0 Views

LazyNine : แปล

 

    ขณะที่ฟางเยวี่ยนกำลังร้องไห้อยู่คนเดียว ประตูห้องก็เปิดออกและเฉินหมิงก็เดินเข้ามาพร้อมกับถุงใส่อาหารมื้อเช้าถุงใหญ่

 

    “ตื่นแล้วเหรอ? เธอดื่มหนักเกินไปเมื่อคืนนี้ ฉันก็เลยโทรขออาจารย์เซียวจิงให้มาช่วยเธอไว้เพราะเธอดื่มเป็นพายุจนล้มพับแอลกอฮอล์เป็นพิษ นั่นทำฉันกลัวแทบตายแน่ะ โชคดีไปนะว่าคุณเซียวเขารู้วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เธอต้องไปขอบคุณเขานะ อย่าทะเลาะเขาอีกล่ะ

 

    เอาล่ะ ฉันซื้ออาหารเช้ามาให้เธอแล้ว ทานซะ แล้วนี่ก็กุญแจสำรองของห้องเธอ ฉันวางไว้ตรงนี้นะ วันนี้เป็นวันเสาร์ เพราะงั้นนอนพักผ่อนได้ตามสบาย”

เฉินหมิงพูดร่ายจุกจิกอย่างกับแม่บ้านขณะที่จัดวางอาหารเช้าลงบนโต๊ะ เสร็จแล้วเขาก็หันหลังกลับและเตรียมออกจากห้องไป

 

    “เดี๋ยว” ฟางเยวี่ยนเช็ดน้ำตา ก้าวเร็ว ๆ เข้าไปในห้องนอนแล้วเอากระเป๋านักเรียนกระเป๋าหนึ่งออกมา

    “นี่ให้นาย”

 

    เฉินหมิงเปิดกระเป๋านักเรียนออกอย่างงงงัน โอ้แม่เจ้า ทั้งกระเป๋ามีแต่เงิน นี่อย่างต่ำ ๆ ก็ 30,000 หยวนเข้าไปแล้ว

 

    “เอาเงินมาให้ฉันทำไมเนี่ย?” เฉินหมิงถาม

 

    “เพราะนายช่วยฉันไว้เมื่อวานไง” นี่ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับฟางเยวี่ยนเลย “แค่นั้นยังไม่พอเหรอ? งั้นฉันยังมีกระเป๋าอีกใบนะ หนักกว่าอันนี้เยอะด้วย”

 

ตามประสาเด็กที่โตขึ้นมาบนกองเงินกองทอง เด็กสาวรู้จักแต่วิธีการขอบคุณคนอื่นด้วยเงิน เธอไม่รู้ค่าของเงินที่เธอให้ไปหรอก เธอรู้แต่น้ำหนักของมันเท่านั้น เฉินหมิงพลันรู้สึกสงสารเด็กสาวตรงหน้านี้ขึ้นมาจับใจ

 

ฟางเยวี่ยนหันกลับไปและเตรียมจะไปเอากระเป๋าเงินอีกใบมา แต่เฉินหมิงคว้ามือเธอไว้ก่อน

 

“ฟางเยวี่ยน ถ้าเธออยากขอบคุณคนอื่น เธอไม่จำเป็นต้องจ่ายด้วยเงิน” เฉินหมิงบอกเด็กสาว

 

“งั้นจะให้ฉันทำยังไงล่ะ?”

 

“ก็แค่พูดขอบคุณ หรือไม่ก็กอดคนที่เธอต้องการขอบคุณอย่างอบอุ่น” เฉินหมิงยิ้ม

 

    “ขอบ…” ฟางเยวี่ยนพยายามจะพูดคำ ๆ นั้นออกมา แต่มันช่างยากซะเหลือเกิน เธอเคยใช้คำ ๆ นี้ก็แค่สมัยตอนอยู่อนุบาลที่เธอยังเป็นแค่เด็กตัวน้อย ๆ เท่านั้น แล้วเธอก็ไม่เคยได้ใช้คำนี้ในชีวิตอีกเลยนับแต่เธอโตขึ้นมา เธอมีคนรับใช้อยู่ในบ้าน ที่เธอต้องทำมีแค่จ่ายเงินพวกนั้นไป เพื่อน ๆ ของเธอเองก็ยินดีเกินพอแล้วตราบที่เธอยังมอบเงินหรือของขวัญให้ เมื่อเธอเข้ามาในโรงเรียนมัธยมปลาย เธอก็แทบจะปิดกั้นตัวเองจากทุกคน ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่เธอต้องของคุณใครเลย…

 

    ฟางเยวี่ยนคว้าจับเข้าไปที่เอวของเฉินหมิงอย่างฉับพลัน ท่านั้นดูเหมือนท่าจับกอดของมวยไทยไม่มีผิดเพี้ยน

 

    “เฮ้ ทำอะไรของเธอเนี่ย” เฉินหมิงยิ้มเจื่อน

 

    “อะไรน่ะเหรอ? ฉันก็กอดขอบคุณอย่างที่นายบอกไง” ฟางเยวี่ยนเอ่ยหน้าบูดบึ้ง

 

    “ที่ฉันบอกคือให้กอดอย่างเป็นมิตรและสำนึกบุญคุณ ไม่ใช่กอดเตรียมใส่เข่าแบบนี้ ท่าเธอดูไม่เหมือนจะขอบคุณใครเลยสักนิด มันเหมือนเธอเกลียดขี้หน้าแล้วอยากจะอัดฉันให้น่วมซะมากกว่า…”

เฉินหมิงเคยคิดว่าเขาเป็นพวกเข้าสังคมห่วยแล้ว แต่ดูเหมือนแม่เด็กสาวตรงหน้าเขานี้จะอาการหนักกว่า ดูยังกับมนุษย์ต่างดาวที่เพิ่งลงมาเหยียบพื้นโลกเป็นครั้งแรกยังไงยังงั้น

 

    “ทำไมนายถึงได้น่ารำคาญนักห๊ะ? ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ…พอใจรึยัง?” ในที่สุดฟางเยวี่ยนก็พูดคำว่าขอบคุณให้คนอื่นได้สำเร็จเป็นครั้งแรก

 

    “ดี ทีนี้ก็แค่ไปนอนพักซะหลังจากเธอกินข้าวเสร็จ” เฉินหมิงถอนหายใจ

 

    “จะให้ฉันนอนในห้องที่น่าขยะแขยงอย่างนี้ได้ยังไง?”

   

 

    “น่าขยะแขยง? แต่ฉันซ่อมข้าวของที่พังทั้งหมดด้วยกาวและโยนพวกของที่ซ้อมไม่ได้ทิ้งไปหมดแล้วนะ” เอาจริง ๆ เฉินหมิงใช้เวลาทั้งคืนกับเรื่องนี้เลย

 

    “ใช่แล้ว กาวที่นายใช้นั่นแหละที่กลิ่นน่าขยะแขยง! ฉันหลับไม่ลงหรอก!” ฟางเยวี่ยนถาม “นี่นายว่างไหม?”

 

    “จะทำอะไรของเธอ?”

 

    “ฉันอยากไปที่ร้านเชคคอตตี้และซื้อพวกเฟอร์นิเจอร์กับของประดับซักหน่อย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือซื้อกรอบรูปใหม่ให้แม่ฉันด้วย” ฟางเยวี่ยนมองไปที่กรอบรูปที่พังแล้วพร้อมเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

 

    “เชคคอตตี้ไหนล่ะน่ะ?” เฉินหมิงไม่เคยได้ยินชื่อร้านอะไรนี่มาก่อนเลยจริง ๆ

 

    “มันเป็นร้านขายเครื่องเรือนจากอิตาลี ของที่ขายในนั้นทั้งสวยและราคาย่อมเยา เก้าอี้ตัวละ 30,000 หยวนเท่านั้นเอง” เมื่อฟางเยวี่ยนบอกเขามาอย่างนี้ เฉินหมิงก็ได้แต่รู้สึกปวดหัวจี๊ดสถานเดียว

 

    “โอ้ยพระเจ้าช่วยคนป่วยจิต…คุณหนูครับ ไอ้ผมมันก็ไปด้วยได้อยู่หรอกนะ แต่เราช่วยไปสถานที่ที่มันปกติสามัญกว่านั้นหน่อยจะได้ไหม?”

 

    “ที่ไหนล่ะ?”

 

    “เธอเคยได้ยินที่ที่เรียกว่า IKEA มาก่อนไหม?”

 

    “ของที่นั่นมีคนมาลองใช้แล้วเป็นร้อย ๆ คนทุกวัน เราชื้อพวกมันมาใช้ไม่ได้หรอก คงจะมีแต่ไวรัสยั้วเยี้ยไปหมด” สีหน้าของฟางเยวี่ยนดูเหมือนเธอเพิ่งกินของสกปรกอะไรสักอย่างเข้าไปยังไงยังงั้น

 

“ฟังฉันนะ เราแค่จะไปเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เราจำเป็นต้องใช้ และพวกเขาก็จะส่งเฟอร์นิเจอร์ตัวใหม่มาให้เรา เธออยากทิ้งเงินพ่อของเธอและเปลี่ยนมาใช้ชีวิตธรรมดา ๆ มาตลอดไม่ใช่รึไง งั้นก็เริ่มจากซื้อเฟอร์นิเจอร์จากร้านธรรมดา ๆ ก่อนเป็นไง” ท่าทีของเฉินหมิงดูราวกับคนกำลังตะล่อมเด็กสามขวบ

 

“ก็จริง แต่นายแน่ใจแน่นะว่าเฟอร์นิเจอร์ที่พวกนั้นส่งมาเป็นของใหม่?” ฟางเยวี่ยนยังคงไม่ไว้ใจ

 

    “แน่ใจสิ เราจะส่งคืนของไปให้พวกนั้นก็ได้ถ้าของที่ส่งมาไม่ใช่ของใหม่ เดี๋ยวไปกันหลังจากเธอทานข้าวเช้าเสร็จแล้วกัน” เฉินหมิงทำก้าวแรกได้สำเร็จแล้ว พาฟางเยวี่ยนกลับสู่ชีวิตธรรมดา ๆ ในเมือง

 

    “เฉินหมิง นายคงไม่ต้องให้ฉันบอกก็ได้ใช่ไหมว่ามีคนซื้อของกันอยู่ใน IKEA มากมายขนาดไหนตอนนี้? ฉันไม่คิดว่ามันจะเหมาะนักหรอกนะที่จะให้ฟางเยวี่ยนไปในสถานที่แบบนั้น” เซี่ยวอี้เอ่ยกับเฉินหมิงผ่านทางหูฟังขนาดจิ๋ว

 

    “อันตรายบางอย่างมันก็คุ้มค่าเสี่ยง…” เฉินหมิงยิ้มและตัดการติดต่อไป

 

    วันนี้ฟางเยวี่ยนเปลี่ยนมาใส่ชุดเดรสลายดอกไม้ ปกติฟางเยวี่ยนจะเกลียดการใส่เดรสเพราะมันไม่สะดวกต่อการใช้กังฟู เด็กสาวแม้แต่ใส่เลกกิ้งไว้ใต้กระโปรงด้วยซ้ำตอนเธอสวมชุดนักเรียน

 

    “มัน…ดูดีไหม?” ฟางเยวี่ยนถามเฉินหมิงอย่างเขินอาย

 

    “อา ดูดีมาก ฉันไม่คิดมาก่อนเลยนะว่าเธอจะมีชุดธรรมดา ๆ ด้วย” เฉินหมิงกล่าวชม

 

    “แน่สิ นี่มันเป็นดีไซน์ตัวเก่าของแชแนลไปแล้ว มันก็ต้องธรรมดา ๆ อยู่แล้วล่ะ ฉันซื้อมันมาด้วยราคาแค่ 20,000 หยวนเอง เป็นชุดที่ถูกที่สุดของฉันแล้ว” ฟางเยวี่ยนว่าอย่างอารมณ์ดี

 

    “อา…ลืมที่ฉันเพิ่งพูดไปซะเถอะ…” เฉินหมิงยิ้มแหยทันใด

 

    นี่เป็นวันแรกแห่งการคืนสู่ชีวิตธรรมดา ดังนั้นฟางเยวี่ยนจึงขี่รถมอเตอร์ไซค์คันหรูของเธอไม่ได้ เฉินหมิงจึงเป็นคนขับเจ้ารถอัลโต้คันเก่าของเขาไป เมื่อฟางเยวี่ยนเห็นรถ เธอคิดว่ามันเป็นรถขนขยะซะอีก

 

    ฟางเยวี่ยนกลายเป็นเจ้าหนูจำไมถามติไปหมดว่าทำไมรถมันถึงได้เล็กนัก ทำไมหน้าต่างรถถึงต้องใช้คันหมุนด้วยมือ ทำไมถึงไม่มีแอร์ ทำไมที่นั่งมันนั่งไม่สบาย…เธอบ่นตลอดทางจนถึงตอนเฉินหมิงขับรถมาจอดที่ลานจอดรถของ IKEA เลยทีเดียว

 

    IKEA ก็เป็นอย่างที่ฟางเยวี่ยนว่า มันก็คือ Wal-Mart ที่ขายเครื่องครัวเรือนต่าง ๆ โด่งดังด้วยความหลากหลายของสินค้า ของดีและให้ทดลองใช้ฟรี เป็นสถานที่ที่เป็นที่นิยมที่สุดสำหรับผู้คนที่ต้องการใช้เวลาในช่วงวันหยุดเพราะนอกจากมีเครื่องครัวเรือนก็ยังมีของว่างอร่อย ๆ ขายอยู่มากมาย ผู้จึงสามารถเดินจับจ่ายซื้อของพลางก็ชิมของกินไปด้วยได้ นั่นเป็นผลให้มันมีผู้คนคับคั่งอยู่ตลอดทั้งวัน

 

    นี่คือสถานที่ที่ผู้เฒ่าผู้แก่มักจะชอบพาหลาน ๆ มาเที่ยวกันในวันพิเศษอย่างเช่นวันชาติ ที่ผู้คนต้องมาต่อแถวรอกันนานเป็นชั่วโมงเพื่อจะเดินเข้าไปในร้าน

 

    วันนี้มันก็ยังไม่ได้มีผู้คนมากมายขนาดนั้น แต่ข้างในก็ยังมีคนเยอะอยู่ดี

 

    “อย่าหลงล่ะ ตามฉันมา” เฉินหมิงจับมือฟางเยวี่ยนไว้อย่างเป็นธรรมชาติ(แต่ไม่เนียน)

 

    “ทำอะไรของนาย? ฉันไม่ได้มาเดทกับนายนะ ถ้านายทำอีกฉันเตะนายคว่ำแน่” ฟางเยวี่ยนดึงมือกลับอย่างระแวง

 

    เมื่อเฉินหมิงรู้สึกอึดอัดขึ้นมาหน่อย ๆ ฟางเยวี่ยนก็คล้องแขนเขาไว้อย่างเป็นธรรมชาติ “ไปกันได้แล้ว”

 

    “จับมือไม่ได้แต่ทำไมคล้องแขนได้?” เฉินหมิงสงสัยเรื่องนี้จริง ๆ

 

    “ถ้านายจับมือฉัน นั่นจะหมายความว่าเราเป็นคู่รักกัน แต่พวกเราไม่ใช่ไง ดังนั้นถ้าฉันมาคล้องแขนนายไว้อย่างนี้ มันก็จะหมายความว่าฉันกำลังช็อปปิ้งอยู่กับคุณปู่ของฉันอยู่”

 

    “นี่ฉันดูแก่ขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉินหมิงหัวเราะ

 

    มันนานมากแล้วที่ฟางเยวี่ยนไม่ได้มาเดินซื้อของกับคนอื่น ตั้งแต่เมื่อประมาณสองปีก่อนได้ล่ะมั้ง ที่เธอรู้สึกว่าการมาเดินซื้อของกับคนอื่นมันน่ารำคาญ

 

    เฉินหมิงจะคอยบอกเด็กสาวอยู่เสมอว่าของที่จะซื้อนั้นมันเหมาะสมหรือไม่ อย่างเช่น พวกเขาจะซื้อโซฟาที่กว้างกว่า 1 เมตรมาไม่ได้ ไม่ว่ามันจะสวยสักแค่ไหนก็ตาม เพราะประตูห้องพักมันกว้างแค่ 90 เซนติเมตรเท่านั้น

 

เขาเองก็ยังบอกเธอด้วยว่าอย่าซื้อโต๊ะน้ำชาที่ทำจากแก้วมาอีก เพราะเวลาที่ฟางเยวี่ยนโมโห เธอจะได้ไม่ทำตัวเองบาดเจ็บถ้าเธอเตะใส่มัน

 

    “ทำไมนายถึงได้พูดมากจริง! เราจะแค่จ่ายแล้วก็ไปเลยไม่ได้รึไง?” ฟางเยวี่ยนบ่น

 

    “ไม่ได้อยู่แล้วล่ะ เฟอร์นิเจอร์น่ะจะถูกใช้ไปอีกหลายปีหลังจากที่ซื้อแล้ว ฉะนั้นเราถึงต้องเลือกชิ้นที่เข้าท่าที่สุดไว้” เฉินหมิงเอ่ยพลางก็ตรวจสอบหมอนโซฟาดู

 

    “ใครเขาใช้เฟอร์นิเจอร์นานเป็นปี ๆ กัน?” ฟางเยวี่ยนฉงน

 

    “ทุกคนนั่นแหละ” เฉินหมิงยิ้มยิ้มและถามพนักงานขาย “ชิ้นนี้ลดราคารึเปล่าครับ?”

 

    “ครับ มันอยู่ในช่วงลดราคา 30% ครับ” พนักงานขายตอบอย่างแข็งขัน

 

    “ฉันไม่อยากได้มัน ไปกันได้แล้ว” ฟางเยวี่ยนดันเฉินหมิงออกไปจากร้าน

 

    “ทำไมล่ะ? ฉันจำได้ว่าเธอชอบมันนี่”

 

    “นายได้ยินที่คนขายพูดไหมล่ะ? มันเป็นของลดราคา! มันอาจจะมีปัญหาอะไรสักอย่างหรือพวกนั้นก็ขายมันไม่ออกก็ได้ ฉันไม่อยากซื้อของอะไรที่ถูกลดราคาทั้งนั้น” ฟางเยวี่ยนพูดด้วยท่าทีจริงจัง

 

    “ก็ได้” เฉินหมิงรู้สึกอยากฟาดหัวตัวเองกับโต๊ะสัก 20 ที

 

    IKEA ในเมืองหลินไห่มีทั้งหมด 5 ชั้น และใหญ่เท่า 3 ใน 4 ของสนามฟุตบอล ที่จัตุรัสกลางมีร้านร่วงเล็ก ๆ ที่ขายอาหารอยู่มากมาย มันแน่นขนัดไปด้วยผู้คน ทั้งยังมีร้านอาหารหรูอยู่บนชั้น 5 ด้วย

 

    ฟางเยวี่ยนและเฉินหมิงเดินซื้อของกันตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึงเที่ยง ในที่สุดพวกเขาก็เดินมาถึงร้าน ๆ หนึ่งที่ขายคริสตัลหรูหรา นี่คือร้านที่แพงที่สุดใน IKEA ไม่มีใครมาซื้อของที่นี่เพราะแม้แต่ของแต่งบ้านชิ้นเล็ก ๆ ยังราคาเป็นพันหยวน

 

    “กรอบรูปกรอบนี้ทำมาจากคริสตัลชวารอฟสกี้จากอิตาลี แต่ละชิ้นมี 72 หน้าตัด สวยมากเลยนะครับ”

    พนักงานขายพูดอย่างแสนกระตือรือร้น

 

    “ไม่มีชื่อดีไซเนอร์แล้วก็ดูธรรมดายังกับอะไร…เท่าไหร่?”

 

    “19,800 หยวน…”

 

    “ถูกไป…ไปที่เชคคอตตี้กันเถอะ” ฟางเยวี่ยนถอนหายใจ

 

    “ฉันจะเอาชิ้นนี้แหละ เอาไปแล้วถือซะว่าเป็นของขวัญของฉันต่อแม่ของเธอแล้วกัน” เฉินหมิงจ่ายออกไปด้วยเงินที่ฟางเยวี่ยนให้เขามาเมื่อไม่กี่วันก่อน ไม่รู้ว่ามันถูกมาคำนวณมาอย่างดีก่อนแล้วหรืออะไร รวมกับ 200 หยวนที่ให้เซี่ยวอี้ไป นี่มันหมดเกลี้ยงพอดีเลย

 

    “เจ็บปวดไหมล่ะ?” เซี่ยวอี้หัวเราะมาให้ได้ยินจากในหูฟัง

 

    “ปวดถึงตับเลยล่ะ” เฉินหมิงยังคงยิ้มไม่เสื่อมคลาย