0 Views

 

พวกนักดาบช่วยกันทำเปลหามง่าย ๆ ขึ้นมา  เพื่อช่วยแบกโอดิสซุส และเพราะเขาเข้าใจสถานการณ์เป็นอย่างดี โอดิสซุสจึงพยายามปรามทุกคนเกี่ยวกับอคติที่พวกเขามีต่อทรังค์ส ซึ่งแม้ว่าจะไม่เรียกร้องความตายของทรังค์สอีกต่อไปแล้ว แต่ทุกคนก็ยังจ้องมองเขาด้วยสายตาเกลียดชังอยู่ดี

 

ทรังค์สไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไรในความเคียดแค้นที่ทุกคนมีต่อเขา จนหานซั่วรู้สึกว่าเขาไม่สนใจสักนิดเลยเสียด้วยซ้ำ และเมื่อหานซั่วลองถามดูก็ต้องประหลาดใจ เพราะทรังค์สตอบกลับมาอย่างเรียบง่าย

 

“ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นคนตรวจจับความเคลื่อนไหวของข้าได้ล่ะก็ ป่านนี้เจ้าพวกนั้นคงตายไปไม่เหลือสักคนแล้วล่ะ และข้าก็ไม่เคยสนใจคนที่ไม่มีปัญญาทำอะไรข้าได้อยู่แล้วด้วย”

 

หลายวันที่เขาอยู่ร่วมกับทรังค์ส หานซั่วก็เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับป่าทมิฬจากทรังค์สได้มากขึ้น   ลึกเข้าไปในป่าทมิฬ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง ปัจจัยอย่างอื่นถึงจะมีความสำคัญรองลงมา ซึ่งการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาดหรือเผลอส่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอแม้เพียงนิดเดียว ก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คนผู้นั้นต้องตาย

 

3 วันผ่านไป เมื่อทุกคนเดินทางลึกเข้าไปในป่าทมิฬมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีทรังค์สคอยชี้นำ และอาการบาดเจ็บของโอดิสซุสก็เริ่มทรงตัวแล้วและแผลเริ่มตกสะเก็ด แต่ยังขยับตัวไม่ได้เช่นเคย

 

แม้แต่บาดแผลของทรังค์เองก็เริ่มดีขึ้นหลังจากที่ได้รับการดูแล แต่เพราะถูกคมมีดพิชิตมารแทงเข้า มือและเท้าของทรังค์สก็เคลื่อนไหวได้ไม่คล่องแคล่วนัก อย่างไรก็ตาม หน้าที่เคยซีดเซียวของเขาเริ่มมีสีสันขึ้นอีกครั้ง

 

เวลาเที่ยงวัน ทุกคนก็เดินทางมาถึงริมสระน้ำแห่งหนึ่ง พวกเขาวางโอดิสซุสลงที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจเดินไปตักน้ำหวังจะดื่มเพื่อดับกระหาย

 

แต่ก่อนที่ทุกคนจะทันได้เคลื่อนตัวไปยังสระน้ำ ทรังค์สซึ่งกำลังยืนอยู่ข้างหานซั่วก็นิ่วหน้าทันที พลางเอ่ยปากบอกหานซั่ว

 

“บอกพวกเขาให้ระวังหน่อย เจ้าเห็นสาหร่ายที่อยู่ในน้ำนั่นมั้ย? รากของสาหร่ายพวกนั้นเต็มไปด้วยหนามแหลมคมที่จะพุ่งขึ้นมาลากเจ้าลงน้ำทันทีที่มันจับสัมผัสของมนุษย์หรือสัตว์ตัวใดก็ตามที่เข้าไปใกล้ โดนแบบนั้นเข้าไปก็ตายได้ง่าย ๆ เลยล่ะ”

 

หานซั่วรีบร้องบอกทันทีเมื่อได้ยินที่ทรังค์สพูด

 

“กอร์ดอน พวกเจ้าหยุดอยู่ตรงนั้นแหละ อย่าเพิ่งขยับ”

 

“แต่ถ้าเจ้าถือคบเพลิงไว้กับตัวล่ะก็ ความร้อนจากไฟจะทำให้พวกมันกลัว และจู่โจมเจ้าได้ยากขึ้น”

 

ทรังค์สพูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบาเมื่อเห็นว่าหานซั่วกำลังจ้องมองเขาอยู่

 

“ขอบใจ”

 

หานซั่วบอกกับทรังค์สเบา ๆ ก่อนจะเดินไปหากอร์ดอนและคนอื่น ๆ พลางอธิบายถึงอันตรายของสาหร่ายให้พวกเขาฟังและเตือนให้ถือคบเพลิงไว้เวลาเข้าใกล้สระน้ำ

 

เมื่อทุกคนเริ่มทำตามที่หานซั่วแนะนำ ปีศาจปฐมภูมิตนหนึ่งที่คอยเฝ้าระวังอยู่ห่าง ๆ ก็จับความเคลื่อนไหวของมันติคอร์ได้ หานซั่วสะดุ้งตกใจทันทีและรีบเดินเข้าไปหาทรังค์ส

 

“มันติคอร์ของเจ้าอยู่แถวนี้”

 

ทรังค์สพยักหน้า พลางมองหน้าหานซั่วด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ

 

“เจ้านี่จับความเคลื่อนไหวของทุกอย่างในระยะโดยรอบเจ้าได้จริง ๆ ใช่แล้วล่ะ ที่ข้าเลือกเดินเส้นทางนี้เพราะข้าเคยสอนมันติคอร์ให้มารอข้าที่นี่ เพราะตรงนี้จะมีกลิ่นของข้าที่มีมันตัวเดียวเท่านั้นที่สัมผัสได้ และแบบนั้นมันจะหาข้าพบได้ในเวลาไม่นานนักน่ะ”

 

“อย่างงี้นี่เอง หวังว่าเจ้าจะบอกมันติคอร์ให้ทำตัวดี ๆ ได้นะ”

 

หานซั่วรู้ดีว่าทรังค์สเป็นคนรักษาสัญญา และชื่อเสียงด้านนี้ของเขาก็ดีมาโดยตลอด เขาจึงไม่รู้สึกกลัวว่าทรังค์จะทำอะไรตุกติกสักเท่าไหร่ แม้ว่ามันติคอร์จะเป็นถึงสัตว์วิเศษระดับ 1 ที่มีความแข็งแกร่งไร้ขีดจำกัดและเดาได้ยากว่าอารมณ์ไหนจะเป็นมิตรหรือศัตรู ถ้าอยู่ดี ๆ มันคิดจู่โจมเขา โอดิสซุส และคนอื่น ๆ ทันทีที่มันปรากฏตัวขึ้นล่ะก็ เรื่องราวคงกลับกลายเป็นความเสี่ยงไม่น้อยเลยทีเดียว

 

“ไม่ต้องให้เจ้ามาบอก ข้าก็รู้อยู่แล้วล่ะน่าว่าต้องทำยังไง”

 

ทรังค์สยืดเส้นสายอย่างเกียจคร้านขณะเอนร่างพิงต้นไม้ใหญ่ข้าง ๆ และผิวปากเสียงดัง

 

แล้วมันติคอร์ที่คอยวนเวียนอยู่ห่าง ๆ ก็เคลื่อนตัวใกล้เข้ามาด้วยความรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเสียงผิวปากเรียกของทรังค์ส เพียง 10 วินาที มันก็มายืนอย่างว่านอนสอนง่ายเบื้องหน้าทรังค์ส ขณะที่กอร์ดอนและคนอื่น ๆ กำลังตักน้ำกันอยู่ เมื่อเห็นมันติคอร์ก็ตกใจยิ่งกว่าเห็นผี แต่หานซั่วก็พยายามพูดปลอบให้ทุกคนสงบ

 

ทันใดนั้นเอง ที่ปีศาจปฐมภูมิตนเดิมที่จับความเคลื่อนไหวของมันติคอร์ได้เมื่อครู่ ก็พบเห็นปรากฏการณ์แปลก ๆ บางอย่าง อยู่ดี ๆ กิ่งต้นไม้สีเขียวชอุ่มก็พลันบิดตัวอย่างน่าเหลือเชื่อ กิ่งไม้นั้นม้วนตัวไปมาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับกลายเป็นมือและเท้าของมนุษย์

 

หานซั่วกำลังรับรู้ความเคลื่อนไหวนั้นผ่านปีศาจปฐมภูมิและพยายามเพ่งสมาธิสังเกตการณ์สิ่งนั้นด้วยด้วยความแน่วแน่ ในขณะที่กิ่งต้นไม้ยังคงเกี่ยวกระหวัดม้วนพันกันไปมาจนกลายเป็นร่างของคน ๆ หนึ่งในชุดที่ทำจากเปลือกไม้ คนประหลาดผู้นี้มีผมสีเขียวเข้ม และดูละม้ายคล้ายคลึงราวกับพวกโทรลล์ป่าก็ไม่ปาน แต่กลับมีหูชี้แหลมเหมือนพวกเอลฟ์

 

 

 

 

หานซั่วสับสนงุนงงสุดขีด ขณะที่คนผู้นั้นกำลังเดินมุ่งหน้าไปตามทางเดียวกับที่มันติคอร์เพิ่งวิ่งผ่านไปเมื่อครู่ พลางพึมพำด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“ถ้ามันติคอร์อยู่นี่ล่ะก็ แสดงว่าทรังค์คงอยู่แถวนี้สินะ”

 

หานซั่วสะดุ้งทันทีและรีบหันมาจ้องหน้าทรังค์ส

 

“มีคนประหลาดสะกดรอยตามมันติคอร์มา เขาเพิ่งกลายร่างมาจากต้นไม้ และกำลังมุ่งหน้ามาทางเดียวกันกับที่มันติคอร์เพิ่งวิ่งมา ดูเหมือนเขาจะรู้จักเจ้าด้วย”

 

ท่าทีเกียจคร้านของทรังค์สจางหายไปทันทีเมื่อได้ยินที่หานซั่วพูด พลางผุดลุกขึ้นยืนและขึ้นไปบนหลังของมันติคอร์แทบจะทันที

 

“ถ้าข้าเดาไม่ผิด คน ๆ นั้นต้องเป็นฤๅษีแห่งพงไพรที่ชื่อแคสเปี้ยนแน่ ๆ แคสเปี้ยนสามารถกลายร่างเป็นต้นไม้และหมีตัวใหญ่ได้ และสื่อสารกับพวกต้นไม้ได้ด้วย ระดับพลังของข้าตอนนี้ยังสู้เขาไม่ได้ พวกเราต้องรีบออกไปจากที่นี่กันเดี๋ยวนี้เลย”

 

“ไม่ทันแล้วล่ะ เขามาถึงที่นี่แล้ว”

 

หานซั่วนิ่วหน้าและตอบกลับไป

 

หานซั่วยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะไปหรือจะอยู่ต่อดีทันทีที่ถามทรังค์สจบ แต่ใครจะไปคาดคิดว่าฤๅษีแห่งพงไพรอย่างแคสเปี้ยนจะเคลื่อนตัวได้ไวถึงขนาดนี้ แม้ขณะที่ทรังค์สกำลังอธิบาย แคสเปี้ยนก็กำลังเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดไปมาตามต้นไม้ และราวกับว่ากิ่งไม้แต่ละต้นมีพลังจิตพิเศษที่เชื่อมต่อกับแคสเปี้ยน เพราะมันทั้งช่วยรองรับและเหวี่ยงส่งร่างของแคสเปี้ยนให้พุ่งมาในทิศทางนี้ด้วยความรวดเร็ว

 

ตอนนั้นเอง แคสเปี้ยนกระโดดลงมายืนอยู่เบื้องหน้าทรังค์สทันทีที่หานซั่วพูดจบ เขามองหน้าทรังค์สพร้อมกับยิ้มน้อย ๆ

 

“ไม่เจอกันนานนะสหาย คราวนี้เจ้าจะคืนของที่เป็นของข้ามาได้รึยัง?”

 

ทรังค์สที่กำลังขี่อยู่บนหลังมันติคอร์ไม่ได้ตอบกลับแคสเปี้ยนไปในทันที แต่มันติคอร์รีบกระโดดหวังจะพุ่งออกไปให้ไกลจากจุดนั้นมากที่สุด

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของแคสเปี้ยนยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนจะร่ายคาถาโบราณบางอย่าง แล้วทั้งพุ่มไม้ ต้นไม้ และดอกไม้ทุกต้นที่อยู่ในทิศทางที่มันติคอร์กำลังจะวิ่งไปก็ราวกับมีชีวิตขึ้นมาและกลายเป็นมือจำนวนนับไม่ถ้วนที่พยายามพันธนาการทรังค์สไม่ให้หนีไปง่าย ๆ

 

แล้วกิ่งต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ด้านหน้าของทรังค์สก็ม้วนพันกันเป็นตาข่ายเพื่อป้องกันไม่ให้เขาหนี ในขณะที่พุ่มไม้ต่าง ๆ เคลื่อนตัวเป็นคลื่นเข้ามาล้อมรอบมันติคอร์และทรังค์สเอาไว้ มันติคอร์พยายามทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่ทรังค์สกลับห้ามมันไว้

 

“สหายเอ๋ย ข้ารู้นะว่าเจ้าบาดเจ็บ การที่เจ้าไม่โจมตีข้ากลับคราวนี้ก็แปลว่าเจ้าตั้งใจจะทิ้งข้าไว้ข้างหลังอีกงั้นสิ ดูท่าอาการบาดเจ็บของเจ้าจะหนักไม่เบาเลยนี่ คืนคทาไม้ศักดิ์สิทธิ์มาให้ข้า แล้วข้าจะรักษาแผลให้ แบบนั้นดีมั้ยล่ะ?”

 

แคสเปี้ยนยิ้มให้ทรังค์สที่หยุดชะงักอยู่ห่างออกไป

 

หานซั่วและคนอื่น ๆ เฝ้ามองเรื่องบาดหมางระหว่างทรังค์สและแคสเปี้ยนจากระยะไกลโดยไม่เข้าไปแทรก ดูเหมือนทรังค์สจะเอาของบางอย่างของแคสเปี้ยนไป และแคสเปี้ยนก็ตามมาขอมันคืน ถ้าประเมินตามสถานการณ์ปัจจุบัน ทรังค์สเป็นฝ่ายผิด แต่หานซั่วก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว และเลือกที่จะเฝ้ามองอย่างเยือกเย็นอยู่ห่าง ๆ

 

“ข้าบาดเจ็บนะ ท่านคงไม่เอามันไปจากข้าในเวลาแบบนี้หรอก จริงมั้ย?”

 

ทรังค์สผายมือออกพลางพูดกับแคสเปี้ยนในขณะที่ตัวเขาเองถูกล้อมไปทุกทิศทาง

 

แคสเปี้ยนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องหน้าทรังค์สกลับไป

 

“ถ้าข้าจำไม่ผิด เจ้าเองก็ขโมยคทาไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปจากข้าตอนที่ข้าบาดเจ็บอยู่เหมือนกัน ถ้าไม่จำเป็นข้าก็คงไม่เรียนรู้เรื่องอะไรแบบนี้จากเจ้าหรอกนะ”

 

“งั้นก็ได้ นี่ไง คทาไม้ศักดิ์สิทธิ์ของท่าน ข้าลองศึกษามันมา 3 เดือนแล้วก็ยังไม่พบอะไรพิเศษ ๆ เกี่ยวกับมันเลย ท่านเอาคืนไปเถอะ”

 

ทรังค์สเม้มปากพูดพร้อมกับยิ้มอย่างขมขื่น ก่อนจะหยิบเอาคทาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยความประณีตงดงามที่ดูเหมือนทำมาจากรากไม้เก่าแก่โบราณออกมาจากแหวนมิติ และโยนมันคืนให้แคสเปี้ยน

 

ทันใดนั้นเอง กิ่งไม้ใหญ่ก็ยื่นออกมารับคทาไม้ศักดิ์สิทธิ์ไว้ได้อย่างน่ามหัศจรรย์ ก่อนจะยื่นกลับไปส่งให้ถึงมือแคสเปี้ยน ฤๅษีแห่งพงไพร เมื่อแคสเปี้ยนถือคทาไม้ศักดิ์สิทธิ์ไว้ในมือ พลังชีวิตอันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาก็แผ่ซ่านออกมา แม้แต่พุ่มไม้หนารอบกายเขาก็โบกสะบัดส่งเสียงกรอบแกรบราวกับกำลังเฉลิมฉลองเพื่อการนั้น

 

แคสเปี้ยนโยนขวดแก้วเล็ก ๆ ขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาและทรังค์สก็รับเอาไว้ได้ ก่อนที่แคสเปี้ยนจะพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

 

“น้ำยาร้อยบุปผาขวดนี้จะช่วยรักษาบาดแผลของเจ้าได้เป็นอย่างดี แล้วคราวหลังก็อย่าคิดหาเรื่องอะไรข้าอีกล่ะ”

 

ทรังค์สรับน้ำยาร้อยบุปผาเอาไว้และยักไหล่โดยไม่ให้คำมั่นสัญญาอะไรกับแคสเปี้ยนทั้งนั้น ดูจากท่าทีของเขาแล้ว ดูเหมือนเขาจะมีความสนใจในอะไรบางอย่างของแคสเปี้ยนมากมายเลยทีเดียว

 

“ท่านฤๅษีแห่งพงไพรที่เคารพ ข้าขอรบกวนท่านให้ช่วยรักษาสหายของข้าด้วยได้รึไม่?”

 

ในตอนนั้นเอง นีอา นักธนูเอลฟ์ก็เดินเข้าไปหาแคสเปี้ยนและถามเขาด้วยความจริงใจ

 

แคสเปี้ยนยิ้มขณะมองหน้านีอา ก่อนจะพยักหน้าและพูดกับเธอด้วยความปราณี

 

“เด็กน้อยที่น่ารัก ข้าจะปฏิเสธคำขอของเจ้าไปได้อย่างไร”

 

ทั้งฤๅษีแห่งพงไพรและเผ่าพันธุ์เอลฟ์ต่างเป็นผู้สักการะพระแม่ธรณี มารดาแห่งธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ แต่ผู้ที่มีศรัทธาอันแรงกล้าเท่านั้นที่จะกลายเป็นฤๅษีแห่งพงไพรได้ ฤๅษีแห่งพงไพรจะมีหูชี้แหลม เห็นได้ชัดว่าเขาเคยเป็นเอลฟ์มาก่อนที่จะกลายเป็นฤๅษีแห่งพงไพร จึงไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงตอบรับคำร้องขอของนีอาอย่างทันทีทันใดโดยไม่ต่อต้านเลยแม้แต่น้อย

 

แคสเปี้ยนเดินเข้าไปหาโอดิสซุสที่กำลังนอนอยู่บนเปล พลางนิ่วหน้าขณะจ้องมองบาดแผลของโอดิสซุส แล้วแคสเปี้ยนก็ร่ายคาถาบางอย่าง พร้อมกับหยดของเหลวสีเขียวบางอย่างลงบนหน้าอกของโอดิสซุส ก่อนจะหันไปพูดกับนีอาด้วยความเสียใจอย่างเห็นได้ชัด

 

“สหายของเจ้าบาดเจ็บหนักมากทีเดียว เวทย์พรแห่งธรรมชาติของข้ากับน้ำยาสรรพชีวิตอีก 3 หยดจะช่วยให้เขาฟื้นตัวได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องห่วงเรื่องอาการติดเชื้อเลย แต่เมื่อแผลของเขาหายดี เขาจะไม่สามารถทำกิจกรรมรุนแรงอะไรได้อีก มิเช่นนั้น เขาจะต้องเวียนศีรษะและอาจถึงขั้นเป็นลมล้มพับไปในทันที ซึ่งเรื่องนั้นข้าแก้ไขอะไรไม่ได้จริง ๆ ข้าต้องขอโทษด้วย”

 

“เพียงเท่านี้ก็เป็นพระคุณอย่างมากแล้วค่ะ ท่านแคสเปี้ยนผู้เมตตา”

 

นีอากล่าวขอบคุณ

 

“ทรังค์สบอกว่าเลือดของเมดูซ่าสามารถช่วยให้โอดิสซุสฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ พวกเราจะไปล่าเมดูซ่ากันค่ะ”

 

แคสเปี้ยนหันไปมองทรังค์สด้วยความประหลาดใจ และหันกลับมาพูดกับนีอา

 

“เขาพูดถูก มีเลือดสีฟ้าแสนวิเศษอยู่ในสมองของเมดูซ่า ที่ซึ่งบรรจุผลึกมนตราของมันเอาไว้ เลือดนั้นเยียวยาอาการทุกอย่างให้หายดีจริง ๆ แต่ปกติสหายของข้าคนนี้ไม่เคยช่วยเหลือผู้อื่นเลย ทำไมเขาถึงยอมบอกเรื่องนี้กับพวกเจ้าได้ล่ะ?”

 

“ท่านเอาคทาไม้ศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว แล้วก็รักษาคนเสร็จแล้วด้วย ถึงเวลาที่ท่านต้องกลับไปยังภาคีฤๅษีแห่งพงไพรหลังจากที่ไล่ตามข้ามานานหลายเดือนได้แล้วล่ะ!”

 

ทรังค์สจ้องมองแคสเปี้ยนและพูดอย่างมีน้ำโห

 

แคสเปี้ยนพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม และพูดกับนีอา

 

“ดูเหมือนสหายเก่าของข้าจะโมโหซะแล้วสิ ฮะ ๆ ๆ เขาก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรอย่างที่พวกเจ้าคิดหรอกนะ ถ้าเขาเต็มใจที่จะช่วยล่ะก็ แสดงว่าพวกเจ้าก็มีโอกาสสูงมาก ๆ ที่จะได้เลือดของเมดูซ่ามาครองได้ไม่ยาก ข้าต้องขอโทษด้วย แต่ข้ามีภารกิจมากมายที่ต้องทำ และร่วมเดินทางไปกับพวกเจ้าไม่ได้”

 

“ท่านช่างมีเมตตาเหลือเกินค่ะ”

 

นีอาสะดุ้งและรีบถ่อมตนพร้อมตอบกลับไปด้วยความจริงใจ

 

แคสเปี้ยนหันไปมองทรังค์สอีกครั้งและยิ้มให้ ก่อนจะหายตัวไปจากสายตาของทุกคนในเวลาไม่นานนัก

 

“ไปกันเถอะ พวกเราเดินทางไปกันต่อและจะถึงสถานที่ ๆ ข้าบอกในอีก 2 วัน”

 

ทรังค์สพ่นลมเบา ๆ ด้วยท่าทีเย็นชาหลังจากที่แคสเปี้ยนจากไปแล้ว ก่อนจะเร่งเร้าให้คนอื่นรีบเดินทางกันต่อ

 

ภายใต้การนำทางของทรังค์ส ทั้งกลุ่มก็ไม่เจอกับภยันตรายใด ๆ อีกเลย จนมาถึงหนองน้ำที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นสาบภายใน 2 วัน ดอกไม้กินคนขนาดยักษ์จำนวนหนึ่งคอยโจมตีพวกของหานซั่วรอบหนองน้ำแห่งนั้น โชคดีที่ทรังค์สคอยเตือนทุกคนก่อน ทำให้ทั้งกลุ่มเตรียมพร้อมรับมือกับดอกไม้กินคนพวกนั้นร่วมกันได้เป็นอย่างดี

 

“ผลแห่งแด็กมาร์จะขึ้นอยู่บนเส้นทางที่เต็มไปด้วยปลักโคลนในใจกลางหนองน้ำขนาดใหญ่แห่งนี้ และที่นี่ก็เป็นถิ่นของเมดูซ่าด้วย พวกเรามาถึงจุดหมายปลายทางแล้วล่ะ”

 

ทรังค์สพูดพลางชี้ไปยังหนองน้ำขนาดใหญ่เบื้องหน้า

 

 

*****************************

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนล่าสุด ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย