 2-3 วันก่อนเริ่มหายดีแล้ว เมื่อเขาเดินลงไปที่สระน้ำเพื่อล้างตัว เขาก็พบว่ามีของเหลวสีแดงจาง ๆ อยู่ที่หว่างขา

 

เขาตกใจขึ้นมาทันทีและหันขวับไปมองเอมิลี่ที่ยังนอนไม่ได้สติ ด้วยรูปร่างที่สมกับความเป็นหญิงและท่าทียั่วยวนนั้นทำให้เอมิลี่ที่ถือได้ว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่งและมีอากัปกิริยาที่เรียกได้ว่ายั่วยวนเหลือเกิน หานซั่วจึงคิดในทีแรกว่าเธอคงจะผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาบ้างแล้ว แต่ไม่เคยคาดคิดเลยว่านี่จะเป็นครั้งแรกของเธอ และนี่ก็ทำให้เขาสับสนขึ้นมา

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเอมิลี่ถึงได้มีท่าทางตกใจถึงขนาดนั้นเมื่อเธอเห็นว่าเขากำลังเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางหื่นกระหาย และไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเธอถึงร้องด้วยความเจ็บปวดในตอนแรก และเริ่มส่งเสียงครางโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะหมดสติไปในขณะที่หานซั่วยังคงเคลื่อนไหวร่ายกายต่อไปจนจบ

 

หากแม้ว่าร่างกายของเอมิลี่จะมีมลทินมาก่อนแล้ว หานซั่วคงไม่ต้องรู้สึกละอายใจถึงขนาดนี้ ผู้หญิงธรรมดาทั่วไปคงไม่ห่วงเรื่องแบบนี้จนเกินไป แต่ในตอนนี้ ร่างกายของเอมิลี่ฟ้องชัดว่าหานซั่วเป็นผู้ชายคนแรกของเธอ จึงทำให้สถานการณ์เปลี่ยนไปไม่น้อย

 

ในขณะที่หานซั่วกำลังชำระล้างร่างกาย เขาพยายามคิดหัวแทบแตกว่าจะรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้อย่างไรดี ในหัวของเขาสับสนไปหมด และเขาคิดหาทางแก้ปัญหานี้ได้อย่างเหมาะสมไม่ได้เลย หานซั่วยังคงล้างตัวต่อไปอย่างไร้สติ ก่อนจะถูกเรียกสติกลับคืนมาด้วยเสียงครางอย่างแผ่วเบาที่ดังขึ้น

 

เศษผ้ายังคงถูกยัดไว้ในปากของเอมิลี่ และมือของเธอก็ยังถูกมัดไว้เช่นเดิม เธอยืนอยู่ตรงหน้าและดูเหมือนว่าเพิ่งจะได้สติไม่นาน และมองมายังหานซั่วด้วยสายตาที่ตื่นตระหนก โกรธเกรี้ยว และลังเลใจ และดวงตาที่รื้นน้ำตานั้นจ้องมองยังหานซั่วที่ยืนอยู่ในน้ำอย่างเยือกเย็น

 

เขาเกาหัวแกร่ก ๆ อย่างกระอักกระอ่วน หานซั่วรู้สึกว่าหัวกะโหลกของเขาถูกทิ่มแทงไปด้วยความด้านชา เขาลังเลใจแล้วลังเลใจอีกและใช้เวลานิ่งคิด จนสุดท้าย เขาก็เดินขึ้นมาจากน้ำ เอาเสื้อผ้าชุดใหม่ออกมาจากแหวนมิติเพื่อแต่งตัว เขายิ้มอย่างอาย ๆ ขณะเดินตรงไปหาเอมิลี่

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นอุบัติเหตุ”

 

เอมิลี่ยังคงจ้องเขม็งมายังหานซั่วด้วยความตื่นตระหนก  แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าเธอยังถูกอุดปากไว้จึงไม่สามารถพูดอะไรได้ เขาสูดหายใจลึกและอัญเชิญเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กออกมา ก่อนจะเอาผ้าที่อุดปากเธอไว้ออก

 

แล้วก็เป็นไปอย่างที่เขาคาด คำก่นด่าสาปแช่งต่าง ๆ นานา พรั่งพรูออกมาจากปากของเธอราวกับระเบิดทันทีที่เศษผ้าหลุดออกจากปาก

 

เสียงของเธอตะกุกตะกักในขณะที่พรั่งพรูคำสาปแช่งชั่วร้ายออกมาอย่างไม่ขาดสาย รวมทั้งข่มขู่และก่นด่าถึงความไร้ยางอายของเขา ว่าเขานั้นไร้ค่ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน หลังจากเวลาผ่านไปได้ราวครึ่งชั่วโมง เธอก็เริ่มหมดเรี่ยวแรงและเริ่มช้าลงก่อนจะหยุดไปเอง หานซั่วยังได้ยินคำอีก 2-3 คำที่เขาได้ยินไม่ถนัดนัก

 

เมื่อเห็นว่าเอมิลี่ที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เริ่มสงบลงแล้ว หานซั่วก็เริ่มพูดอย่างกระอักกระอ่วนพลางเกาหัว

 

“เราก็โต ๆ กันแล้วนะ นี่ก็เป็นครั้งแรกของข้าเหมือนกัน เจ้าไม่ได้โชคร้ายที่สุดอยู่คนเดียวสักหน่อย เราลืม ๆ มันไปซะเถอะนะ”

 

“ปล่อยข้า  ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้  เจ้าเด็กบ้า เจ้าจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต”

เอมิลี่เริ่มควบคุมตัวเองไม่ได้อีกครั้ง เธอพยายามดิ้นรนต่อสู้เมื่อได้ยินสิ่งที่หานซั่วพูด ราวกับว่าเธอจะยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อทำให้เขาได้ชดใช้

 

“เจ้าคนสารเลว เจ้าคนไร้ค่ายิ่งกว่าเดรัจฉาน เจ้าขืนใจข้าอย่างน่าไม่อาย เจ้าจะมาพูดว่าให้ลืม ๆ มันไปงั้นเหรอ?”

 

ราวกับเปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวที่ประทุออกมาจากสายตาเธอในขณะที่เธอพูดอย่างโกรธจัด

 

“ถึงเจ้าจะดูเจ็บปวดในตอนแรก แต่หลังจากนั้นข้าว่าเจ้าก็ดูจะพอใจอยู่นา นี่ก็เป็นครั้งแรกของข้าเหมือนกัน เจ้าไม่ได้โดนฉวยโอกาสคนเดียวสักหน่อย เอางี้แล้วกัน ถ้าข้าปล่อยเจ้าไป เราก็แยกกันเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อนดีมั้ยล่ะ?”

 

หานซั่วขมวดคิ้วเล็กน้อยและพยายามคิดอย่างระมัดระวังที่สุดก่อนจะเสนอทางออกนี้แก่เอมิลี่

 

“หุบปากไปเลยนะ!!!”

 

เอมิลี่ตะโกนออกมา ทำให้หานซั่วตกใจจนกระโดดหนี จากนั้นเอมิลี่ก็เงียบไป ก่อนจะเริ่มมีท่าทีอ่อนแอและยอมจำนน เธอมองหานซั่วและพูดขึ้นช้า ๆ

 

“ถ้าเจ้าไม่มีคำอธิบายอะไรให้ข้า ข้าจะฆ่าตัวตายเดี๋ยวนี้ เจ้าเองก็จะต้องทุกข์ทรมานเพื่อที่จะหนีรอดจากคำสาปเมื่อมันเริ่มออกฤทธิ์หลังจากที่ข้าตายไปแล้ว”

 

หานซั่วเกาหัวเบาๆ ก่อนจะตรงตรงเข้าไปหาเอมิลี่ เขาหยิบคมมีดพิชิตมารขึ้นมาและแก้มัดเชือกที่มือและขาของเธอ เขาเอ่ยปากพูดอย่างนุ่มนวล

 

“ทำไมเจ้าไม่ล้างเนื้อล้างตัวก่อนล่ะ แล้วเราค่อยมาคุยกัน”

 

เมื่อพูดจบ หานซั่วก็เพิ่มระดับความตื่นตัวขึ้นทันทีและพร้อมตั้งรับการจู่โจมที่ไม่คาดคิดของเอมิลี่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาแก้มัดเธอแล้ว เธอก็ไม่มีท่าทีใดส่ออันตรายใด ๆ เธอกลับจ้องมองร่างกายของหานซั่วราวกับว่าต้องการจะมองเขาให้ชัดเจน

 

เมื่อจ้องมองไปได้พักหนึ่ง เอมิลี่ก็พยักหน้าเบา ๆ ด้วยสีหน้าเหม่อลอย ก่อนจะหยิบเอาเสื้อคลุมมาคลุมกายให้แน่นขึ้น เธอเดินตรงไปยังสระน้ำ แต่ขาเธอไร้เรี่ยวแรงจนเกือบสะดุดล้มลงบนพื้น เธอร้องอุทานออกมาเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ชะลอฝีเท้าลง

 

เมื่อเธอเดินลงไปยังสระน้ำ เธอก็ถอดชุดคลุมและโยนมันออกไปด้านข้าง เผยให้เห็นเรืองร่างอันเย้ายวนของหญิงสาว แล้วเธอก็เริ่มชำระล้างร่างกายโดยไม่ปิดบังอะไรทั้งสิ้น

 

 

 

 

เมื่อได้ยลเรือนร่างอันชวนมองนั้นหลังจากที่เขาได้ลองลิ้มรสความหอมหวานของสัมพันธ์ชายหญิงอันน่าพึงพอใจเป็นครั้งแรกแล้ว จิตใจของเขาก็รู้สึกหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

“เฮ้ !!! ข้ายังอยู่ตรงนี้นะ เจ้าถอดชุดออกแล้วอาบน้ำแบบนั้น คิดดีแล้วเหรอ?”

 

ทันใดนั้นเธอก็หันขวับกลับมา เผยให้เห็นหน้าท้องอันเรียบตึงและบริเวณเล็ก ๆ สีเข้มตรงหว่างขา เธอจ้องมองหานซั่วอย่างดุร้าย

 

“เจ้าก็เห็นไปหมดแล้ว จับไปหมดแล้วด้วยนี่ แล้วยังจะกล้าดีมาทำท่าคิดมากต่อหน้าข้าอีก เจ้านี่มันน่าไม่อายจนเกินเยียวยาจริง ๆ เฮอะ!! ถ้าข้าออกไปไกลกว่านี้ใครจะไปรู้ว่าเจ้าจะไม่ฉวยโอกาสหนีไป ข้าก็ต้องคอยจับตาดูเจ้าแบบนี้แหละ!”

 

หานซั่วคิดจะหนีอยู่เหมือนกันเมื่อเขามีโอกาส แต่เมื่อได้ยินเอมิลี่พูดดังนั้น เขาก็ได้แต่ยิ้มแหย ๆ ด้วยความละอายใจ

 

“ข้าไม่ใช่คนไร้ความรับผิดชอบขนาดนั้นซะหน่อย ฮะ ๆ ๆ เจ้าล้างตัวไปเถอะ ข้าจะคอยระวังให้เอง”

 

เมื่อเวลาผ่านไปได้ซักระยะ เอมิลี่ที่ดูสดชื่นขึ้นในชุดเสื้อคลุมเวทมนตร์หรูหราก็ปรากฏต่อสายตาของหานซั่วอีกครั้ง เธอดูเปล่งประกายด้วยความสวยงาม เธอเดินตรงมายังหานซั่วและมองไปยังเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กที่แกว่งกริชกระดูกไปมาอย่างสงสัยใคร่รู้ จากนั้นก็มองไปที่หานซั่วก่อนจะเอ่ยปากถาม

 

“หลังจากให้เวลาเจ้าคิดมาซักพักแล้ว เจ้ามีคำอธิบายให้ข้ารึยังล่ะ?”

 

เมื่อเฝ้ามองอยู่ครู่หนึ่ง หานซั่วก็ดึงตัวเอมิลี่เข้าในอ้อมกอดของเขาด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วก็บรรจงจูบไปที่ริมฝีปากสีแดงที่ดูหอมหวานนั้น มือของเขาเล้าโลมไปทั่วเรือนร่างกลมกลึงของเธอ ความรู้สึกมัวเมาอันน่าพิศวงนั้นเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วจิตใจของเขาเมื่อปากและลิ้นของทั้งคู่นั้นกำลังพันกันอย่างดูดดื่ม แล้วเขาก็กอดรัดร่างเธอไว้

 

เอมิลี่พยายามจะดิ้นหนีอย่างรุนแรงในทีแรก แม้ว่าเชือกที่ถูกพันธนาการมือและเท้าของเธอไว้จะถูกปลดออกแล้ว ก็ยังยากที่จะหนีออกจากอ้อมกอดของหานซั่วได้ ในขณะที่หานซั่วนั้นจูบเธอไปได้ครู่หนึ่ง ร่างกายของเธอก็เริ่มโอนอ่อนลงเรื่อย ๆ และในที่สุดก็ยอมจำนนและจูบตอบเขาอย่างดูดดื่มด้วยลิ้นที่ราวกับงูตัวเล็ก ๆ ในปาก

 

เมื่อเวลาผ่านไปซักครู่ ทั้ง 2 เริ่มหายใจแรงขึ้น พวกเขาหอบหายใจก่อนจะแยกออกจากกัน หานซั่วกระซิบอย่างแผ่วเบาที่ใบหูเล็ก ๆ ของเธอ

 

“เจ้าเป็นผู้หญิงของข้าแล้วนะ”

 

เอมิลี่ตัวแข็งทื่อไปในทีแรก จากนั้นก็โอบกอดหานซั่วราวกับงูตัวเล็ก ๆ และงับลงที่หูของเขาเบาๆ

 

“หืมมม…เจ้าคนหน้าไม่อาย อย่างน้อยเจ้าก็รู้ว่าควรทำอะไร”

 

หานซั่วหัวเราะร่าด้วยความภูมิใจ เขารวบเธอเข้ามาใกล้ขณะที่จับสะโพกเธอและเริ่มรุกล้ำเข้าไปตรงกลางภายใต้การขัดขืนของเธอ เขาหยุดก็ต่อเมื่อเห็นว่าเอมิลี่นั้นใกล้จะหมดสติ

 

3 วันให้หลัง หานซั่วและเอมิลี่อยู่ระหว่างเดินทางไปยังสุสานแห่งความตาย ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เป็นเพียงคนแปลกหน้า แต่ก็กลายเป็นห่างกันไม่ได้ในทันทีเมื่อทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกัน

 

ระหว่างการเดินทาง ด้วยร่างกายที่แข็งแรงของหานซั่ว ทำให้เอมิลี่นั้นต้องเร่งฝีเท้าจนโซเซไปมาตลอดเวลาที่เธอเดิน จนเธอต้องขอเกี่ยวแขนเขาไว้จนกว่าเธอจะหายเหนื่อย

 

เมื่อได้ลิ้มรสชาติอันหอมหวาน หานซั่วก็ได้รู้ในที่สุดว่าความน่าพึงพอใจระหว่างชายหญิงนั้นเกินกว่าจะพรรณนาได้ด้วยคำพูด ระยะเวลาที่ผ่านไป 2 วันนั้น ทำให้เขารู้สึกสงสัยว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวของเขาเองนั้นใช้ชีวิตอย่างไร้แก่นสารและปล่อยให้ตัวเองเสื่อมโทรมลงอย่างเสียเปล่ามานานขนาดนั้นได้ยังไง

 

ยิ่งเข้าใกล้สุสานแห่งความตายมากขึ้น หานซั่วก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ขณะที่เขามองไปยังเอมิลี่ที่ทั้งเฉลียวฉลาดและน่าตกตะลึง พวกเขาทั้ง 2 ไม่ได้เปิดเผยตัวตนต่อกัน เพราะอย่างนั้นหานซั่วจึงยังไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเอมิลี่จนกระทั่งตอนนี้

 

และตอนนั้นเอง เรื่องเดียวที่หานซั่วรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่ซักหน่อย นั่นก็คือเขาไม่แน่ใจว่าจะเผชิญหน้ากับแฟนนี่ได้อย่างไรในวันข้างหน้า  เขามีความรู้สึกที่จริงจังกับแฟนนี่ และด้วยเหตุการณ์ที่ยากจะอธิบายเกิดขึ้นระหว่างเขากับเอมิลี่ เขาก็ไม่รู้เลยว่าจะรับมือกับเรื่องนี้อย่างไรต่อไป จึงได้แต่เพียงปล่อยให้มันเป็นไปตามปกติเท่านั้น

 

เมื่อเข้ามาใกล้บริเวณสุสานแห่งความตาย  หานซั่วก็รู้สึกกังวลอย่างไม่รู้ตัว สุสานแห่งความตายนั้นเป็นความลับสุดยอดของหานซั่ว และหนทางที่เร็วที่สุดเพื่อที่จะกลับไปยังจักรวรรดิก็คือผ่านวงเวทย์เคลื่อนย้ายที่อยู่ภายในสุสาน และตอนนี้เอมิลี่ก็มีท่าทีว่าจะยืนหยัดร่วมกันกับเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลย และไม่กลัวที่จะรับความเสี่ยงที่จะบอกความลับนี้ให้เธอรู้ เขาอยู่ในจุดที่ตัดสินใจยากเหลือเกิน

 

“อย่าห่วงเลย ข้าโกหกเจ้าเรื่องคำสาปน่ะ จริง ๆ แล้วเจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น การที่จะสาปใครจำเป็นต้องใช้บางสิ่งบางอย่างจากคน ๆ นั้นเพื่อเป็นสื่อ มันไม่ได้ง่ายแค่จุมพิตแบบนั้นหรอก ถ้าข้าจะสาปแช่งเจ้าจริง ๆ น่ะ ข้าเองก็ต้องแลกด้วยราคาที่สูงพอตัวเหมือนกัน”

 

เอมิลี่เห็นว่าหานซั่วมีสีหน้าเคร่งเครียดจึงคิดว่าเขาอาจจะกำลังกังวลเรื่องคำสาป เธอยิ้มอย่างไม่รู้ตัวและอธิบาเพื่อปลอบให้เขาสบายใจ

 

หานซั่วสะดุ้งตกใจทันที แม้เขาจะไม่ได้กลัดกลุ้มเรื่องคำสาปนั้นเลย แต่เขาก็รู้สึกโล่งใจที่ได้ยินเธอบอกว่าคำสาปนั้นเป็นเพียงคำสาปปลอม ๆ เมื่อนึกถึงกระแสพลังแปลกประหลาดที่ไหลเข้าสู่ร่างกายตอนที่เอมิลี่จุมพิตเขาที่แก้มในครั้งนั้นขึ้นมาได้ หานซั่วจึงนิ่วหน้าและมองเอมิลี่ด้วยสีหน้าสงสัย

 

“แต่ข้าสัมผัสได้ถึงพลังแปลก ๆ ที่ไหลเข้าร่างข้าได้จริง ๆ นี่นา แล้วพลังนั่นมันคืออะไรกันล่ะ?”

 

“ฮะ ๆ ๆ นั่นก็แค่คำสาปโรคภัยระดับต่ำ จริง ๆ มันก็แค่จะทำให้เจ้าเห็นภาพหลอนเท่านั้นแหละ”

 

เอมิลี่มองหานซั่วด้วยความภูมิใจ พร้อมอธิบายด้วยรอยยิ้ม

 

เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้พลางจ้องมองหานซั่ว

 

“พูดถึงคำสาปโรคภัยขึ้นมาแล้ว ข้าเองก็เกือบลืมไปเสียสนิทเลย จริง ๆ เจ้าควรจะป่วยตั้งแต่ตอนโดนคำสาปแล้วนี่นา เจ้าเป็นแค่นักเวทย์ผู้ใช้ความตายระดับต้น แต่ทำไมเจ้าถึงไม่เป็นอะไรเลยล่ะ ขนาดตอนทำมิดีมิร้ายข้า ยังมีกำลังวังชาบ้าคลั่งได้ถึงขนาดนั้นอีกนะ เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

 

เห็นได้ชัดว่าคำสาปโรคภัยระดับต่ำไม่สามารถทำอันตรายร่างกายหื่นกามของเขาได้เลย ด้วยแก่นมนตราที่เขาเฝ้าหล่อหลอมมานับครั้งไม่ถ้วนซึ่งเสริมสร้างร่างกายที่แข็งแกร่งให้กับหานซั่ว ในขณะที่เอมิลี่คิดว่าหานซั่วเป็นเพียงนักเวทย์ผู้ใช้ความตายธรรมดา ๆ จึงไม่แปลกที่เธอคิดว่าเรื่องนี้น่าสงสัยอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม หานซั่วก็ไม่ยอมอธิบายอะไร เขาเพียงแต่หัวเราะหึ ๆ ในลำคออย่างชั่วร้ายเท่านั้น

 

“เจ้าเด็กร้ายกาจ ชอบทำตัวลึกลับนักนะ!”

 

เอมิลี่ยอมจำนนอย่างเสียไม่ได้พลางกลอกตามองหานซั่ว

 

ทันใดนั้นเอง คิ้วของหานซั่วก็ขมวดแน่นอีกครั้ง ในขณะที่ปีศาจปฐมภูมิตนหนึ่งสัมผัสได้ถึงการปรากฏตัวของบุคคลที่ไม่สมควรจะมาอยู่ในบริเวณนั้นเลย — จอมเวทย์ธาตุลมดุ๊ค และนักดาบระดับสูงเอริคนั่นเอง!

 

ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่แล้วในวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลน ตามที่หานซั่วได้รายงานต่อ “องครักษ์ชุดดำ” ทำให้คามิลเลียหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนดุ๊คและเอริคก็รีบร้อนกลับไปยังจักรวรรดิคาซีทันที ใครจะไปนึกว่ามทั้งสองคนจะกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งหลังจากผ่านไปเพียงประมาณ 20 วัน

 

“เคยมีบางคนเคยพบสุสานแห่งความตายอยู่บริเวณนี้ แต่คนผู้นั้นกลับตายไปอย่างอธิบายไม่ได้สินะขอรับ”

 

เอริคเหวี่ยงดาบใหญ่ในมือไปมาเพื่อถางสุมทุมพุ่มไม้ที่ขึ้นอย่างหนาแน่น เขาพูดขึ้นขณะพยายามทำทางให้ดุ๊คเดินโดยสะดวก

 

“อืม… ดูเหมือนสุสานแห่งความตายจะอยู่แถวนี้ จะว่าไป พวกคนของ “องรักษ์ชุดดำ” แห่งจักรวรรดิแลนซล็อตนี่ก็น่ากลัวใช่เล่น สงสัยจริง ว่าตัวตนของคามิลเลียถูกเปิดโปงได้ยังไง… คืนนั้นอยู่ดี ๆ หล่อนก็ถูกฆ่า ส่วนพวกเราก็โชคดีที่อ่านสถานการณ์ออกทันเวลา ถ้าขืนยังอยู่ที่วิทยาลัยต่อล่ะก็ พวกเราเองก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างกับคามิลเลียหรอก”

 

ดุ๊คจอมเวทย์ชรานิ่วหน้าพลางพึมพำเผยข้อมูลบางอย่างออกมาอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนการตายของคามิลเลียคงเป็นฝีมือพวกองครักษ์ชุดดำอย่างแน่นอน

 

“นี่… นี่… ได้ยินรึเปล่า!”

 

เสียงตะโกนจากปากของเอมิเลียดังขึ้นเรื่อย ๆ หานซั่วค่อย ๆ คืนสติทันที และเห็นว่าเอมิเลียกำลังลูบใบหน้าของเขาด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะถามเขาอย่างอารมณ์ดี

 

“เจ้าปีศาจตัวน้อยของข้า กำลังคิดเรื่องชั่วร้ายอะไรอยู่รึไงกัน ถึงได้เหม่อลอยแบบนี้?”

 

“มีเสียงบางอย่างดังมาจากทางทิศใต้ เรารีบไปดูกันเถอะ!”

 

จากเดิมที่ดุ๊คเคยเดินอย่างไม่รีบร้อนอะไร ก็ส่งสัญญาณบอกให้เอริคเงียบเสียง พลางร้องบอกเขาเบา ๆ แล้วดุ๊คก็ค่อย ๆ ลอยตัวขึ้นด้วยเวทย์เหินหาวและพุ่งตัวไปยังทิศที่หานซั่วและเอมิลี่อยู่ทันที

 

“มีคนกำลังมาทางนี้ รีบซ่อนตัวเร็วเข้า!”

 

หานซั่วสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวของดุ๊คและรีบบอกเอมิลี่ เขาส่งปีศาจปฐมภูมิอีกตนหนึ่งออกไปเฝ้าสังเกตการณ์ ก่อนจะรวบเอวของเอมิลี่เอาไว้และพุ่งตัวไปยังต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ทางด้านซ้าย

 

เมื่อมาถึง หานซั่วบอกเธอด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“ใช้เวทย์เหินหาวลอยตัวตามข้าขึ้นไปบนต้นไม้นะ พวกเราซ่อนตัวอยู่ด้วยกันดีกว่า”

 

แล้วหานซั่วก็ปีนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างคล่องแคล่วทันทีที่พูดจบ และไปหยุดบนกิ่งไม้หนาขนาดใหญ่ที่มีใบไม้หนาแน่นในเวลาเพียงชั่วพริบตา และโบกมือเรียกเอมิลี่ที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศให้ขึ้นมาหาเขา

 

“ทำไมข้าถึงสัมผัสถึงอะไรไม่ได้เลยล่ะ? เจ้าระแวงไปเองรึเปล่า?”

 

เอมิลี่กระซิบพูดกับเขาเบา ๆ ด้วยความสงสัย ก่อนจะแทรกตัวเข้าไปในพุ่มไม้หนาและอิงแอบอยู่แนบกายหานซั่วด้วยท่าทีสบายใจ

 

“ชู่ววว…”

 

หานซั่วส่งสัญญาณให้เธอเงียบ ก่อนจะสูดหายใจเข้าลึก ๆ ครั้งหนึ่ง เพื่อควบคุมการหายใจและจังหวะการเต้นของหัวใจ

 

เอมิลี่ยังคงคิดว่าหานซั่วตื่นตูมไปเอง จึงตั้งใจจะเอ่ยปากล้อเลียนเขาอีกครั้ง แต่แล้ว คิ้วของเอมิลี่ก็ขมวดแน่นทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวบางอย่าง เธอรีบร่ายเวทมนตร์ด้วยเสียงแผ่วเบา แล้วมวลหมอกสีเทาก็ก่อร่างขึ้นปกคลุมและบดบังตำแหน่งที่พวกเขาอยู่

 

ในฐานะจอมเวทย์ เอมิลี่เองก็มีประสาทรับเสียงที่ไวมากทีเดียว แต่เพราะจอมเวทย์ธาตุลมเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ธาตุลมมากกว่าจอมเวทย์ธาตุอื่น ๆ ดุ๊คจึงได้ยินเสียงที่เอมิลี่ร้องเรียกหานซั่วได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

“นั่นมันตาแก่ดุ๊คจากจักรวรรดิคาซีนี่นา!”

 

จิตสังหารแผ่ซ่านออกมาจากดวงตาร้อนผ่าวของเอมิลี่ทันทีเมื่อเห็นดุ๊คปรากฏตัว

 

หานซั่วประหลาดใจเมื่อได้ยินเอมิลี่ร้องออกมา เพราะไม่คิดว่าเอมิลี่จะรู้จักดุ๊คด้วยเหมือนกัน

 

 

**********************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย