0 Views

ในโลกอันมืดมิด ฟางเยวี่ยนได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องของตงชวนและหลินฟาน เสียงร้องยิ่งมายิ่งแผ่วลง จนกระทั่งขาดหายไป

 

ฟางเยวี่ยนกลัวมาก กลัวว่าเฉินหมิงจะฆ่าคนตาย ถึงแม้ตงชวนจะชั่วช้าจนตายหมื่นครั้งยังไม่สาสม แต่เฉินหมิงจะอย่างไรเป็นบอดี้การ์ดไม่ใช่ผู้ลงทัณฑ์ ไม่มีสิทธิ์พรากชีวิตคน

 

ฟางเยวี่ยนรู้สึกคล้ายผ่านพ้นวันเวลายาวนานที่สุดในชีวิตในช่วงห้านาทีนั้น จนกระทั่งเฉินหมิงเดินมาถึงข้างกรงและเปิดออก  ฟางเยวี่ยนเปิดตาขึ้น สายตาจากเบลอจนชัดเจน เห็นเฉินหมิงยืนมองมาพร้อมรอยยิ้มอย่างที่เคยเป็นมา

 

“เธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” ความกังวลใจ กระวนกระวาย ความเสียใจทั้งหมดฉายอยู่บนสีหน้าเฉินหมิง ฟางเยวี่ยนกระโจนยืนขึ้นจากกรงในทีเดียว ยื่นสองแขนโอบรอบคอเฉินหมิง

 

 

“ชั้นจะปกป้องนายเอง!ไม่ว่านายจะทำอะไร!ชั้นก็จะปกป้องนาย!จะหาทนายที่ดีที่สุดให้!ต่อให้ต้องไปก้มหัวขอร้องเจ้าเครื่องATMนั่น ชั้นก็จะทำเพื่อช่วยนาย!” ฟางเยวี่ยนหวาดหวั่นสุดแสน เกรงว่าหากปล่อยมือไป ต่อไปคงถูกกั้นด้วยลูกกรงอีกแน่นอน

 

“อย่าตกใจ ชั้นยังไม่ได้ฆ่าใคร” เฉินหมิงลูบแผ่นหลังอันสั่นสะท้านของฟางเยวี่ยนเพื่อปลอบขวัญ “แต่ตอนนี้เธอต้องปล่อยชั้นก่อน”

 

เฉินหมิงแกะอ้อมกอดของฟางเยวี่ยนออก ย่อเข่าลงข้างหนึ่งก่อนอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ยังดีที่ในกระเพาะย่อยอาหารมื้อล่าสุดจนเกลี้ยงไปหมดแล้ว ตอนนี้ที่ขย้อนออกมีเพียงน้ำลายและน้ำย่อยเท่านั้น

 

“นายเป็นอะไรไป?” ฟางเยวี่ยนถามด้วยความวิตก

 

“ไม่เป็นไร ทักษะ “ควบคุมกล้ามเนื้อ” คือคลาสที่เฮงซวยที่สุดของชั้น เป็นทักษะเฉพาะของนักลอบสังหารหรือพวกสัตว์ประหลาดในสมรภูมิ ชั้นเป็นมือสไนเปอร์ เรียนไว้เล่นๆ แค่นั้น ตอนนี้เวลาใช้ออก จะทำให้กล้ามเนื้อกระตุก อาเจียน ปัสสาวะเป็นเลือด และผลข้างเคียงทางสมอง” เฉินหมิงยกมือเช็ดคราบที่มุมปากก่อนยืนขึ้น

 

ไม่ทราบเป็นเฉินหมิงพยุงฟางเยวี่ยน หรือเป็นฟางเยวี่ยนพยุงเฉินหมิง หนุ่มสาวทั้งสองก้าวเดินอย่างช้าๆ ออกมาตามทาง กุญแจกรงของเด็กๆ พวกนั้นหาไม่เจอ เฉินหมิงพูดกับเด็กๆ ด้วยภาษาง่ายๆ ให้เด็กๆ รอ และตำรวจกำลังมาช่วยพวกเขา

 

สำหรับหลินฟาน แผลที่ถูกยิงติดกับพื้นของมันสภาพสุดทน เสียเลือดจนมันหน้าซีดปากดำคล้ำ นั่งสั่นอยู่กับพื้น

เมื่อหญิงสาวก้าวเดินผ่าน หลินฟานจู่ๆก็โอบรอบขาพร้อมคุกเข่าเบื้องหน้าฟางเยวี่ยน วิงวอนขอร้องด้วยสภาพน้ำมูกน้ำตานองหน้า “ศิษย์น้อง!ศิษย์น้อง! เธอทิ้งพี่ไว้ที่นี่ไม่ได้นะ!ชั้นไม่อยากติดคุก!ชั้นติดคุกไม่ได้!ขอร้องปล่อยชั้นไปเถอะ!เห็นแก่ที่เป็นศิษย์ร่วมสำนัก เห็นแก่ที่ชั้นเคยช่วยเธอเมื่อก่อน!”

 

“เฉินหมิง” ฟางเยวี่ยนเรียกหาชายหนุ่ม ต้องการคำแนะนำ

 

“หน้าที่ชั้นคือปกป้องเธอเท่านั้น คนพวกนี้จะจัดการยังไง แล้วแต่เธอทั้งนั้น” เฉินหมิงรู้จักวางตัว เปิดทางให้เล็กน้อย

 

“รุ่นพี่ แม้จะทำเลวกับชั้นมากมาย แต่ก็จริงอย่างที่พูด นายเคยช่วยชีวิตชั้นจริง ตามหลักการ ชั้นไม่ควรปล่อยให้นายต้องติดคุก” ฟางเยวี่ยนถอนใจ แต่กลับใช้สองมือจิกหัวหลินฟานขึ้นมาเข่าใส่หน้าของมันเต็มๆ จนตัวปลิว กระทั่งตะปูที่ตรึงเท้าของมันไว้ยังแทบหลุดกระดอนออก “แต่แกกล้าใช้กกน.ของชั้นไปขัดจรวดของแก?!ตอนนั้นชั้นอายุแค่สิบสี่!แกมันไอ้โรคจิต!ไปตายซะ!”

 

เมื่อเห็นแบบนี้ เฉินหมิงฉงนในใจ พลันดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา ขอเพียงเป็นผู้หญิง ต่างซีเรียสเรื่องของส่วนตัวโดนคนเอาไปทำปู้ยี่ปู้ยำทั้งนั้น

 

ฟางเยวี่ยนระบายอารมร์จบก็กลับมาข้างกายเฉินหมิง ออกเดินต่อไป หญิงสาวมองไปยังตงชวนที่นอนแผ่หลาบนพื้น เฉินหมิงเอาผ้าใบคลุมปิดมันไว้ แต่แอ่งเลือดที่กระจายออกรัศมีสามเมตรบ่งชี้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่ชายหนุ่มกระทำต่อมัน ภายใต้ผืนผ้าใบนั้น ตงชวนตอนนี้ไม่สามารถพูดได้อีกต่อไป เหลือเพียงดวงตาคั่งเลือดทั้งคู่ที่กลอกตามการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง

 

จนกระทั่งฟางเยวี่ยนและเฉินหมิงเดินมาถึงหน้าประตูนิรภัยอีกครั้ง ที่เฉินหมิงจู่ๆ ผลักเธอไปหลบด้านหลังอีกรอบ

 

“เกิดอะไรขึ้น?” ฟางเยวี่ยนสงสัย

 

“กลิ่นเลือด….เข้มข้นเกินไป” เฉินหมิงกุมมีดปอกผลไม้ในฝ่ามือ

 

ฟางเยวี่ยนไม่ได้กลิ่นอะไรทั้งนั้น แต่ท่าทางเคร่งเครียดจริงจังของชายหนุ่มทำให้เธอเริ่มกลัวขึ้นมาอีก

 

เฉินหมิงกดปุ่มในแอพมือถือ ประตูนิรภัยเปิดออก เลือดสดๆ มากมายไหลนองราวสายน้ำเข้าตามทาง เหล่าอันธพาลที่เมื่อตะกี้ยังทำท่ากระเหี้ยนกระหือรือ ตอนนี้ต่างนอนกองกับพื้นลุกไม่ขึ้น เหลือเพียงคนสี่คนในหน้ากากสีขาว ชายสามหญิงหนึ่ง เสื้อผ้าชุดสมัยถังเปรอะเลอะเทอะด้วยเลือด ในมือของทั้งสี่ถืออาวุธแบบในหนังกำลังภายในย้อนยุค ทยอยหักแขนหักขานักเลงมาเฟียพวกนั้น

 

หน้ากากของทั้งสี่มีแค่ช่องเจาะให้เห็นนัยนต์าและจมูก เขียนไว้ด้วยอักษรหวัดเป็นคำ “ภูติ” “ผี” “พราย” “ปีศาจ”

 

ภูติถืออาวุธแบบดาบคู่ใบหลิว ผีถือปืนยาวสีเงิน พรายควงขวานใบยักษ์ ปีศาจถือค้อนโลหะคู่

 

ทันทีที่มองเห็นเฉินหมิง ทั้งสี่ระเบิดรังสีฆ่าฟันออกมา

 

““ขุนพลเสื้อโลหิต” ภูติผีพรายปีศาจ …พวกนายคือ “จตุรภูติฟ้าดิน” แห่งบ้านตระกูลเฝิงสินะ?” เฉินหมิงแยกมิตรศัตรูไม่ออก แต่รังสีฆ่าฟันเมื่อครู่ทำให้ชายหนุ่มหมุนควงมีดปอกผลไม้ในมือ ปกป้องฟางเยวี่ยนไว้ที่ด้านหลัง

 

“น้องชายสายตาไม่เลว ยังรู้จักสัตว์เลี้ยงของชั้นด้วย ไม่ทราบว่าชื่ออะไร?” ทางด้านหลังห้องครัว ปรากฏชายหนุ่มในชุดสมัยถังเดินออกมาพร้อมจานสเต็ก บนใบหน้าคลุมปิดไว้ด้วยหน้ากากทองครึ่งหนึ่ง ทรุดนั่งลงตรโต๊ะที่หน้าเฉินหมิง ลงมือหั่นสเต็กอย่างใจเย็น

 

“ชั้นก็แค่บอดี้การ์ด ไม่คู่ควรบอกชื่อให้ระคายใบหูทองคำของนายน้อยตระกูลเฝิง” เฉินหมิงพูดสุภาพ ทราบว่าสมควรเรียกอีกฝ่ายเป็นนายน้อย เพราะหน้ากากทองคำที่บ่งบอกฐานะนั้น แต่ว่ากันตามตรงแล้ว สมควรเป็นหน้ากากทองคำทั้งหน้าจึงจะถูกต้อง ชายหนุ่มไม่เคยได้ยินว่าบ้านตระกูลเฝิงมีนายน้อยหน้ากากครึ่งหน้ามาก่อน?

 

 

“บุกเดี่ยวอาละวาดราวพยัคฆ์ร้าย ฝ่าดงอันธพาลกลุ่มใหญ่เข้าไปช่วยคนออกมาได้เพียงลำพัง นี่ไม่ใช่สิ่งที่บอดี้การ์ดทั่วๆไป จะทำได้” นายน้อยส่งเนื้อสเต็กเข้าปาก อิ่มเอมจนต้องยิ้มออกมา

 

ฟางเยวี่ยนนับถือกระเพาะนายคนนี้จริงๆ รอบกายมีแต่กลิ่นเลือดและภาพสยองของคนนอนแขนขาหักเกลื่อนกล่น ยังมีอารมณ์รับประทานสเต็กมีเดียมแรร์ซึมเลือด…

 

“ถ้าพวกนายมาช่วยคน งั้นเราก็พวกเดียวกัน” เฉินหมิงแสดงจุดยืน

 

“ตระกูลเฝิงไม่มีพวก พวกเราไม่ขาว พวกเราไม่ดำ พวกเราเดินในเส้นทางของเราเองเท่านั้น”  นายน้อยหน้ากากครึ่งหน้ากล่าววาจา เหล่าจตุรภูติทั้งสี่ก็ถออาวุธเปื้อนเลือดเดินเข้าหา “น้องชาย ถือว่านายดวงตกแล้วกันนะ พวกเรามานี่วันนี้ก็เพื่อ “ตอบแทนน้ำใจ” ผลลัพธ์คนถูกนายช่วยตัดหน้าไปแล้ว งั้น “น้ำใจ” นี้พวกชั้นจะคืนยังไงกันล่ะ? “อาคันตุกะชั้นสูง” ต้องจ่ายออกร่วมห้าร้อยล้านเพื่อแลกกับโอกาสทดแทนน้ำใจนี้ พวกเราไม่ต้องการทำงานครึ่งๆ กลางๆ ไม่งั้นถ้า “อาคันตุกะชั้นสูง” นั่นมาถกเหตุผลกับเรา ก็ยุ่งยากแล้ว?

 

เอางี้เป็นไง พวกเราจัดการนาย คนให้ถือว่าเราช่วยเองแล้วกัน?”

 

“ตระกูลเฝิงไม่ฆ่าคน ช่วยคนจัดการคนเท่านั้น นายเป็นนายน้อยของตระกูล กระทั่งคำสอนของบรรพบุรุษนี้ก็ยังไม่ทราบ?  หรือแค่คิดทดลองว่าชั้นรู้มากแค่ไหนกันแน่?” เฉินหมิงถอนใจกล่าว

 

“ยอดเยี่ยมจริงๆ!กระทั่งคำสอนบรรพบุรุษเราก็ยังรู้ ชั้นยิ่งมายิ่งสนใจในตัวนายมากขึ้นซะแล้ว รีบบอกมาว่านายชื่อว่าอะไร?”

 

“เฉินหมิง…นิรวาน” เฉินหมิงรู้ว่ายิ่งปกปิด จากนี้ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม

 

ทันทีที่ได้ยินคำ “นิรวาน” สามพยางค์ สตรี “ผี” เพียงหนึ่งเดียวดวงตาเบิกกว้าง นัยน์ตาหดลีบลง  สองเท้าเหยียบย่ำลงบนพื้นนองเลือดพุ่งไปเบื้องห้นา กระโจนผ่านระยะสามเมตรจากเคาน์เตอร์ครัว ปืนสีเงินในมือเสียบผ่านเคาน์เตอร์ หยิบยืมกำลังเหวี่ยงตัวทิ้งร่างลงหน้าเฉินหมิง  ตวัดปืนยาวข้ามผ่านอากาศ ทว่ากลับหยุดชะงักลงก่อนสัมผัสถูกลำคอชายหนุ่ม

 

เป็นเพราะหางเปียยาวของเธอถูกนายน้อยคว้าจับมั่นไว้ในมือ นายน้อยตระกูลเฝิงรั้งรอจนวินาทีสุดท้ายจึงตัดสินใจลงมือ เพราะเขาต้องการพิสูจน์จากปฏิกิริยาของเฉินหมิง ดูว่าชายหนุ่มใช่นิรวานจริงหรือไม่?

 

ผลลัพธ์ช่างทำให้คนผิดหวัง ชายหนุ่มเป็นนิรวานจริงแท้แน่นอน ระดับสัมผัสรับรู้ถึงอันตรายของชายหนุ่มเฉียบคมจนน่าหวาดหวั่น ชั่วขณะที่ผีกระโจนข้ามเคาน์เตอร์ เฉินหมิงถึงกับรู้ถึงการลงมือของนายน้อย ดังนั้นปล่อยวางทั่วร่าง ไม่เคลื่อนไหวตอบโต้

 

ความกล้าแบบนี้ คือนิรวาน….

 

“ผี ทำไมดื้อแบบนี้ คนอื่นยังจำกฏบรรพชนเราได้ เธอกล้าลืมได้ไง อยากถูกตีก้นเหรอ?” นายน้อยหน้ากากครึ่งหน้าพูดเสียงเย็น

 

“มีแค่นิรวานที่ต้องฆ่า” ปืนสีเงินในมือผีสั่นเทิ้ม เฉินหมิงมองเห็นดวงตากลมโตคู่สวยจากช่องว่างบนหน้ากาก แม้เธอกำลังโกรธ ก็ยังสวยถึงขนาดนี้

 

“ขอโทษด้วย สัตว์เลี้ยงของชั้นปกติเชื่อฟังดี แต่นิรวานคือจุดตายของเธอ เพราะพ่อแม่ของเธอตอน “คืนน้ำใจ” ดันไปเจอนิรวานคนหนึ่งเข้า จากนั้นเธอเลยกลายเป็นกำพร้า”

 

“เอางี้เป็นไง นายให้แม่สาวน้อยข้างหลังนั่นโทร.หาพ่อเธอ บอกว่าเธอถูกพวกเราช่วยไว้ แค่นี้เราก็ไม่ต้องขัดแย้งกัน”

 

ฟางเยวี่ยนไม่ต้องให้บอกซ้ำ หยิบโทรศัพท์เฉินหมิงออกกดโทร.หาฟางซื่อฉวนทันที

 

“โหล!ป๊า!หนูปลอดภัยแล้ว!ไม่ต้องให้ตระกูลเฝิงเดือดร้อนแล้ว!”

 

“ดีแล้ว ดีแล้ว!ลูกไม่เป็นไร!ดีแล้วล่ะ!” ฟางซื่อฉวนที่ปลายสายร้องไห้ออกมา ทั้งเพราะลูกสาวปลอดภัย และเพราะลูกสาวกลับมาเรียกตัวเองว่า “ป๊า” อีกครั้ง

 

“เรียบร้อย เสร็จงานแล้ว” นายน้อยดึงผมเปียของผีก้าวเดินจากไป

 

เพียงแต่เด็กหญิงนั้นไม่ยอมแยกจากเฉินหมิง เธอจ้องหน้าชายหนุ่มประทับไว้ในความทรงจำ สลักไว้ในกระดูก กระทั่งเจ้าหมอนี่ตายในเงื้อมมือเธอ

 

“นิรวาน ชั้นจะตามหาแก ฆ่าแก คอยดูเถอะ!” ผีตะโกนก้อง

 

“ไม่ส่งนะ” เฉินหมิงยิ้มพลางโบกมือ

 

กฏห้ามฆ่าคนของตระกูลเฝิงเพิ่งตราขึ้นมาเมื่อช่วงราชวงศ์เทียน เพื่อวัตถุประสงค์ถึงความยั่งยืนยาวของตระกูล งดเว้นการก่อความแค้นมากเกินไป ตระกูลสุดลี้ลับนี้ตั้งขึ้นเมื่อสมัยราชวงศ์ชิง จุดเริ่มต้นมาจากการถูกขุนนางท้องถิ่นข่มเหง จากนั้นลุกฮือขึ้นฆ่าขุนนางตั้งตนเป็นใหญ่

 

ที่พวกมันยึดถือไม่ใช่ทางสว่างหรือความมืด เพียงยึดถือหนทางของตนเองเท่านั้น นานๆ จึงจะติดต่อกับโลกภายนอก แต่ทุกสองปีจะจัดงานฉลอง เชิญเหล่านักธุรกิจชั้นสูงจ่ายค่าบัตรเข้าร่วมเป็น “อาคันตุกะชั้นสูง” ของตระกูลเฝิง

 

ขอเพียงรับปากเป็นอาคันตุกะชั้นสูงของตระกูล ตระกูลเฝิงจะถือว่าติดค้างหนี้บุญคุณครั้งหนึ่ง แค่บอกความต้องการ ตระกูลเฝิงจะลงมือจัดการคลี่คลายเรื่องราวยุ่งยากให้หนึ่งครั้ง ถือว่าเป็นการ “ตอบแทนน้ำใจ”  ตระกูลเฝิงฝึกปรือวิชาฝีมือเฉพาะที่ร้ายกาจอย่างยิ่ง เป็นที่รู้จักของคนวงใน ไม่ว่าใครก็รู้ว่าไม่อาจล่วงเกินอาคันตุกะตระกูลเฝิงเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะเป็นเช่นซินเหลียนเซิ่งวันนี้ ลิ่วล้อทั้งหมดที่อยู่ในโรงงานต่างพิการสิ้น คิดรักษาหายในสามเดือนยังเป็นไปไม่ได้

 

และเพราะไม่มีใครตาย และเป็นเพราะคนที่ตระกูลเฝิงจัดการทั้งหลายมักเป็นพวกอันธพาลมาเฟีย เมื่อองค์กรท้องถิ่นเข้ามาสะสางงานต่อจึงง่ายดายกว่าเดิม