0 Views

กำเนิดราชันย์ปีศาจ : ปฐมบท

 

“เจ้านี่ช่างโชคดีอย่างเหลือเชื่อเลยนะ ถ้าไม่นับพวกนักบินอวกาศ ก็มีเจ้าคนแรกนี่ล่ะ ที่เดินทางท่องพระจันทร์โดยไม่ต้องเสียเงินสักแดง”

 

ชายชราผู้มีโครงหน้างุ้มงอเหมือนนกอินทรีและสวมเสื้อคลุมสีเขียวที่ให้ความรู้สึกถึงลางร้าย เขายิ้มอย่างมีเลศนัยขณะมองไปยังชายหนุ่มผู้ถูกห่อหุ้มอยู่ภายใต้เปลือกแสงสีม่วงเลือนราง

 

ชายหนุ่มอายุราว 20 ปี สวมบ็อกเซอร์ลายดอก ร่างกายท่อนล่างของเขามีขนาดปกติ ในขณะที่ท่อนบนกลับผอมบางกว่า  เขาแสดงท่าทีรังเกียจ ขณะมองไปรอบ ๆ ตัวอย่างร้อนรน ภายในเปลือกแสงก้อนนั้น

 

“พอได้แล้ว ตาแก่ แกพาชั้นมาที่นี่ทำไม ต้องการอะไร ?”

 

หานซั่วบันดาลโทสะ เขากำลังจะมีความสุขกับการอาบน้ำเย็น ๆ อย่างสดชื่นในวันที่แสนอบอ้าวของฤดูร้อนอยู่แล้วแท้ ๆ ก่อนที่จะมีแสงจ้าสีขาวสว่างวาบขึ้น แล้วชายชราคนหนึ่งก็ปรากฏตัวตรงหน้าหานซั่วที่กำลังเปลือยกายทั้งตัว ชายชราเอ่ยเพียงแค่ว่า

 

“วันเกิดตรงกัน”

 

แล้วคว้าหานซั่วไว้ก่อนจะพากระโดดออกจากหน้าต่างชั้น 10 หานซั่วตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ

เมื่อรวบรวมสติไหว หานซั่วสัมผัสได้ถึงความมืดหม่น แห้งแล้ง และว่างเปล่ารอบตัวเขา พื้นดินขรุขระเหมือนผิวของเหยื่อแผลไฟไหม้ที่พุพองอย่างรุนแรง และนั่นเองที่ทำให้รู้ได้ว่าเขากำลังยืนอยู่บนดวงจันทร์

 

น่าแปลกที่หานซั่วและชายชราสามารถสื่อสารกันอย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะเปลือกแสงสีม่วงประหลาดนั่นก็ได้ แต่ที่แปลกยิ่งกว่า คือ หานซั่วไม่กลัวขาดอากาศหายใจเลย เมื่อมีออกซิเจนในเปลือกแสงนั่นเพียงพอ

 

“ข้าจะต้องสู้กับคนสามคนในการที่จะทำลายกฎแห่งสวรรค์และโลก ซึ่งจะทำให้ข้าบรรลุอาณาจักรพลังอาถรรพ์ปีศาจ และกลายเป็นจอมเวทย์ปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุด ลำพังสามคนนั่นไม่กล้าท้าทายอะไรข้าแบบตัวต่อตัว แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากพวกนั้นรวมพลังกัน

 

เพื่อให้รอบคอบที่สุด ข้าเลยต้องหาใครสักคนที่มีวันเกิดตรงกันกับข้า – ซึ่งก็คือเจ้า ถ้าข้าโชคร้ายพ่ายแพ้ในการต่อสู้ขึ้นมา ข้าจะได้ร่ายมนตร์ที่ลี้ลับที่สุดในหมู่มนตร์ทั้งปวง เพื่อฝังจิตของข้าไว้ในร่างกายเจ้า จากนั้นข้าจึงจะได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งและใช้ชีวิตอยู่ในร่างกายเจ้าไงล่ะ”

 

ชูชางหลานกล่าวขณะจ้องมองหานซั่วด้วยดวงตาแดงก่ำ พร้อมภยันตรายแฝงเร้นในน้ำเสียง

 

“เอ… ที่บอกว่าจะฝังจิตไว้ในร่างกายชั้น แล้ว…จะเกิดอะไรขึ้นกับชั้นล่ะ?”

 

หานซั่วสับสนและไม่เข้าใจอะไรสักอย่างที่ชูชางหลานพูด แต่ก็ยังจับความได้โดยสัญชาตญาณและถามคำถามสำคัญออกไป

ชูชางหลานอึ้งไปชั่วขณะแล้วก็ระเบิดหัวเราะ

 

“ร่างกายเจ้าจะเป็นของข้า ส่วนเจ้าก็ต้องตายแน่นอนอยู่แล้วสิ”

 

“@#$#@(….”

 

หานซั่วโกรธเกรี้ยวและเริ่มสบถสาบานอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่สภาพการณ์ของเขาตอนนี้ต้องพึ่งความเมตตาจากอีกคน แต่คำสาปแช่งนานาสารพัดที่พรั่งพรูออกมา ร่ายยาวยันบรรพบุรุษ 18 ชั่วโคตรของชูชางหลาน

 

“ใช้โอกาสสุดท้ายนี่ระบายมาให้เต็มที่เถอะ เจ้าเด็กเหลือขอ! ตอนแรกคิดว่าถ้าชนะการต่อสู้ก็จะไว้ชีวิตเจ้าอยู่หรอก แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้ว ต่อให้ชนะ ข้าก็จะส่งเจ้าลงนรกอยู่ดี!”

 

ชูชางหลานพยายามข่มใจให้สงบเบื้องหน้าหานซั่วที่ยังก่นด่าสาปแช่งอย่างไม่หยุดหย่อน แต่แล้วสีหน้าของเขาก็ต้องมัวหมองลงเมื่อผ่านไปกว่าครึ่งชั่วโมง หานซั่วยังไม่ลดละความพยายาม และคำสาปแช่งยิ่งทวีความน่ารังเกียจเพิ่มมากขึ้น

 

ทว่า จู่ ๆ หานซั่วก็หยุดกะทันหัน และใช้หมัดทั้งสองต่อยไปยังเปลือกแสงสีม่วงรอบกายและเริ่มคร่ำครวญ

 

 

“ยอดมนุษย์… พระผู้เป็นเจ้า… โว้ยยย ใครก็ได้… ชั้นผิดไปแล้ว ไว้ชีวิตชั้นเถอะ ที่แกทำอยู่นี่มันผิดกฎหมาย ทางการต้องมาตามจับแกแน่ เทคโนโลยีสมัยนี้ก็ก้าวหน้า หนีมาอยู่ดวงจันทร์ก็ช่วยอะไรแกไม่ได้หรอก!”

 

“ปีศาจน่ะ ทำอะไรตามใจตนเองโดยไม่สนใจกฎอะไรทั้งนั้นอยู่แล้ว ข้า ชูชางหลาน ก็ท่องไปบนโลกมนุษย์มานานหลายปี ฆ่าคนไปมากกว่าจำนวนคนที่เจ้าเคยพบมาทั้งชีวิตเสียอีก แต่ข้าก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ สุขสบายดีทุกอย่าง”

 

ชูชางหลานพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ บางอย่างบนใบหน้าเปลี่ยนไปกะทันทัน เมื่อเขากวาดตามองไปทางซ้ายของเขา พร้อมพึมพำว่า

 

“ในที่สุด!”

 

หานซั่วและเปลือกแสงสีม่วงที่ห่อหุ้มกายพลันลอยขึ้นไกลออกไปทันทีที่ชูชางหลานชูนิ้วชี้ขวาขึ้น หลังจากกระเด้งกระดอนไปมา 2-3 ครั้ง เขาก็เข้าสู่ห้วงความกดอากาศต่ำ ที่ซึ่งหานซั่วรู้สึกได้ว่าเขาไม่สามารถขยับตัว หรือเปล่งเสียงใด ๆ ได้ ไม่แม้แต่จะได้ยิน กะพริบตา หรือคิดสิ่งใด ทำอะไรไม่ได้เลยภายในเปลือกแสงสีม่วงนั้น

 

“เจ้าสามคนมาสายนะ หวังว่าพวกเจ้าทุกคนจะทุ่มสุดฝีมือในการต่อสู้ของเราวันนี้ และถ้าเกิดตายขึ้นมา ก็อย่าเกลียดข้าล่ะ!”

 

“อมิตาภพุทธ” “ผู้ทรงฤทธานุภาพแห่งสรวงสวรรค์”

 

…….

 

แม้หานซั่วจะขยับตัวไม่ได้ แต่จากตำแหน่งที่เขาอยู่ยังพอได้ยินเป็นบางคำ อาจจะเป็นเพราะเปลือกแสงสีม่วงนี่ก็ได้ แต่ก็ถึงกับจับต้นชนปลายไม่ถูกเมื่อได้ยินคนกลุ่มนั้นพูดขึ้นว่า “อมิตาภพุทธ” กับ “ผู้ทรงฤทธานุภาพแห่งสรวงสวรรค์” จึงสรุปเอาเองว่าต้องเป็นพระกับนักพรตลัทธิเต๋าปรากฏตัวขึ้นแน่ ๆ เพราะเท่าที่เห็นในทีวี พระกับนักพรตมักเริ่มต้นประโยคแบบนี้เสมอ

 

และตามที่ชูชางหลานพูด ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ เขาก็ต้องตายอยู่ดี…

หานซั่วเกิดที่เมืองหยางโจว หลังจากจบ ม.ปลาย ก็เรียนต่อในมหาวิทยาลัยระดับล่างสุด เขาไม่ได้ไปเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อสมัครงานเหมือนเพื่อนคนอื่น วัน ๆ เอาเล่นแต่อินเทอร์เน็ต  และทำได้เพียงสร้างเว็บไซต์ และร้านขายของออนไลน์เล็ก ๆ ของตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็หาเงินได้เพียงน้อยนิด หานซั่วนับได้ว่าเป็นโอตาคุตั้งแต่หัวจรดเท้า และมีคุณสมบัติทุกอย่างที่คนไร้อนาคตคนหนึ่งจะพึงมี

 

ยิ่งใช้เวลาในโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ ความนึกคิดของเขาก็จะถูกเติมเต็มไปด้วยสิ่งชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น แม้จะเอาแต่เก็บตัวอยู่ในบ้าน แต่ก็สามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ดี เขาจึงระวังตัวเองได้มากพอที่จะไม่แสดงหรือทำสิ่งที่เขาคิดออกไป พ่อแม่ของเขาเองก็ใช่ว่าจะเป็นเศรษฐีเงินล้านหรือข้าราชการระดับสูงเสียเมื่อไหร่

 

แม้อายุ 20 กว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่เคยคบกับใคร พ่อแม่เคยแนะนำผู้หญิงให้เขามาบ้าง แต่อีกฝ่ายมักดูถูกหานซั่วเพราะดูพึ่งพาไม่ได้และไม่มีงานทำ ไม่จำเป็นต้องบอกก็รู้ว่าการจับคู่ไม่เคยเป็นผล

 

ช่วงหลังมานี่เองที่เขายอมโอนอ่อนผ่อนตามความกดดันของพ่อแม่ และเริ่มเตรียมเอกสารเพื่อสมัครและหางานจริง ๆ ทำสักที แต่ใครจะรู้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเกิดขึ้นก่อนเขาจะได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองแบบนี้กันล่ะ?

 

สมองของเขาทำงานอย่างเอื่อยเฉื่อยเพราะคิดว่าไหน ๆ ก็จะตายอยู่แล้ว นี่เป็นครั้งแรก ที่เขารู้สึกว่าชีวิตที่ผ่านมาช่างไร้ค่าสิ้นดี ไม่ใช่แค่ไม่มีงานทำ ไม่เคยทำอะไรดี ๆ ให้น่าจดจำเป็นชิ้นเป็นอัน และให้ตายเถอะ… เขายังเวอร์จิ้นอยู่เลย!

 

“เฮ้อ เรานี่มันโคตรโชคร้ายอะไรขนาดนี้ อุตส่าห์จะได้กลับตัวเริ่มต้นสู้ชีวิตใหม่อีกครั้งแท้ ๆ จะไม่ให้โอกาสกันเลยรึไงฟะ? ถ้าครั้งนี้เราไม่ตาย… ขอสาบานไว้เลยว่าจะทำเรื่องชั่วร้ายทุกอย่างที่นึกออก… จะไม่มีวันโดนใครดูถูกเหยียดหยาม และจะไม่กลัวที่จะทำอะไรอีกแล้ว ไม่มีวัน…”

 

สิ่งที่สามารถเคลื่อนไหวได้ตอนนี้มีเพียงความคิดของเขาเท่านั้น เมื่อหานซั่วทำอะไรไม่ได้นอกจากคิดเรื่องชั่วร้ายต่าง ๆ ยิ่งเขาครุ่นคิดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกสลดใจและสิ้นหวังมากเท่านั้น…

ทันใดนั้น ก็มีเสียงแผ่นดินถล่มทลายดังกึกก้องขึ้น พร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างสะใจของชูชางหลาน

แต่ไม่นาน เขาพลันตะโกนขึ้นว่า

 

“เจ้าคนทรยศ!”

 

และถูกคลื่นระเบิดที่รุนแรงจนแทบคลอนสรวงสวรรค์ถาโถมเข้าใส่อย่างไม่หยุดยั้ง การสั่นสะเทือนรุนแรงถึงตำแหน่งที่หานซั่วอยู่ราวกับแผ่นดินกำลังปริแยกออกจากกัน ความสับสนวุ่นวายนั้นมาพร้อมกับเสียงตะโกนอันดัง

 

“ชูชางหลาน ครั้งนี้เจ้าตายแน่!”

 

“นั่นมัน… เคล็ดวิชาช่วงชิงกายหยาบนี่ เขาพยายามใช้เคล็ดวิชาปีศาจ! ต้องมีเมล็ดพันธุ์ปีศาจอยู่แถวนี้เป็นแน่!”

 

“อมิตาภพุทธ เห็นแก่ความดีงามทุกอย่างในภพเบื้องล่างสวรรค์ แม้ตาย ข้าจะไม่ยอมให้เขาทำสำเร็จเป็นอันขาด อมิตาภพุทธ บทสวดต้องห้าม “ทลายสังขาร” !!

 

“พระคุณเจ้า! ไม่นะ…”

 

คลื่นระเบิดรุนแรงระลอกใหญ่โถมกระหน่ำอย่างไม่ขาดสาย ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีดำเส้นหนึ่งพุ่งเข้าใส่หานซั่วอย่างรวดเร็วราวกับดาวตก สสารบางอย่างบิดเบี้ยวม้วนตัวอยู่ภายในราวกับของเหลวที่ชั่วร้าย

 

“น่าเลื่อมใส น่าเลื่อมใสยิ่งนัก ปรมาจารย์หยวนกงยอมสละชีวิตตนเองเพื่อหยุดยั้งเคล็ดวิชาปีศาจนั่น พวกเราอยู่อย่างสงบได้แล้ว ชูชางหลานจะไม่มีวันได้คุกคามโลกแห่งความยุติธรรมได้อีก!”

 

ลำแสงสีดำไหลบ่าเข้ามาภายในเปลือกแสงสีม่วงทันทีที่หานซั่วได้ยินประโยคสุดท้าย สิ่งแปลกปลอมบางอย่างพยายามรุกล้ำเข้ามาภายในสมองของเขา เสียงระเบิดอันดังก้องก่อให้เกิดความเจ็บปวดอย่างสาหัสราวกับอวัยวะทุกชิ้นในร่างระเบิดออกพร้อมกันในคราเดียว และเขาก็ไม่รับรู้ถึงสิ่งใดอีกเลย…

 

***********************************