0 Views
สิ่งที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะเป็นพลังของดาทาร่าที่ซ่อนเร้นอยู่ในเนตรปีศาจสีม่วง  และผ้าคาดตาก็น่าจะมีความสามารถในการผนึกพลังบางอย่างเอาไว้  หานซั่วรู้สึกแปลกประหลาดเป็นอย่างมาก  พลางพยายามเพ่งมองพินิจพิจารณาผ้าคาดตาตลก  ๆ  บนหัวของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก  หวังว่าจะพบเบาะแสอะไรสักอย่าง
แต่อย่างไรก็ตาม  หานซั่วก็พบว่าความพยายามของเขานั้นสูญเปล่า  เพราะเขาไม่สามารถพบสิ่งผิดปกติใด  ๆ  ของเนตรปีศาจสีม่วงนั้นได้อีกเลยเมื่อมันถูกผ้าคาดตาคาดทับไว้  นอกเหนือจากอัญมณีต่าง  ๆ  และหยกเม็ดงามที่ส่องแสงวาวระยับไปทั่วทั้งเคหาสน์  ก็ไม่มีสิ่งใดน่าดึงดูดใจพอให้พิจารณาอีก  เมื่อหานซั่วไม่รู้สึกถึงอันตรายใด  ๆ  แล้ว  เขาก็ลุกขึ้นไปตามโทรลล์นักบวชชราให้เข้ามา
เมื่อโทรลล์นักบวชชราเข้ามาแล้ว
สายตาของมันก็จับจ้องไปยังรูปสลักหินของดาทาร่าทันที  และเมื่อเห็นว่าเนตรปีศาจสีม่วงหายไป  มันก็ตกใจและรีบถามออกไปด้วยความตื่นตระหนก
“อะไรกัน…  เกิดอะไรขึ้นนี่?  ทำไมเนตรปีศาจสีม่วงที่ท่านเทพดาทาร่าทิ้งไว้ให้ถึงได้หายไปล่ะ?”
หานซั่วใช้มือชี้ไปยังเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก  ก่อนจะยิ้มเจื่อน  ๆ  พลางอธิบาย
“เนตรปีศาจนั่นถูกเทพดาทาร่าของโลกนี้ยึดไปเรียบร้อยแล้วล่ะ  เห็นผ้าคาดตาบนตาซ้ายนั่นมั้ย?”
โทรลล์นักบวชชราสะดุ้งทันทีเมื่อได้ยินที่หานซั่วพูด  แล้วมันก็หันมามองเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กอย่างตกตะลึง 
“ช่างน่ายินดี   น่ายินดีจริง  ๆ  ท่านเทพดาทาร่า!  เผ่าของข้าปกปักษ์รักษาเนตรปีศาจสีม่วงตามความปรารถนาสุดท้ายของท่านมาอย่างยาวนาน  บัดนี้เนตรปีศาจสีม่วงได้หวนคืนสู่ท่านแล้ว  เผ่าของข้าบรรลุภารกิจที่ท่านมอบหมายให้เป็นอันสำเร็จแล้ว”
“นอกเหนือจากเนตรปีศาจสีม่วงนี่แล้ว
พวกเจ้ายังมีของสิ่งอื่นที่จะนำมาบรรณาการเทพดาทาร่าอีกรึเปล่า?”
หานซั่วคิด  ก่อนจะจ้องมองโทรลล์นักบวชชราพร้อมกับถามคำถาม
โทรลล์นักบวชชรานิ่งเงียบอย่างใช้ความคิดไปครู่หนึ่งพร้อมคิ้วที่ขมวดแน่น  แล้วมันก็ส่ายศีรษะ
“พวกเราเพียงแต่เฝ้ารักษาเนตรปีศาจสีม่วงตามความปรารถนาของท่านเทพ  แต่นอกจากนี้แล้ว  สมบัติต่าง
ๆ  เหล่านี้ก็มอบให้ท่านทั้งหมดเช่นกัน”
“ดีมาก  ดีจริง  ๆ”  หานซั่วพยักหน้าเชิงตอบรับ
“พวกเจ้าออกไปกันก่อน  แค่ครู่เดียว  แล้วท่านเทพดาทาร่าจะออกไปปรากฏตัวเพื่อชี้นำพวกเจ้า”
แล้วโทรลล์นักบวชชราก็ถอยหลังออกไปจากเคหาสน์อย่างนอบน้อม  ในขณะที่หานซั่วเริ่มรูดเอาทรัพย์ทุกอย่างที่อยู่ภายในเคหาสน์หลังนั้น  แล้วทองคำ
อัญมณี  รวมทั้งหยกต่าง  ๆ  ที่วางกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นก็ค่อย  ๆ  หายเข้าไปในแหวนมิติของหานซั่วทีละชิ้น  ๆ  เขาลองประเมินค่าคร่าว  ๆ  ของสิ่งต่าง  ๆ  ที่เก็บลงไป  ซึ่งคาดว่าน่าจะมีราคาหลายหมื่นเหรียญทองเลยทีเดียว  ทั้งหมดเป็นของที่เหล่าโทรลล์ป่านำมาเซ่นบรรณาการต่อเทพปีศาจดาทาร่าหลังจากที่ขโมยจากผู้อื่นมาอีกต่อหนึ่ง


 

หานซั่วปล่อยวางสิ่งของหนัก  ๆ  ไว้ก่อนชั่วคราว  และยังไม่งัดอัญมณีที่ฝั่งไว้ในกำแพงไม้ออกมา  เพียงแต่เน้นเก็บเครื่องประดับเพชรพลอย  ทองคำ  และหยกที่อยู่บนพื้นมาเป็นของตัวเองก่อน  จนในที่สุดก็เริ่มรู้สึกว่าควรหยุด  และพอเพียงเท่านั้นก่อน
นอกเหนือจากของประดับโบราณชิ้นใหญ่และอัญมณีที่ฝังอยู่ในกำแพงแล้ว  เพชรพลอยมีค่ามากมายหลายชิ้นก็ถูกเก็บไปไว้ในแหวนมิติของหานซั่วเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
อย่างไรก็ตาม  ความสามารถในการจุสิ่งของของแหวนมิติก็มีจำกัด  อีกทั้งยังมีของอย่างอื่นที่ถูกเก็บไว้ในนั้นอยู่ก่อนแล้วด้วยจำนวนหนึ่ง  ทำให้หานซั่วเพียงกอบโกยเอาของมีค่าในเคหาสน์หลังนั้นได้เพียง  1  ใน  3  เท่านั้น  ราวกับว่าเหล่าโทรลล์ป่าจะมีผลพลอยได้จากการปล้นชิงทรัพย์ที่สั่งสมความมั่งคั่งมาอย่างยาวนานหลายต่อหลายปี
และในเมื่อเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กกลายเป็นเทพปีศาจดาทาร่าของเหล่าโทรลล์ป่า  หานซั่วก็เริ่มครุ่นคิดอย่างบ้าคลั่งอีกครั้ง  เพราะเขาจะสามารถควบคุมสั่งการเหล่าโทรลล์ป่าให้ทำในสิ่งที่เขาต้องการโดยอาศัยประโยชน์จากฐานะตัวตนของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก  ซึ่งเขาเองก็ไม่ได้กังวลว่าสิ่งของในเคหาสน์หลังนั้นจะอยู่ดี  ๆ  ก็หายไป  เพราะที่นั่นค่อนข้างปลอดภัยทีเดียว  และไม่ว่ายังไง  หานซั่วก็ต้องกลับมายังสถานที่แห่งนั้นอีกครั้งเพื่อสร้าง  ผีดิบธาตุไม้ชั้นยอด    อยู่แล้ว
เขาจึงไม่จำเป็นต้องรีบร้อนอะไร
เดิมที  โทรลล์ป่าเป็นเผ่าพันธุ์ในป่าทมิฬที่ถูกรังเกียจเดียดฉันท์ไปทั่วทุกหนแห่ง  และด้วยตัวตนของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กในตอนนี้  หานซั่วก็สามารถเดินกร่างภายใต้ร่มเงาอิทธิพลของมันและสั่งการเหล่าโทรลล์ป่าได้ตามต้องการ  แต่สิ่งเดียวที่เขายังลังเลอยู่คือ…  จะสั่งให้พวกโทรลล์ทำอะไรได้บ้าง?
หานซั่วคิดไปคิดมาจนเริ่มปวดหัว
โทรลล์ป่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ละโมบโลภมากและชื่นชอบที่จะลักขโมยและปล้นทรัพย์โดยธรรมชาติ  ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็คงไม่มีวันเปลี่ยนแปลง  จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้หานซั่วไม่รู้ว่าจะควบคุมพวกมันได้อย่างไร  ถ้าไม่ใช่เพราะความจริงที่ว่าพวกมันเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กคือเทพปีศาจดาทาร่าที่พวกมันเคารพบูชา  หานซั่วก็คงจะไม่สนใจ  และฆ่าพวกมันทิ้ง  เพื่อชิงเอาทรัพย์สินทุกอย่างที่พวกมันมีทั้งหมดไปเลยก็ยังได้
อย่างไรก็ตาม  ในเมื่อสถานะของเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเป็นเช่นนี้  หานซั่วก็ใช้ประโยชน์จากมันได้  โดยไม่ต้องเสียแรงเสียเลือดเนื้อกันสักเท่าไรนัก  หานซั่วครุ่นคิดจนหัวแทบระเบิด  แต่ในเมื่อเปลี่ยนแปลงนิสัยขอบลักขโมยไม่ได้  สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ก็เหลืออยู่เพียงอย่างเดียว  คือผู้ที่พวกมันปล้น  หากพวกมันเปลี่ยนเป้าหมายไปยังเผ่าพันธุ์ที่เท่าเทียมกันอย่างพวกก็อบลิน  อสูรกินคน
หรือแม้แต่กองทัพของอริราชศัตรูแห่งจักรวรรดิ  เรื่องร้ายอาจจะกลายเป็นดี  ก็เป็นได้
เมื่อหานซั่วลองพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
เขาก็ออกไปจากเคหาสน์หลังนั้นพร้อมกับเจ้าโครงกระดูกตัวเล็ก  หานซั่วใช้พลังจากปีศาจปฐมภูมิทั้ง  3  ตนเพื่อตรวจตราดูบริเวณรอบ  ๆ  โดยเฉพาะตำแหน่งที่มีโทรลล์ป่านักรบยืนยามอยู่ตามจุดต่าง  ๆ    เมื่อลงมาแล้ว  หานซั่วก็เริ่มเอ่ยปากออกคำสั่ง
“เทพดาทาร่าผู้ยิ่งใหญ่เพิ่งเดินทางมายังโลกใบนี้  และยังไม่คุ้นเคยกับสภาพการณ์ความเป็นไปในปัจจุบันของโลก  เทพดาทาร่าจึงต้องการสร้างความคุ้นเคยกับป่าทมิฬแห่งนี้  ก่อนที่จะมาทำนายชี้แนะอนาคตของพวกเจ้าต่อไป  ระหว่างนี้
ก็ห้ามปล้นสะดมพวกคนแคระอีก  ท่านเทพดาทาร่าต้องการให้พวกนั้นรอดชีวิตและอยู่อย่างปกติสุข
แม้จะมีคำถามมากมายเกิดขึ้นในใจของโทรลล์นักบวชชรา  แต่มันไม่กล้าที่จะส่งสัยและเอ่ยถามหานซั่ว  มันจึงทำได้เพียงก้มหน้าถามบางอย่างออกมาด้วยความนอบน้อม
“ท่านเทพฯ  ต้องการให้ข้าส่งนับรบออกไปช่วยท่านสำรวจพื้นที่โดยรอบหรือไม่?
“ไม่จำเป็น  เทพดาทาร่าและข้าจะอาศัยอยู่ในเผ่าของเจ้าต่อไปอีกสัก  2-3  วัน  ส่วนพวกเจ้าก็ใช้ชีวิตกันตามปกติและเฝ้ารอไปก่อนก็แล้วกัน”
หานซั่วไม่ได้เดินทางโดยใช้แพไม้ของพวกโทรลล์อีก  แต่กลับเดินทางออกไปพร้อมกับเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเพียงลำพังโดยที่ไม่มีพวกโทรลล์คอยติดตาม
หลังจากออกมาจากอาณาเขตของสถานที่แห่งนั้น  หานซั่วก็ไม่ได้กลับไปยังสุสานแห่งความตายทันที  แต่กลับพาเจ้าโครงกระดูกตัวเล็กสำรวจพื้นที่โดยรอบ
ตั้งแต่ที่หานซั่วต้องการสร้างผีดิบชั้นยอดแห่งธาตุทั้ง  5  เขาก็ไม่คิดที่จะทิ้งสถานที่อันเป็นแหล่งก่อกำเนิดของแดนป่าสัมบูรณ์นี้ไปง่าย  ๆ  ซึ่งเมื่อสำรวจแล้ว  นอกจากกลุ่มโทรลล์ป่าที่ยืนยามอยู่หน้าเคหาสน์ไม้หลังนั้น  และต้นไม้ใบหญ้าที่เจริญงอกงามอย่างหนาแน่นจนน่าอัศจรรย์แล้ว  ก็ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจอื่นอยู่อีก
หลังจากปลดปล่อยปีศาจปฐมภูมิออกไปลาดตระเวนพื้นที่โดยรอบ  ในที่สุดหานซั่วก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก    ก่อนที่จะคิดหาทางกลับไปยังสุสานแห่งความตาย
หานซั่วเฝ้ามองสิ่งต่าง  ๆ  รอบข้างอย่างใกล้ชิดไปตลอดทางโดยอาศัยพลังจากปีศาจปฐมภูมิ  ซึ่งหานซั่วจดจำเส้นทางได้ขึ้นใจแล้ว  จึงทำให้เขาไม่ได้ข้ามแม่น้ำกลับไปตามทางเดิมโดยทันที  แต่เขากลับเดินไปตามน้ำอย่างเอื่อยเฉื่อย  และเมื่อผ่านไปได้ครึ่งทางก็เริ่มรู้สึกหิว  พลางมองไปยังปลาแปลก  ๆ  ที่แหวกว่ายไปมาอย่างร่าเริงในน้ำใสสะอาดแห่งนั้น  ทันใดนั้นเอง
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา  แล้วคมมีดพิชิตมารก็พุ่งลอยตัวออกไปทันทีด้วยความรวดเร็ว  ก่อนจะจมลงไปในน้ำตามคำสั่งของหานซั่ว  และลอยกลับมายังมือของเขาพร้อมด้วยปลาตัวใหญ่อีก  2  ตัว
ในขณะที่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กเองก็หายเข้าป่าไปพร้อมกับกริชกระดูกในมือของมันตามคำสั่งของหานซั่ว  และกลับมาพร้อมไม่สำหรับก่อฟืนกองหนึ่ง  หานซั่วรีบก่อไฟและสร้างเตาย่างชั่วคราวขึ้นมาด้วยความรวดเร็ว  เมื่อหานซั่วจุดไฟเรียบร้อย  เขาก็วางปลาทั้ง  2  ตัวไว้บนโครงไม้ที่สร้างขึ้นสำหรับย่าง  เขาหยิบเอาผงเครื่องเทศออกมาจากแหวนมิติ  และเริ่มโรยลงบนปลา  ก่อนที่กลิ่นหอมน่าเย้ายวนใจตลบอบอวลไปทั่ว
ทันใดนั้นเอง  เงาดำเงาหนึ่งก็พุ่งลงมาจากฟ้า  พร้อมด้วยกระแสลมแรงที่พัดเสื้อผ้าของหานซั่วจนปลิว  ตามมาด้วยกลิ่นเหม็นแสบจมูก  จนแม้แต่หานซั่วเองก็รู้สึกขยะแขยง  เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองอย่างโกรธเกรี้ยว  อยู่ดี
ๆ  เงาดำนั้นก็พุ่งตัวจากเบื้องล่างกลับขึ้นไปยังบนฟ้าอีกครั้ง
“เจ้านกอุบาทว์เอ๊ย  น่าขยะแขยงชะมัด!
หานซั่วก่นด่าเสียงดัง  ก่อนจะพลิกด้านของปลาที่ใกล้จะสุกดีแล้วให้กลับเป็นอีกด้านหนึ่ง
ตอนนั้นเอง  เงาดำนั้นก็พุ่งตัวกลับลงมาอีกครั้งพร้อมด้วยเสียงแทรกตัวผ่านอากาศดังลั่น  จนมาอยู่เหนือศีรษะของหานซั่วอย่างไม่ไกลนัก  และหานซั่วที่เตรียมตัวพร้อมแล้วก็ได้เห็นเงาดำนั้นได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา  มันคือฮาร์พี
สัตว์วิเศษที่มีร่างเป็นนกอินทรีย์
และมีใบหน้าของผู้หญิงที่หน้าตาอับลักษณ์อย่างยิ่ง


 

ทั้งฮาร์พีและอสรพิษน้ำลึกต่างเป็นสัตว์วิเศษระดับ  3  แม้มันจะมีใบหน้าของมนุษย์  แต่มันก็ไม่สามารถออกเสียงของมนุษย์ได้  ส่วนกลิ่นเหม็นน่าขยะแขยงที่โชยออกมาจากร่างกายของมันก็มาจากการที่มันชอบไปคุ้ยเขี่ยคลุกคลีกับศพมนุษย์  ใครก็ตามที่เผลอมองเห็นมันเข้า  มันจะไล่ล่าเหยื่อตนนั้นของมันไปเรื่อย  ๆ  จนกว่าจะสบโอกาสเหมาะ  และใช้กลิ่นเหม็นของร่างกายทำให้ผู้นั้นเสียสมาธิ  ก่อนจะใช้กรงเล็บคนกริบของมันฉีกกระชากศีรษะให้ขาดหลุดออกจากร่าง  และค่อย
ๆ  กิน
ในป่าทมิฬแห่งนี้  ถือเป็นเรื่องยากมากทีเดียวที่จะหลบหนีจากสายตาของฮาร์พีไปได้  เพราะความเร็วและร่างกายที่คล่องแคล่วว่องไวของมัน  หานซั่วมองไปยังฮาร์พีตนนั้นด้วยสายตาเยือกเย็นและบาดลึกถึงกระดูก  ก่อนจะพ่นลมและพูดอย่างดูถูก
“หึ…  อยากตายนักใช่มั้ย?”
หานซั่วยังคงยืนนิ่งอยู่ในตำแหน่งที่ทำการย่างปลาเมื่อครู่  และเพิกเฉยต่อการโจมตีแบบลวง  ๆ  ของฮาร์พีที่กำลังบินวนไปวนมาอยู่เหนือหัวของเขาอย่างสิ้นเชิง  แม้แต่เจ้าโครงกระดูกตัวเล็กก็ยืนถือกริชกระดูกในมืออย่างกระวนกระวายใจ  รู้สึกกระเหี้ยนกระหือรืออยากรีบจัดการเจ้าฮาร์พีน่ารำคาญตนนั้นให้ร่วงเสียเหลือเกิน  แต่แล้วมันก็ล้มเลิกความคิดทันทีที่หานซั่วพยายามปลอบให้มันสงบ
ตอนนั้นเอง  ก็มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งโผล่ออกมาจากระยะไกล  ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นกลุ่มนักผจญภัย  เพราะพวกเขามีทั้งนักเวทย์  นักธนู
และนักรบ  รวมกันประมาณ  6  คน  ซึ่งกำลังก่นด่าสาปแช่งขณะเฝ้ามองฮาร์พีที่บินฉวัดเฉวียนเล่นไปมาอยู่เหนือหัวด้วยเสียงแผ่วเบา
หานซั่วจับจ้องไปยังฮาร์พีตนนั้นและวางแผนจะจัดการกับมัน  เขารู้ทันทีว่ากลุ่มเหยื่อเป้าหมายเดิมของฮาร์พีต้องเป็นกลุ่มคนเบื้องล่าง  ตัดสินจากเสียงก่นด่าของพวกนั้น  แต่ฮาร์พีกลับเปลี่ยนเป้าหมายเพราะเห็นหานซั่วยืนอยู่คนเดียว  จึงคิดจะฆ่าเขาก่อน
นักดาบคนหนึ่งรับรู้ถึงตัวตนของหานซั่วผ่านกลิ่นหอมน่าอร่อยของปลาที่กำลังย่างจนสุก  เขาใช้มือชี้ไปทางหานซั่ว  เพื่อบอกให้เหล่าสหายร่วมทางทั้ง  6  คนที่มีทั้งหญิงและชายจ้องมองไปยังทิศทางนั้นทันที

 

…………………………………..
ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย