0 Views

“ฉันอิ่มแล้ว” หลินยู่หานพูดเบาๆ

 

เฉิงหยูมองไปที่จานที่เต็มไปด้วยอาหาร “เธอกินน้อยมาก” เขามองไปที่ใบหน้าไม่มีความสุขของหลินยู่หานและกล่าวว่า “ช่างมันเถอะ แต่อย่างน้อยก็กินไส้กรอกนี่”

 

หลินยู่หานหยิบไส้กรอกขึ้นมากัดก่อนที่จะมองเฉิงหยูด้วยความไม่พอใจ “ไม่เป็นไร วันนี้ฉันจะปล่อยนายไปก่อน” เฉิงหยูหยิบไส้กรอกข้างหน้าหลินยู่หานมากัดหนึ่งคำ ทำให้หลิยยู่หานน่าแดงเมื่อเห็นแบบนั้น

 

เขาเช็ดปากและพูดกับหลินยู่หานว่า

 

“ต่อไปเธอจะต้องกินเหมือนกับที่ฉันกิน เธอไม่ได้รับอนุญาตให้ปฏิเสธถ้าครั้งหน้าฉันกินแค่หัวไชเท้าหรือกะหล่ำปลีเท่านั้นเธอจะรู้ถึงความสำคัญของมันเองเจ้าอ้วนต่อไปช่วยฉันดูแลเธอเอาเงินนี้ไปให้เชฟ” เขานำเงิน2000ดอลลาร์ให้กับเจ้าอ้วนก่อนที่จะเดินออกจากโรงอาหารหลินยู่หานมองไปที่เฉิงหยู่ด้วยความรู้สึกซับซ้อนก่อนที่จะตามเขาออกจากโรงอาหาร

 

หลังจากช่วงบ่ายเฉิงหยู อ่านหนังสือที่เหลืออยู่ทั้งหมดก่อนที่จะนอนหลับเขาหลับไปจนโรงเรียนเลิกและส่งยาเม็ดผันแปรไปให้หลินยู่หานแล้วบอกเธอให้นำไปให้แม่กินก่อนที่จะเข้านอน จากนั้นเขาก็กลับบ้านด้วยกันกับลูกพี่ลูกน้อง

 

หลังจากทานอาหารยืนอย่างรวดเร็วแล้วเขาก็บอกทุกคนไม่ให้เข้าไปในห้องของเขาแม้ว่าพรุ่งนี้เขาจะขาดเรียนก็ตามพวกเขาก็ห้ามเข้ามารบกวนเด็ดขาดเว้นแต่ว่าเขาจะออกจากห้องนี้ด้วยตัวเอง

 

เมื่อพวกเขาเห็นท่าทีจริงจังของเฉิงหยู เขาเลยรู้ว่าเฉิงหยูมีเรื่องสำคัญบางอย่างต้องทำนับตั้งแต่เฉิงหยูหายจากอุบัติเหตุ นิสัยของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างมากขอกลายเป็นคนที่ลึกลับมากขึ้นตัวอย่างเช่นยาลึกลับที่เขามีมันสามารถทำให้คนอายุยืนยาวขึ้นได้หรือว่าสามารถคืนความเยาว์วัยให้หญิงสาวได้ พวกเขาสามารถบอกได้เลยว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เหล่าเซียนอมตะเท่านั้นที่ควรจะมีแต่ทุกคนก็รู้ว่าเฉิงหยูจะไม่บอกความจริงกับพวกเขาดังนั้นทุกคนจึงเข้าใจตรงกันว่าให้เขาทำตัวลึกลับแบบนี้ต่อไปและจะไม่ถามเกี่ยวกับความลับของเขา ตราบใดที่เขาปฏิบัติกับทุกๆเป็นอย่างดีคนดีจะมีอะไรสำคัญกว่าสิ่งนี้อีก?

 

เฉิงหยูนั่งอยู่ในห้องของเขาขนาดที่หยิบขวดยาออกมาเขาเทเม็ดยาก่อตั้งรากฐาน เขาเตรียมตัวที่จะทะลวงผ่านไปที่เขตแดนก่อตั้งรากฐานภายในครั้งเดียว

 

แล้วอะไรคือการก่อตั้งรากฐาน่ะเหรอ?  มันเป็นการสร้างรูปร่างของรากฐานเหมือนกับการก่อสร้างก่อนที่ตึกจะมั่นคงนั้นจำเป็นต้องมีการสร้างรากฐานที่มั่นคงก่อนที่จะสร้างตึกหลักดังนั้นการก่อตั้งรากฐานในร่างกายมนุษย์เป็นอย่างไร? โดยพื้นฐานแล้วการก่อตั้งรากฐานของมนุษย์คือการทะลวงกรุยเส้นลมปราณทั้งหมด แล้วเขาจะทะลวงกรุยเส้นลมปราณได้ยังไงน่ะเหรอ? ท่าตามธรรมชาติพวกเขาจะต้องใช้ปราณจิตวิญญาณที่บ่มเพาะไว้ในตันเถียนของเขา  

 

เฉิงหยูได้กินยาปราณจิตวิญญาณเพื่อที่จะเติมเต็มตันเถียนของเขาให้เต็มไปด้วยปราณจิตวิญญาณ เขาเตรียมที่จะกรุยเส้นลมปราณของเขาในครั้งเดียว เพราะว่าครั้งแรกนั้นจะได้ผลลัพดีที่สุด แต่ยังไงก็ตาม ลมปราณจิตวิญญาณในร่างกายของเขามีไม่พอ มันจึงจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อลดความยากลำบากและเพิ่มอัตราการสำเร็จในทะลวงไปยังเขตแดนก่อตั้งรากฐาน

 

เฉิงหยูได้กลืนยาก่อตั้งรากฐานและแผ่ปราณจิตวิญญาณของเขาผ่านร่างกายเพื่อเริ่มต้นในการคลายเส้นลมปราณของเขา ปรากฎว่าเส้นลมปราณนั้นติดแน่น แต่เฉิงหยูนั้นมีปราณอมตะที่เขาใช้เพื่อหล่อเลี้ยงร่างกายอยู่ทำให้ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ ดังนั้นความยากลำบากในการกรุยเส้นลมปราณของเขาจึงลดลงเมือเทียบกับร่างกายของเขาก่อนหน้านี้

 

2 ชั่วโมงต่อมาเฉิงหยูได้ประสบความสำเร็จในการกรุยเส้นลมปราณของเขาจากตอนที่เริ่มต้น เป็นเวลาประมาณ 5ทุ่ม เส้นลมปราณ เหริน ได้รับการกรุยแล้วเขารับรู้ได้ว่าจิตวิญญาณบางส่วยของเขาได้เชื่อมต่อกันและรู้สึกว่าร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น

 

เส้นลมปราณที่อยู่ด้านหลังมาอยู่ใกล้กระดูกสันหลัง เส้นลมปราณที่อยู่ต้องช่องท้องมาอยู่ใกล้ทรวงอก เพราะว่าเส้น ตู่ และ เหริน ได้รับการกรุยแล้ว ร่างกายของเขายังสามารถใช้ลมปราณจากตันเถียนผ่านทางเส้นลมปราณที่ผ่านการกรุยแล้วอีกด้วย

 

อย่างไรก็ตามเฉิงหยูไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขาทำมันต่อ จนถึงอีกวันตอนเที่ยง เส้นลมปราณทั้งหมดของเขาได้รับการกรุยทาง เฉิงหยูได้ก่อตั้งรากฐานเรียบร้อยแล้ว เขากลืนยาเม็ดปราณจิต2เม็ดในขณะที่ให้เสิ่นชี่ไหลเวียนไปทั่วร่างกายของเขา

 

เฉิงหยูยืนขึ้นและรู้สึกว่าร่างกายของเขาเต็มไปด้วย เสิ่นชี่ เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ในที่สุดเข้าก็กลับสู่การเริ่มต้นฝึกตนอีกครั้ง

 

เขตแดนของการฝึกตนบนโลกอมตะนั้น จะถูกแบ่งออกเป็น1. ขั้นกลั่นร่างกาย 2. ควบแน่นลมปราณ 3. ก่อตั้งรากฐาน 4. แกนทองคำ 5.วิญญาณแรกกำเนิด 6.ตัดวิญญาณ 7.หลอมรวมรากฐาน

8.ก้าวข้ามทัณฑ์สวรรค์  9.เซียนอมตะ

 

เฉิงหยูสามารถทะลวงไปยังเขตแดนก่อตั้งรากฐานได้ทันที เขาข้าม แดนกลั่นร่างกาย และ ควบแน่นลมปราณไปเลย เป็นเพราะว่าวิญญาณของเขา เป็นวิญญาณเซียนอมตะ ซึ่งแตกต่างจากวิญญาณของผู้ฝึกตนทั่วไป เนื่องจากการดำรงอยู่ของปราณเซียนที่หล่อเลี้ยงร่างกายของเขาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ร่างกายมนุษย์นี้ค่อยๆเปลี่้ยนไปเป็นกายเซียนทีละนิด

 

นอกจากนี้เฉิงหยูยังได้ปรุงยาเสริมสร้างร่างกาย และเฉิงหยูใช้เพียงแค่ 2 เม็ดเพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเขานั้นสมบูรณ์เป็นเพราะร่างกายของเขานั้นรากฐานของมันพิเศษ ไม่มีอะไจะแข็งแกร่งเท่าปราณเซียน ปราณเซียนของเขานั้นปรับปรุงเสริมสร้างให้กับร่างกายอยู่เสมอ ถ้าเป็นมนุษย์ปกติ พวกเขาคงต้องใช้ยาเสริมสร้างร่างกายก่อนอย่างน้อย 50 เม็ด เพื่อเข้าสู่ขั้นกลั่นร่างกาย นี่คือประเมินจากการใช้ยาคุณภาพสูงสุดของเฉิงหยู

 

หลังจากที่ผู้คนผ่านคอขวดของขั้นกลั่นร่างกาย มันจะทำให้ร่างกายของพวกเขาแข็งแกร่งมาก แต่แน่นอน อาจจะไม่ได้แข็งแท่าเพรช แต่ร่างกายของพวกเขาจะแข็งแกร่งและมีพละกำลังมากกว่ามนุษย์ปกติ หลังจากขั้นกลั่นร่างกาย ถ้าคุณต้องการอัพเกรดร่างกายมันเป็นเรื่องที่ยากมาก ดังนั้นผู้ฝึกตนส่วนมาก ไม่แม้แต่จะรู้สึกของการดำรงอยู่ของปราณจิตวิญญาณในร่างกายของพวกเขา พวกเขาจึงติดอยู่ที่ขั้นสูงสุดของเขตแดนกลั่นร่างกายตลอดชีวิต (TL : คือเหมือนมีปราณสองอย่าง ปราณจิตวิญญาณ กับปราณเซียน อันหลังคงได้หลังกลายเป็นเซียนอมตะแหละ)   ดังนั้นในโลกแห่งเซียนอมตะ ความสามารถ พรสรวรรค์ เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเลืิอกหาศิษย์ นั่นเป็นเหตุผลที่เฉิงหยูดูเลือกให้เป็นศิญของอาจารย์ของเขาในโลกอมตะ

 

เฉิงหยูสามารถข้ามขั้นควบแน่นลมปราณได้เลยเพราะว่าร่างกายของเขารู้สึกถึงการดำรงอยู่ของลมปราณอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปราณจิตวิญญาณชั้นสามัญ เป็นถึงปราณเซียนระดับสูง ปราณเซียนของเขานั้นช่วงให้เขารู้สึกถึงการดำรงอยู่ของปราณจิตวิญญาณชั้นสามัญ

 

ในช่วงเวลานี้ เฉิงหยูได้ใช้ยารวบรวมลมปราณเพื่อที่จะบ่มเพาะ เขาดูดซึมปราณจิตวิญญาณเข้าไปที่เซินชี่ภายในตันเถียนอย่างรวดเร็ว ในฐานะจ้าวโอสถ การฝึกตนก็เหมือนกันปรุงยา สำหรับบุคลที่พรสวรรค์ไม่ดี พวกขานั้นจะไม่สามารถรวบรวมเสิ่นชี่ได้พอที่จะกรุยเส้นลมปราณทั้งหมของพวกเขา นี่ก็หมายความว่าพวกเขามไ่สามารถเข้าสู่เขตแดนก่อตั้วรากฐานได้

 

ทุกคนจะต้องทำการกรุยเส้นลมปราณทีละเส้น ซึ่งการทำแบบนั้นแม้เส้นเดียวก็ยังใช้เวลานาน ยิ่งแล้วสำหรับกระบวนการนั้น ไม่ได้มีความสำเร็จ 100 % ดังนั้น แต่ละก้าวของการฝึกตนนั้นเต็มไปด้วยความยากลำบาก นี่เป็นเหตุผลที่ จ้าวโอสถในโลกอมตะมีสถานะที่สูงมาก เนื่องจากถ้าคุณมีเส้นสายกับจ้าวโอสถ ก็หมายความว่าหนทางแห่งการฝึกตนก็จะราบรื่น

 

ถ้าเฉิงหยูไม่มีความเข้าใจในร่างกายของตน เขาก็คงไม่สามารถกรุยเส้นลมปราณทั้งหมดได้อย่างง่ายดายแบบนี้ ด้วยยาของเขาแล้วนั้น มันเพียงพอที่จะสามารถทะลวงเข้าไปในเขตแดนก่อตั้งรากฐาน สำหรับเรื่องแบบนี้ ถือเป็นเรื่องกล้วยๆสำหรับเขา

 

เฉิงแม้ว่าเฉิงหยูจะกลับมาอยู่ที่ขั้นก่อตั้งร่างฐาน เขาก็ยังคิดไม่ตกว่าควรจะกลับไปอยู่การเป็นเซียนอมตะหรือไม่? เพราะโลกนี้เขามีครอบครัว เขาไม่ต้องการที่จะเสียใจแบบประสบการณ์ที่เขาพบเจอเมื่อชีวิตที่แล้วอีก แม้ว่าเขาจะเป็นจ้าวโอสถ และสามารถทำให้ครอบครัวกลายเป็นผู้ฝึกตนได้และมีชีวิตที่ยืนยาว แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าครอบครัวของเขาจะเต็มใจกับการเป็นเซียนอมตะหรือไม่ หลังจากที่เขาซึมซับโลกใบนี้อย่างช้าๆ เขาก็รู้ว่าไม่ใช่ทุกคนในโลกนี้อยากเป็นอมตะ มนุษย์ส่วยมากอยากมีชีวิตอยู่เพิ่มอีกซักหน่อยเพื่อเห็นลูกหลานของเขาเติบโต

 

นอกจากนี้ ตราบเท่าที่พวกเขาไม่ได้เป็นเซียนอมตะ พวกเขาก็จะมีอายุไขจำกัด แม้ว่าเขาจะทำให้ครอบครัวของเขาสู่เส้นทางแห่งเซียน ตราบเท่าที่พวกเขาไม่สามารถกลายเป็นเซียนอมตะได้ มันจะนำเพียงแค่ความเปล่าเปลี่ยวไม่สิ้นสุดแก่พวกเขาเท่านั้น เขาต้องเฝ้าดูรุ่นเยาว์ของเขาโตขึ้น แก่ และตายไป ขณะที่พวกเขายังคงต้องอยู่ทรมาณกับความโดดเดี่ยวอีกหลายพันปี ก่อนที่จะหมดอายุไข

 

ถึงแม้ว่าอายุขัยของพวกเขาจะสั้น แต่อย่างไรก็ตามมันเต็มไปด้วยความสุขและไม่มีความเสียใจใดๆ พอคิดเรื่องนี้ เฉิงหยูก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี อย่างไรก็ตาม ตอนนี้เขาก็มีอายุขัยเป็นร้อยปีเรียบร้อยแล้ว

 

“อ๊า! หยุดคิดเรื่องพวกนี้ดีกว่า ปัญหานี้มันจะแก้ง่ายๆในอนาคต ให้พวกเขาตัดสินใจเองละกัน”

 

ออกจากห้องมาเขาเห็นว่าบ้านของเขาเงียบๆ ไม่มีใครอยู่เดลย เมื่อวานพุธที่ผ่านมา หยางชี่เฟิงได้บอกกับเขาว่าเธอจะกลับไปที่เมืองหลวง เฉิงหยูก็ไปที่ห้องครัวเพื่อหาอะไรกินก่อนไปโรงเรียน

 

เมื่อเฉิงหยูเข้ามาในชั้นเขาก็ตกตะลึง เพราะมีสาวสวยคนนึงยืนอยู่ในห้องเรียน เธอดูอายุราว28ปี เขารู้สึกแปลกใจ เพราะเขาไม่เคยเห็นเธอเลยหลังจากเดินทางมาที่โลกนี้มานานแล้ว

 

“เฉิงหยู ฉันว่าฉันดูหมิ่นเธอมากไป ฉันไม่นึกว่าเธอจะหาห้องเรียนของเราเจอ” ผู้หญิงคนนี้มองไปที่เฉิงหยูที่ยืนหยูหน้าห้องเรียน

 

เมื่อเขาได้ยินคำพูดของเธอ เฉิงหยูตกใจ เขารู้จักเธอรึเปล่า? ทำไมดูเหมือนว่าเขาไปทำอะไรเธอไว้? ใช่มั้ย? ถ้าเขาไปแกล้งหยอกสาวสวยขนาดนี้ไว้ เขาก็ควรจะทำได้สิ?

 

“สาวสวย นี่เป็นห้องเรียนของผม แน่นอนว่าผมต้องหามันเจอสิ สำหรับคุณ? ผมรู้จักคุณรึเปล่า? ทำไมคุณถึงอยู่ในชั้นเรียนล่ะ?”

 

เฉิงหยูลูบผมของเขาขณะที่ไม่แน่ใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเขากับผู้หญิงคนนี้

 

คราวนี้ กลายเป็นหญิงสาวที่ตกใจ เธอชื่อง่า เหยาหน่า เธอเป็นครูโฮมรูมของนักเรียนมปลายปี3 ครูโฮมรูมก่อนหน้านี้นั้นป่วย ดังนั้น เหยาหน่าจึงได้รับมอบหมายให้เป็นครูประจำชั้นในภายเรียนนี้

 

เธอนั้นรู้ว่าเฉิงหยูนั้นเป็นเด็กรุ่นสองของครอบครัวเศรษฐี(TL : ไหนตอน1มึงบอกรุ่น3?) ดังนั้นทุกครั้งที่เธอมาเข้าชั้นเรียนคนโง่นี่ก็ไม่เคยอยู่ในคาบของเธอ ตั้งแต่เปิดเทอม เธอเห็นเขาแค่วันแรกของการเปิดภาคเรียนเท่านั้น และจากนั้นเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเจอพฤติกรรมแบบนี้กับเด็กม.ปลายของเธอ เธอนั้นพึ่งจบมาจากมหาย พฤติกรรมแบบนี้เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ แต่สำหรับเหยาหน่า ซึ่งเป็นครูในโรงเรียน เธอไม่ได้คิดมากอะไร อย่างไรก็ตาม มันจะเกิดขึ้นบ่อยมากกับครอบครัวที่ร่ำรวย ครูคนก่อนหน้านี้เคยบอกเธอเกี่ยวกับเฉิงหยูว่า  ถ้าจะลงโทษเฉิงหยู เธอจะต้องบอกเขาก่อน ไม่เช่นนั้น ก็ไม่ต้องสนใจเขาเสีย

 

ดังนั้นเมื่อเธอเห็นว่าวันนี้เฉิงหยูไม่อยู่เธอไม่ได้กังวล อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเดินเข้ามาที่ห้อง เธอจึงไม่อาจเพิกเฉิยเขาได้ เพระาเธอโกรธที่เฉิงหยูทำตัวเหมือนคนโง่ที่ไม่รู้จักเธอเลย!

เปิดกลุ่มตอนที่ 15 นะครับ วันนี้จะลงถึงตอนที่ 14 ละเปิดกลุ่มเลย ติดตามได้ที่เพจครับ Godly student – นิยายแปล