0 Views

 

“ครูที่น่าสนใจอะไรขนาดนี้” นี่เป็นความประทับใจที่เด็กห้องหนึ่งมีต่อเฉินหมิงในช่วงครึ่งคาบเรียนหลัง แม้ว่าเนื้อหาทั้งหมดที่เขาสอนจะมาจากหลักสูตรมาตรฐานตามตำรา แต่เขาชอบที่จะยกตัวอย่างด้านการทหารและคำถามของเขาก็จะแปลกประหลาดอยู่เสมอ

 

สไนเปอร์จะทำเฮดช็อตต้องปรับมุมยิงกี่เซนติเมตร? หรือ  ทุ่นระเบิดจะส่งคนบินขึ้นฟ้าได้สูงแค่ใหนเมื่อไปเหยียบมัน?

 

….คำถามอันแปลกประหลาด ทว่าน่าสนใจ การสอนของเขาเริ่มโน้มน้าวเด็กที่ดื้อด้านทั้งหลายในชั้นเรียนให้หันมาตั้งใจฟัง เนื่องจากคำถามเหล่านั้นต้องใช้การคิดวิเคราะห์อย่างมาก

 

ชั้นเรียนคึกคัก เฉินหมิงวิพากษ์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาการป้องกันในการแข่งขัน

 

“พวกแกแม่งโคตรสนุกสนานกันเลยว่ะ อย่างกับพวกเองคิดว่าตัวเองเป็นนักเรียนดีเด่นงั้นแหละ?” หัวกังนั่งกอดอก กล่าวอย่างไม่ค่อยเป็นมิตร พลันทำให้บรรยากาศการเรียนหายไปหมดในทันที

 

ตอนนี้เองเสียงกริ่งก็ดังขึ้น คลาสสอนแรกในชีวิตของเฉินหมิงได้จบลงแล้ว ดูเหมือนจะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ว่าในช่วงสำคัญๆก็ทำได้ไม่เลว ปัญหาเพียงอย่างเดียวคือการสื่อสารระหว่างฟางเยวี่ยนและเฉินหมิงนั้นมีเพียงแค่นิ้วกลางหนึ่งนิ้ว

 

เวลาพักมีทั้งหมด 10 นาที อาจจะไปเข้าห้องน้ำหรือหาซื้อของขบเคี้ยวก็ได้ แถมยังมีพ่อบ้านที่คอยยื่นส่งกระดาษทิชชู่ให้กระทั่งในห้องน้ำ  ร้านขายขนมเองก็มีพนักงานดูแลอยู่ถึง 30 คน

เฉินหมิงซื้อมื้อเช้าของตนเองและขึ้นไปยังดาดฟ้าของตึกตรงข้าม ชายหนุ่มนั่งลงตรงหน้ารั้วลวดหนาม มองไปยังชั้นเรียนของ ม.6 ที่อยู่ห่างออกไปพลางกัดขนมปังไปด้วย

 

ช่วงที่ยังไม่หมดเวลาพักเด็กนักเรียนยังคงเล่นอยู่รอบๆห้อง ส่วนฟางเยวี่ยนก็ยังคงหลับอยู่ที่โต๊ะเรียนของตนเอง เธอช่างประดุจเจ้าหญิงนิทราท่ามกลางแสงอาทิตย์ เสียงรบกวนรอบด้านไม่ส่งผลกระทบใดๆต่อเด็กสาวแม้แต่น้อย

 

“นายอยู่นี่เอง รู้สึกยังไงบ้างที่ได้เป็นครู?” เซียวอี้สวมใส่เสื้อกั๊กกีฬา กางเกงกีฬาขาสั้น และรองเท้ากีฬาสำหรับคลาสสอนของเธอ

 

“โอ้ อาจารย์เซียวจิง คุณทานมื้อเช้าหรือยัง?” เฉินหมิงยิ้มพร้อมส่งขนมปังให้เซียวอี้

 

“โอ๊ยย พอ! สนุกนักรึไง?” เซียวอี้มองไปรอบๆดาดฟ้าอันว่างเปล่า และมีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้นที่ดำรงชีวิตอยู่บนดาดฟ้านี้

 

“ผมได้ยินมาว่าคุณจบมาจากสถาบันตำรวจ คุณอยู่สาขาอะไรเหรอ?”

 

“ชั้นอยู่สาขาที่ชื่อว่า ‘กระทืบไอ้พวกเวร’ จะลองไม๊ล่ะ?” เซี่ยวอี้นั่งลงข้างเฉินหมิงพร้อมกับมองตรงไปยังฟางเยวี่ยน

 

“โรงเรียนนี้มีโรงพยาบาลพิเศษอยู่ในตัว ฉันไปเช็คที่นั่นมาเพื่อหาข้อมูลของฟางเยวี่ยน การประเมินทางแพทย์จิตวิทยาเกี่ยวกับเธอคือ ‘มองคนในแง่ร้ายและชอบพูดคุยด้วยความรุนแรง’ รวมถึงเป็นออทิสติกอ่อนๆ  เธอไม่สนใจมีปฏิสัมพันธ์กับทุกคนรอบกายรวมถึงคุณหมอจิตวิทยาด้วย จากการตามสืบของชั้น ครูประจำห้อง 1 บอกว่าเธอไม่ค่อยจะมีเพื่อนและไม่สนใจการสอนใดๆในชั้นเรียนอีกทั้งไม่ตอบคำถามใดๆทั้งสิ้น แต่เธอก็ยังคงเรียนดีติด 10 อันดับแรก รวมถึงมีผลการตรวจสอบออกมาว่าเธอมี IQ สูงถึง 140”

 

“สมมติฐานได้ว่าเธอน่าจะเป็นอัจฉริยะ เหมือนว่าจะได้รับสืบทอดมาจากพ่อของเธอ” เฉินหมิงกล่าวพร้อมกัดขนมปัง

 

“เธอมีงานอดิเรกแปลกๆอยู่อย่าง ‘มวยไทย’ เธอเริ่มฝึกมวยไทยเมื่ออายุได้ 10 ขวบ ตอนนี้เธอก็อยู่ในชมรมศึกษามวยไทยแต่ไม่ค่อยได้อยู่ที่นั่นนานมากนัก” เซียวอี้ได้เก็บข้อมูลเสร็จแล้วในช่วงที่เฉินหมิงกำลังสอนในคาบที่ผ่านมา

 

“เด็กสาวที่ชอบต่อยตีไปทั่วเป็นเด็กดีเสมอ พวกเธอมีความสามารถในการป้องกันตนเอง ผมว่าคาบต่อไปของเธอน่าจะเป็น พลศึกษา?” เฉินหมิงจ้องไปที่เซียวอี้พร้อมรอยยิ้ม

 

“เย้…อะไรนะ?” เซียวอี้มีลางสังหรณ์…ที่ไม่ดีเลย

 

“ก็แค่ให้นักเรียนฝึกต่อสู้กันอย่างอิสระ ให้พวกเขาได้ยืดกล้ามเนื้อซักหน่อย” เฉินหมิงฉีกยิ้มอันแสนชั่วร้าย

 

“แต่ฟางเยวี่ยนดูไม่เหมือนจะเป็นเด็กที่ฟังคำสั่งอาจารย์เลยนะ”

 

“เธอเป็นมนุษย์ มนุษย์ทุกคนล้วนมีจุดอ่อน เราได้รู้มาว่าเธอออกจากบ้านไปหลังจากที่แม่ของเธอเสียชีวิตลง ดูเหมือนว่าเธอจะรักแม่มากๆ…” เฉินหมิงหยุดกล่าวคำ

 

“คือนายจะให้ชั้นเป็นตัวร้าย?” เซียวอี้เริ่มเข้าใจกับสิ่งที่เฉินหมิงกำลังพูดอยู่

 

“ยาดีก็ต้องมีรสขม ผมต้องรู้ว่าเธอมีความสามารถขนาดใหนในการป้องกันตนเอง” เฉินหมิงจัดการขนมปังคำสุดท้าย

 

“ขณะนี้เป็นวิชาพลศึกษา ขอให้นักเรียนทุกคนแต่งกายด้วยชุดกีฬา และไปรวมกันที่โรงยิม” เสียงประกาศดังขึ้น

 

“เอาล่ะ ชั้นจะพูดง่ายๆ ชั้นคืออาจารย์ของพวกคุณชื่อว่าเซียวจิง ชั้นรู้จักชื่อของพวกคุณแล้วจากใบรายชื่อ วันนี้ชั้นจะสอนพวกคุณเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้และป้องกันตัว ด้วยการต่อสู้แบบอิสระ” เซียวอี้กล่าวกับเด็กนักเรียนด้านหน้าของเธอ

 

“อาจารย์ ผมเก่งมากเรื่องป้องกัน” หัวกังกล่าวพร้อมรอยยิ้มอันร้อนเร่า

 

“โอเค นายขึ้นมาทดสอบเลย ไอ้หนู เอาเสื่อมา”

ผ่านไป 5 นาที นักเรียนทุกคนก็นั่งล้อมอยู่รอบๆเสื่อ

 

หัวกังผู้ถนัดด้านการป้องกันได้จ้องตรงไปด้วยดวงตาคู่เล็กๆของเขา มองไปยังภาพทิวทัศน์ที่กลับหัวกลับหาง

 

“เชี่ยไรวะ…” เขากระแทกลงพื้นอย่างแรกหลังจบคำพูด

 

หัวกังหนักถึง 200 ปอนด์(ประมาณ 90 กิโลกรัม)ด้วยส่วนสูง 200 เซนติเมตร และเขาคือคนแรกที่ออกมาท้าทายอาจารย์คนใหม่ในการต่อสู้แบบอิสระ มือของเขายื่นตรงไปเพื่อที่จะคว้าคัพ 32 คู่นั้น ทว่าก่อนที่เขาจะได้แตะต้องภูเขาสมบัติอันล้ำค่า  เขากลับถูกคว้าข้อมือโดยเซียวอี้ ขาของเขาลอยขึ้นจากพื้น ทั้งตัวของเขาลอยข้ามไหล่ของเซียวอี้ไปและตกกระแทกเสื่ออย่างแรง

 

“ว้าว ดูเหมือนนายจะไม่ได้เก่งอย่างที่ปากว่า อยากจับนมเหรอ? ยังไม่หย่านมรึไง?” คำพูดของเซียวอี้เรียกเสียงหัวเราะจากเด็กคนอื่นๆ

 

“หยุดหัวเราะนะเว้ย!” หัวกังตะโกนอย่างโมโห แต่ทว่าเขาไม่สามารถทำอะไรกับอาจารย์คนใหม่ได้ ในเมื่อเธอเป็นถึงระดับมือโปร

 

“การต่อสู้แบบอิสระนี้ไม่ใช่แค่น้ำหนัก หรือ ส่วนสูง ทั้งประสบการณ์ ปฏิกิริยาตอบสนอง ทักษะ ก็ล้วนสำคัญอย่างมากทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กผู้หญิง หากเธอโดนจู่โจมโดยผู้ชายตัวโต อย่าถอย เพียงใช้สิ่งแวดล้อมให้เป็นประโยชน์มันก็ช่วยเพิ่มโอกาศให้เรา มันอาจจะยากที่จะโยนอีกฝ่ายออกไป แต่ทว่าการจะสกัดให้อีกฝ่ายล้มน่ะไม่ยากเท่าไหร่” การสอนของเซียวอี้ เริ่มทำให้เหล่าเด็กสาวหันมาชื่นชมในตัวเธอ

 

“เอาล่ะ มีใครออกมาสาธิตให้เพื่อนๆดูหน่อยได้ไม๊? ใช่แล้ว เธอ ชั้นจำได้เธอชื่อฟางเยวี่ยน ใช่ไม๊?” ทุกคนมองไปยังฟางเยวี่ยนที่มุมของโรงยิม เธอกำลังหลับอยู่บนพื้น

 

นักเรียนคนอื่นเรียกเธออย่างเป็นมิตร “นี่ อาจารย์กำลังเรียกเธอน่ะ!”

 

“ไม่ต้องสนใจ ก็แค่เรียกคนอื่นแทน” ฟางเยวี่ยนไม่แม้แต่เปิดตา

 

“ดูเหมือนคุณจะไม่ค่อยชอบมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นซักเท่าไหร่นะ ระวังหน่อย นอนมากไปอาจเป็นอันตรายต่อสมองของเธอได้ มาออกกำลังซักหน่อยดีกว่าน่า” เซียวอี้เท้ามือบนสะโพกขณะกล่าว

 

“อาจารย์เซียว อย่าไปยุ่งกับเธอเลย เธอ…” เด็กสาวกล่าวอย่างระมัดระวัง

 

“ดื้ออะไรงี้ สงสัยที่บ้านคุณแม่คงไม่ได้อบรมมาสินะ” เซียวอี้ยิ้ม พร้อมกับฟางเยวี่ยนที่เปิดตาซึ่งเต็มไปด้วยโทสะขึ้นมา

 

“คุณแค่อยากจะสู้กับใครก็ได้ใช่ไม๊?” ฟางเยวี่ยนลุกขึ้นจากพื้นพร้อมเดินตรงไปยังเซียวอี้

 

“นี่ไม่ใช่การต่อสู้ นี่เรียกว่าการสอน แต่เธอจะคิดว่างั้นก็ได้” เซียวอี้สัมผัสได้ถึงความเป็นศัตรูที่พุ่งตรงมาจากฟางเยวี่ยน

 

“ถ้าเธอขอขมาต่อแม่ของชั้น จะถือซะว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น” ฟางเยวี่ยนจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเซียวอี้ด้วยความโกรธ ขณะตั้งท่าพร้อมสู้ของมวยไทย

 

“ชั้นจะขอโทษก็ต่อเมื่อเธอชนะ หรือว่าเธอเป็นเด็กไร้มารยาทแม่ไม่สั่งสอน” เซียวอี้กล่าวอย่างสบายอารมณ์

 

“เธอต้องชดใช้กับคำพูดของเธอ” ฟางเยวี่ยนสูงพอๆกับเซียวอี้ แต่ว่าตัวผอมบางกว่า เธอสามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็วมากๆ เซียวอี้ประหลาดใจเล็กน้อย

 

ดูเหมือนฟางเยวี่ยนจะฝึกมวยไทยถึงระดับสี่ นั่นนับว่าเกินจินตนาการหากคำนวณจากอายุของเด็กสาว

ฟางเยวี่ยนพุ่งตรงไปยังเซียวอี้พร้อมเหวี่ยงข้อศอกขวาไปยังไหล่ของเซียวอี้อย่างรุนแรง เซียวอี้ป้องกันได้สำเร็จด้วยท่อนแขนทว่ากลับทำให้เธอเจ็บเข่าเล็กน้อย

 

มวยไทยเป็นแก่นสารรากเหง้าของประเทศไทย เป็นศาสตร์แห่งการสังหารและต้องใช้การเคลื่อนไหวที่ยืดหยุ่น ข้อศอกของมนุษย์แข็งแกร่งกว่าหมัด ระยะง้างก็สั้นกว่าและยังมีความรวดเร็วกว่าหมัดอีกด้วย

 

เซียวอี้ผลักฟางเยวี่ยนถอยไปด้วยฝ่ามือเดียว ทว่าฟางเยวี่ยนกลับหมุนตัวพร้อมกับซัดลูกเตะใส่เซียวอี้ เซียวอี้ยังไม่บาดเจ็บแต่ทว่าเธอกลับถอยหลังไปสองก้าว

 

“ราชินีเจ้าสังเวียนฟื้นคืนแล้ว…” หัวกังสั่นสะท้าน เขาเคยปะทะกับฟางเยวี่ยนเมื่อสองปีก่อน ผลคือเขาถูกกระทืบเละ ทำให้เขาต้องนอนเฉยๆอยู่บนเตียงเป็นสัปดาห์ด้วยเหตุนี้ทุกๆคนจึงเรียกฟางเยวี่ยนว่า “ราชินีเจ้าสังเวียน”

 

“ไม่ปราณีเลยนะสาวน้อย ชั้นคงโดนเล่นงานเละไปแล้วถ้าชั้นไม่ใช่ระดับโปร” นั่นทำให้เซียวอี้โมโหเล็กน้อย เหมือนกับเธอเล่นเกมส์แพ้เด็กหญิงตัวเล็กๆ

 

“แล้วไง? พ่อชั้นรวย ชั้นก็แค่จ่ายค่าเสียหายหลังหักขาเธอทิ้ง นี่เธอต้องขอบคุณชั้นมากๆเลยนะ” ฟางเยวี่ยนเย้ยหยันเซียวอี้

 

“ถ้างั้น มาหักขาชั้นเลยสิ เธอกล้ารึเปล่า?” เซียวอี้ลืมไปแล้วว่าเธอคือคุณครู เธอกระชับกล้ามเนื้อตนเองพร้อมยืนในท่าเตรียมต่อสู้

 

“เธอเป็นอาจารย์ ชั้นคงต้องสนองตามคำสั่งเธอสินะ” ฟางเยวี่ยนพุ่งเข้าหาเซียวอี้

 

—————————————————–

เมดน้อยค่า หายไปนานมาก พอดีว่าง เลยแอบๆมา(ซึ่งตอนนี้งานเข้าอีกแล้ว แงงงง)