0 Views

เมื่อทุกคนรู้ว่าชายหนุ่มผู้นั้นคือ ทรังค์ส ทั้ง 5 คนที่วิ่งตามมาก็ไม่กล้าที่จะทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า พวกเขาเพียงแต่เฝ้ามองหานซั่วด้วยความระมัดระวัง เพราะเกรงกลัวต่อสิ่งที่อาจขึ้นจากผลการกระทำของเขา

 

ทรังค์สสามารถหลบลูกดอกได้ทันเวลาทั้ง ๆ ที่ใบหน้ายังคงสงบเยือกเย็นอยู่ สายตาเฉียบคมของเขากวาดไปทั่วร่างของหานซั่วก่อนจะพยักหน้าพร้อมพูดชื่นชม

 

“ใจกล้าไม่เบาเลยนี่นา!”

 

แต่หานซั่วยังไม่ขยับเข้าไปงัดเอาเขี้ยวพิษอีกซี่ออกมา เมื่อเห็นว่าทรังค์สที่กำดาบใหญ่ไว้แน่นในมือกำลังเดินเข้ามาหาหานซั่วอย่างช้า ๆ พร้อมมองหานซั่วด้วยสีหน้าที่ไม่เป็นมิตรอย่างเห็นได้ชัด

 

“เข้าใจผิดกันน่ะ! นี่ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ ๆ! สหายของข้าต้องตื่นเต้นเกินไปจนมือเผลอลั่นยิงลูกดอกออกไปเท่านั้นเอง!”

 

โอดิสซุสรีบร้องเสียงดังและอธิบายให้ทรังค์สฟังด้วยสีหน้าที่ชวนให้เห็นใจ

 

ในตอนนั้น หน้าไม้ที่หานซั่วเคยถือไว้นิ่ง ๆ ก็ถูกยกขึ้นมาเพื่อบรรจุลูกดอกใหม่ และขณะที่โอดิสซุสกำลังอธิบายอย่างร้อนรนอยู่นั้นเอง หานซั่วก็ใช้หน้าไม้เล็งไปที่ทรังค์สที่กำลังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และยิงออกไปอีกหนึ่งดอก

 

เหตุการณ์นั้นทำให้โอดิสซุสรู้สึกเหมือนโดนใครบางคนตบหน้าฉาดใหญ่ ก่อนจะตกตะลึงไปจนพูดอะไรไม่ออก

 

ฝีเท้าที่ย่างกรายเข้ามาอย่างช้า ๆ ของทรังค์สชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเขาสามารถหลบการลอบยิงของหน้าไม้ได้อีกครั้ง ซึ่งทรังค์สยังคงเดินต่อไปไม่หยุดด้วยท่าทีแน่วแน่พร้อมกับใบหน้าที่จับจ้องมายังหานซั่วอย่างไม่ละสายตา

 

หานซั่วสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเก็บหน้าไม้ไปเพราะมันไร้ประโยชน์สำหรับการโจมตีระยะใกล้ และหยิบเอาคมมีดพิชิตมารออกมาแทน ด้วยท่าทีที่พร้อมรับการโจมตีของทรังค์สได้ทุกเมื่อ

 

“แล้วพวกเจ้าทุกคนจะต้องชดใช้!”

 

อยู่ดี ๆ ร่างของทรังค์สที่กำลังใกล้เข้ามาก็หยุด และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา

 

“เอ๋… พ…พวกเรา …ทุกคนเลยเหรอ?”

 

อโฟรไดท์ นักเวทย์ธาตุน้ำระดับสูงพึมพำด้วยสีหน้าตกตะลึง

 

“ดูเหมือนพวกเราจะเจอปัญหาใหญ่เข้าแล้วสินะ งั้นคงไม่จำเป็นต้องทำตัวสุภาพกันแล้วล่ะ”

 

โอดิสซุสซึ่งพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับทรังค์สมาโดยตลอด ก็ถอนหายใจอย่างแผ่วเบา พร้อมกับตระหนักได้ว่าพวกเขาคงไม่สามารถหนีจากสถานการณ์เบื้องหน้าไปได้ง่าย ๆ อีก

 

เมื่อโอดิสซุสผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มพูดขึ้นมาแบบนั้น นักผจญภัยอีก 5 คนก็เลิกลังเล และยืนประจำที่อย่างรวดเร็ว เตรียมพร้อมทั้งอาวุธและตนเองในการรับมือกับสหายน่าเกรงขามที่อยู่ดี ๆ โผล่มาในป่าทมิฬเช่นนี้

 

เมื่อทรังค์สใกล้เดินถึงตัวหานซั่ว เขาก็ยกดาบใหญ่ในมือขึ้นมา ออร่าต่อสู้สีขาวบริสุทธิ์ค่อย ๆ เปล่งประกายแสงสว่างวาบและฉาบดาบเล่มนั้นจนเป็นประกายสวยงาม และทันใดนั้นเอง ลำแสงสีขาวบริสุทธิ์ก็แล่นออกไปกลางอากาศเตรียมพุ่งเข้าใส่หานซั่ว

 

แล้วพุ่มไม้ที่อยู่บนพื้นก็กระจัดกระจายเพราะแรงระเบิดจนสร้างฝุ่นควันคละคลุ้งลอยอยู่เต็มอากาศในทิศทางที่ออร่าต่อสู้พุ่งผ่าน แม้แต่พื้นดินก็ปริแตกออกเช่นกัน นับเป็นออร่าต่อสู้ที่มีพลังน่าพรั่นพรึงจนแทบทำให้หัวใจหยุดเต้น แม้จะเคยต่อสู้กับฟีบี้ที่เป็นถึงจอมดาบมาแล้วคนหนึ่ง หานซั่วก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าออร่าต่อสู้ของทรังค์สนั้นมีพลังเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

 

หานซั่วเริ่มใช้เวทมนตร์ “อัคคีเหมันต์” พร้อมทั้งโคจรแก่นมนตราให้ไหลเวียนเข้าสู่คมมีดพิชิตมาร ซึ่งหลังจากที่ดูดซับพลังจากแก่นมนตราไปแล้วในปริมาณมาก คมมีดพิชิตมารก็เปล่งประกายเป็นแสงสีแดงอย่างน่ากลัว แล้วหานซั่วก็ใช้คมมีดพิชิตมารฟาดฟันเข้าใส่ออร่าต่อสู้สีขาวที่พุ่งเข้ามา

 

เกิดเสียงระเบิดขึ้นดังลั่นเมื่อออร่าสีขาวบริสุทธิ์และรัศมีแสงสีแดงฉานที่แผ่ออกมาจากคมมีดพิชิตมารปะทะใส่กันอย่างรุนแรง เกิดเป็นหลุมกลมขนาดใหญ่ความลึกประมาณ 1 เมตร พร้อมทั้งควันจากการเผาไหม้ที่ลอยออกมาจากแนวพุ่มไม้ในบริเวณนั้น

 

ทรังค์สยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง ในขณะที่สายตาเฉียบคมยังคงจับจ้องไปเบื้องหน้า หานซั่วที่ถือคมมีดพิชิตมารไว้ในมือก็ถอยหลังไปประมาณ 5 – 6 ก้าวและทรุดลงนั่งกับพื้นทันที แขนขวาที่ถือคมมีดพิชิตมารอยู่นั้นเต็มไปด้วยเลือดของหานซั่วที่สาดกระจายไปทั่วทั้งแขนดูน่าสะพรึงกลัวมากทีเดียว

 

“ไม่ตายด้วยแฮะ เจ้านี่ มีพื้นฐานสำหรับความยโสโอหังดีพอเหมือนกันนี่นา”

 

ทรังค์สมองหานซั่วและเอ่ยปากถามด้วยความสับสน

 

หานซั่วสะบัดแขนขวาของตัวเองจนหยดเลือดหลายหยดกระเด็นลงไปบนพื้นขณะที่ค่อย ๆ เคลื่อนไหวร่างตัวเองที่กำลังชาและไร้ความรู้สึก แก่นมนตราโคจรอย่างรวดเร็วไปทั่วทั้งร่างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในที่สุด หานซั่วก็ใช้แรงยันตัวเองขึ้นมา จนสามารถยืนหยัดได้ด้วยขาทั้งสองข้างของตัวเองอีกครั้ง

 

ครั้งสุดท้ายที่เขาประมือกับลอว์เรนซ์ หานซั่วได้ทดสอบตัวเองและพบว่าความแข็งแกร่งของเขาเหนือกว่านักดาบระดับกลาง เขาจึงใช้พลังทั้งหมดที่มีในการต่อสู้กับทรังค์ส ซึ่งตามข่าวลือเล่ากันว่าเขาได้บรรลุไปจนถึงระดับจอมดาบแล้ว โดยที่หานซั่วแบ่งแก่นมนตรามายังคมมีดพิชิตมารอีกร้อยละ 10 เพื่อรับการโจมตีของทรังค์สเมื่อครู่

 

ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นก็พิสูจน์แล้วว่าความสามารถของจอมดาบช่างห่างไกลกว่าสิ่งที่หานซั่วคิดไว้ยิ่งนัก บางที การโจมตีนั้นทรังค์สอาจจะยังไม่ใช้พลังเต็มที่เลยด้วยซ้ำ แต่กลับทำให้หานซั่วบาดเจ็บหนักได้ถึงขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะแก่นมนตราและร่างกายที่ทนทานได้มากกว่ามนุษย์ธรรมดา คนทั่วไปอาจจะโดนระเบิดจนแขนขาดกระจุยจนไม่สามารถแก้ไขได้อีกแล้วตลอดชีวิตก็เป็นได้

 

“ปกป้องสหายของพวกเรา!”

 

โอดิสซุสร้องเรียกด้วยอาการสงบ แล้วกลุ่มนักผจญภัยทั้ง 6 คนก็รีบมายืนล้อมรอบหานซั่วไว้ทันที

 

นีอา นักธนูเอลฟ์และนักเวทย์อีก 2 คนโจมตีออกไปก่อนที่ทรังค์สจะทันได้เคลื่อนไหว ในขณะที่ทรังค์สยังคงจ้องมองหานซั่วด้วยความสงสัยใคร่รู้ ส่วนนักดาบอีก 3 คน ยังคงยืนประจำที่รอบตัวหานซั่วทั้ง 3 ด้านโดยไม่ขยับไปไหน ในฐานะแนวป้องกันที่แน่นหนา

 

ทรังค์ส สามารถหลบหลีกการโจมตีของนีอาและนักเวทย์ทั้ง 2 คนได้อย่างพลิ้วไหว โดยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ทำทีเหมือนจะสู้ต่อ และตอนนั้นเอง อยู่ดี ๆ มันติคอร์ก็กระโดดเข้ามาหาทรังค์สเพื่อรับเขาขึ้นหลัง

 

“สหาย ข้าจะออกไปหาอะไรกินก่อน พวกเจ้าก็เตรียมตัวไว้ให้ดีล่ะ แล้วข้าจะกลับมาเล่นกับพวกเจ้าทีหลัง”

 

ตรงข้ามกับความคาดหวังของทุกคนโดยสิ้นเชิง ทรังค์สไม่ได้สู้ต่อแต่กลับพูดจาด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะยั่งอยู่บนหลังมันติคอร์ เขาลูบหัวมันติคอร์ครั้งหนึ่ง แล้วมันก็พาเขาออกจากที่แห่งนั้นไปอย่างว่าง่าย

 

แล้วชายหนุ่มหนึ่งคนกับสัตว์วิเศษอีกหนึ่งตัวก็จากไปในเส้นทางที่มีแต่ต้นไม้ขึ้นหนาแน่นเต็มไปหมด  ท่ามกลางสายตางุนงงของทั้งโอดิสซุสและคนอื่น ๆ ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าพวกนั้นหายลับตาไป ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นอย่างหมดแรงจากการเกร็งประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวอย่างถึงขีดสุดในการต่อสู้เมื่อครู่

 

“เมื่อกี้มันอะไรกันน่ะ ทำไมเจ้าถึงต้องหุนหันพลันแล่นถึงขนาดนั้นด้วย?”

 

สุดท้าย โอดิสซุสถามพร้อมมองหานซั่วด้วยสายตาแปลก ๆ

 

หานซั่วหัวเราะอย่างช้ำใจ พลางส่ายหัวและตอบกลับไป

 

“ข้าเสียใจจริง ๆ ข้าค่อนข้างจะเป็นคนประหลาดอยู่สักหน่อยน่ะ บางทีข้าก็ควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนกัน…”

 

ตามบุคลิกลักษณะนิสัยเดิมของหานซั่วแล้ว เขาคงไม่มีวันคิดเป็นศัตรูกับคนที่แข็งแกร่งกว่าแน่นอน แต่เพราะเหตุผลบางอย่าง ตอนนี้หานซั่วสามารถทนรับความรู้สึกถูกคุกคามหรือเอาเปรียบได้น้อยลงทุกที ๆ แม้การคุกคามนั้นจะหมายถึงพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งมากแค่ไหนก็ตาม แต่หานซั่วจะโยนเหตุผลและคำเตือนทุกอย่างให้หายไปในสายลม และท้าทายคนเหล่านั้นทันที

 

ตามจริงแล้ว ตอนที่โอดิสซุสเอ่ยชื่อ ทรังค์ส  ออกมา  หานซั่วก็รู้สึกลังเลอยู่ในใจ และรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งเบื้องหลังชื่อนี้เป็นอย่างดี คิดแม้กระทั่งจะลดหน้าไม้ในมือลงเพื่อยอมให้เขาเอายึดร่างของมังกรสองหัวไปแต่โดยดี เพราะไม่อยากมีศัตรูเป็นคนที่แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น

 

แต่สุดท้ายเขาก็โจมตีออกไปด้วยท่าทีเด็ดเดี่ยว โดยไม่ได้คิดพิจารณาถึงผลที่จะตามมาของการห้ำหั่นเพื่อล้างแค้นแต่อย่างใด แม้หานซั่วจะรู้สึกถึงบุคลิกและลักษณะนิสัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างน่างุนงงของตนเอง เขาก็สามารถสรุปได้ว่าเป็นเพราะผลที่มาจากการฝึกฝนแก่นมนตราเพียงเท่านั้น

 

“พวกเราคงอ่อนแอเกินไปจริง ๆ ว่ากันตามตรง ท่าทีของเจ้าน่าชื่นชมไม่น้อยเลยล่ะ แต่ข้าว่าในอนาคตพวกเราคงเจอปัญหาใหญ่กันแน่ ๆ”

 

โอดิสซุสพูดพลางพยักหน้า และมองหานซั่วด้วยแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกชื่นชมอย่างเห็นได้ชัด

 

“การที่เจ้าสามารถประมือและรับการโจมตีของเขาได้โดยไม่ตายไปซะก่อนก็บ่งบอกว่าเจ้าแข็งแกร่งมากพอควรเลยล่ะ อาการบาดเจ็บของเจ้าดีขึ้นบ้างรึยัง?”

 

นีอา นักธนูเอลฟ์หญิงเดินมาอยู่ข้าง ๆ หานซั่ว พลางไต่ถามอาการด้วยความเป็นห่วง

 

หานซั่วเอาผ้าพันแผลออกมาจากแหวนมิติและเริ่มทำแผลที่แขนขวาของตัวเองอย่างง่าย ๆ เขาวางอาวุธลงและหันไปพุดกับคนอื่น ๆ

 

“ข้าขอโทษที่สร้างปัญหาให้ทุกคน และข้ารู้สึกขอบคุณพวกเจ้ามาก ที่ร่วมต่อสู้และปกป้องข้าเมื่อกี้ ทรังค์สคงไม่ปล่อยพวกเราไปง่าย ๆ แน่ ข้าว่าพวกเรามาช่วยกันคิดก่อนดีกว่าว่าจะรับมือเขายังไง หลังจากที่เก็บเอาของจากร่างของเจ้ามังกรสองหัวนี่เสร็จแล้ว”

 

แม้ว่าการปรากฏตัวของศัตรูคนใหม่นี้จะทำให้ทุกคนรู้สึกเครียดเล็กน้อย แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถรักษาร่างของมังกรสองหัวเอาไว้ได้ เมื่อหานซั่วพูดถึงรางวัลที่พวกเขาจะได้รับขึ้นมา ทุกคนก็รู้สึกร่าเริงขึ้นบ้างและหยิบเอามีดสั้นออกมาก่อนจะเดินไปยังร่างของมังกรสองหัวตัวนั้นทันที เพื่อควักเอาผลึกมนตราและเขี้ยวพิษอีกซี่หนึ่งที่เหลืออยู่ออกมา

 

เขี้ยวพิษของมังกรสองหัวเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการสร้างผงยาพิษบางชนิด นักเล่นแร่แปรธาตุสามารถแปรรูปมันให้เป็นลูกธนูเวทมนตร์ที่สามารถระเบิดพิษออกหลังจากยิงไปได้ครึ่งทาง สร้างความบาดเจ็บที่อาจถึงตายให้กับศัตรูได้ในการยิงระยะสั้น และในฐานะที่มันเป็นถึงสัตว์วิเศษระดับ 2 แก่นมนตราของมังกรสองหัวจึงมีค่ามากและนำไปขายได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 1,000 เหรียญทองเลยทีเดียว

 

หานซั่วยืนกรานที่จะมอบผลึกมนตราให้กับพวกของโอดิสซุสเพื่อตอบแทนในการกระทำของพวกเขาเมื่อครู่ ส่วนตัวเขาเองก็เก็บเขี้ยวพิษของมังกรสองหัวไว้ในแหวนมิติ โดยตั้งใจว่าอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมันในอนาคต

 

หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ท้องฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว ทั้งกลุ่มจึงรีบเก็บข้าวของและมุ่งหน้าลงใต้เพื่อไปยังส่วนลึกของป่าทมิฬต่อไป

 

 

 

 

 

ระหว่างเดินทาง พวกเขาก็ปรึกษาหารือกันไปด้วยเพื่อหาทางรับมือกับทรังค์ส

 

“ทรังค์สถูกมองเป็นบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวมาตั้งแต่ตอนที่เขาเริ่มปรากฏตัวในป่าทมิฬ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือผู้คนที่เดินทางมาถึงส่วนลึกในใจกลางป่าทมิฬนั้นแข็งแกร่งอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่กว่าจะถึงจุดนั้น และกว่านักผจญภัยจะได้รับชัยชนะในการต่อสู้ในแต่ละครั้ง มักต้องเจออุปสรรค ผ่านประสบการณ์เฉียดเป็นเฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน ซึ่งในสถานการณ์คับขัน แม้แต่สหายที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันก็อาจทรยศเจ้าได้ ภายในป่าทมิฬแห่งนี้จึงโกลาหลและเต็มไปด้วยการไล่ล่าอย่างโหดเหี้ยม ใครก็ตามที่สามารถคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมอย่างนั้นได้ นอกเหนือจากความแข็งแกร่งทีต้องมีมากเป็นพิเศษแล้ว ยังต้องมีหัวใจที่เลือดเย็นมากเลยล่ะ…”

 

“และทรังค์สก็จัดว่าเป็นหัวกะทิของคนประเภทนั้น เพราะเขาทั้งคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อม และเชี่ยวชาญในการใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมภายในป่าเพื่อจัดการศัตรูอย่างโหดเหี้ยม ในเมื่อพวกเราเป็นศัตรูของเขาแล้ว ข้าว่าอีกไม่นานคงต้องปะทะกับเขาอีกครั้งแน่ ๆ เพราะฉะนั้น พวกเราควรตื่นตัวและระมัดระวังตัวเองไว้ตลอดเวลาเพื่อป้องกันการถูกซุ่มโจมตีของเขาดีกว่า”

 

โอดิสซุสอธิบายสถานการณ์สับสนวุ่นวายภายในส่วนลึกของป่าทมิฬ และบุคลิกที่น่ากลัวของทรังค์สให้หานซั่วฟังเพื่อให้แน่ใจว่าทุกคนจะคอยเฝ้าระวังให้กันและกัน

 

“วางใจเถอะ เขาไม่มีโอกาสซุ่มโจมตีพวกเราได้หรอก”

 

หานซั่วยิ้มอย่างมั่นใจและพูดขึ้นมาหลังจากที่โอดิสซุสพูดจบ

 

เมื่อได้ยิน ทุกคนต่างตกตะลึงกับคำพูดนั้น แต่ก็ไม่รู้สึกสงสัยอะไรในทันทีเพราะเคยเห็นประสาทรับรู้อันน่าอัศจรรย์ของหานซั่วมาก่อน กอร์ดอนมองหานซั่วด้วยความสนอกสนใจและถามเขา

 

“ทำไมล่ะ?”

 

หานซั่วยิ้มอย่างมีเลศนัย พลางมองไปยังสหายร่วมทางที่ต่างกำลังเฝ้ารอคำตอบ

 

“ขนาดตอนที่มังกรสองหัวอยู่ห่างจากพวกเราไป 500 เมตร ข้ายังจับความเคลื่อนไหวของมันได้เลย เพราะฉะนั้นก็เป็นไปไม่ได้ที่ทรังค์สจะซุ่มโจมตีพวกเราได้หรอก ไม่ว่าเขาจะคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของป่าทมิฬมากแค่ไหนก็เถอะ อย่ากังวลไปเลย”

 

ด้วยพลังของปีศาจปฐมภูมิทั้ง 3 ตน จึงทำให้หานซั่วสามารถจับความเคลื่อนไหวของทั้งคนและสัตว์ที่กำลังเคลื่อนตัวใกล้เข้ามาได้ ซึ่งไม่ว่าทรังค์สจะคุ้นเคยกับป่าทมิฬมากเพียงใด เขาก็ไม่มีทางซุ่มโจมตีพวกของหานซั่วได้สำเร็จตราบใดที่ยังมีปีศาจปฐมภูมิคอยหนุนหลังอยู่บริเวณนั้น ซึ่งหานซั่วก็ไม่ได้คุยโม้หรือกล่าวเกินจริงแต่อย่างใด

 

“ข้าว่าที่เขาเลือกที่จะล่าถอยออกไปก่อน ก็เพราะว่ารู้สึกไม่มั่นใจว่าจะจัดการพวกเราทั้งหมดได้เหมือนกัน ถึงได้คิดจะค่อย ๆ จัดการพวกเราไปทีละคนด้วยวิธีการที่เขาถนัด ซึ่งถ้าเขาซุ่มโจมตีพวกเราไมได้ ทรังค์สก็คงไม่เกินมือพวกเราที่รวมพลังกันได้ถึง 7 คนหรอก แม้เขาจะมีมันติคอร์อยู่ด้วยก็เถอะ พวกเราไม่จำเป็นต้องกลัวเขาหรอก”

 

โอดิสซุสพูดอย่างมีความสุขเมื่อได้เห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวและหนักแน่นของหานซั่ว

 

“ข้าให้สัญญาเลยล่ะ!”

 

หานซั่วพูดเพื่อตอกย้ำความมั่นใจ

 

แล้วกลุ่มของหานซั่วก็มุ่งหน้าต่อไปยังส่วนลึกทางตอนใต้ของป่าทมิฬในอีก 2 วันถัดมา ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของโอดิสซุสและคนอื่น ๆ เมื่อหานซั่วแกะผ้าพันแผลออก บาดแผลเปิดขนาดใหญ่ของเขาก็หายสนิทแล้วและไม่มีแม้กระทั่งร่องรอยของบาดแผลแต่อย่างใด

 

“มหัศจรรย์จริง ๆ แผลหายสนิททั้งหมดแล้ว!”

 

ในขณะที่นักผจญภัยอีก 5 คนที่เหลือกลับจ้องมองหานซั่วด้วยสายตาที่ราวกับกำลังจ้องมองสัตว์ประหลาด เพราะไม่คาดคิดว่าหานซั่วจะสามารถฟื้นตัวจากบาดแผลใหญ่ได้ในเวลาเพียง 2 วันเท่านั้น พลางรู้สึกอัศจรรย์ใจอย่างน่าเหลือเชื่อในเหตุการณ์อันน่าสับสนงุนงงที่อยู่ตรงหน้า

 

หลังจากที่พยายามซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกายผ่านการโคจรแก่นมนตรา ทั้งความทนทานและความน่าอัศจรรย์ในร่างกายของหานซั่วจึงเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มีทางจะทำความเข้าใจได้ และหานซั่วเองก็ไม่เอ่ยปากพูดถึงเหตุผลที่แท้จริง แต่อ้างถึงผงยารักษาและบิดเบือนไปเรื่อยเสียมากกว่า

 

ยามดึกคืนนั้น เมื่อทุกคนกำลังจะเข้านอนในเต็นท์ของตัวเอง อยู่ดี ๆ หานซั่วก็พูดขึ้นมา

 

“ถ้าทรังค์สคิดจะทำอะไรล่ะก็ ข้าคิดว่าเขาคงโจมตีพวกเราในคืนนี้แหละ พวกเรามาช่วยกันเตรียมตัวกันสักหน่อยก่อนดีกว่า และค่อยจู่โจมตามที่ข้าบอก ข้าจะทำให้เขาได้รู้ซึ้งเองว่าการซุ่มโจมตีของเขามันจะดูน่าตลกขบขันมากแค่ไหน!”

 

 

*******************************