0 Views

“แม่หนูแรงดีจริงนะ ฟันโยกหมดแล้วรึเปล่าเนี่ย” เซียวอี้นวดปลายคาง ก่อนถ่มเลือดคำหนึ่งไปทางด้านข้าง แก้มข้างหนึ่งบวมเล็กน้อย

 

“มันยังไม่จบหรอกนะ อาจารย์ ชั้นยังสั่งสอนไม่พอ!” เมื่อมองไปทางฟางเยวี่ยนที่ตัวสั่นเทิ้มร่างเขียวช้ำน่วม สภาพอนาถากว่าเซียวอี้สามเท่า

 

 แม้ฟางเยวี่ยนจะเรียนมวยไทยมาตั้งแต่อายุสิบปี แต่อย่างไรย่อมไม่อาจเป็นต่อกรเซียวอี้ที่เป็นคู่ซ้อมกับพ่อและพี่ชายของเธอมาตั้งแต่เล็กได้

 

“ออกแรงเพลินไปหน่อยเลยลืมออมมือ ชั้นนี่มันอ่อนหัดจริง กลับลงมือกับเด็กน้อยอย่างเธอจริงจังขนาดนี้” เซียวอี้สั่นศีรษะกล่าว “เอางี้เป็นไง พวกเราถอยคนละก้าว พอแค่นี้ละกัน”

 

นักเรียนที่ตื่นตระหนกรอบบริเวณต่างเห็นพ้อง ใครจะคาดว่าแค่ซ้อมมือธรรมดาจะกลายเป็นศึกตัดสินเป็นตายกันขึ้นมาได้

 

“ขอโทษแม่ของชั้นก่อน!” ฟางเยวี่ยนคำราม เท้าก้าวออกเตรียมลงมือต่อ ทว่าน่องขวาที่จริงถูกเซียวอี้เตะสกัดใส่ไปแล้วสามครั้งเต็ม ๆ ความเร็วลดลงอย่างชัดเจน

 

“เธอบังคับชั้นเองนะ บางที อยู่โรงบาลก็น่าจะปลอดภัยสำหรับเธอมากกว่า?” เซียวอี้ตั้งท่ายืนเฉียง ออกแรงไปยังท่อนขาขวา เรียวขายาว 105 เซ็นติเมตรเตรียมสะบัดขึ้นโจมตี

 

แต่ชั่วนาทีนี้เอง สัญญาณเตือนภัยลั่นกึกก้อง สายน้ำจากสปริงเกลอร์พร่างพรมลงมา

 

นักเรียนทั้งหลายยื้อแย่งกันวิ่งออกไปนอกประตู ฟางเยวี่ยนเองถูกฝูงชนดันออกไปด้านนอกเช่นกัน  แต่ยังคงไม่ลืมหันกลับมอาฆาตด้วยไรฟันชโลมเลือด “เธอติดค้างคำขอโทษแม่ชั้น!ชั้นจะกลับมาแน่!”

 

“เจ้าพวกเด็กรุ่นนี้ หมดทางเยียวยาแล้วจริงๆ” เซียวอี้ยืนอยู่ใต้กระแสน้ำ ไม่กังวลเรื่องไฟไหม้แต่อย่างใด หมุนกายเดินออกจากโรงยิมทางประตูหลัง

 

ที่แท้ตัวก่อความวุ่นวายอย่างเฉินหมิงกลับยืนอยู่ใต้ต้นไม้ทางประตูด้านหลังโรงยิม บนใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มบริสุทธิ์ไร้เดียงสา

 

“เช็ดหน่อยเถอะ เปียกหมดแล้ว โรงเรียนนี้ไอเย็นมาก เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ” ชายหนุ่มยื่นผ้าขนหนูผืนหนึ่งมาให้

 

“นายต้องมีปัญหาแน่ๆ ? อยู่กับนายไม่เปียกก็ต้องวิ่ง นี่ชาติก่อนชั้นติดหนี้อะไรนายกันเนี่ย?” เซียวอี้บ่น เสื้อสีขาวรัดรูปบนร่าง รวมทั้งกางเกงขาสั้นที่เปียกชุ่มจนมองทะลุถึงชุดชั้นในภายใต้อย่างชัดเจน

 

“โทษชั้นไม่ได้นะ เธอก็เกินไป อย่าลืมสิ พวกเราเป็นบอดี้การ์ดนะ ไม่ใช่มือสังหาร” เฉินหมิงกล่าวเตือน

 

“นายไม่เห็นเหรอว่าแม่เด็กนั่นใช้กระบวนท่าแบบไหน? ศอกแทงใบหน้า เข่ากระแทก ทั้งหมดเป็นกระบวนท่าสังหาร ตัดสิ้นเผ่าพันธุ์ โหดเหี้ยมถึงขนาดนี้ แม้แต่พระโพธิสัตว์ยังต้องโมโห!แต่ต้องยอมรับว่าฝีมือของเธอไม่เลว หากเข้าสอบวิชาต่อสู้ประชิดตัวโรงเรียนตำรวจต้องได้คะแนนเต็ม อันธพาลสามคนรุมยังไม่ใช่คู่มือเธอ” เซียวอี้คลุมศีรษะด้วยผ้าขนหนู ส่วนก้นยังคงเหนอะหนะไม่ใคร่สบายตัวนัก

 

“ยิ่งเป็นแบบนั้น เธอยิ่งตกอยู่อันตราย แบบเดียวกับคนที่จมน้ำตายส่วนใหญ่มักเป็นคนว่ายน้ำเป็นนั่นแหละ ยิ่งหล่อนมีความสามารถทางการต่อสู้ ยิ่งละเลยต่อสัญญาณอันตราย เธอทำได้ดีมาก ไปอาบน้ำเถอะ”

 

เฉินหมิงกล่าวจบก็หมุนกายจากไป แต่จู่ๆ ก็หันกลับมาอีก “จริงสิ ต่อไปอย่าสวมกกน.ลายลูกไม้เลย พอเปียกแล้วมันเปียกจนแทบโปร่งใสเลยล่ะ”

 

“ไอ้โรคจิต!” เซียวอี้มองลงเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว นับว่ามองเห็นเลือนรางอยู่จริงๆ หญิงสาวรีบนำผ้าขนหนูห่อร่างท่อนล่างของตนเองไว้

 

ถึงยามค่ำคืน ฟางเยวี่ยนผู้ทำแผลในโรงพยาบาลโรงเรียนเสร็จสิ้น ทันทีที่เสียงสัญญาณเลิกเรียนดังกังวาน เครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ EBR ของเด็กสาวก็ส่งเสียงกระหึ่ม ทะยานออกจากประตูโรงเรียน

 

หญิงสาวออกจากบ้านมาอยู่คนเดียวเมื่อสองปีก่อน ซื้อห้องที่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนักไว้ห้องหนึ่ง นอกเหนือจากเงินค่าขนมที่ต้องเข้าบัญชีทุกเดือนแล้ว ฟางเยวี่ยนกับบิดาฟางซื่อฉวนนับว่าไร้ซึ่งปฏิสัมพันธ์ใดโดยสิ้นเชิง

 

หญิงสาวที่คุ้นชินกับการอยู่ลำพังอาศัยเส้นทางเดิมขับขี่กลับสู่สถานที่พัก ขณะกำลังจะจอดรถ รถเก๋งฮอนด้าคันด้านข้างกลับเบนและถอยหลังมากะทันหัน  ล้อจักรยานยนต์ของฟางเยวี่ยนกระแทกเข้ากับกันชนหลังของอีกฝ่าย นี่เรียกว่าของดีไม่มีของถูก รถเก๋งยี่ห้อพื้นๆ กันชนหลุดออกมาในทันใด ล้อจักรยานยนต์ของฟางเยวี่ยนเพียงสะกิดเศษยางออกมาได้นิดหน่อยเท่านั้น

 

ประตูรถเก๋งเปิดออกทั้งสี่ด้าน อันธพาลในเชิ้ตลายดอกใส่โซ่ทองคล้องคอเดินลงมาห้าคน

 

“แม่งเอ๊ย พี่ใหญ่ รถพี่ถูกชนเละเลย!”

อันธพาลน้อยลูกกระจ๊อกมองไปยังกันชนที่ร่วงก่อนร้องออกมาอย่างเกินจริง

 

“แม่หนูน้อยใจกล้าไม่เบา พี่ใหญ่เราเพิ่งซื้อรถใหม่ จ่ายไปสี่แสนกว่า ถูกเธอชนแบบนี้ จะชดใช้ยังไง?”

 

“หยุดๆๆ พวกนายอย่าทำให้น้องเค้าตกใจสิ ให้ชั้นดูหน่อย” คนที่อายุมากสุดประมาณ 24 ปีเท่านั้น เดินมาด้วยท่าพี่ใหญ่ถึงหลังรถ มองไปยังกันชนก่อนแค่นหัวเราะเย็น “ไม่เบาจริงๆ น้องสาว พี่ก็ไม่อยากให้น้องลำบาก ค่าทำขวัญ ค่ารักษาพยาบาลอะไรพวกนี้ไม่ต้องจ่าย จ่ายมาแค่ค่าซ่อมรถก้พอ พี่ให้เลขลัคกี้นัมเบอร์กับน้องละกัน เอาเป็น 8888 หยวน ถือซะว่าราคาเพื่อนฝูง”

 

“เรื่องที่สามารถใช้เงินแก้ปัญหาได้ ชั้นไม่เคยขี้เหนียวมาก่อน….” ฟางเยวี่ยนกล่าวพร้อมตวัดขาลงจากรถ ถอดหมวกกันน็อคเผยให้เห็นใบหน้าเย็นชา ตาขวายังมีผ้าปิดแผล มุมปากเขียวช้ำ

 

“แต่นั่นเฉพาะกับคนด้วยกัน สำหรับกับพวกสุนัขต้มตุ๋นอย่างพวกแก ชั้นชอบหักขาสุนัขก่อนค่อยยอมจ่ายค่ารักษา”

 

“แม่นี่ห้าวไม่เบานี่หว่า? พวกพี่ จะรอดูว่าน้องจะหักขาสุนัขยังไงนะจ๊ะ?” หัวหน้าใหญ่ส่งสัญญาณคำหนึ่ง ลิ่วล้อที่เหลือล้อมเข้ามาทันที

 

ขณะที่ฟางเยวี่ยนกำลังตั้งท่าออกกระบวน กลับปรากฏเงาคนขึ้นขวางด้านหน้า บดบังร่างเธอไว้ด้านหลังมิดชิด คน ๆนั้นมือหนึ่งถือถุงพลาสติก มือหนึ่งถือกระเป๋าทำงาน วิ่งอย่างรีบร้อนลนลานจนแว่นร่วงลงพื้น

 

“พี่ชายหลายท่านนี้อย่าเพิ่งๆ เด็กน้อยไม่รู้ความ อย่าเอาเรื่องเอาราว มีเรื่องอะไรก็คุยกับผมนี่! ผมเป็นอาจารย์เธอ” เฉินหมิงแตกตื่นจนขาทั้งสองสั่นเทิ้ม สองแขนกางออกกั้นฝูงอันธพาล ทางด้านหลังพยายามดันฟางเยวี่ยนไปทางประตูอพาร์ทเม้นต์

 

“นายปัญญาอ่อน ใครเรียกให้นายช่วย? พวกนี้มันอันธพาลชั้นต่ำ!มันฟังเหตุผลที่ไหน?” ฟางเยวี่ยนขมวดคิ้ว

 

“นังหนู ใครคืออันธพาลชั้นต่ำ? ถ้ากล้าก็ลองพูดอีกครั้งซิ!” หนึ่งในกลุ่มอันธพาลโมโห มันควักมีดพับออกมาสะบัด

 

“เธอหยุดพูดไปเลย รีบไป ตรงนี้ชั้นจัดการเอง!” เฉินหมิงคว้าฟางเยวี่ยนดันเข้าประตูอพาร์ทเม้นต์

 

“นาย ตาครูปัญญาอ่อน ถ้าอยากโดนดีนักก็ตามใจ ชั้นไม่สนนายแล้ว” ฟางเยวี่ยนขึ้นลิฟท์ไปด้วยความโกรธ ทิ้งชายหนุ่มไว้ท่ามกลางกลุ่มอันธพาล

 

“ไอ้สี่ตา ชอบทำตัวเป็นฮีโร่ว่างั้น?” หัวโจกอันธพาลโยนกรอบแว่นตาสีดำที่ถูกเหยียบแตกละเอียดไปแล้วมาทางเฉินหมิง

 

“นังนั่นด่าพวกเราไว้กี่ประโยค แกได้นับมั้ย? รวมกับค่าซ่อมรถทั้งหมด 18888 หยวน ถ้าไม่มี ชั้นจะตีแกให้เดี้ยง”

 

“ถึงนักเรียนของชั้นจะไม่เก่งเรื่องการสื่อสารเท่าไหร่ แต่เธอพูดถูกอยู่อย่างนึง” คนที่เฉินหมิงกลัวขึ้นลิฟท์ไปแล้ว สายตาแย้มยิ้มเลื่อนมองไปยังกระเป๋าเสื้อ “กับพวกอันธพาลชั้นต่ำ พูดเหตุผลไปก็เปล่าประโยชน์”

 

“เชี่ยเอ๊ย ! เอามันเลย !” หัวโจกสั่งการ ลิ่วล้อทั้งสี่พุ่งเข้าใส่

 

   

เมื่อขึ้นลิฟท์มาถึงชั้น 16 ที่ห้องตนเองอยู่ ฟางเยวี่ยนคิดแล้วคิดอีก แต่กลับไม่ก้าวเข้าไป หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหา 110 “ฮัลโหล ชั้นคือประชาชนจิตใจดีมีเมตตาที่ไม่ดูดาย ที่อพาร์ทเม้นต์ xx ตอนนี้ที่ชั้นล่างมีกลุ่มอันธพาลนักต้มกำลังรุมคนธรรมดาสี่ตาคนนึง ตอนนี้คงถูกปล้นอยู่ พวกคุณรีบ…”

 

ฟางเยวี่ยนไม่ทันกล่าวจบ ประตูลิฟท์เปิดออกอีกครั้ง เฉินหมิงสวมกรอบแว่นที่เลน์แตกละเอียด ในมือถือถุงพลาสติกก้าวเดินออกมา

 

“ครับ คุณผู้หญิง ไม่ทราบมีคนร้ายกี่คนนะครับ?” ทางปลายสายเป็นเสียงตำรวจหญิงกล่าวถาม

 

“อะ ไม่มีอะไรแล้ว เมื่อกี้ชั้นละเมอน่ะ ขอโทษด้วย” ฟางเยวี่ยนตัดสาย ตวัดสายตามองสำรวจเฉินหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างถี่ถ้วน “นายทำไมขึ้นมาเร็วขนาดนี้ พวกสวะนั่นล่ะ?”

 

“โอ้ ชั้นไล่ไปแล้ว” เฉินหมิงกล่าวยิ้มๆ

 

“นายจ่ายไปแล้ว?”

 

“จะเอาเงินที่ไหนไปจ่ายได้ เพียงแต่ทุกคนต่างเป็นคนมีวัฒนธรรม พูดกันดีๆก็รู้เรื่อง ชั้นสอนพวกนั้นไปว่าการดักต้มรีดไถแบบนี้ผิดกฏหมาย พวกนั้นก็ยอมรับผิด แล้วก็ไป” เฉินหมิงเล่าอย่างเรียบง่าย

 

“นายล้อชั้นเล่นรึไง? พวกนั้นมันอันธพาล นายคิดว่าตัวเองเป็นโพธิสัตว์เทศน์เปลี่ยนสันดานคนได้รึไง? ช่างเถอะ ชั้นเบื่อจะสนนายแล้ว ไม่มีอะไรก็ดีแล้ว ไปเถอะ…” ฟางเยวี่ยนกล่าวจบ ก็เปิดประตูรักษาความปลอดภัยห้องหมายเลข 1601

 

“บังเอิญจัง ที่แท้เราก็เป็นเพื่อนบ้านกันผมเพิ่งซื้อกับข้าวมาพอดี  ไม่งั้นพวกเรา..” เฉินหมิงยกถุงพลาสติกขึ้นมากล่าวด้วยความร่าเริง

 

“ไม่เอา” ฟางเยวี่ยนตัดบท ก่อนปิดประตูปัง เฉินหมิงเดินกลับห้องหมายเลข 1602 ไปอย่างโดดเดี่ยว

 

มองอาจารย์ปัญญาอ่อนเดินเข้าห้องทางตาแมว กลับเป็นเพื่อนบ้านกันจริงๆ ฟางเยวี่ยนรู้สึกตัวเองโชคร้ายพอแล้ว ไม่แค่โดนหาเรื่อง ยังมีอาจารย์เป็นเพื่อนบ้าน ยังจะมีอะไรแย่ไปกว่านี้อีก

 

แต่ยังดีที่ต้องอยู่อีกแค่ครึ่งเดือนก็ได้ไปจากที่นี่แล้ว ไม่งั้นไม่รู้ต้องทนอึดอัดอีกนานเท่าไหร่…

 

หญิงสาวสลัดเสื้อผ้าบนร่างออก ไม่เปิดไฟ อาศัยแสงจันทร์ที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่างเดินไปหน้าตู้เย็น เปิดประตูตระเตรียมอุ่นอาหารแช่แข็งทาน กลับพบว่ากล่องสุดท้ายหมดไปแล้ว

 

“ไม่น่า? จำได้ว่าเหลืออยู่กล่องนึงนี่นา?” ฟางเยวี่ยนกุมศีรษะด้วยความสับสน ช่างเถอะ ไม่กินก็ไม่กิน เดินมาถึงห้องน้ำ หมุนก็อกน้ำเตรียมอาบ แต่รออยู๋ครึ่งค่อนวันยังไม่มีน้ำออกมาซักหยด

 

“เชี่ย วันนี้มันวันซวยอะไรวะเนี่ย!?” ฟางเยวี่ยนแทบกระอักเลือด อยากดูปฏิทินจริงๆ ทำไมมันซวยอย่างนี้

 

ขณะเดียวกัน ลีชางซิวก้าวเดินออกจากประตูหลังตึก ในมือถือกล่องอาหารแช่แข็งและก็อกน้ำ

ใบหน้าของบุรุษชาติเกาหลีปรากฏรอยยิ้มก่อนโทรหาเฉินหมิง “พี่น้องช่วยได้แค่นี้ล่ะ เรื่องต่อจากนี้ก็สานต่อเองนะ”

 

เมื่อชายหนุ่มเดินออกจากอพาร์ทเม้นต์มาถึงลานจอดรถ กลับพบว่ารถเก๋งฮอนด้าคันนั้นกำลังโยกอย่างแรง

“คนสมัยนี้ก็น้า ไม่มีความละอายเอาซะเลย ฟ้ายังไม่มืดก็มาขย่มรถกันซะแล้ว”

 

ลีชางซิวสูดลมหายใจเข้าปอด ก้าวเดินไปอย่างปลอดโปร่ง กลับพบว่าบนรถไม่มีเงาคนแม้แต่คนเดียว แต่รถยังคงโยกเขย่าไม่หยุด

 

“หรือจะเป็นผีเฮี้ยนตามตำนาน?” ลีชางซิวใจกระตุก พอดีได้ยินเสียงร้องออกมาจากรถ

 

ชายหนุ่มเปิดกระโปรงท้ายรถออกด้วยความสังหรณ์ เจออันธพาลห้าคนสภาพอ่วมถูกอัดอยู่ท้ายรถ มองเห็นพวกมันหัวท้ายพันกันจนหมดสภาพมนุษย์ สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าเฉินหมิงยัดพวกนี้เข้าไปได้ยังไง

 

“เฮ้อ  แหย่ใครไม่แหย่ ดันมาแหย่หมอนั่น โชคร้ายจริงๆ” ลีชางซิวสูดหายใจ ปิดกระโปรงท้ายรถลง

“เขย่ากันต่อไปก็แล้วกัน”