0 Views

 

“น… นี่มัน แหวนมิตินี่นา…เจ้าไปได้มาจากไหนกัน?”

แฟนนี่มองหานซั่วอย่างไม่เชื่อสายตา และถามด้วยสีหน้าตกตะลึงสุดขีด

“ข้าซื้อมาเองครับ”

หานซั่วตอบด้วยเสียงแผ่วเบา พลางเหลือบมองพวกนักเรียนสาขาศาสตร์แห่งความตายที่กำลังมองด้วยตาเป็นประกายด้วยความรู้สึกที่ทั้งชื่นชมและอิจฉา เขาจึงรีบพูดเสริม

“ข้าซื้อมา 1,800 เหรียญทอง จากร้านขายอุปกรณ์เวทมนตร์ในเมืองครับ แหวนมิตินี่ อย่างน้อยก็อัดของได้พอ ๆ กับห้องเล็ก ๆ ห้องนึงเลยล่ะ”

“ก็รู้แล้วว่าซื้อมา แต่ที่ถามน่ะ คือเจ้าเอาเงินมาจากไหนตั้ง 1,800 เหรียญต่างหาก?”

แฟนนี่ยังคงถามด้วยความประหลาดใจ พลางจ้องมองหานซั่วด้วยสีหน้าดุร้าย

นอกจากแฟนนี่แล้ว ทั้งอาจารย์และนักเรียนคนอื่น ๆ ในสาขาศาสตร์แห่งความตายต่างสงสัยแบบเดียวกัน และนึกเหตุผลไม่ออกว่าทำไมจู่ ๆ หานซั่วถึงมีเงินมากมายขนาดนี้

“จ… เจ้าเอาผลพลอยได้จากสงครามที่พวกเราได้มาไปขายหมดแล้วใช่มั้ย?”

เบลล่าอึ้งไปชั่วขณะ แล้วจู่ ๆ ก็โพล่งขึ้นมาทันทีที่นึกออก เธอรีบบึ่งไปเปิดประตูห้องที่พวกเขาเก็บผลพลอยได้จากสงครามเอาไว้

หานซั่วพ่นล่มอย่างดูถูก และมองเบลล่าด้วยสายตาเย็นชา

“งั้นก็เชิญไปดูได้เลย ว่าข้าลักลอบเอาของส่วนรวมไปขายเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองรึเปล่า ไงล่ะ? กระเป๋าทั้ง 13 ใบยังอยู่ดี เหมือนเดิมทุกอย่าง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ทีนี้ชัดพอรึยัง?”

“งั้นเจ้าเอาเงินเหรียญทองพวกนั้นมาจากไหนล่ะ?”

จีนมองหานซั่วด้วยความงุนงงเกินบรรยาย สายตาของเขาจับจ้องไปที่แหวนมิติบนนิ้วชี้มือซ้ายของหานซั่ว พลางคิดในใจ ข้าเป็นถึงอาจารย์สาขาศาสตร์แห่งความตายยังไม่มีปัญญาซื้อแหวนมิติเลย  โลกนี้ต้องตรรกะเพี้ยนขนาดไหนกัน  ถึงโดนทาสรับใช้อย่างเจ้านี่ชิงมีแหวนก่อนเราเองซะได้?

“เรื่องนั้นไม่สำคัญหรอกครับ ไหน ๆ ข้าก็ได้แหวนมิติมาแล้ว ข้าจะเอาของในกระเป๋าที่พวกเราได้มาทั้งหมดเก็บไว้ก่อน แล้วพอกลับถึงวิทยาลัยเมื่อไหร่ ข้าจะจัดการเอาไปขายเอง แล้วพวกเราค่อยมาแบ่งเงินเหรียญทองกันนะครับ”

“อาจารย์แฟนนี่ ท่านคิดว่าไงครับ?”

จีนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปถามความเห็นของแฟนนี่

“อืมม… งั้นก็เอาตามนี้แล้วกัน อย่างน้อยก็เป็นเพราะไบรอันที่ทำให้พวกเราขนของพวกนี้ได้อย่างสบาย ๆ และในเมื่อเขามีวิธี  ก็ให้เขาจัดการตามที่ว่ามานั่นแหละ  และหลังจากได้เงินเหรียญทองมาแล้ว เราก็แบ่งให้ไบรอันไป 40% ส่วนที่เหลือก็ค่อยมาแบ่งให้เท่า ๆ กันทุกคนนะจ๊ะ”

แฟนนี่คิดและรำพึงรำพันกับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง และประกาศออกไปด้วยสีหน้าจริงจัง

“ทำไมต้องแบ่งให้เขาตั้ง 40% ล่ะครับ? พวกเราก็พยายามแทบตายไม่แพ้กันเลยนะ?”

บาคแย้งขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินที่แฟนนี่พูด

“จริงค่ะ ข้าเห็นด้วย เขาเป็นแค่เด็กรับใช้ เขาไม่ควรได้รับเงินเหรียญทองมากขนาดนั้นนะคะ”

หานซั่วเกาหัว และยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ดูจริงใจที่สุด พลางมองหน้าคนทั้งสองพร้อมหัวเราะเบา ๆ

“งั้น ที่พวกเจ้าอยากจะพูดก็คือ…?”

บาคและเบลล่าซึ่งต่างบอบช้ำด้วยฝีมือของหานซั่วมาตลอดการเดินทาง และรู้ดีว่าท่าทางโง่เง่า ใสซื่อบริสุทธิ์ของเขาเป็นแค่เรื่องหลอกตา และวิธีจัดการศัตรูของเขาก็โหดร้ายทารุณซึ่งทั้งคู่เคยเห็นด้วยตาตัวเองมาแล้ว เมื่อเห็นท่าทีใสซื่อนั้นอีกครั้ง ก็ถึงกับขนหัวลุกและไม่กล้าพูดอะไรต่อ

“เอาล่ะ เอาล่ะ ไบรอัน อย่าไปขู่พวกเขาสิ ข้าตัดสินใจแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะไบรอันล่ะก็ พวกเราคงไม่รอดชีวิตกันมาจนถึงป่านนี้หรอก อีกอย่าง พวกข้าต่างหากที่เป็นคนเก็บรวบรวมของพวกนี้มา ส่วนพวกเจ้าก็เอาแต่ไปไล่ล่าออร์คและไม่ได้ทำอะไรกับของพวกนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น ข้าว่าคนที่แทบไม่มีสิทธิ์บ่นอะไรเลยก็คือพวกเจ้านี่แหละ”

แฟนนี่มองไปที่หานซั่ว ก่อนที่จะเอามือเท้าสะเอวและตำหนิทั้งบาคและเบลล่าด้วยท่าทีโมโห

“ถ้างั้น ข้าเอาของพวกนี้เก็บเข้าไปในแหวนก่อนก็แล้วกันนะครับ เราจะได้เช่าม้าแล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองซาโจสกี้กันต่อ ข้าไปถามมาทั่วแล้ว ดูเหมือนพวกหน่วยรบหมาป่าของพวกออร์คจะถอนกำลังกลับไปแล้วล่ะ แต่ก็หลังจากที่ไปบุกทำลายและปล้นสะดมหมู่บ้านใกล้ ๆ จนครบทุกแห่ง ข้าก็เลยคิดว่าพวกเราไม่ควรเสี่ยงกับอันตรายมากไปกว่านี้”

หานซั่วกวาดตามองทุกคนไปเรื่อย ๆ พลางพูดอย่างเอื่อยเฉื่อย

เมื่อหานซั่วเห็นว่าทั้งแฟนนี่ จีน และนักเรียนทุกคนล้วนพยักหน้าในเชิงเห็นพ้องต้องกัน เขาก็รวบรวมพลังจิตเพื่อใช้งานแหวนมิติ และยื่นทั้งสองมือออกไปข้างหน้า กระเป๋าขนาดใหญ่ทั้ง 13 ใบก็หายวับไปกับตาทันที แล้วแหวนมิติสีน้ำเงินบนมือซ้ายของเขากะพริบเป็นแสงวาบสีน้ำเงินจำนวน 13 ครั้ง

หานซั่วเก็บผลพลอยได้จากสงครามทั้งหมดลงในแหวนมิติ ท่ามกลางสายตาชื่นชมและอิจฉาของทั้งนักเรียนและอาจารย์สาขาศาสตร์แห่งความตาย และเขาก็พบว่า หลังจากที่เก็บกระเป๋าขนาดใหญ่ไปทั้งหมด 13 ใบ แหวนมิติระดับต่ำวงนี้ก็เต็มปริมาตรที่มันสามารถบรรจุได้ และไม่สามารถเก็บอะไรเพิ่มเติมได้อีก

แล้วคณะฯ ก็ใช้เงินเหรียญทองจำนวนหนึ่ง ในการเช่าม้าและเดินทางออกจากเมืองบัลธาซาร์ มุ่งหน้าสู่เมืองซาโจสกี้ได้ภายในเวลา 2 วัน

ด้วยวงมิติเวทย์เคลื่อนย้ายในเมืองซาโจสกี้ ทุกคนก็เดินทางกลับมายังวิทยาลัยเวทมนตร์และศาสตร์แห่งพลังบาบิโลนในเมืองออซเซ็นอย่างปลอดภัย เมื่อได้กลับมาเห็นเหล่าอาคารเรียนและสิ่งแวดล้อมในวิทยาลัยที่คุ้นตา ความรู้สึกปิติยินดีก็หวนคืนในจิตใจของทั้งอาจารย์และนักเรียนสาขาศาสตร์แห่งความตายอีกครั้ง หลังจากที่ไปผจญอันตรายต่าง ๆ นานามามากมายนับไม่ถ้วน

“ไบรอัน เจ้าไม่ต้องทำหน้าที่รับใช้ในสาขาศาสตร์แห่งความตายอีกต่อไปแล้วล่ะ ข้าจะไปคุยกับฝ่ายบริหารวิทยาลัยเดี๋ยวนี้เลย เพื่อจะได้ปลดปล่อยเจ้าจากสถานะทาสรับใช้ และให้เจ้ากลายเป็นนักเวทย์ฝึกหัดอย่างเต็มตัว”

แฟนนี่พูดกับหานซั่ว หลังจากที่อิ่มใจกับการได้กลับมายังวิทยาลัยอีกครั้ง

หานซั่วหัวใจพองโตและโลดแล่นด้วยความปลาบปลื้มเมื่อได้ยินคำยืนยันจากแฟนนี่ รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า หลังจากผจญอันตรายมาตลอดทางในป่าทมิฬ ทั่วทั้งตัวของหานซั่วก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แม้เขาจะรู้ดีว่า ทั้งเรื่องที่เขาเป็นเด็กรับใช้ และมีสถานะทาสมาก่อน อาจส่งผลต่อตัวเขาเองในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่การที่ได้ปลดเปลื้องจากฐานะดังกล่าว และได้ก้าวสู่การเป็นนักเรียนอย่างแท้จริง ก็ทำให้เขารู้สึกถึงความสุขใจอย่างเหลือล้น

“เข้าใจแล้วครับ อาจารย์แฟนนี่ งั้นข้าขอตัวไปจัดการกับของในแหวนมิติก่อน เรียบร้อยดีเมื่อไหร่ ข้าจะรีบกลับมานะครับ”

เขายิ้มให้แฟนนี่ และนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบเหรียญทอง 3 เหรียญออกมาจากในกระเป๋าและยื่นให้ลิซ่า

“ถ้าเจ้าเจอแจ็ค ช่วยเอานี่ให้เขาแทนข้าทีนะ”

ลิซ่ามองหานซั่วด้วยความแปลกใจ แล้วเธอก็เก็บเหรียญไว้กับตัว

“ดูเหมือนเจ้าจะดีกับเจ้าเด็กอ้วนนั่นเป็นพิเศษเลยนะ ข้าล่ะสงสัยจริง ว่าจู่ ๆ เจ้าหาเงินทองมากมายขนาดนั้นได้ยังไง เงินแค่ 3 เหรียญทองนี่คงพอให้ครอบครัวของแจ็คอยู่ได้เป็นปีเลย เจ้านี่ใจดีจังเลยนะ”

ไม่ว่าจะเป็นไบรอันในอดีต หรือหานซั่วที่เป็นไบรอันในปัจจุบัน ทั้งคู่ต่างมีมิตรภาพอันดีต่อแจ็คอ้วนตัวน้อยอยู่เสมอ และในเมื่อตอนนี้หานซั่วมีเงิน เป้าหมายแรกที่เขาอยากช่วยเหลือก็คือแจ็ค สำหรับเขาตอนนี้ เงินแค่ 3 เหรียญทองก็ไม่ได้ถือว่ามากมายนัก แต่อาจถือเป็นปริมาณมหาศาลสำหรับแจ็คเลยก็ได้ รวมถึงได้ตอบแทนของแจ็คที่คอยช่วยเหลือเขามาตลอดอีกด้วย

หลังออกมาจากวิทยาลัยแล้ว หานซั่วก็หยิบกระดาษที่เฟเบียนให้ออกมาดู และเรียกรถม้าเพื่อเดินทางไปยังตอนใต้ของเมืองออซเซ็น ตามที่อยู่บนกระดาษ

เมื่อเดินทางมาได้ไม่นาน รถม้าก็หยุดลง แล้วคนขับรถม้าที่นั่งอยู่ข้างนอกก็ร้องบอก

“ถึงสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์แล้วครับ”

หานซั่วเดินลงจากรถม้า และจ่าย 2 เหรียญเงินเป็นค่าเดินทาง ก่อนจะส่งให้คนขับรถม้าไปตามทางของเขาต่อไป หานซั่วเดินเข้าไปยังพื้นที่ของสมาคมฯ ทหาร 2 นายพร้อมด้วยหอกยาวยืนขนาบประตูโลหะสีดำทะมึนทั้ง 2 ด้าน บ้านเรือนสูงตระหง่านที่ตั้งเรียงรายอยู่ไกล ๆ บ่งบอกอย่างชัดเจนว่าผู้ที่อาศัยอยู่ที่นี่ ล้วนเป็นคนมีฐานะ

“เจ้าหนู มาเดินด้อม ๆ มอง ๆ อะไรอยู่แถวนี้น่ะ?”

ทหารยามที่ยืนอยู่หน้าประตูคนหนึ่งร้องถามอย่างรำคาญใจ เมื่อเห็นหานซั่วกำลังหันไปมาเพื่อมองทิวทัศน์โดยรอบ

“ที่นี่คือสมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์ใช่มั้ยครับ? ข้ามาหาท่านเฟเบียนน่ะ”

หานซั่วหันมามองทหารยาม และตอบไปด้วยเสียงแผ่วเบา

“เฟเบียน? ไม่เห็นเคยได้ยินชื่อ ในสมาคมพ่อค้าของเรามีคนชื่อนั้นด้วยรึ?”

ทหารยามคนนั้นทำสีหน้างุนงง ก่อนจะหันไปถามทหารยามอีกคน

“มีสิ ดูเหมือนเขาจะทำงานให้นายหญิงน้อยนี่นา เพิ่งกลับมาจากป่าทมิฬเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่เอง แถมได้ของเด็ด ๆ กลับมาเพียบเลย”

ทหารยามอีกคนตอบ จนทหารยามคนแรกยืนอึ้งไปชั่วขณะ พลางกวาดตามองหานซั่วตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาดูถูกอย่างเห็นได้ชัด และถามเขาอย่างยโสโอหัง

“แล้วเจ้ามีธุระอะไรกับเขาไม่ทราบ?”

“ข้าแค่มาเจรจาธุรกิจน่ะครับ”

เพราะสถานะทาสรับใช้ของเขายังคงอยู่ และด้วยความเร่งรีบออกมาโดยไม่หยุดแวะที่วิทยาลัย หานซั่วจึงยังคงใส่ชุดเครื่องแบบขาดวิ่นของทาส และไม่สามารถเลี่ยงการถูกเหยียดหยามไปได้

“ธุรกิจงั้นรึ? ฮ่า ๆ ๆ น่าหัวร่อ น้ำหน้าอย่างเจ้าเนี่ยนะ อุตส่าห์ถ่อมาถึงนี่ สมาคมพ่อค้าของเราน่ะ เป็นสมาคมที่มีชื่อเสียงที่สุดในจักรวรรดิ ข้าว่าเจ้าคงมาผิดที่แล้วล่ะ”

ทหารยามหัวเราะเสียงดัง และพูดจาเหยียดไม่เลิก

ตอนที่หานซั่วกำลังจะเริ่มโกรธอยู่นั้นเอง รถม้าหรูหราคันหนึ่งก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าประตูทางเข้าสมาคม เมื่อทหารร่างสูงและกำยำ 2 นายเดินลงมาจากรถม้า เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก็ก้าวเดินตามลงมา

เด็กสาวผู้นั้นมีรูปร่างเพรียวบาง ผมสีน้ำตาล เธอสวมชุดกระโปรงที่ตกแต่งด้วยเพชรผลึกเล็ก ๆ วิจิตรตระการตา แต่ทว่า ใบหน้างดงามของเธอกลับแฝงไปด้วยความเดียวดายอย่างน่าประหลาด และดูท่าทางภาคภูมิใจที่ได้เกิดมาในฐานะชนชั้นที่สูงกว่าคนธรรมดาสามัญ

“เกิดอะไรขึ้นรึ?”

เด็กสาวจ้องมองทหารยามด้วยสายตาเย็นชา พร้อมเสียงพูดที่ฟังรื่นหู

“นายหญิงน้อย เจ้าเด็กนี่บอกว่ามาขอพบท่านเฟเบียนขอรับ แต่ข้าคิดว่าเขามีท่าทางน่าสงสัยเพราะเอาแต่ทำลับ ๆ ล่อ ๆ สอดส่องไปทั่ว และยังสวมเสื้อผ้าถูก ๆ ขาด ๆ อีก ก็เลยเรียกมาสอบสวนน่ะขอรับ”

“เจ้ารู้จักเฟเบียนด้วยรึ?”

เด็กสาวผู้งดงามจนน่าตื่นตะลึงพูดพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอเพ่งมองดูเขาจากระยะไกล

ในตอนนั้นเอง สายตาที่ไล่มองไปทั่วร่างของเด็กสาวคนงามก็พลันตั้งสติได้ เมื่อได้ยินคำถาม เขาก็พยักหน้าตอบรับทันที

“ใช่ครับ ข้าเคยซื้อขายแลกเปลี่ยนกับท่านเฟเบียนในป่าทมิฬ ข้าชื่อไบรอันครับ และข้าก็แน่ใจว่าท่านเฟเบียนจำข้าได้แน่นอน”

“ไบรอัน… ไบรอัน ข้าคิดว่าข้าเคยได้ยินเฟเบียนพูดถึงเจ้ามาก่อนนะ ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมเจ้าไม่เข้ามาพร้อมกับข้าล่ะ?”

เมื่อสิ้นคำถาม เธอก็ไม่ได้หันกลับมามองหานซั่วอีก และเดินลิ่วเข้าไป

หานซั่วจ้องมองทหารยามเฝ้าประตูทั้งสองคนด้วยสายตาดุร้าย และพูดด้วยเสียงแผ่วเบา

“เจ้าพวกปัญญาอ่อน มีตาหามีแววไม่!”

แล้วเขาก็หัวเราะร่าก่อนจะรีบตามเธอเข้าไปด้านใน

—————————————-

จบ องก์ที่ 1 ป่าทมิฬ … End of [ Volume 1 Dark Forest ]

สถานีต่อไป >>> องก์ที่ 2 สมาคมพ่อค้าตระกูลบูซท์

ติดตามอัพเดทและอ่านตอนต่อไปทันที ที่นี่ >>> Facebook : Louktan Translate นิยายแปลไทย

29 ก.ค. 60 สายฟรี ตอนที่ 65    #กลุ่บลับGDK_1 ถึงตอนที่ 98