0 Views

เซียวอี้ผลักประตูอพาร์ทเม้นต์ใหม่ออกมาหลังจากกลับจากงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน

 

เมื่อเข้าไปด้านในห้องเช่าชั่วคราวนี้ รูปภาพของเจ้าของเดิมยังแขวนอยู่บนผนัง ของเล่นเด็กเกลื่อนพื้น เซียวอี้ล้วนพยายามไม่แตะต้องของเหล่านี้ หวังว่าสามารถคงสภาพไว้ได้เหมือนเดิมที่สุดตอนคืนห้อง

 

ในกระเป๋าลากของเธอมีเพียงเสื้อผ้าเล็กน้อยและของใช้ประจำวันที่ถูกส่งมาถึงตั้งแต่เมื่อเช้า ใช่แล้ว ยังมีอุปกรณ์อีกหนึ่งชิ้น นั่นก็คือ กล้องส่องทางไกลนั่นเอง ตอนนี้ตั้งอยู่ตรงบานหน้าต่างในห้องนั่งเล่น

 

อาหารค่ำคืนนี้คือขนมปังกับนมเปรี้ยว  เซียวอี้ที่ยังไม่ทันอาบน้ำนั่งลงยังเบื้องหน้ากล้องส่องทางไกล เริ่ม “ทำงาน” จริงๆ

 

กล้องส่องทางไกลถูกหันไปยังทิศทางของอพาร์ทเม้นต์เฉินหมิงและฟางเยวี่ยนที่ห่างไปห้าร้อยเมตร เมื่อมองผ่านหน้าต่าง สามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวของคนทั้งคู่ได้

 

“ประจำที่แล้ว นายกินอะไรเป็นข้าวเย็น?” เซียวอี้มองดูเฉินหมิงที่กำลังล้างผักก่อนกล่าวถามเสียงเบา บนใบหูสวมใส่หูฟังขนาดเล็ก

 

“เตรียมทำอะไรง่าย ๆ ยังไงซะ “แขก” ก็ใกล้มาแล้ว” เฉินหมิงกล่าวกลั้วหัวเราะอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ล้างผัก บนใบหูสวมใส่อุปกรณ์ชนิดเดียวกัน

 

“ท่าทางมั่นใจจังนะ คิดว่าแค่ชวนครั้งเดียวเด็กนั่นก็จะมางั้นเหรอ? นังหนูนั่นเป็นม้าพยศ บ้านนายก็ไม่ใช่ทุ่งสะวันน่า”  เซียวอี้กล่าวเหยียดหยาม

 

“แต่ห้องชั้นมีก็อกน้ำ วางใจเถอะ พวกลูกคุณหนูน่ะมีแต่ “มุนษย์ที่ไม่อาบน้ำแล้วจะตาย” ทั้งนั้น” เฉินหมิงเตรียมข้าวเย็นต่อไปอย่างขมักเขม้น

 

“ชิ ถือว่านายชนะ ไปเปิดประตูเถอะ ม้าพยศมาแล้ว” เซียวอี้กล่าวจบก็เริ่มรับประทานมื้อเย็นของตนเอง

 

 ก็อก! ก็อก! ก็อก!

 

เสียงเคาะประตูดังราวกับเจ้าของห้องเช่ามาทวงหนี้ เฉินหมิงสะบัดมือ เดินออกไปเปิดประตูด้วยรอยยิ้ม แสดงสีหน้าแปลกประหลาดใจอย่างแนบเนียนราวนักแสดงมือโปรออก  

 

ฟางเยวี่ยนที่เบื้องหน้าสวมรองเท้าฟลิบฟล็อปสีชมพูเข้ม ทั้งตัวสวมด้วยชุดผ้าคลุมเฮลโหลคิตตี้สีชมพู สองมือโอบชุดเสื้อผ้าสะอาดและเครื่องอาบน้ำ

 

“นักเรียนฟางเยวี่ยน นี่คือ?” เฉินหมิงแสร้งถาม

 

“ก็อกน้ำในห้องชั้นมันพัง ขอยืมใช้ห้องน้ำบ้านนายหน่อย ไม่ใช้ฟรีหรอก ชั้นจะจ่ายให้”

 

ไม่รอเฉินหมิงตอบตกลง หญิงสาวก้าวเข้ามาภายในพร้อมยัดปึกแบงก์ร้อยใส่อกเฉินหมิง ไม่จำเป็นต้องนับให้เสียเวลา แถบคาดหนึ่งหมื่นหยวนจากธนาคารยังคงคาดไว้อย่างเรียบร้อย นี่สำหรับอาบน้ำเท่านั้น นี่มันอภิมหาแพง

 

“นักเรียนฟางเยวี่ยน อย่าเกรงใจไปเลย แค่ยืมใช้ห้องน้ำแค่นั้นนี่? ไม่ต้องจ่ายหรอก เอาคืนไปเถอะ” เฉินหมิงคิดคืนเงิน แต่ประตูกระจกห้องน้ำถูกเปิดออกและลงล็อคอย่างรวดเร็ว

มองจากด้านนอกผ่านไอน้ำสามารถเห็นเงาร่างภายในกำลังถอดเสื้อผ้า เปิดเผยเรือนร่างขาวนวลเนียน

 

“เงินที่จ่ายไปแล้วชั้นไม่เอาคืน ผ่านมือนายแล้ว มีแต่เชื้อโรค” ฟางเยวี่ยนหันหน้าหากระจกในห้องน้ำ สำรวจร่องรอยฟกช้ำบนใบหน้า เซียวอี้ลงมือรุนแรง ไม่ทราบจะทิ้งรอยแผลไว้หรือไม่?

 

ผู้หญิงอาบน้ำใช้เวลานาน ฟางเยวี่ยนถึงกับอาบไปเต็มๆ หนึ่งชั่วโมงค่อยก้าวออกจากกระไอน้ำอุ่น ประกายตาเปลี่ยนเป็นสดใส บนร่างสวมใส่เสื้อเชิ้ตหลวมตัวหนึ่งกับกางเกงขาสั้น

 

ฟางเยวี่ยนที่ตระเตรียมผละจากไปพลันได้กลิ่นหอมหวลที่โชยมาดึงดูด หญิงสาวหันศีรษะกลับมามองบนโต๊ะห้องนั่งเล่น หม้อน้ำซุปหม่าล่าเต็มล้นกำลังเดือดพล่าน กลิ่นพริกไทยผสมปนครื่องเทศหม่าล่าตลบไปทั่วห้อง

 

“เธอให้เงินมาขนาดนี้ ชั้นละอายใจ มากินด้วยกันเถอะ ถ้วยชามพวกนี้ล้างสะอาด ใช้ตะเกียบกลาง รับประกันความอร่อย” เฉินหมิงนั่งหน้าโต๊ะ ใช้ช้อนคนก้นหม้อ

 

“ชั้น…” ฟางเยวี่ยนเดิมทีคิดพูดว่า “ไม่หิว” แต่ท้องกลับร้องออกมาเสียงดัง “ช่างเถอะ”

 

หญิงสาววางสัมภาระในมือ เดินมาถึงหน้าโต๊ะ นั่งลงตรงข้ามชายหนุ่ม

 

“รอบคอบนักนะ เชิญผู้อื่นกินหม้อไฟหม่าล่า…นายทำอีกสัก 13 หม้อได้ไหมคืนเนี้ย?” ทางอีกฝั่งหนึ่งของกล้องทางไกล เซี่ยวอี้กำลังแทะกินขนมปังด้วยหน้าบูดบึ้ง ขณะที่เฉินหมิงก็แค่ยิ้มเท่านั้น

 

ฟางเยวี่ยนไม่ใช่คนช่างพูดช่างจา จะกินก็คือกิน เธอไม่ได้จะมาพูดกับตาอาจารย์ที่อยู่ตรงหน้านี่ ถึงเธอจะไม่ใช่คนชอบกินของเผ็ด แต่หม่าล่าหม้อตรงหน้านี้ไม่ได้เผ็ดมาก

ซ้ำยังมีเครื่องเทศหลากหลายทำให้ได้รสชาติแปลกใหม่ เธอถึงเผลอตักทานเพิ่มไปโดยไม่รู้ตัวเลยทีเดียว

 

“เธอน่าจะบรรลุนิติภาวะแล้วใช่ไหม?” เฉินหมิงยิ้มก่อนจะหยิบเบียร์แช่เย็นออกมาจากตู้เย็นแล้วยื่นส่งมันไปให้ฟางเยวี่ยน

 

“ถ้านายคิดจะมอมเหล้าฉันล่ะก็ ฉันกลับล่ะนะ” ฟางเยวี่ยนพูดโดยไม่มองหน้า  

 

มีแต่ต้องขจัดความเคลือบแคลงในตัวของผู้ชายตรงหน้าเธอเท่านั้น ทั้งสองฝ่ายจึงจะสามารถร่วมโต๊ะทานอาหารในโอกาสที่หาได้ยากอย่างนี้ต่อไปได้

 

“วางใจได้ ฉันไม่สนใจเด็กน้อยตัวขนอย่างเธอหรอก หรือควรจะพูดว่าฉันไม่สนใจผู้หญิงแล้วดีล่ะ” เฉินหมิงถอนหายใจ กลับมานั่งที่ของตน

 

“นายเป็นเกย์เหรอ? ฉันรู้จักคนอยู่กลุ่มหนึ่งนะ พวกเขาก็เป็นเกย์เหมือนกัน อยากให้ฉันช่วยแนะนำให้ไหม?” ฟางเยวี่ยนเปิดฝาชวดเบียร์แช่เย็น ทั้งเจ้าหล่อนยังไม่ได้ฟาดแค่ขวดเดียวแต่ล่อถึงสอง ในใจของเธอนั้นอดไม่ได้ที่ต้องถอดถอนหายใจ ไก่ย่างน่ะไปลงนรกซะ หม่าล่านี่แหละเข้ากับเบียร์ที่สุดแล้ว!

 

“ฉันไม่ได้เป็นเกย์หรอก ฉันก็แค่ยังมีแผลสดที่ยังไม่ได้รักษาอยู่น่ะ อพาร์ทเม้นท์นี้มันก็ไม่ใช่ถูก ๆ ใช่ไหมล่ะ ฉันถึงกับต้องขายบ้านที่สืบทอดกันมาตั้งแต่แต่รุ่นบรรพบุรุษที่บ้านเกิดของฉันเพื่อจ่ายค่าผ่อนหอนี้เลยนะ ฉันตั้งใจจะให้มันเป็นห้องหอของฉันกับแฟน แต่เธอบ่นเรื่องให้ซื้อบ้านแถวในเมืองถึงจะยอมแต่ง ถึงอย่างนั้นพอฉันซื้อมันมา ฉันก็พบว่าเธอไปอยู่กับเสี่ยที่มีบ้านเป็นคฤหาสน์ ชีวิตหนอ ช่างน่าหัวเราะซะจริง” หยาดน้ำคลอบนดวงตาของชายหนุ่มขณะที่เขายิ้มออกมาอย่างเศร้าสร้อย ก่อนจะยกขวดเบียร์ในมือขึ้นกระดก  

 

    “ขายเนื้อขายตัวเพื่อเงิน แค่เศษกระดาษที่ตายก็เอาไปไม่ได้ ทำไมถึงต้องไปยึดติดกับมันมากนัก” ฟางเยวี่ยนยังคงกินหม่าล่าต่อไปอย่างไม่สะทกสะท้าน

 

    “ชีวิตคนเราน่ะเกิดมาไม่เท่าเทียมกันหรอก ก็อย่างเช่นเธอไงฟางเยวี่ยน ฉันได้อ่านประวัติของเธอแล้ว เธอเป็นลูกสาวของฟางซื่อฉวน ชายผู้ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลินไห่ แน่นอนตั้งแต่เด็กเธอย่อมไม่เคยต้องมาลำบากเรื่องปากท้องอะไร เธอจะมาเข้าใจความทุกข์ยากของคนธรรมดาแบบพวกฉันได้ยังไง” น้ำเสียงของเฉินหมิงแฝงไว้ด้วยความขุ่นเคืองอยู่เล็กน้อย

 

    “แม่ของฉันเคยบอกเอาไว้ว่า เทพเจ้านั้นเป็นผู้เที่ยงธรรม เมื่อท่านมอบสิ่งใดให้เรามา ท่านก็จะช่วงชิงบางสิ่งจากเราไปด้วย เงินน่ะมันทำให้ฉันมีกินมีอยู่อย่างสุขสบายมาตั้งแต่เด็ก แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังไม่เคยได้สัมผัสถึงสิ่งที่เรียกว่าความอบอุ่นจากครอบครัวเลยสักครั้ง

 

    ตั้งแต่ฉันจำความได้ พ่อก็งานยุ่งอยู่ตลอด ถ้าไม่คุยโทรศัพท์ เขาก็อ่านเอกสาร ไม่ก็เซ็นสัญญา ตอน ป.1 ฉันเอารูปวาดของฉันที่ประกวดได้รางวัลชนะเลิศไปให้เขาดู เขาก็ดูมันแล้วเซ็นชื่อลงไป คิดว่ามันเป็นเหมือนสัญญาธุรกิจรึยังไง” ฟางเยวี่ยนไม่เคยบอกใครเรื่องในครอบครัวของเธอมาก่อน แต่เมื่อเธอเริ่มพูดถึงมันแล้ว คำพูดมันก็จะพรั่งพรูออกมาราวกับทำนบแตก

 

“ในช่วงสิบปีมานี้เขายุ่งจนไม่มีเวลากลับมาบ้านด้วยซ้ำ นอกจากช่วงวันปีใหม่ที่เขาจะกลับมาให้อั่งเปาฉันแล้ว ฉันก็แทบไม่ได้เห็นเขาเลยแม้แต่เงา

    ฉันเคยยุให้แม่หนีไปด้วยกัน ผู้ชายคนนี้เขาต่างอะไรกับเครื่อง ATM กัน?

    แต่คุณแม่ผู้แสนขลาดเขลาของฉันก็ยิ้มแล้วบอกออกมาว่า ไม่เป็นไร อยู่ทุกที ท่านไม่อยากหาพ่อเลี้ยงให้มารังแกฉัน

 

    ฉันเลยเริ่มฝึกมวยไทยตั้งแต่ 10 ขวบ ไม่ฝึกเล่นเปียโนอีกต่อไป ไม่ซ้อมเต้นอะไรอีกแล้ว ฉันฝึกซ้อมหนักยิ่งกว่าใคร ๆ เพื่อที่หลังจากจบการฝึกแล้ว ฉันจะได้ไปบอกแม่ว่า แม่จะไปแต่งงานกับใครก็ได้ ไม่ว่าแม่จะแต่งกับใครฉันก็จะปกป้องแม่เอง……

    แต่ถึงอย่างนั้น…แม่เขาก็อยู่ได้ไม่ถึงวันนั้น……”

 

หยดน้ำตาไหลอาบแก้มของฟางเยวี่ยนและร่วงหยดลงไปบนจาน “เผ็ดเกินไปแล้ว! นายต้องปรุงอะไรผิดไปแน่ ๆ ใส่พริกเสฉวนมากเกินไปแล้ว!

   

    ฟางเยวี่ยนแหงนหน้าขึ้น พยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

 

    “ขอโทษ ฝีมือชั้นธรรมดา  เอาเป็นว่าครั้งหน้าจะระวังแล้วกัน ทานต่อไปเถอะ” เฉินหมิงเข้าใจสถานการณ์ดีจึงไหลตามน้ำไป

 

    “เหล้า มีเหล้าไหม?” ฟางเยวี่ยนร้องสั่ง เธอทั้งกินทั้งดื่มไม่ยั้ง

 

    มื้อค่ำดำเนินไปถึงสองชั่วโมงเต็ม ฟางเยวี่ยนที่ดื่มเบียร์มากเกินไปตอนนี้ลงไปนอนอยู่กับพื้นเป็นที่เรียบร้อย ดวงหน้าขาวผ่องมีรอยยิ้มประดับยามนี้ขึ้นสีแดงกระจ่าง เรียวขาคู่สวยตามธรรมชาติของเธองอเข้าหาตัวเล็กน้อย วาดเป็นเส้นโค้งอันงดงาม  

 

    ฟางเยวี่ยนไม่ได้เป็นอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ว่าเธอจะเป็นคนเย็นชาสักแค่ไหน ความรู้สึกที่มันสุมแน่นบีบรัดอยู่ในใจยังไงก็ยังจำเป็นต้องได้รับการระบายออกมาบ้าง บางครั้งอาจารย์แปลกหน้าคนหนึ่ง หม่าล่าหม้อใหญ่อร่อย ๆ สักหม้อ กับเบียร์แช่เย็นอีกสักหนึ่งกองก็เพียงพอจะใช้ทำหน้าที่แทนจิตแพทย์ได้

 

    “นายได้กินแต่ของดี ๆ เห็นน้ำลายฉันไหลออกปากไหมยะ” เซี่ยวอี้โยนขนมปังที่เหลือทิ้งลงถังขยะไปด้วยใบหน้าหงิกงอ

 

    “เดี๋ยวผมจะทำให้คุณกินบ้างวันหลังแล้วกัน ว่าแต่นี่คุณจัดการเจ้าพวกที่อยู่ข้างล่างนั่นรึยัง?” เฉินหมิงเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อหาผ้าห่ม

 

    “ฉันให้ตำรวจแผนกอาชญากรรมมาพาตัวพวกมันกับรถกลับไปที่สถานีแล้ว พวกนั้นบอกว่าคนร้ายลงมือหนักเป็นบ้า เจ้าคนที่บอกว่าตัวเองเป็นพี่ใหญ่โดนหักแขนหักขาเรียบ คงเดินไม่ได้ไป 3 เดือน” เซียวอี้ลุกขึ้นยืนแล้วบิดร่างที่ยึดตึงของตนเพื่อคลายเมื่อย

 

    “ผมอยากรู้ข้อมูลภูมิหลัง”

    “ไม่ต้องห่วง พวกมันก็แค่แก๊งต้มตุ๋นธรรมดา ๆ กลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่นักเลงด้วยซ้ำ ไม่มีความสัมพันธ์ทางการเงินกับบริษัทซินเหลียนเซิ่งแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ฉันชักจะสงสัยซะแล้วสิ กับเด็กสาวที่แสนโดดเดี่ยวขนาดนี้ ใครจะแฝงตัวมาอยู่ข้างเธอได้?”

 

    “ลองหาดูอีกสักวันสองวันเถอะ ถึงตอนนี้ นับว่าพวกเราเริ่มได้ไม่เลวแล้ว”

   

 

    “ฉันจะไปอาบน้ำล่ะ ส่วนนายก็ถือโอกาสนี้ ‘ป้าบ ป้าบ ป้าบ’ ไปเลยแล้วกัน จะได้ไม่เสียดายหม่าล่าร้อน ๆ หม้อใหญ่” เซี่ยวอี้เดินอย่างเอื่อยเฉื่อยไปยังห้องน้ำ

 

    “อย่าลืมประวัติของผมไปสิ ผมไม่ชอบผู้หญิงแล้วนะตอนนี้ แถมยังเป็นครูด้วย จะให้ทำอะไรแบบนั้นได้ยังไง”

 

    “จ้า จ้า จ้า พ่ออาจารย์เกงเก้งที่รักแต่ไม้ป่าเดียวกัน” เซี่ยวอี้ว่าตัดบท จากนั้นจึงถอดหูฟังขนาดเล็กออกจากหู

 

    เฉินหมิงนำผ้าห่มมาห่มให้กับฟางเยวี่ยนที่กำลังหลับปุ๋ยอยู่อย่างระมัดระวัง แต่ทันใดนั้นเอง แม่สาวฟางเยวี่ยนผู้หลับไหลก็พลันฟันศอกสวนขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เป็นปฏิกิริยาตอบสนองจากสัญชาตญาณป้องกันตัวล้วน ๆ

 

    เฉินหมิงใช้มือเดียวรับศอกของเธอไว้ได้อย่างเบามือ ราวกับฟองน้ำที่ดูดซับแรงกระแทกทั้งหมดไป

 

    “เธอต้องเปราะบางขนาดไหนกันถึงสามารถแกร่งกล้าได้ขนาดนี้? นอนหลับให้สบายเถอะ ตอนนี้เธอปลอดภัยแล้ว”

 

เฉินหมิงกระซิบบอกฟางเยวี่ยนเสียงแผ่วเบาหลังจากที่กดนิ้วลงไปที่คอของเธอครั้งหนึ่ง เด็กสาวหลับลึกลงไปในห้วงนิทรายิ่งกว่าเก่า มีรอยยิ้มบางที่มุมปากแย้มขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

 

    6 โมงเช้าของวันต่อมา ฟางเยวี่ยนลืมตาตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เธอมองไปยังเฉินหมิงที่ยังนอนหลับอยู่บนโซฟาแล้วก็เลือกที่จะจากไปเงียบ ๆ โดยทิ้งปึกเงินหมื่นหนึ่งไว้บนพื้นพร้อมกับโน๊ตแผ่นหนึ่งที่เขียนไว้ว่า ‘อาหาร + ที่พัก’

 

    เด็กสาวยังคงติดนิสัยใช้เงินแก้ปัญหาทุกอย่าง แม้กระทั่งการตอบแทนบุญคุณคนอื่น

 

    เฉินหมิงที่แท้จริงแล้วไม่ได้นอนหลับเลยแม้แต่น้อย เมื่อประตูห้องถูกปิดลง เขาก็ติดต่อหาเซียวอี้ทันที “ได้เวลาทำงานแล้ว”

 

    “นายควรจ่ายค่าล่วงเวลาฉันนะยะ!” เซี่ยวอี้ตอบกลับอย่างไม่พอใจ