0 Views

    ยิ่งเป็นลิ่วล้อตัวส่งข่าวชั้นต่ำลงเท่าไหร่ ระดับความทนทานต่อการทรมาณยิ่งน้อยลงเท่านั้น แค่กระชากห่วงร้อยตรงปากออกเป็นวงที่สอง เจ้า “เครื่องเป่าลม” นั่นก็พ่นทุกสิ่งทุกอย่างออกมาหมด

 

    รังสำราญนั้นอยู่ที่ชั้นที่ 18 ห้อง a5 มันเป็นห้องที่ทำขึ้นจากอพาร์ทเม้นท 3 ห้องนอนต่อรวมเป็นห้องใหญ่ห้องเดียว หน้าต่างทั้งหมดถูกปิดตาย มีทางเข้าออกทางเดียวที่ประตูหน้า แถมยังมีกล้องวงจรปิดซ่อนไว้ที่ทางมุมขวาบนของประตู

 

    ในรังสำราญมีคนอยู่ประมาณ 30 คน  6 คนเป็นยามรักษาความปลอดภัยพร้อมอาวุธปืนโทกาเรฟ “ดาวดำ” ส่วนเรื่องที่ว่าเด็กสาวซึ่งถูกลักพาตัวมาจะอยู่ในนั้นหรือไม่ ไม่มีใครบอกได้

 

    โชคดีในโชคร้าย เจ้าหนุ่มนี่มีกุญแจเข้ารังสำราญอยู่ เซียวอี้ซัดมันให้สลบก่อนจะฉวยกุญแจมาแล้วเดินหน้าต่อไป

 

  

ในลิฟท์หญิงสาวไม่กล้าผ่อนคลาย มีผู้ร้ายติดอาวุธปืน 6 คนรอเธออยู่ที่หนทางข้างหน้า แต่ถ้าให้เทียบกับเฉินหมิงแล้ว เจ้าอาชญากรพวกนี้ก็ยังไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกกดดันมากนัก

 

ระหว่างผ่านร้านขายวิก เซียวอี้ก็คว้าเอาวิกผมสีทองทรงหางม้ามาสวม ก่อนจะเดินไปยังประตูห้อง a5 อย่างใจเย็น

 

มองจากกล้องวงจรปิดแล้ว พวกนั้นก็คงจะเห็นได้แค่ผมสีทองที่ปิดหน้าเธออยู่เท่านั้น เซียวอี้สูดลมหายใจลึกและยกมือขึ้นเคาะประตู

 

ไม่ช้า ประตูก็แง้มเปิดออกเป็นช่องเล็ก ๆ ให้เห็นสายตาแข็งกร้าวที่มองลอดออกมา “ไอ้สมองฝ่อเอ้ย! ลืมเอากุญแจมาอีกแล้วสิท่า บอกไปตั้งกี่ครั้งแล้ววะ คนกำลังยุ่ง ๆ อย่ามาเคาะประ…” ยังไม่ทันที่เจ้าผู้ชายคนนั้นจะพูดจบ เซียวอี้ก็ฉีกยิ้มแล้วยกเอาสเปรย์พริกไทยขึ้น กดฉีดใส่ตามันไปเน้น ๆ

 

    “จ๊ากกก!!!!” เจ้าหมอนั่นลงไปนอนดิ้นกระแด่ว ๆ กับพื้นด้วยดวงตาแสบร้อนแทบไหม้

 

    ผ่านทางช่องประตู กระป๋องโลหะสภาพน่าเกลียดก็ถูกโยนเข้าไปในห้อง “ตูม ตูม” เกิดเสียงระเบิดขึ้นสองครั้ง ควันพริกไทยสีดำระเบิดกระจายฟุ้ง เป็นผลให้มีเสียงสำลักไอดังขึ้นทั่วห้อง เซียวอี้แนบตัวชิดติดกำแพง เปิดไฟฉายที่ปากกระบอกปืนขึ้นเตรียมยิงปะทะ เจ้าไฟฉายนี่ก็เป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เฉินหมิงทำให้เธออีกเช่นกัน

 

    หลังจากหยุดรอครบ 8 วินาทีให้ระเบิดควันฟุ้งกระจายทั่วจนแสดงประสิทธิภาพได้สูงสุด เซียวอี้ที่ผ้าปิดปากและแว่นกันลมปิดตาเรียบร้อยแล้วก็ไขกุญแจเปิดประตูและบุกเข้าไป ในห้องสีแดงทึบ พวกพนักงานนอนกองกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้นทั้งซ้ายขวา บางคนทั้งสำลักควันทั้งน้ำตาไหล

 

    “อย่าขยับ! ฉันเป็น…” เซียวอี้ได้คำตอบรับเป็นลูกกระสุนที่พุ่งกระแทกเข้ามาที่ไหล่ กระดูกไหปลาร้าของเธอปวดร้าวราวกับจะแหลก

   

    “เวรเอ้ย!” เซียวอี้ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรอีก ยิงสวนกลับไปยังทิศทางที่กระสุนปืนพุ่งมา เจ้าคนที่ยิงมาเมื่อก่อนหน้านี้ถูกกระสุนซัดร่วงลงไปกับพื้น

 

    พวกยามรักษาความปลอดภัยเริ่มสู้กลับ เห็นได้ชัดว่าระเบิดพริกไทยมีผลด้อยกว่าระเบิดแก๊สน้ำตาของตำรวจ ผลลัพธ์ของแสงไฟฉายก็ได้แสดงผลในจุดนี้เอง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ฟุ้งกระจายเต็มห้อง ปืนพกของเซียวอี้ลั่นไกยิงใส่พวกยามที่หลับตาป้องแสงไฟโดยสัญชาตญาณ วิธีการยิงปะทะที่ดีอย่างหนึ่งในสถานการณ์แบบนี้ก็คือการยิงแบบสุ่ม แต่เซียวอี้เลือกที่จะเล็งหนึ่งนัดหนึ่งเป้าหมายแบบหวังผล ส่งยามติดอาวุธปืนอีก 5 คนลงไปนอนกองกับพื้น แม็กกาซีนกระสุนแม็กใหม่ถูกใส่เข้าแทนที่แม็กเก่า เซียวอี้เดินเข้าไปดูเจ้าพวกที่นอนโอดครวญกันอยู่บนพื้นอย่างระแวดระวัง ทำการเตะปืนของพวกมันออกไปให้ไกล ๆ มือ

 

    จนเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตรายอะไรเหลือ หญิงสาวจึงหันไปมองที่ไหล่ของตน เกราะกันกระสุนทำมือถูกเจาะเป็นรู แต่กระสุนถูกหยุดไว้ด้วยเซรามิกที่เป็นชั้นป้องกันชั้นสุดท้าย ไหล่ที่ถูกยิงของเธอจึงแค่ช้ำบวมเป็นรอยแดง

 

“บ้าเอ้ย ทำเอาซะฉันกลัวแทบตาย” เซียวอี้เคยฝึกซ้อมบุกจู่โจมมาก่อนก็จริง แต่นี่เป็นครั้งแรกเลยที่หญิงสาวได้ลงมือปฏิบัติการจริง ยิงปะทะกับผู้ร้าย 6 คนพร้อมปืนแล้วชนะผ่านมาได้ ถึงตรงนี้เองที่เธอได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความกลัว

 

ทั้งที่ยังประหม่าอยู่อย่างนั้น หญิงสาวก็ยังเดินลึกเข้าไปข้างใน เธอเปิดประตูออกด้วยเท้า และจึงเห็นว่ามีคนร่วม 20 คนรวมตัวกันอยู่ข้างใน

 

ในห้องมีทั้งแส้และอุปกรณ์ทรมานอยู่หลากหลาย คนครึ่งหนึ่งในห้องเป็นชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ เมื่อพวกมันได้เผชิญหน้ากับเรียวขายาวสวย 105 เซนติเมตรของเซียวอี้แล้ว พวกมันก็เป็นต้องยกสองมือขึ้นพร้อมกับขาอีก 1 ข้าง (O_O!!!)

 

    ผู้กำกับร่างอ้วนที่ซ่อนตัวอยู่หลังกล้องร้องตะโกนออกมาทั้งหลับตาปี๋ “ผมเป็นผู้บริสุทธิ์นะครับ คุณตำรวจ! พวกมันจับตัวผมมาแล้วบังคับให้ทำหนัง GV! ที่จริงผมเป็นแค่ผู้กำกับหนังคนหนึ่งเท่านั้น! เคยถ่ายทำเรื่อง “ภูเขาหลัง” ด้วย! อย่ายิงผมนะครับ!”

 

“ห๊ะ! เนี่ยนะ “รังสำราญ”!?” เซียวอี้ที่เพิ่งรู้สึกตัวว่าเธอถูกหลอกรีบติดต่อหาเครื่องสื่อสารของเฉินหมิงทันที แต่อีกฝั่งหนึ่งของสายก็ตัดสัญญาณทิ้งซะดื้อ ๆ

 

เห็นกันได้ชัดเลยว่าทั้งหมดนี่ถูกคาดการณ์ไว้แล้วโดยเฉินหมิงที่รู้ดีว่าฟางเยวี่ยนไม่ได้อยู่ที่นี่ เธอเองก็น่าจะรู้ทันได้ไม่ยาก แค่เปิดอินเตอร์เน็ตดูข้อมูลตารางงานของโรงงานเคมีแห่งที่หนึ่งดูก็พอ ในเมื่อวันนี้มันดันขึ้นว่า “บอสมีงานมงคล วันนี้หยุด” อย่างประจวบเหมาะขนาดนี้

 

     ไอ้ที่ส่งเธอมาตรวจรังสำราญนี่ก็เป็นแค่ข้ออ้างเพื่อสลัดเธอให้หลุดก็เท่านั้น เจ้าเฉินหมิงนั่นเตรียมจะไปช่วยเด็กสาวด้วยตัวคนเดียวอยู่แล้ว

 

    “ไอ้กร๊วกนั่น! เจอหน้าเมื่อไหร่แม่จะเชือดให้!” เซียวอี้หันหลังกลับด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดและมุ่งหน้าไปยังโรงงานเคมีแห่งที่หนึ่งด้วยความเร่งรีบ โดยหวังไว้ว่าไอ้บ้าที่เธอเพิ่งพูดถึงไปนั่นจะไม่ตายไปซะก่อนที่เธอจะไปถึง

 

    “อาแปะ อาแปะมองเห็นถนนรึเปล่าเนี่ย? นั่นขับฝ่าไฟแดงมา 2 รอบแล้วนะ” ในเวลาเดียวกับก่อนที่เซียวอี้จะบุกรังสำราญ บนแท็กซี่คันหนึ่ง ชายหนุ่มได้เอ่ยขึ้นเตือนคนขับพลางก็สวมเสื้อเกราะกันกระสุนของตัวเองไปด้วย

 

    “น้องชาย…น้องชายเป็นตำรวจเหรอ?” ชายชราคนขับแท็กซี่ถามขึ้นด้วยมือที่สั่นเทาเมื่อเขามองไปยังร่างกำยำที่สวมเสื้อเกราะกันกระสุนแน่นชุดของเฉินหมิง

 

    “ไม่ใช่” เฉินหมิงเสียบมีดทำครัวเล็กจำนวนหนึ่งเข้าไปในปลอกมีดที่ทำขึ้นง่าย ๆ จากเทปกาวเหนียวซึ่งติดอยู่ที่ด้านหลังของเขา

 

    “งั้นจากชุดนั่น…น้องชายจะไปออกปล้นเหรอ?” คนขับรถสะท้านไปถึงตับ

 

    “เปล่า ผมแค่จะไปช่วยเพื่อน” เฉินหมิงขึ้นกระสุนปืนยิงตะปู

 

    “น้องชาย น้องชายดูไม่ใช่คนไม่ดีอะไร เพราะอย่างนั้นฟังคำแนะนำจากลุงคนนี้หน่อยแล้วกันนะ ข้างหลังโรงงานเคมีนั่นเป็นชุมของพวกซินเหลียนเซิ่ง พวกมันทั้งแก๊งเป็นผู้ร้ายมืออาชีพ ถ้าเพื่อนของน้องชายถูกพวกมันจับไว้ ลุงแนะนำให้โทรเรียกตำรวจดีกว่านะ เจ้าพวกมันกล้าฆ่าคนจริง ๆ นะลุงบอกไว้ก่อน” อาแปะคนขับแท็กซี่เตือนด้วยความหวังดี

 

“ไม่ต้องเป็นห่วงไปอาแปะ วันนี้…ผมคนเดียวก็เทียบเท่าคนทั้งแก๊งแล้ว” เฉินหมิงยิ้มพร้อมกับสวมถุงมือปีนเขาแบบตัดข้อเข้าที่มือทั้งคู่

 

รถแท็กซี่มาหยุดลงที่หน้าประตูโรงงานเคมีแห่งที่หนึ่งซึ่งถูกปิดไว้ ภาพของเฉินหมิงที่ก้าวลงมาจากรถนั้นแสดงเด่นหราบนหน้าจอมอนิเตอร์ของกล้องวงจรปิดเฝ้าระวังภัยของโรงงาน

 

      คนขับรถรีบขับแท็กซี่กลับขึ้นไปบนถนนแล้วเหยียบคันเร่งซิ่งหนีไปโดยแทบไม่หยุดชะงัก ขณะที่เฉินหมิงที่ลงจากรถมากลับสะพายกระเป๋าเป้ขึ้นหลังอย่างสบายใจราวกับกำลังจะไปเดินเที่ยวเล่นที่ไหน

 

“ไอ้หนู มาทำอะไรที่นี่วะ!?” สองอันธพาลในชุดสูทสีดำพร้อมรอยสักดูข่มขวัญที่คอซึ่งอยู่ข้างในเขตโรงงาน เดินมาหยุดที่ทั้งทางฝั่งซ้ายและขวาของประตู ในมือถือท่อแป๊บไว้พร้อมสรรพ   

 

“พวกลิ่วล้อที่เฝ้าประตูนี่ระดับต่ำซะไม่มี” เฉินหมิงใช้มือข้างหนึ่งยกปืนขึ้นลั่นไก ดินปืนที่ระเบิดออกก่อให้เกิดควันเขม่าสีดำ ตะปูเหล็กขนาด 5 มิลลิเมตรพุ่งแหวกอากาศผ่านช่องของประตูรั้วเหล็กเข้าไปปักเข้าที่ไหล่ของเจ้าอันธพาลคนหนึ่ง แรงปะทะส่งให้เหยื่อกระสุนล้มลงไปกับพื้น

 

ขณะที่อีกมือก็ขวางมีดทำครัวเล่มเล็กออกไป มือของเจ้าอันธพาลอีกคนที่ตั้งท่าจะหนีถูกมีดเล่มนั้นปักตรึงไว้กับบานประตูห้องรักษาความปลอดภัย

 

  

    “เฮ้ย! เฮ้ย! มีผู้บุกรุก!” เจ้าอันธพาลคนที่ถูกยิงล้มไปร้องตะโกนเตือนพวกผ่านวอกกี้ทอกกี้

 

    อย่างไรก็ตาม เฉินหมิงหาได้นำพา เขาไม่รอช้าเดินเข้าไปติดระเบิดทำมือ 4 ลูกที่ทำจากชาร์จแบตโทรศัพท์ไว้กับประตูเหล็ก หลังจากดึงแผงวงจรลดแรงดันออกก็จะทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจรและส่งผลให้เกิดระเบิดในที่สุด ที่ชาร์ตแบตโทรศัพท์อันหนึ่งปกติแล้วต้องผ่านการใช้งานเป็นเวลาสัก 2 – 3 นาทีเครื่องถึงจะร้อน ดังนั้นระเบิดพวกนี้จึงเป็นระเบิดหน่วงเวลา

 

    ที่ชาร์จแบตโทรศัพท์ร้อนขึ้นจนอุณหภูมิถึงจุดวิกฤตในเวลาเพียง 10 วินาที ที่ชาร์จแบตความจุ 10,000 มิลลิแอมแปร์สามารถใช้งานจริง ๆ ได้เพียง 7,000 มิลลิแอมแปร์เท่านั้น ทว่าแรงระเบิดของมันกลับมีพลังทำลายเทียบเท่าได้กับ 20,000 มิลลิแอมแปร์ ไม่ต่างจากระเบิดมือเลย

 

“เฮ้ย! มีคนบุกมากี่คนวะ?” เจ้าโล้นเทพที่อยู่ในห้องน้ำร้องถาม

 

“มีแค่…” ยังไม่ทันที่คนรายงานจะพูดจบ เสียงระเบิดดังสนั่นก็ดังขึ้นมาขัด ประตูเหล็กกว้าง 5 เมตรถูกแรงระเบิดเป่าจนหลุดบานร่วงลงไปกับพื้น   

 

    “แค่คนเดียว?”

 

    “แค่คนเดียวเหรอวะ? แล้วนั่นมันเสียงอะไร? ระเบิดเรอะ?” เจ้าเทพโล้นไม่แม้แต่จะเสียเวลาเช็ดก้น มันสวมกางเกงและพุ่งพรวดออกจากห้องน้ำไป โดยมีลูกน้องของมันหลายคนเดินตามหลัง

 

    “ไม่ต้องเอะอะไปไอ้เทพโล้น ฉันเห็นมันแล้ว…ไอ้บอดี้การ์ดที่ทำมือชั้นพังนั่นเอง มันเป็นของฉัน อย่าเข้ามาสอดเชียว” หวางจงหัวเราะขึ้นมาให้ได้ยินผ่านวอกกี้ทอกกี้

 

  

    ตอนนี้มันยืนอยู่ในห้องมอนิเตอร์ มองเห็นใบหน้าอันคุ้นเคยผ่านจอมอนิเตอร์สังเกตการณ์แล้ว แผลที่แขนของมันซึ่งตอนนี้ถูกดามไว้ด้วยเหล็กก็ปวดแปล๊บขึ้นมาทันที

 

    “หน่วยปืน!” หวางจงออกคำสั่ง ในเขตโรงงาน กลุ่มอันธพาลพร้อมปืนพกครบมือซึ่งมีโซ่สีทองและแผลเป็นติดตัวกันต่างเครื่องประดับก็บุกโถมไปยังประตูโรงงาน

 

    ครั้งนี้ตงชวนตัดสินใจเผาสะพานตัดทางหนี มีกำลังคนติดอาวุธที่ถูกดึงตัวมาในครั้งนี้มีจำนวนเฉียด 200 คน ซึ่งนี่ก็หมายความว่าต่อให้ฟางซื่อฉวนโทรเรียกตำรวจ ยังไงฟางเยวี่ยนก็ไม่มีทางรอดเพราะพวกตำรวจไม่มีทางฝ่ากำลังคนขนาดนี้เข้ามาช่วยเธอได้ทันการเป็นแน่

 

    แต่ยังไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องคนอื่นให้มากหรอก ตอนนี้ปัญหาแรกที่ต้องแก้ก็คือ บอดี้การ์ดตัวคนเดียวที่บุกมานี้

 

  

    “เกิดอะไรขึ้น?” ตงชวนได้ยินเสียงระเบิดถามขึ้นผ่านการสื่อสารภายใน

   

    “มีอะไรเหรอครับ?” หลินฟานกังวลขึ้นมา ในฐานะอาชญากรแล้ว จิตใจของมันยังไม่มีความอดมากพอ

 

    “หวางจงบอกว่าบอดี้การ์ดของนังเด็กนี่บุกเข้ามา ไม่ใช่ว่าแกจัดการมันไปแล้วหรอกตอนที่ลักพาตัว?” ตงชวนถาม

 

    “เป็นไปได้ยังไงกัน? มันตกไปในทะเลจากเฮลิคอปเตอร์! นั่นมันสูงกว่า 50 เมตรซะอีกนะ คนธรรมดาที่ไหนมันจะไปรอดจากอะไรแบบนั้นมาได้?” หลินฟานตะลึงงัน

 

       “เฉินหมิงงั้นเหรอ?” ฟางเยวี่ยนเองก็ตะลึงไม่ต่างกัน

 

    มันเป็นนิสัยเคยตัวที่ดีที่จะจัดการกับกล้องวงจรปิดก่อน เฉินหมิงก้าวเดินเข้าไป กล้องวงจรปิดถูกปิดการทำงานสมชื่อด้วยกระสุนตะปูจากปืนของชายหนุ่ม เขาเดินผ่านลานกว้างเข้าไปในห้องเครื่องจัดการวัตถุดิบที่เต็มไปด้วยท่อยาว ข้างในดูราวกับตรอกซอย 8 ซอยที่ก่อตัวขึ้นจากเครื่องจักร

 

    “ที่นี่ไม่เลวนี่ งั้นก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า” เฉินหมิงชักมีดออกมาจากฝักที่หลังแล้วถือมันไว้ในท่าถือกลับด้าน บนใบมีดสะท้อนภาพรอยยิ้มของชายหนุ่ม

 

    จากทั้งประตูหน้าและประตูหลัง กลุ่มอันธพาลพร้อมอาวุธปืนบุกโถมเข้ามา พวกมันมีทั้งปืนโทกาเรฟดาวดำ, ปืนลูกโม่ .38, บราวนิงค์, โคลต์, และอื่น ๆ อีกสารพัด ดูเหมือนว่าโมเดลไหน ๆ ก็มีหมดยังไงยังงั้น เพื่องานนี้โดยเฉพาะ ตงชวนได้ระงับธุรกิจค้าขายอาวุธเป็นการชั่วคราวเพื่อเอาสินค้าทั้งหมดมาจากแจกจ่ายให้กลุ่มมือปืนที่ถูกฝึกมาเป็นการเร่งด่วนนี้ แต่แค่ดูก็รู้ว่าพวกนี้ยังฝีกมาไม่พอ

 

    แค่ดูจากท่าจับปืนมั่ว ๆ ของพวกนั้น ทั้งท่าเดินชูก้นถือปืนนั่น แถมยังมีบางคนทำเป็นเท่ถือปืนที่มีแรงถีบสูงด้วยมือเดียวอีก นี่พวกเอ็งทุกตัวศึกษาความรู้ทางการทหารมาจากเกม CrossFire กันหมดเลยรึไง? อยากรู้เหลือเกินว่าพวกมันจะเกิดใหม่หลังซี้ม่องเท่งได้เหมือนในเกมไหม

 

    “ทุกคนฟังให้ดี อย่าฆ่ามันเชียว…นัดสุดท้ายต้องเป็นของฉัน” หวางจงสั่งออกมาผ่านทางวอกกี้ทอกกี้

 

    “แกนี่ไม่รู้จักหลาบจำเลยใช่ไหม? เดี๋ยวพ่อจะไปตัดมือแกอีกข้างเดี๋ยวนี้แหละ” เฉินหมิงถอนหายใจอย่างจนปัญหา พวกมันถูกเขาแย่งวอกกี้ทอกกี้มาจากห้องรักษาปลอดภัย แต่ถึงอย่างนั้น ให้ตายเถอะพวกมันก็ยังไม่ยอมเปลี่ยนช่องสัญญาณกันอีก ที่เขาว่าเทียบทหารมืออาชีพกับกลุ่มอันธพาลมันก็ไม่ต่างอะไรกับการเปรียบเทียบผู้ใหญ่กับกลุ่มเด็กโข่งนี่ท่าจะจริง