0 Views

ลีชางซิวจอดรถลงตรงประตูหน้าของโรงพยาบาลอันดับหนึ่งในหลินไห่ ฟางซื่อฉวนที่ด้านหลังไม่รอให้เขาเปิดประตู พุ่งลงจากรถวิ่งตามป้ายเข้าไปด้านใน ไม่ทันไรก็ลื่นล้มไปรอบหนึ่ง

 

กระทั่งมาถึงห้องฉุกเฉิน มองเห็นฟางเยวี่ยนที่บนหัวมีผ้าพันแผลนั่งทานอาหารอยู่ จึงค่อยคลายใจลง

 

“ดีครับคุณลุง” หลินฟานที่ข้างเตียงทักทายอย่างมีมารยาท

 

ฟางซื่อฉวนรู้จักรุ่นพี่ของฟางเยวี่ยนคนนี้ ผงกศีรษะตอบไปคราหนึ่ง

 

“ยังเจ็บอยู่มั้ย? ไม่สบายตรงไหนบ้าง? นี่อาหารคนป่วยของที่นี่เหรอ? น่าแขยงอย่างนี้กินเข้าไปได้ไง พ่อให้อาหวังตุ๋นซุปแล้ว ไม่นานน่าจะมาส่ง สภาพที่นี่แย่มาก ผ้าปูผืนนี้ใหม่รึเปล่านี่? ทำไมมีรอยเลือดได้ล่ะ? พยาบาล!พยาบาลเล่า? ผมจะเปลี่ยนเตียงให้ลูก!ขอห้องเดี่ยวพิเศษด้วย!

 

ช่างเถอะ ห้องเดี่ยวโรงพยาบาลแบบนี้ไม่น่าจะอยู่ได้ กลับบ้านกัน!พ่อให้คนจากเมืองหลวงพาพยาบาลมาที่นี่แล้ว พวกเรากลับไปรักษาที่บ้านดีกว่า คนรับใช้เยอะแยะ แถมยังสะอาดไม่มีเชื้อโรค” ฟางซื่อฉวนตื่นตระหนกจนพูดไม่หยุด ดูจากพ่อแล้ว เข้าใจได้แล้วว่าทำไมฟางเยวี่ยนทานบะหมี่ชามละ 20 หยวนไม่เป็น

 

“นี่ เลิกลนได้แล้วน่า? หมอบอกแล้วว่าไม่เป็นไร แค่เย็บสามเข็มที่หัวเท่านั้น มะรืนก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” ฟางเยวี่ยนมองแดกดันไปยังพ่อตัวเอง หากพูดตามตรงแล้ว เห็นท่าทางร้อนรนของพ่อ หญิงสาวรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย

 

ขณะที่พ่อลูกกำลังสนทนา ลีชางซิวเดินมาถึงข้างกายเฉินหมิงที่ยืนพิงเสาไม่ไกลจากเตียงผู้ป่วยนัก

 

“เรื่องระเบิดที่ลานจอดรถอิเกียวันก่อนนั่นเป็นนายสินะ? ตำรวจจับอันธพาลมีปืนได้ แต่กลับไม่มีผู้ไม่เกี่ยวข้องรับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียว นายนี่มันสัตว์ประหลาดชัดๆ ถ้าเป็นชั้น อย่างไรก็ไม่จัดการอย่างเรียบๆร้อยๆได้ถึงขนาดนี้ ” ลีชางซิวยิ้มตาหยี

 

“หมอนั่นเป็นใคร?” เฉินหมิงไม่ได้ฟังลีชางซิว จ้องมองเขม็งไปที่ชายสวมแจ็คเก็ตข้างเตียงไม่คลาดสายตา

 

“หลินฟาน เป็นศิษย์พี่ของคุณหนูในชั้นเรียนมวยไทย ฟังว่าไปท้าสู้ที่ไทยจนได้ตำแหน่งราชันมวยไทยมา แต่ตอนหลังเสียตำแหน่ง เด็กนี่ไม่เลวเลย วิชาฝีมือดีมาก ถ้าเป็นชั้นประลองด้วย เอาจริงคงได้แค่เสมอ”

 

“ประมาณสามปีก่อน ก่อนออกจากโรงมวยได้หนึ่งเดือน มีกลุ่มโจรลักพาตัวคุณหนูไป ยังดีที่มีหลินฟาน ทำให้รอดมาได้” ลีชางซิวเท้าความ “บอสค่อนข้างชอบเด็กนี่ เดิมคิดส่งเสริม แต่หมอนี่ไม่สนอะไรนอกจากการชกมวย ไม่ว่าอะไรก็ไม่เอาอ่าว ศิลปะยิ่งไม่ไหว กระทั่งเป็นบอดี้การ์ดยังยาก เพราะงั้นตอนนั้นเลยให้เงินไปเล็กน้อย จากนั้นไม่ได้ติดต่อกันอีก”

 

“เข้าใจแล้ว” เฉินหมิงไม่พูดอะไรต่อ พอดีกับที่ฟางเยวี่ยนบนเตียงหันมาสบตา ฟางเยวี่ยนที่โกรธแค้นทำท่าเหมือนเห็นคนแปลกหน้า สะบัดหน้าไปอีกทางทันที กลับเป็นหลินฟานที่ยิ้มทักทายเฉินหมิงแทน

 

ไม่นาน ฟางซื่อฉวนผละจากเตียงผู้ป่วยมาหยุดยืนหน้าเฉินหมิง พูดอย่างสำนึกขอบคุณ “ขอบคุณมากที่หลายวันมานี้ดูแลลูกสาวชั้น ชั้นฟังมาแล้ว ถ้าไม่มีนาย เมื่อวานนี้ที่อิเกีย เยวี่ยนเยวี่ยนคงไม่รอด”

 

ฟางซื่อฉวนพูดไป มือก็ล้วงสมุดเช็คออกมา “แต่นายเปิดเผยตัวแล้ว ข้อตกลงของพวกเราเป็นอันสิ้นสุด”

 

“แล้วซินเหลียนเซิ่งล่ะ จะเอาไง?” เฉินหมิงสงสัย

 

“ไม่ต้องห่วงเรื่องซินเหลียนเซิ่งแล้ว ชั้นหาเพื่อนคนหนึ่งไปคุยกับลูกพี่พวกมันแล้ว ต่อไปพวกมันคงไม่กล้าวุ่นวายกับชั้นอีก นี่เช็คหนึ่งล้าน มันเป็นของนาย”  ฟางซื่อฉวนยัดเช็คลงกระเป๋าเสื้อเฉินหมิง

 

“บอดี้การ์ดตระกูลเฉินไม่ทำธุรกิจครึ่งๆกลางๆ และไม่รับเงินนอกสัญญา” เฉินหมิงล้วงเช็คออกมา ก่อนจะฉีกเช็คเงินหนึ่งล้านเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

 

“นายทำไมพูดไม่รู้เรื่องแบบนี้? ชั้นจะพูดตรงๆแล้วกัน เยวี่ยนเยวี่ยนเกลียดขี้หน้านาย ไม่ต้องการให้นายอยู่ใกล้เธออีก ”

 

“สัญญาระบุชัดว่า 15 วัน ก็ต้องคุ้มกัน 15 วัน น้อยไปหนึ่งวัน หนึ่งชั่วโมง หรือหนึ่งวินาทีก็ไม่ได้ ไม่ต้องรีบให้เงินผม ครบเวลาผมจะไปรับเงินค่าจ้างสามแสนจากคุณถึงที่ ถ้าไม่ชอบผม ก็สามารถหาคนมากำจัดทิ้งได้ แต่ก่อนอื่น ต้องหาคนที่สามารถกำจัดผมได้มาก่อนนะ”

 

กล่าวจบ เฉินหมิงยกสองมือกอดอกนั่งลงบนพื้น สีหน้าประดุจหมูไม่กลัวน้ำร้อน

 

“นายสมองกลวงรึ? ล้านนึงไม่เอา แต่จะเอาสามแสน?” ฟางซื่อฉวนทำหน้าเหมือนคนกินอาหารผิดสำแดง คนที่เขาพบเจอมาชั่วชีวิต ไม่เคยมีใครไม่รับเงินมาก่อน

 

ดังนั้น วันนี้ฟางซื่อฉวนเรียนรู้การประนีประนอมเป็นแล้ว กับลูกสาวต้องยอมให้เธออยู่โรงพยาบาล ส่วนกับเฉินหมิง อย่าได้คิดหาทางไล่ชายหนุ่มไปเด็ดขาด

 

เฉินหมิงนั่งแน่วนิ่งดั่งก้อนหินบนพื้น มองไปยังเตียงผู้ป่วยของฟางเยวี่ยน ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย

 

ฟางเยวี่ยนไปตรวจร่างกาย ชายหนุ่มต้องตามอยู่ด้านหลังไม่เกินห้าเมตร เข้าห้องน้ำ เฉินหมิงก็เฝ้าหน้าประตู หญิงสาวทั้งด่าทอ ทั้งลงไม้ลงมือ เตะต่อย ไม่ว่าอย่างไรเฉินหมิงก็ยังไม่ไปไหน

 

สุดท้ายถึงกับเรียกรปภ.มา เกือบจะลงมือต่อกัน แต่เฉินหมิงเอาหัวโขกเสาข้างๆ จนแผ่นกระเบื้องแตกร่วงลงมาเป็นชิ้นๆ เลือดไหลนองลงมาทันที กลายเป็นคนป่วยอีกคน  พอดีอารักขาหญิงสาวในห้องฉุกเฉินได้

 

เฉินหมิงทำตัวเหมือนหมากฝรั่งยืดติดเท้า สลัดอย่างไรก็ไม่หลุด

 

“นายทำไมต้องทำแบบนี้? ลดตัวลงมาแบบนี้มีประโยชน์อะไร?” น้ำเสียงของเซียวอี้ที่จอดรถนอกโรงพยาบาลส่งผ่านหูฟังมาพร้อมเสียงถอนใจ

 

“ผู้ชายคนนนั้น..เป็นคนที่ซินเหลียนเซิ่งส่งมา” เฉินหมิงกรอกเครื่องดื่มเกลือแร่เข้าปาก ถือเป็นมื้อเย็นของวันนี้

 

“นายมีหลักฐานอะไร?”

 

“หลักฐานไม่มี เพียงแต่มันบังเอิญเกินไป แผนการล้อมฆ่าวันนั้น กลับถูกหมอนี่ไล่ตามมาทันพอดี นี่ไม่ใช่ในหนังนะ จะมีฮีโร่จอมสาระแนแบบนั้นได้ไง?”

 

“แต่จากที่นายเล่า ตอนนั้นก็ฆ่าฟางเยวี่ยนได้แล้วนี่ ทำไมยังต้องให้คนแฝงตัวมาให้วุ่นวายอีก?” เซียวอี้แสดงความกังขาต่อวิจารณญาณของเฉินหมิงเป็นครั้งแรก

 

“ตอนนี้ยังไม่รู้ ไม่แน่ว่าลูกพี่พวกมันอาจจะชอบเรื่อง “the departed” ก็ได้นี่?” เฉินหมิงพิงเสานอนหลับไปทั้งอย่างนั้น

 

เช้าวันที่สาม ฟางเยวี่ยนก็ได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ฟางซื่อฉวนแม้จะยุ่งวุ่นวายจนไม่มีเวลา แต่ยังคงจัดหาคนมาส่งดอกไม้ให้ช่อใหญ่

 

หลินฟานเฝ้าอยู่ข้างกายฟางเยวี่ยนไม่ห่าง เอาอกเอาใจราวสามีเป็นห่วงภรรยา เก็บข้าวของกระเป๋าเล็กกระเป๋าน้อยส่งฟางเยวี่ยนกลับถึงอพาร์ทเมนต์ ส่วนผีที่ไล่ไม่ไปอย่างเฉินหมิงก็ตามติดไปเช่นกัน ชายหนุ่มที่ไม่ได้อาบน้ำแปรงฟันเปลี่ยนเสื้อมาสามวันเริ่มส่งกลิ่นโสโครก ไม่ต่างจากพวกเก็บขยะเร่ร่อน

 

ฟางเยวี่ยนเดินมาถึงประตูห้อง เฉินหมิงยังคงไม่มีท่าทีแยกตัวออก

 

“พี่รอชั้นแป๊บนึง” ฟางเยวี่ยนกล่าวกับหลินฟานก่อนหมุนกายกลับมาหาเฉินหมิง “นี่ นายวุ่นวายพอรึยัง? ชั้นไม่มีอารมณ์มาเล่นเกมส์สุนัขรับใช้กับนายแล้ว ถือว่าชั้นกลัวนายละกัน ไปจากชั้นซะทีเถอะ”

 

“ไม่ได้ สัญญายังไม่จบ ชั้นยังเป็นบอดี้การ์ดของเธอ” เฉินหมิงกล่าวเสียงเรียบ

 

“บอดี้การ์ดน้องนายสิ!ไม่ได้ยินที่เครื่อง ATM บอกรึไง? ปัญหาคลี่คลายแล้ว นายมันสุนัขไร้ประโยชน์ ยังไม่ไสหัวไปอีก!” ฟางเยวี่ยนตะคอกด้วยความโกรธ

 

“ชั้นไม่ใช่สุนัข ก็แค่ทำตามหน้าที่ของชั้นเท่านั้น”

 

“รู้มั้ย ชั้นเริ่มอยากอัดนายขึ้นมาจริงๆ แล้ว!” ฟางเยวี่ยนคำราม

 

“อยากลงมือก็เอาสิ แต่อย่าใช้มือขวา”

 

“ทำไม?”

 

“ไหล่ขวาเธอบาดเจ็บ อย่าเพิ่งใช้กำลังมากๆช่วงนี้ ไม่งั้นจะทำให้เกิดอาการเรื้อรังได้” คำพูดประโยคเดียวของเฉินหมิง ฟางเยวี่ยนถึงกับใจสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม

 

“นาย ตกลงนายเป็นใครกันแน่?” ฟางเยวี่ยนอึดดัดคับข้องใจจนแทบไม่อาจเอ่ยคำ

 

“บอดี้การ์ดอันดับหนึ่ง” เฉินหมิงตอบ จากนั้นพิงราวกั้นหน้าห้องหญิงสาว ยังคงรักษาท่าทีของบอดี้การ์ดผู้แสนโสโครกต่อไป

 

“งั่ง เบื่อจะเถียงกับนายแล้ว” ฟางเยวี่ยนกลับเข้าห้อง สะบัดมือปิดประตู “ชั้นจะอาบน้ำ”

 

จบคำ หญิงสาวพุ่งตัวเข้าห้องอาบน้ำ แต่กระทั่งเสื้อผ้าเปลี่ยนยังไม่ได้ถือติดมือมา ฟางเยวี่ยนยืนปล่อยน้ำอุ่นจากฝักบัวราดรดศีรษะ พร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลลงจากตา

 

อาบน้ำไปหนึ่งชั่วโมง เมื่อออกมา ปรากฏว่าหลินฟานทำกับข้าวเต็มโต๊ะ กลับเป็น “ต้มยำกุ้ง”

 

“มาสิ ลองชิมฝีมือของพี่ดู ฝึกมาหลายปีนะเนี่ย” หลินฟานแย้มยิ้มเต็มหน้า เผยรอยยิ้มน่าหลงใหล

 

“อืม” ฟางเยวี่ยนในชุดคลุมอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า กลับมานั่งลงบนโต๊ะที่เคยไปซื้อกับเฉินหมิง ยกชามซุปที่เฉินหมิงเป็นคนเลือก แม้แต่ตะเกียบที่ฟางเยวี่ยนไม่ชอบนี้ ก็เป็นเฉินหมิงกำนัลให้

 

“มา ลองกินเห็ดดู ช่วงนี้กำลังอร่อยเลย” หลินฟานคีบกับข้าวใส่ชามฟางเยวี่ยนชิ้นหนึ่ง

 

ฟางเยวี่ยนลองกัดหนึ่งคำ รสชาติต้มยำกุ้งเหมือนต้นฉบับ แบบเดียวกับที่เคยทานในกรุงเทพไม่ผิด แต่ว่า…ฟางเยวี่ยนหวนนึกถึง “หม้อไฟหม่าล่า” ที่เธอรับประทานจนน้ำตาไหลหม้อนั้น

 

“ฟางเยวี่ยน เธอไม่สบายใจอะไรรึเปล่า? มีเรื่องอะไรก็บอกพี่ได้ เหมือนที่เมื่อก่อนพวกเราไม่เคยมีอะไรปิดบังกัน ใช่เพราะไอ้หมอนั่นใช่มั้ยที่ทำให้เธอไม่สบายใจ? พี่จะออกไปจัดการมันเดี๋ยวนี้เลย ไม่ว่ามันจะเป็นบอดี้การ์ดหรือทหารรบพิเศษ พี่ก็จะหักขามันออกมา ” หลินฟานกล่าวจบ ทำท่าวางตะเกียบ

 

“อย่า!” ฟางเยวี่ยนรั้งมือหลินฟานพร้อมพูด “อย่าไปสนนายสุนัขรับใช้นั่นเลย ชั้นก็แค่ยังตกใจอยู่ และก็อยู่โรงพยาบาลมาหลายวัน ยังเพลียๆ น่ะ”

 

“เพลียก็ต้องทานเยอะๆ มา ชิมกุ้งมั้ย” หลินฟานรีบคีบกับให้ฟางเยวี่ยน

 

“ใช่แล้ว พี่อยู่ไทยมาสามปีเป็นไงบ้าง?” ฟางเยวี่ยนรีบปั้นหน้ายิ้ม

 

“ไม่เลวเลย เรียนวิธีปรุงอาหารมาไม่น้อย เปลี่ยนไปทำอาชีพกุ๊กได้เลยเนี่ย”

 

“อย่าล้อเล่นน่า พี่น่ะเหรอจะทำเรื่องอื่นนอกจากชกมวยได้!” ฟางเยวี่ยนหัวเราะ มองไปยังกล้ามเนื้อบึกบึนของหลินฟาน

 

“เรื่องจริงนะ สามปีมานี้ดีมาก แต่อาหารอื่นทานอย่างไรก็ไม่ชิน คิดถึงบ้าน ก็เลยกลับมานี่ไง?” หลินฟานทานต้มยำกุ้งของไทย แต่กลับคิดไปถึงบะหมี่คลุกซอสของที่บ้านแทน

 

“ที่จริง ยกที่พี่กับราชันมวยไทยคนนั้นดวลกัน ชั้นกับแม่ก็ไป แต่อยู่ในห้องวีไอพี หมัดที่หมอนั่น็อคพี่ลง จากระดับฝีมือของพี่หลบได้สบายๆ เป็นการแพ้ที่น่าเสียดายมาก” ฟางเยวี่ยนถอนใจแทนศิษย์พี่

 

“เฮ้อ อย่าพูดเรื่องที่ผ่านมาแล้วเลย ครั้งนั้นเพิ่งไปต่างประเทศ ไม่ชินกับสภาพแวดล้อม ทนอาหารแล้วเสาะท้อง การดวลครั้งนั้นสภาพไม่ดีเลยแพ้

 

แต่ไม่เป็นไร เพราะตอนนี้ชั้นสบายดีมาก” หลินฟานยกหมัดตั้งท่ามวยไทย แย็บออกด้วยความรวดเร็วจนน้ำซุปต้มยำกุ้งกระเพื่อมเป็นเส้นตามทิศทางการเคลื่อนไหว “ที่นั่น ชั้นเจอกับครูมวยเยอะแยะ ฝีมือแข็งแกร่งกว่าเดิมมาก”

 

“ถ้าอาจารย์ยังอยู่ เห็นพี่ในวันนี้ ต้องดีใจมากๆ แน่” ฟางเยวี่ยนกล่าวอย่างเจ็บปวดใจ อาจารย์ของเธอคือผู้ชายที่เธอเคารพที่สุดในโลก

 

“อย่าพูดถึงคนคนนั้น!” หลินฟานพลันตะคอกออกมา จากนั้นพูดเสียงอ่อนลง “อาจารย์ก็ตายไปแล้ว พวกเราพูดเรื่องอื่นดีกว่า”

 

“อืม” ฟางเยวี่ยนเพียงคิดว่าศิษย์พี่รับไม่ได้กับการจากไปของอาจารย์ อย่างไรเสีย ศิษย์พี่ก็คือศิษย์ที่อาจารย์รักเอ็นดูที่สุดแล้ว