0 Views

“บอส เรายังจะไปกินบาร์บีคิวกันอยู่มั้ย?”

 

“ไม่ ฉันไม่มีอารมณ์ละ พรุ่งนี้ไม่ใช่ว่าเป็นวันสอบครั้งแรกรึไง? นายควรกลับไปทดทวนบทเรียน ไม่งั้นในอนาคตนายคงต้องตามพ่อไปฆ่าหมูแน่ ดูสารรูปนายสิ ฉันล่ะกลัวจริงๆว่าพอถึงเวลานั้นแล้วแกจะโดนหมูฆ่าแทน! แบบนั้นมันจะทำให้ฉันเสียหน้า!”

 

“บอส ไม่ใช่ว่าผมไม่กังวล แต่ว่าไม่ว่าผมจะเรียนยังไงผมก็จำอะไรไม่ได้เลย” เจ้าอ้วนเชี่ยนกล่าวอย่างหดหู่

 

เมื่อเห็นเจ้าอ้วนเป็นเช่นนี้เขารู้สึกไม่สยายใจ หลังจากมที่เขาคุ้นเคยกับเจ้าอ้วนแล้ว เจ้าอ้วนนี่ติดตามเขาเสมอ แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยเขาได้โดยตรว แต่ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติของเขาเป็นคนดี เมื่อไม่มีอะไรสำคัญๆ เขามักจะเข้ามาพูดคุยเหลวไหลในเวลาว่างๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้เลวร้ายซะทีเดียว

 

“เจ้าอ้วน นายเชื่อในตัวบอสนายรึเปล่า?” เฉิงหยูมองไปที่เจ้าอ้วนและสอบถาม

 

เจ้าอ้วนเงียบไปครู่หนึ่ง เขาไม่รู้ว่าเฉิงหยูหมายถึงอะไร จากนั้นเขาก็พยักหน้า “แน่นอน ผมเชื่อบอส”

 

“ดี!” จากนั้นเขาก็ทำท่าเหมือนล้วงกระเป๋า เขาหยิบเม็ดยาวิญญาณออกมากจากแหวนเก็บของของเจาก่อนที่จะบอกกับเจ้าอ้วนว่า “กินยาตัวนี้ แล้วความจำนายจะดีขึ้นอย่างมาก”

 

“บอส? คุณพูดจริง? คุณไปได้ยาตัวนี้มาได้ยังไง? คุณเป็นหนึ่งในผู้ฝึกตนโบราณที่ฝึกตนอยู่บนเขา?” เจ้าอ้วนถามอย่างกระวนกระวาย

 

“โอ้? นายเคยได้ยินเรื่องผู้ฝึกตน?” เฉิงหยูถามซอกแซก เป็นไปได้ไหมที่จะมีผู้ฝึกตนคนอื่นบนโลกด้วย?

 

“เช๊อะ! เด็กคนไหนจะไม่รู้จัก! มันถูกเขียนไว้ในนิยายแนวเทพเซียนเต็มไปหมด!” เจ้าอ้วนเชี่ยนกล่าวอย่างมั่นใจ แม้ว่าบอสของเขาจะหล่อเหล่าและเป็นปรมจารย์ด้านการต่อสู้ แต่เขาก็อ่อนต่อโลกนัก! เขาไม่รู้เรื่องผู้ฝึกตนได้ยังไง? นี่เป็นความรู้ทั่วไปของคนจีนทุกคนเลยนะ!

อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้าอ้วนรู้ว่าเจ้านายที่เขาดูหมิ่นว่าไม่มีความรู้ทั่วไปแท้จาริงแล้ว้ป็นผู้ฝึกตนในนิยายเทพเซียนที่เขาอ่าน ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำยังไง บางทีเขาอาจจะคุกเข่าทำความเคารพ? หรือบางทีอาจจะปฎิบัติต่อบอสของเขาแบบตัวละครในนิยายบางเรื่อง? คำถามนี้ในอนาคตเราจะได้รับรู้กัน

 

เฉิงหยูตกตะลึง จริงๆแล้วเป็นแค่หนังสือที่มีใครบางคนเขียนขึ้นเท่านั้น? ยังไงก็ตาม ถ้าพวกเขาไม่เคยเจอผู้ฝึกตนมาก่อนแล้วพวกเขาจะเขียนหนังสือแบบนี้ได้ยังไง? บางทีโลกนี้อาจจะมีผู้ฝึกตนซุ่มซ่อนอยู่ทั่วไป และพวกผู้ฝึกตนในโลกนี้นั้น อาจจะต่างกับผู้ฝึกตนในชีวิตเก่าของเฉิงหยู?  ในชีวิตก่อนหน้านี้ของเฉิงหยู ในชีวิตก่อนหน้านี้ผู้ฝึกตนจำนวนมากเดินทางไปทั่วโลกของมนุษย์ธรรมดาอย่างเปิดเผย แม้กระทั่งครอบครัวที่ร่ำรวยและมีอำนาจก็พยายามที่จะขอร้องให้ผู้ฝึกตนพาพวกเขาเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนและเป็นอมตะ

 

แม้ว่าโลกปัจจุบันนี้อาจจะมีผู้ฝึกตนอยู่ก็ตาม แต่ก็อาจจะแยกตัวเป็นเอกเทศกับโลกของมนุษย์ธรรมดา ดังนั้น มนุษย์ถึงไม่รับรู้เกี่ยวกับการดำรงอยู่ของพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะรู้ แต่ก็จะคิดเหมือนเจ้าอ้วนว่ามันเป็นเพียงแค่ตำนานปรำปรา

ไม่สำคัญว่ายังไง เฉิงหยูไม่กังวลเกี่ยวกับผู้ฝึกตนคนอื่นๆเท่าไรเขาลืมข้อสงสัยที่ไม่อาจหาคำตอบได้ในตอนนี้ออกไป เขานำเม็ดยาวิญญาณไปให้เจ้าอ้วนเชี่ยน “ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นผู้ฝึกตนรึเปล่า แต่ว่ายานี้จะทำให้ความจำของนายดีขึ้นอย่างมาก ถ้านายไม่ต้องการที่จะตามพ่อไปเชือดหมู และยังต้องการที่จะเป็นลูกน้องของฉันในมหาลัย กินมันซะ”

 

หลังจากเห็นการแสดงออกของเฉิงหยู เจ้าอ้วนก็บอกได้ว่าเฉิงหยูถือว่าเขาเป็นน้องคนนึง และดูแลเขาจริงๆ แม้ว่าเม็ดยาที่เฉิงหยูให้มานี้จะเป็นของจริงหรือไม่ เจ้าอ้วนเชี่ยนก็ตัดสินใจว่าเขาจะเป็นผู้ติดตามอันดับหนึ่งของเฉิงหยูนับตังแต่วันนี้

 

“โอ้ย โอ้ย โอ้ย ถ้านายอยาแจะกิน ก็แค่กิน! ทำหน้าแบบนั้นทำไม? ฉันหวังว่านายจะไม่ผันไปตัวเป็นแบบนั้น” ตอนนีืใบหน้าของเจ้าอ้วนเชี่ยนแปะด้วยคำว่า ‘รัก เทิดทูน’ ซึ่งมันน่าขยะแขยงมากจนเขาต้องหยุดเจ้าอ้วนเนื่องจากเขากลัวเจ้าอ้วนจะทำมิดีมิร้ายเขา

 

เจ้าอ้วนกินยาขณะที่เฉิงหยูวางมือบนหลังเจ้าอ้วน เขารู้สึกถึงความอบอุ่นผ่านร่างกายของเขาจากมือของบอส หลังจากความรู้สึกนั้นไหลเวียนไปทั่วร่างก็ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น เฉิวหยูใช้ปราณจิติญญาณของเขาในการละลายยาและช่วยให้เจ้าอ้วนดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว

 

จากรากฐานของเจ้าอ้วน ถ้าเฉิงหยูไม่ได้ช่วยเขาละลายยา เขากังวลว่าแม้แต่หลังสอบไปแล้วยาคงยังไม่ละลายเองอย่างเต็มที่ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไร? เนื่องจากเขาได้ให้ยาที่จะช่วยให้เจ้าอ้วนได้พบร่องรอยของปราณจิตวิญญาณ และช่วยปรับปรุงรากฐานของเข้าอ้วนด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเจ้านี่ยังอ้วนอยู่แบบนี้ เฉิงหยูกังวลจริงๆ เขาคงไม่สามารถช่วยได้เมื่อเขาโตขึ้น

 

หลังจากผ่านไปซัก ความอบอุ่นในร่างกายของเจ้าอ้วนก็เริ่มหายไป เขารู้สึกว่าสมองของเขาสงบขึ้นมาทันทีความทรงจำที่เลือนลางเริ่มผุดขึ้นมาเรื่อยๆ “บอส! ผมมีแล้ว ผมมีแล้ว!” (TL : ตรงนี้ENGบอกว่า มันแปลยาก เนื่องจากคำจีนนั้นมันมีความหมายเดียวกับคำว่าท้อง)

 

เมื่อเขาเห็นคนที่อยู่รอบตัวมองมาด้วยสายตาแปลกๆ แม้เฉิงหยูจะเป็นคยหน้าด้านยังไงหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นสีแดง ทันทีนั้นเขาสะผัดมือเจ้าอ้วนและโขกกระบาลของเขาขณะที่พูดอย่างโกรธๆว่า “แกเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่แล้ว? แกรู้มั้ยว่าพูดอะไรออกมา? แกมีอะไร!? การอยู่กับแกนีมันทำให้สติปัญญาสัญถดถอยจริงๆ มันตลกมากๆที่จะบอกว่าแกได้รับการศึกษา! ต่อไปอยู่ให้ห่างจากฉันและอย่าบอกคนอื่นว่ารู้จักฉัน!”

 

“บอส ตอนี้ผมตื่นเต้นมาก ผมรู้สึกได้ว่าความจำของผมดีขึ้นอย่างมาก” เจ้าอ้วนกล่าวอย่างตื่นเต้น

 

“แล้วทำไมมึงมาพูดให้เคลียตอนนี้!! ทำไมแกพูดว่าฉันมีมัน? นอกจากนี้แกยังได้คว้าข้อมือฉันอีก! เวรเอ้ย! ฉันจะกลับไปล้างมือ แกควรกลับบ้านไปท่องหนังสือ ถ้าแกไม่สามารถเข้ามหาลัยได้ฉันจะช่วยถลกหนังแกเอง!” เฉิงหยูไม่หันกลับมามองขณะที่เดินกลับบ้านอย่างขนลุก

 

อย่างไรก็ตามเจ้าอ้วนมัวแต่มีความสุขที่ความจำของเขาดีขึ้น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ใส่ใจกับความโกรธของเฉิงหยู เมื่อเขาตระหนักว่าบอสของเขาเดินไปไกลแล้ว เขา็ตะโกนบอกเฉิงหยู “ผมจะเป็นสาวกของพี่!!” เฉิงหยูที่กำลังเดินกลับบ้านอย่างมีความสุขแต่เมื่อเขาได้ยินคำพูดเหล่านั้นเขาก็สะสุดจนเกือบจะเป็นเซียนอมตะคนแรกที่ตกตาย เขารีบขึ้นแท๊กซี่กลับบ้าน

 

ทุกวันหลังเลิกเรียน หลินยู่หานจะออกไปช่วยแม่ที่แผงลอย เมื่อพวกเขามาถึงแผง “น้องสาวซ่ง เสี่ยวหานไม่เป็นอะไรใช่มั้ย?” ชายชราถามแม่หลินที่พึ่งกลับมา

“เธอสบายดี ขอบคุณที่ช่วยดูแผงให้นะ” แม่หลินกล่าวด้วยความกตัญญู ชายชราจางเป็นเป็นเพื่อนบ้านที่ขายบาบีคิวเมื่อแม่หลินได้ยินว่าอะไรเกิดขึ้นกับลูกของเธอดังนั้นเธอจึงขอให้ชายชราจางช่วยดูแลแผงแทนเธอ

 

“ฮ่าฮ่า! ดีแล้วที่เธอไม่เป็นไร เราเป็นเพื่อนกันมานานเพราะฉะนั้นอย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย”

 

“ขอบคุณค่ะลุงจาง” หลินยู่หานได้ฟังคำพูดที่ห่วงใยของเพื่อนบ้านคนนี้เธอก็ตอบกลับด้วยความกตัญญู

 

“ฮ่าฮ่า เสี่ยวหาน ต่อไปเธอต้องรังวังตัวมากขึ้นและไม่ปล่อยให้แม่ของเธอเป็นห่วง เธอรู้มั้ยว่าเขาห่วงเธอขนาดไหนเมื่อได้ยินว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเธอ?”

 

“อื้ม ต่อไปหนูจะระวังมากขึ้น ขอบคุณค่ะลุงจาง” หลินยู่หานกล่าวด้วยความกตัญญูอีกครั้งชายชราจางหัวเราะก่อนจะกลับไปต้อนรับลูกค้าของเขา

 

พวกเขายุ่งมากคนถึงประมาณ4ทุ่มก่อนที่จะเก็บแผงลอยและเดินกลับบ้าน พวกเขามาถึงบ้านก็ตอน 5 ทุ่ม แม่หลินรู้ว่าเมื่อเธอดึงมือของลูกสาวออกมาจากเพื่อนของเธอเธอก็หมกมุ่นอยู่กับมัน และความคิดของเธอก็ฟุ้งซ่านตลอดเวลาที่ทำงานอยู่ที่แผงลอย ดังนั้นเธอจึงถามว่า “เสี่ยวหาน ลูกคบกับวายร้ายน้อยนั่นเหรอ?”

 

เมื่อเธอได้ยินแม่ของเธอพูดเธอก็หน้าแดงอย่างตื่นตระหนก “แม่พูดเรื่องอะไร? เราเป็นแค่เพืือนกัน! ทำไมฉันถึงคบกับเขา?”

 

“อย่างนั้นเหรอ? แล้วหน้าลูกจะแดงทำไม? นอกจากนี้ทำไมว้ายร้ายตัวน้อยคนนั้นถึงได้เรียกลูกอย่างสนิทสนม หานหาน ลูกไม่เคยให้ใครเรียกแบบนั้นมาก่อน เจ้าวายร้ายตัวน้อยตัวนี้ช่างมีผิวหน้าหนาจริงๆ เขากล้าที่จะเรียกลูกแบบนั้นต่อหน้าแม่ บอกแม่ เขารังแกลูก?”

 

“ไม่! ไม่! ไม่มีอะไร เราเป็นแค่เพื่อนกันจริงๆ เขาไม่ได้รังแกฉันเช่นกัน?”

 

“โอ้…แต่แม่เห็นลูกคิดถึงเขาตลอดทั้งคืน อย่าบอกแม่ว่าไม่ใช่เพราะเขา?”

 

“หนูเป็นอย่างงั้นเหรอ? มันแค่เขาช่วยหนูแล้วแม่ถึงหนูไปแบบนั้น…”

 

“แค่นั้นจริงๆงั้นเหรอ?” แม่หลินไม่มั่นใจ

 

“แน่นอน”

 

“แบบนั้นก็ดี ถ้าลูกไม่ได้ชอบเขา นอกจากนี้ท่าทางเหลวไหลของเขาแม่บอกได้เลยว่าเขาไม่ใช่คนดี” แม่หลินไม่พอใจกับเฉิงหยูเลย ถ้าเขาชอบลูกสาวของเธอเขาก็ไม่ควรทำตัวเหลาะแหละต่อหน้าเธอ เขาจะเป็นคนดีได้ยังไง? นอกจากนี้ แม่หลินยังไม่เคยได้รับความรู้สึกที่ดีจากบรรดานายน้อยที่ร่ำรวยพวกนั้นเลย

 

“ถึงแม้ว่าเขาจะดูเหลาะแหละ แต่เขาก็ใจดีมากๆ”

 

“งั้นเหรอ แต่จากสิ่งที่แม่เห็นแม่บอกได้เลนว่าเขาหวังจะพิชิตใจลูก ต่อไปแม่คิดว่าจะดีกว่าที่จอยู่ห่างจากเขาและไม่ต้องพูดคุยกับเขาอีก”

 

“แม่! แม่พูดแบบนี้ได้ยังไง? แม่เจอเขาแค่ครั้งเดียวแม่จะรู้ได้ไงว่าเขาเป็นคนไม่ดี? นอกจากนี้หนูไม่ใช่เด็กแล้ว! หนูโตแล้ว! หนูสามารถแยกแยะได้ว่าใครเป็นคนดีคนไม่ดีได้ด้วยตัวเอง!” เมื่อเธอได้ยินแม่เธอพูดไม่ดีกับเฉิงหยูหลินยู่หานก็รีบพูดแย้ง

วันนี้ในกลุ่มถึงตอนที่ 20 ครับ