0 Views

Chapter 1: จากก้นบึ้งของหลุมศพ

 

หานซั่วค่อย ๆ ลืมตาที่บอบช้ำขึ้นหลังเวลาผ่านไปไม่นาน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วร่าง โดยเฉพาะศีรษะที่รู้สึกเหมือนอาการปวดไมเกรนอย่างรุนแรง ราวกับผ่านการถูกเอาอะไรต่อมิอะไรยัดกระหน่ำเข้ามาในสมอง

 

เขากวาดตามองไปรอบ ๆ กองกระดูกสีขาวน่าสยดสยองกระจายเกลื่อนไปทั่ว สสารประหลาดสีดำปรากฏขึ้นภายในห้องมืดนั้นและส่งกลิ่นเหม็นน่าสะอิดสะเอียนชวนคลื่นไส้

 

 

“อา… เราตายแล้วสินะ ที่นี่ต้องเป็นนรกแน่ ๆ”

 

ในใจของหานซั่วรู้สึกหดหู่ ราวกับถูกความหนาวเย็นเกาะกุมหัวใจจนแหลกสลายเป็นเถ้าธุลีเมื่อตระหนักได้ว่า มันช่างเร็วเกินไปที่จะตายด้วยอายุเพียงเท่านี้ ให้ตายสิ! โชคร้ายเกินไปแล้ว! ชีวิตที่ผ่านมาก็ช่างไร้ค่าสิ้นดี รีบ ๆ ไปเกิดใหม่แล้วค่อยเปลี่ยนแปลงชีวิตในชาติหน้าเอาดีกว่า

 

ทันใดนั้นเอง หานซั่วก็เริ่มรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง เขายกมือขึ้นกุมหัวและส่งเสียงร้องด้วยความทรมานอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับมีองค์ความรู้มากมายหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาในหัว

 

“ไบรอัน… ไบรอัน… ไบรอันคือใครกัน?”

 

ครึ่งชั่วโมงต่อมา…

 

หานซั่วตกตะลึง เขานึกว่าเรื่องการจุติใหม่ในร่างของอีกคนจะมีเฉพาะในหนังหรือละครเสียอีก เรื่องแบบนี้มาเกิดขึ้นกับตัวเขาเองได้อย่างไรกัน? ยิ่งกว่านั้น เขาได้มาจุติใหม่ในร่างของคนต่างชาติ! ตาแก่โง่ชูชางหลานนั่นร่ายมนตร์ผิดพลาดหรือเปล่า?

 

สายตาของหานซั่วเริ่มปรับตัวกับความมืดได้แล้ว เขาผ่อนคลายร่างกาย และยกแขนขวาขึ้นมาดูตรงหน้า ไฝสีดำใกล้ข้อมือของเขาหายไป และถูกแทนที่ด้วยแผลเป็นยาวน่ากลัวราวกับตัวหนอนกำลังเลื้อยขึ้นไปตามแขน หานซั่วตัวสั่น ความรู้สึกเย็นยะเยือกเกาะกินอวัยวะภายในทั่วทุกอณู

 

นี่ไม่ใช่ร่างกายของเขา… หานซั่วผู้กำลังตื่นตกใจตระหนักได้ว่า เขาได้เข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นจริง ๆ แล้ว…

 

แม้ไบรอันจะตายไปแล้ว แต่หานซั่วรู้อดีตทุกอย่างของไบรอันได้ด้วยเหตุผลบางอย่าง รู้แม้กระทั่งว่าเขาไม่ได้มาจุติใหม่ในสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ หรือประเทศไหน ๆ ในทวีปฝั่งตะวันตก แต่เขากำลังอยู่ในอีกโลกที่่ต่างออกไป ชื่อว่า “อาณาจักรแห่งความลึกล้ำ” ในประเทศที่ไม่คุ้นเคยซึ่งมีชื่อว่า “จักรวรรดิแลนซล็อต” ดินแดนพิศวงที่เต็มไปด้วยการประดาบ เวทมนตร์ และเผ่าพันธุ์ประหลาดที่อาละวาดไปทั่ว

 

พ่อแม่ของไบรอันตายตั้งแต่ตอนเขายังเด็ก และเขาเพิ่งอายุ 10 ขวบเท่านั้นตอนที่โดนลุงแท้ ๆ ของเขาเองขายให้กับพ่อค้าทาส ซึ่งขายเขาต่อให้กับวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลัง บาบิโลน ชีวิตของไบรอันดิ่งลงสู่ความมืดมิดนับแต่นั้น

 

ไบรอันตายตอนอายุ 16 ปี ก่อนหน้านั้นเขาถูกส่งไปอยู่ในสาขาที่อ่อนแอที่สุดของวิทยาลัยบาบิโลน – ศาสตร์แห่งความตาย

 

 

ช่วงเวลา 6 ปีนั้น งานของไบรอันคือการช่วยเหลือพวกนักเรียนที่เรียนเอกศาสตร์แห่งความตายโดยการทำความสะอาดซากโครงกระดูก ซากศพ และขยะอื่น ๆ ที่เกิดผิดพลาดจากการทดลองเวทมนตร์ และนอกเหนือจากนั้นก็ต้องช่วยงานบริการทั่วไปอย่างชงชา เสิร์ฟน้ำ กวาดพื้น และกำจัดแมลงรบกวนต่าง ๆ

 

อีกอย่างหนึ่ง พวกนักเรียนเอกศาสตร์แห่งความตายมักจะใช้เขาเป็นเป้าฝึกซ้อมความสามารถในการต่อสู้ของโครงกระดูกหรือภูติผีทดลองตัวล่าสุดที่ทำกันขึ้นมา หรือไม่ก็ทดลองเวทมนตร์กับเขาโดยตรง

 

ไบรอันผู้อ่อนแอและขลาดกลัวต้องทนทุกข์ทรมานกับการใช้ชีวิตในขุมนรกนี่นานถึง 6 ปี ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยแผลเป็นและรอยฟกช้ำมากมายนับไม่ถ้วน นักเรียนศาสตร์แห่งความตายจะเรียกใช้เขาเป็นตัวฝึกซ้อมทุกครั้งหลังจากที่พ่ายแพ้ในการต่อสู้กับนักเรียนเอกสาขาอื่น ไม่ว่าตอนที่เขากำลังกล้ำกลืนฝืนกินอาหาร หรือกำลังพยายามทำงานตามคำสั่งอันไร้ที่สิ้นสุดอยู่ก็ตาม

 

เด็กหนุ่มอายุเพียง 16 ปี กับความทรมานอย่างแสนสาหัสตลอด 6 ปี ช่างโหดร้ายเกินกว่าที่เด็กคนหนึ่งจะรับได้

 

ไบรอันเคยตั้งใจจะฆ่าตัวตาย แต่เพราะความขี้ขลาด เขาจึงไม่เคยกล้าพอแม้แต่จะพรากชีวิตตัวเอง ทำได้เพียงอดทนอย่างเงียบ ๆ มาตลอด 6 ปีนั้น

 

และในที่สุด เมื่อวันที่ผ่านมานี้เอง แม่มดตัวน้อยชื่อว่าลิซ่า ได้อัญเชิญภูตผีออกมาตนหนึ่งที่เผลอกลืนกินจิตวิญญาณของไบรอันจนตาย เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยแม้แต่น้อย แต่กลับรู้สึกสุขอย่างที่สุดที่ได้หลุดพ้นเสียที

 

หลังจากที่คอยกวาดซากศพและเศษกระดูกมาตลอด 6 ปี ทาสอีกคนก็โยนศพของไบรอันไว้ในกองขยะ ที่ซึ่งเขาเคยใช้เป็นที่ทิ้งขยะ บัดนี้ กลับกลายมาเป็นสุสานของตัวเขาเอง

 

หานซั่วเคยคิดว่าชีวิตของตัวเขาเองมืดมนมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับไบรอัน เขาถึงกับใจสลายเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่าชีวิตก่อนหน้านี้ของเขาดีอยู่แล้ว

 

เมื่อเข้าใจแล้วว่าไบรอันผ่านอะไรมาบ้าง เขาพูดตะกุกตะกักด้วยเสียงเบาแผ่วราวกระซิบเสียง

 

“ไอ้เด็กบ้าจอมขี้ขลาดอย่างนายมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง ไบรอัน คราวนี้ร่างนายเป็นของชั้นแล้ว ชั้นจะทำอะไรให้นายได้บ้างล่ะเนี่ย?”

 

ทันใดนั้น หานซั่วสัมผัสได้ถึงของเหลวบางอย่างไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ศีรษะของเขาปวดแปลบทันทีที่ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นมากะทันหัน มวลของเหลวนั้นโคจรไปทั่วร่างอย่างช้า ๆ ขณะที่ห้วงความคิดของหานซั่วถูกเติมเต็มไปด้วยองค์ความรู้มากมายของตาเฒ่าชูชางหลานอย่างอธิบายไม่ได้

 

เวทย์ปีศาจ ถูกแบ่งเป็น 9 ระดับอาณาจักรพลังด้วยกัน คือ อาณาจักรพลังรูปธรรม อาณาจักรพลังเบิกทาง อาณาจักรพลังหลอมวิญญาณ อาณาจักรพลังปีศาจแท้จริง อาณาจักรพลังสูบโลหิต อาณาจักรพลังปีศาจสันโดษ อาณาจักรพลังกามอสูร อาณาจักรพลังเก้าการเปลี่ยนแปลง และสูงสุด คือ อาณาจักรพลังอาถรรพ์ปีศาจ ผู้ใช้เวทย์ปีศาจมักจะสนองความปรารถนาของตนเองและฆ่าคนตามต้องการ เพื่อครอบครองพลังซึ่งไร้ขีดจำกัด โดยไม่สนกฎหรือศีลธรรมใด ๆ

 

ยามใดที่ผู้ใช้เวทย์กลายเป็นปีศาจอย่างเต็มตัว เขาผู้นั้นจะมีพลังที่สามารถเคลื่อนย้ายแม้กระทั่งขุนเขาและท้องทะเล

 

ขณะที่หานซั่วนั่งจมอยู่จนไม่รู้เวลาผ่านไปเท่าใด เขาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมายที่ก่อนหน้านี้เขาไม่มีวันคาดถึง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจ เวทมนตร์ครั้งสุดท้ายของชูชางหลานต้องเกิดผิดพลาดอะไรบางอย่างขึ้นแน่นอน จิตวิญญาณของชูชางหลานหายไป แต่กลับถ่ายทอดความทรงจำและองค์ความรู้เกี่ยวกับเวทมนตร์ทั้งหมดไว้ในจิตของหานซั่วแทน

 

มวลของเหลวที่ไหลเวียนทั่วร่างกาย คือ รากฐานชีวมนตราแห่งจอมเวทย์ – หรือแก่นมนตราพื้นฐานของผู้ใช้เวทย์ทุกคน จากความทรงจำของชูชางหลาน ผู้ใช้เวทย์ปีศาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปีในการบ่มเพาะแก่นมนตรานี้ หานซั่วซึ่งไม่รู้และไม่เคยทำอะไรเลย แต่กลับมีแก่นมนตราสีเงินยวงไหลเวียนอยู่ทั่วร่าง  แม้จะไหลอย่างอ่อนแรง เขาก็รับรู้ได้ว่ามันคือแก่นมนตราของจริง

 

หานซั่วพลันฉุกคิดถึงชูชางหลาน ตาเฒ่านั่นคิดจะใช้เขาเป็นตัวตายตัวแทน แต่กลับลงเอยด้วยการส่งหานซั่วมายังต่างโลกต่างยุคสมัย องค์ความรู้เวทมนตร์ต่าง ๆ ที่ถูกถ่ายทอดมาต้องเป็นของชูชางหลานแน่นอน

 

หานซั่วเรียนรู้เกี่ยวกับโลกประหลาดที่เขาอยู่ ณ ตอนนั้นผ่านความทรงจำของไบรอันได้เพียงเล็กน้อย เพราะความรู้ของเขาถูกจำกัดในฐานะที่เป็นเพียงทาสผู้ต่ำต้อยของวิทยาลัยบาบิโลน ความคิดของหานซั่วจึงเริ่มโลดแล่นถึงสิ่งที่เขาจะทำในชีวิตต่อจากนี้

 

เมื่อไบรอันตายไปแล้ว และหานซั่วก็กลายเป็นเจ้าของร่างแทน ตัวตนถาวรเขาจึงต้องกลายเป็นไบรอัน ทาสที่ถูกขายให้กับวิทยาลัยเวทมนตร์ โลกประหลาดนี้มีบทลงโทษที่โหดร้ายสำหรับทาสที่พยายามหลบหนี เพราะฉะนั้นหานซั่วจึงยังไม่หนี แม้จะทำเรื่องสุ่มเสี่ยงนี้สำเร็จก็ตาม แต่เพราะเขาไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดง

 

หลังจากใคร่ครวญอยู่นาน หานซั่วตัดสินใจกลับไปที่วิทยาลัย เพราะมีเพียงที่นั่นเท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลงความเป็นทาสและทำอะไรสักอย่างเพื่อไบรอันผู้น่าเวทนาได้

 

หานซั่วรู้สึกเจ็บไปหมด (เพราะไบรอันมีบาดแผลเต็มตัวก่อนตาย) เมื่อพยายามลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดร้าวระบมก็แผ่ซ่านไปทั่วร่าง จนเขาถึงกับร้องออกมา

 

“โอ๊ยย!”

 

และทิ้งตัวลงนั่งอย่างรวดเร็ว

 

หานซั่วไม่มีความใยดีต่อชูชางหลาน ผู้ซึ่งลักพาตัวเขามาที่นี่ แม้ไม่รู้จักชีวิตหรือโลกของชูชางหลานเลย แต่จากความทรงจำที่ได้รับการถ่ายทอดมา เขารู้ว่าสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นโดยฝึกพลังเวทย์ที่มีในตัว เคลื่อนย้ายตนเองไปยังสถานที่อื่นในชั่วพริบตา หรือแม้กระทั่งเคลื่อนย้ายขุนเขาและท้องทะเล

 

แม้คิดว่าชูชางหลานออกจะเพี้ยนอยู่สักหน่อย แต่จากที่เขาจำได้ ชูชางหลานพาเขาทั้งคู่ขึ้นไปบนดวงจันทร์มาแล้ว จึงเชื่อว่าด้วยเวทมนตร์ภายในตัวก็น่าจะทำให้เขาบินได้เหมือนกัน

 

เมื่อไม่มีอะไรให้เสียอีกแล้ว หานซั่วจึงทบทวนถึงคาถาอันซับซ้อนที่จำเป็นต้องใช้ในการฝึกพลังเวทย์ เขาตั้งสมาธิแน่วแน่เพื่อเริ่มฝึกพลังเวทย์ปีศาจในอาณาจักรพลังรูปธรรม ซึ่งเป็นหลักการแรกในการควบคุมและผนึกจุดอ่อนของแก่นมนตรา

 

เมื่อเขาตั้งสมาธิและควบคุมแก่นมนตราตามกฎของอาณาจักรพลังรูปธรรมสำเร็จ แก่นมนตราก็สามารถตอบสนองเขาได้ดังใจนึก ตามองค์ความรู้ของชูชางหลานอย่างไม่ผิดเพี้ยน

 

หานซั่วนึกดีใจ แม้ชูชางหลานจะเพี้ยนแค่ไหน แต่ความทรงจำของตาเฒ่านั่นก็มีประโยชน์ เขาตั้งสมาธิเข้าสู่ฌานอีกครั้งและเริ่มโคจรแก่นมนตราไปทั่วร่างกายตามกฎของอาณาจักรพลังรูปธรรม

 

หานซั่วรู้สึกตัวอีกครั้งก็ตอนที่ท้องของเขาเริ่มส่งเสียงร้องโครกคราก เขาไม่รู้ว่าเขานั่งทำสมาธิอยู่นานแค่ไหน แต่ความเจ็บปวดร่างกายของเขาลดน้อยลงมาก และรู้สึกถึงความแข็งแกร่งใหม่ที่ได้รับ นี่คือผลลัพธ์ของการฝึกสมาธิเข้าฌานเพียงชั่วครู่ ตาเฒ่าชูชางหลานนั่นใช้เวลาฝึกนานแค่ไหนกัน ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเขากล้าขึ้นไปถึงดวงจันทร์ หานซั่วนึกจินตนาการเอาเองว่าชูชางหลานจะมีพลังแกร่งกล้ามากแค่ไหนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

 

หานซั่วสังเกตความผิดปกติบางอย่างเมื่อเขาหยุดพักจากการฝึก แก่นมนตราสีเงินยวงไม่ได้โคจรตามกฎของอาณาจักรพลังรูปธรรมอีกแล้ว แต่มันกำลังเคลื่อนไหวไปตามผิวหนัง กล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะทุกส่วนในร่างกาย

 

เป้าหมายหลักของอาณาจักรพลังเวทย์ปีศาจขั้นรูปธรรมคือการฟื้นฟูทางกายภาพ เสริมความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อ ผิวหนัง และกระดูก แยกกันกับการเสริมสร้างแก่นมนตราอย่างช้า ๆ แต่พวกบ้าบิ่นบางคนมักทำร้ายตัวเองเพื่อแลกกับการฟื้นฟูร่างกายและเสริมสร้างแก่นมนตราพร้อมกันในคราวเดียว เพราะการทำทั้งสองอย่างพร้อมกันให้ผลที่รวดเร็วที่สุด

 

“การฝึกพลังเวทย์ขั้นนี้มันเป็นรูปแบบการทำร้ายตัวเองชัด ๆ เลยนี่นา เอาเถอะ ไหน ๆ ไบรอันก็โดนอะไรแบบนี้บ่อย ๆ อยู่แล้ว บางที ถ้ากลับไปอยู่ที่วิทยาลัย การฝึกอาณาจักรพลังรูปธรรมของเราอาจจะก้าวหน้าเร็วมากขึ้นอีก อยู่ในร่างไบรอันแบบนี้อาจไม่เลวนักก็ได้แฮะ”

 

หานซั่วรู้สึกซาบซึ้งใจอยู่ครู่หนึ่ง และวางแผนออกไปจากที่ตรงนั้นทันทีหลังจากเพิ่งคิดขึ้นได้ว่าหลงโง่อยู่ในหลุมศพเหม็นเน่านี่ตั้งนานจนเริ่มจะทนไม่ไหว

 

แสงสว่างเบาบางสาดส่องลงมา จากความทรงจำของไบรอัน หานซั่วรู้ว่าเบื้องบนเป็นถ้ำขนาดใหญ่ที่ซึ่งซากโครงกระดูกและซากศพถูกโยนทิ้งลงมา เขายังรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัวเมื่อลุกขึ้นยืนด้วยร่างที่เต็มไปด้วยแผลเป็น ความทรมานยาวนานกว่า 6 ปียังคงส่งผลในร่างของไบรอัน ประกอบกับอาหารการกินที่แร้นแค้น ผลคือร่างกายของเขาผ่ายผอมเพราะขาดสารอาหาร และมีความสูงเพียงประมาณ 160 เซนติเมตรกว่า ๆ เท่านั้น

 

หานซั่วยืนอยู่บนพื้นที่ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำซึ่งทำให้เขาต้องประคองร่างกายอันอ่อนแออย่างยากลำบาก หลังจากล้มลุกคลุกคลานอยู่ราวห้าหรือหกครั้ง เขาก็สามารถออกมาจากหลุมศพได้ในที่สุด หานซั่วรู้สึกสุขอย่างเหลือล้นที่จะได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องมายังพื้นผิวโลก และสะท้อนแสงส่องกระทบภายในสุสานแห่งนี้จนสว่างกระจ่างตา

 

ด้วยแก่นมนตราที่ยังคงไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย หานซั่วจึงคิดในแง่ดีว่าสิ่งที่ไม่ได้ฆ่าเขา กลับทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น และใช่ว่าเขาจะไม่มีไพ่ตายที่หมอบไว้ เพราะเคล็ดลับในการฝึกที่ชูชางหลานทิ้งไว้ให้ พิสูจน์แล้วว่ามีประโยชน์ และสามารถช่วยให้หานซั่วทำตามความฝันที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยแม้แต่จะกล้าฝันมาก่อน

 

 

อย่างไรก็ตาม หานซั่วไม่รู้เลยว่าแก่นมนตราที่ชูชางหลานทิ้งไว้ให้เขานั้น ไม่ได้เพียงช่วยเขาฝึกพลังเวทมนตร์ แต่ยังเป็นเมล็ดพันธุ์ ที่สามารถแปรเปลี่ยนความคิดดังเช่นที่เปลี่ยนแปลงร่างกายเขา จิตใจของหานซั่วในโลกที่แล้วเคยถูกเติมเต็มด้วยความคิดชั่วร้ายมาก่อน เพียงแต่ยังไม่เคยกล้าพอที่จะทำตามความคิดนั้น เมล็ดพันธุ์นี้เองเป็นตัวแทนสิ่งที่เขายังไม่เคยทำ และอาจเป็นสิ่งเร้าที่ทำให้หานซั่วต้องสูญเสียซึ่งการควบคุมตนเองในที่สุด