0 Views

เช้าตรู่เวลา 7 นาฬิกา รถเอสยูวีสีดำสนิทหยุดนิ่งตรงทางเข้าสำนักงานบอดี้การ์ดตระกูลเฉิน มือสไนเปอร์ในสูทดำมันเลื่อมมาถึงหน้าประตู แต่ก่อนที่เขาจะทันเคาะประตู เซียวอี้ก็เปิดออกมาพร้อมชุดกระโปรงคาวบอยสั้น ท่อนบนสวมใส่ด้วยสายเดี่ยวแนบเนื้อ มัดผมหางม้า

เห็นได้ชัดว่าเซียวอี้ตอนนี้อารมณ์เสียอย่างหนัก ในมือยังถือปืนพกไว้ ประกายดวงตาดุดันแข็งกร้าว ราวกับสามารถะเบิดหัวใครก็ได้ที่เจ๋อออกมาในตอนนี้

“สวัสดีครับคุณผู้หญิงเซียวอี้คนสวย ผมคือลีชางซู เป็นคนเกาหลี ผมเข้าใจว่าระหว่างเรามีความเข้าใจผิดกันเล็กน้อยเนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผมต้องขออภัยต่อคุณผู้หญิงจากความไร้กาละเทศของผม ผมเชื่อว่าหากคุณเก็บปืนลง พวกเรายังคงสามารถเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้” ลีชางซูพยายามอย่างสูงในการทำตัวให้ดูเป็นมิตร อันที่จริง ใบหน้าของเขาละเอียดงดงาม สูง 178 ซม. รูปร่างบางคางแหลม ดวงตาระหง รวมกับผิวขาวเนียน ดูไปไม่เหมือนมือสไนเปอร์ที่ต้องตรากตรำกรำแดดลมเลยแม้แต่น้อย

 

“นายขี้ก้าง ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้น! เพื่อนกันปกติไม่เล็งเป้าใส่กัน และไม่ทำให้ชั้นต้องกลับบ้านทั้งตัวเปียกๆด้วย ชั้นอาจจะไม่สบายก็ได้ รู้มั้ย?” เซียวอี้ข่มขู่ด้วยเสียงเย็น “นอกจากนี้ ยุทโธปกรณ์ที่นายพกพา แม้จะเป็นแค่อะไหล่ ยังไงก็ยังมีความผิดฐานครอบครองอาวุธ ในฐานะพลเมืองตัวอย่าง ชั้นควรจะรายงานต่อเจ้าหน้าที่สินะ?”

“พอเหอะ ไปได้แล้ว” เฉินหมิงสวมทีเชิร์ตสีขาวกางเกงยีนส์ธรรมดาและรองเท้าลำลองออกจากบ้าน ดูเหมือนคนไปเดินเล่นมากกว่า

“ขออภัยที่ผมอาจจะตรงไปหน่อย แต่ชุดของพวกคุณสองคนไม่สบายเกินไปหน่อยหรือ?” ลีชางซูกล่าวติง

“บอสของนายเห็นว่าสำคัญคือความสามารถไม่ใช่บุคลิกของชั้น นอกจากบอสของนายกำลังมองหาเป็ด ไม่ใช่บอดี้การ์ด” เฉินหมิงกล่าวพลางเดินตรงไปที่รถ

“เขาอวดดีแบบนี้ตลอดรึเปล่า?” ลีชางซูถามเซียวอี้เบาๆ


“อย่ามาพูดกับชั้น เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” เซียวอี้ผลักนายขี้ก้างที่ขวางหน้าออก ล็อกประตูบ้าน ก่อนขึ้นนั่งด้านหลังรถ

“เฮ้ออ…บอส คิดดีแล้วจริงรึเปล่าเนี่ย?” ลีชางซูถอนหายใจ กลับเข้าที่นั่งคนขับรถ

ทั้งสามนิ่งเงียบตลอดการเดินทาง ส่งผลให้บรรยากาศประหลาดพิกล ผ่านไปชั่วขณะ เฉินหมิงส่งประโยคออกมาหนึ่งประโยค “รถดีนี่”

“ก็ไม่เลว…” ลีชางซูส่งยิ้มซับซ้อน

“ใช่ คาดิลแลค เอสคาลาด เอสยูวีใช่มั้ย? ประมาณล้านนึง แพงกว่า x5 หน่อยนึง ” เซียวอี้ชัดเจนว่าต้องการก่อกวนผู้คน

‘ที่เจ๋งก็คือ มันใช้โครงเกราะชนิดกันระเบิด กระจกกันกระสุน รวมทั้งเครื่องยนต์ดีเซลแบบกันน้ำเข้า ทั้งชุดน่าจะแพงกว่าโรลสรอยส์ซะอีก ต่อให้ขับทะลวงเข้ารังของตาลีบัน ยังสามารถเข้าออกได้ตามใจ’ เฉินหมิงรู้ดีเช่นเคย แค่ฟังเสียงเครื่องยนต์คำราม รวมทั้งความมั่นคงยามรถหักเลี้ยว ชายหนุ่มก็รู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวรถทันที


“บอสของชั้นก็แค่คนเก็บตัวที่ชอบลงทุนต่อความปลอดภัยส่วนตัว” ลีชางซูพูดกลั้วยิ้ม ดวงตาเล็กที่ไม่ผ่านการศัลยกรรมกรี่เป็นเส้นตรงเมื่อยิ้มออก

“ความจำเป็นที่ต้องใช้รถประเภทนี้ ในประเทศที่ถูกควบคุมเป็นพิเศษอย่างประเทศจีน หมายความว่า ‘บอส’ ของนายน่ะ มีศัตรูอยู่ไม่น้อยเลย จริงมั้ย?” เฉินหมิงพูดด้วยท่าทีสบายๆ ขณะทอดตามองออกนอกหน้าต่างรถ

“ชั้นพูดกับนายเรื่องบอสมากไม่ได้ นี่เป็นจรรยาบรรณมืออาชีพ ขอให้เข้าใจด้วย” ลีชางซูใช้กระบวนท่า ‘no comment’

“ ในเมื่อนายพูดเรื่องบอสไม่ได้ ก็พูดเรื่องของนายแทนละกัน นายเป็นเกาหลี แต่เหมือนไม่ได้มาจากหน่วยโกเรียว ชั้นเคยเจอพวกนั้น สไนเปอร์ของที่นั่นทื่อเกินไป แล้วก็ไม่ยืดหยุ่น การควบคุมลมหายใจของพวกนั้นสู้นายไม่ได้เลย นายคือทหารที่ผ่านเลือดมาแล้ว” เฉินหมิงสงสัยต่อเพื่อนร่วมอาชีพที่นั่งอยู่ด้านหน้าคนนี้

“คุณเฉินหมิงตาแหลมจริงๆ ถูกแล้ว ชั้นไปเป็นกองทหารอาสาต่างประเทศของกองทัพฝรั่งเศสตั้งแต่อายุ 14 ปี รับใช้กองทัพ 8 ปี ก่อนจะปลดประจำการและพบกับบอส บอสรู้ถึงความสามารถของชั้น จากนั้น ถึงได้มาเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวของบอส นี่ผ่านมา 5 ปีแล้วตั้งแต่ชั้นมาทำงานบอดี้การ์ด” ลีชางซูทบทวนอดีต ราวกับว่าไม่ได้กำลังพูดกับคนแปลกหน้า


“นายโม้ล่ะสิ? เด็กอายุ 14 จะเข้ากองทัพได้ยังไง?” เซียวอี้เบ้ปาก
.

“ชั้นลอบเข้าไปในฝรั่งเศสกับพ่อแม่ แต่ชีวิตลำบากเพราะกำแพงภาษา ทั้งคู่ทิ้งชั้น ตอนนั้นชั้นอายุแค่ 8 ปีเท่านั้น… จากนั้น ลุงฝรั่งคนนึงสงสารเลยให้ที่อยู่ ชั้นเรียนภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษจากเค้า และเมื่ออายุครบ 14 เขาก็ตาย ชั้นถูกญาติๆของลุงไล่ออกจากบ้าน แต่ลุงมอบหมายให้คนที่ไว้ใจ ทำบัตรประชาชนให้ชั้น”

“แล้วก็เลยเข้าสมัครกองกำลังทหารต่างชาติ ยังไงล่ะ ในสายตาของพวกนั้น คนเอเชียตัวเล็กๆคนนึงจะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกับพวกมันอยู่แล้ว เพราะงั้น ชั้นก็เลยเข้าไปเป็นสมาชิกได้ง่ายๆ”

“โชคดีที่ชั้นรอดจากปฏิบัติการรอบโลก กลับมาในเมืองได้อีกครั้ง ชั้นพอใจกับชีวิตที่บอสจัดการให้มาก” กระแสความรู้สึกสำนึกบุญคุณต่อบอสของเขาสามารถฟังออกได้อย่างชัดเจน

แม้แต่เซียวอี้ที่ตัดสินใจว่าจะเกลียดลีชางซูไปชั่วชีวิตยังถูกต้มจนเปื่อย หญิงสาวหลั่งน้ำตาออกมายามฟังเรื่องเล่า สัญชาตญาณความเป็นแม่ของเธอถูกปลุกเร้า ส่งผลให้หญิงสาวสงสารผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าตอนนี้อย่างที่สุด

“นายไม่คิดตามหาพ่อแม่บ้างเหรอ?” เซียวอี้กล่าวพร้อมน้ำตา

“เขาเป็นคนทิ้งผมไป นั่นจะมีประโยชน์อะไร? เพื่อความอยู่รอด ไม่ว่าตัดสินใจอะไรไป นับว่าเป็นเรื่องสมควรแล้ว ผมเข้าใจดี

แทนที่จะอดตายด้วยกัน แยกกันเพื่อแสวงหาโอกาสจึงจะฉลาดกว่า” ลีชางซูกล่าวอย่างมองโลกในแง่ดี

 

เมื่อพูดถึง การเอาชีวิตรอด แน่นอนว่าไม่มีสิ่งใด “ผิด” ข้อเท็จจริงนี้ มีเพียงผู้ผ่านสมรภูมิที่ร้ายกาจโหดเหี้ยม จึงสามารถเข้าใจ

เฉินหมิงรู้ว่าบุคคลที่เบื้องหน้าก็เหมือนกับตนเอง ที่แตกต่างกัน มีเพียงระดับของ “อันตราย” ที่ทั้งสองคนเคยผ่านมาเท่านั้น

ลีชางซูขับรถเข้าสู่ป่านอกเมือง สถานที่นี้ในแผนที่ถูกแสดงเป็นเขตด้อยพัฒนา ขนาดเซียวอี้ที่เป็นคนท้องถิ่นยังไม่รู้มาก่อนว่ามีบ้านคนด้วย


บ้าน? ไม่ถูกเท่าไหร่ ที่เบื้องหน้าพวกเขาเรียกว่าบ้านไม่ได้ แต่น่าจะเรียกเป็นคฤหาสน์สไตล์ยุโรป! น้ำพุหินอ่อน เรือนกระจก สระว่ายน้ำไร้ขอบ สนามเทนนิส และกระทั่งสนามม้า!!

ตัวตึกหลักรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงสี่ชั้น เสาหินอ่อนสี่ต้นสูงค้ำขึ้นสู่ชั้นสาม ที่ด้านหน้าประตูคือของประดับที่นำเข้าจากกรีซ

“นี่คือความแตกต่างของคนรวยกับคนจนสินะ?” มองไปยังสิ่งก่อสร้างด้านนอกรถ เซียวอีหน้าแดงด้วยความละอาย

“ไม่ต้องตกใจ นี่ไม่ใช่บ้านของบอสหรอก เป็นเเค่คลับเฮ้าส์ส่วนตัวที่บอสสร้างขึ้นไว้รองรับพวกแขกวีไอพี วันนี้ กำหนดการเดิมถูกยกเลิกเพื่อพวกคุณทั้งคู่โดยเฉพาะ” ลีชางซูหยุดรถที่ทางเข้าแมนชั่น ขณะที่พ่อบ้านสูงวัยที่ยืนเข้าแถวรอเดินออกมาเปิดประตู เมดในชุดสไตล์ยุโรปยืนอยู่สองฟากข้างของพรมแดง ใบหน้าฉาบรอยยิ้มต้อนรับ จำนวนเงินเดือนที่สูงเกินมาตรฐานสามารถคาดเดาได้จากรอยยิ้มของพวกเธอ…

ทั้งสองเดินลัดผ่านล็อบบี้ตรงสู่ชั้นบนตามการเดินนำของลีชางซู ภาพวาดสีน้ำมันอันวิจิตร แชนเดอเลียคริสตัลทรงค่า รวมทั้งรอยยิ้มเป็นมิตรอันสุดแสนยินดีของเหล่าคนรับใช้ทุกที่ทาง ทุกสิ่งเหล่านี้ให้ความรู้สึกหลอนต่อเซียวอี้ว่าตนเองหลงเข้ามาในปราสาทยุโรป

หญิงสาวเสียใจเล็กน้อยที่ตนเองสวมชุดไม่เหมาะสมเท่าไหร่ ชุดข้างทางบนตัวดูไปยังราคาถูกกว่าชุดเมด น่าอายนิดๆ

แต่เฉินหมิงกลับตรงข้าม ชายหนุ่มไม่ถูกความหรูหราอลังการสร้างความสับสน เวลานี้ ในสมองของเขามีเพียงความสงสัยใคร่รู้ถึงภารกิจ


ทั้งสองถูกนำทางตรงไปยังห้องประชุมชั้นสาม ลีชางซูหยุดลง ยกมือเคาะประตู เมื่อได้ยินเสียงตอบว่า “เข้ามา” เขาเปิดประตูเพื่อเฉินหมิงและเซียวอี้ตามลำดับ

บุรุษชุดสูทขาวยืนอยู่ข้างชั้นหนังสือ แสงอาทิตยสาด์ส่องผ่านบานหน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศสตกต้องลงบนตัวเขาอายุราว 40 บุคลิกท่าทางแสดงถึงความทรงภูมิและตั้งมั่น

“คุณเฉินหมิง คุณเซียวอี้ โปรดนั่งลง”


ลีชางซูเดินไปยังบาร์เครื่องดื่มเพื่อชงชาในทันทีโดยไม่รอขออณุญาต

“ก่อนอื่น ขออภัยต่อความไร้มารยาทของผมเมื่อคืนด้วย ลีชางซูเคยบอกผมเรื่องสภาพของคุณเฉินหมิง คุณเป็นบอดี้การ์ดที่โดดเด่นจริงๆ” บุรุษนั้นขออภัยต่อเฉินหมิง ก่อนจะเริ่มแนะนำตัวเอง

“ไม่ต้องพูดมาก คุณเป็นใคร?” เฉินหมิงใส่ใจเพียงเรื่องนี้

“ผมแซ่ฟาง ชื่อซื่อฉวน” ชายคนนั้นไม่คิดว่าเฉินหมิงไร้มารยาท แต่กลับคืดว่าความตรงไปตรงมาแสดงถึงเป็นคนที่ไม่เสียเวลาไร้สาระ

“ฟางซื่อฉวน? เศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองหลินไห่…ฟางซื่อฉวนคนนั้น?” เซียวอี้ใจเต้น ราวกับมีบางอย่างแตกหัก

ในเมืองหลินไห่ ปกติมากที่คนจะไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ว่าฯ แต่การหาคนที่ไม่รู้จักฟางซื่อฉวนนั้นยากยิ่งกว่า บุรุษที่ครอบครองทรัพย์สินมหาศาลน้ีเริ่มต้นจากผู้ขายสินค้าริมทางเท้า เข้าสู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปี 1990  วันนี้ เป็นถึงประธานซีอีโอของฟางเถียนกรุ๊ป หนึ่งในสิบตัวแทนอสังหาฯที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มูลค่าหุ้นมากกว่า 3 หมื่นล้าน โปรเจ็คท์อสังห่ฯในเมืองหลินไห่เกิน 40% เป็นของฟางเถียนกรุ๊ป ถือเป็นนายธนาคารของนายธนาคารอีกที้

ทว่า ฟางซื่อฉวนกลับเก็บตัวเงียบเชียบ ไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือร่วมงานสาธารณะใดๆ นอกจากในแวดวงแล้ว คนน้อยยิ่งกว่าน้อยที่จะรู้จักเขา ดังนั้น เซียวอี้จึงจำไม่ได้

“ความร่ำรวยเพียงเป็นสิ่งจับต้องได้ พวกเรานั่งลงคุยกันฉันท์มิตรสหาย อย่าทำเหมือนผมเป็นเศรษฐีคนอื่นๆ ทำให้ดูห่างเหินเกินไป” ฟางซื่อฉวนส่งยิ้มจริงใจ ลีชางซูนับว่ารับใช้มังกรทองชั้นยอดจริงๆ

“ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเพื่อนกับคุณฟาง…” เฉินหมิงพูด จิบชาร้อนที่ทิ้งรสชาติหวานแสบลิ้นอวลในปาก “เพราะเมื่อมีความรู้สึกเกี่ยวข้อง การหารือจะยุ่งยาก”


“ดูท่าที่คุณหยกฝันพูดจะเป็นความจริง คุณเป็นบอดี้การ์ดที่พิเศษจริงๆ” ฟางซื่อฉวนทำธุรกิจมา 30 ปี ยิ่ง 10 ปีหลังยิ่งทรงอิทธิพลมหาศาล ในอดีต ไม่ว่าใครก็ดิ้นรนอยากทำความรู้จักกับเขา แต่วันนี้ ครั้งแรกที่เจอ ก็ถูกตอกหน้าตรงๆ

“คุณก็รู้จักหยกฝัน?” เซียวอี้ถามด้วยความสงสัย

“ที่จริง หยกฝันคือคนที่แนะนำพวกคุณมา หลังได้รางวัล เธอก็กลายเป็นแบรนดเอสเตส์ของฟางเถียนกรุ๊ป ระหว่างงานเลี้ยง เธอไม่ได้พูดเกี่ยวกับความร่วมมือเท่าไหร่ แตกลับพยายามแนะนำบอดี้การ์ดคนก่อนของตัวเองกับผมอย่างไม่ลดละ พรรณาถึงความเก่งกาจของพวกเขา ถึงกับทิ้งเบอร์ไว้ให้ก่อนจากไป”

“บังเอิญที่ผมต้องการในช่วงนี้ ดังนั้น เลยขอร้องลีชางซูให้ติดต่อพวกคุณทั้งสอง” ฟางซื่อฉวนพูดขึ้นขณะจิบชาด้วยรอบยิ้ม ชัดเจนว่า หยกฝันได้ทำตามสัญญากับเฉินหมิงแล้ว ไม่เพียงพาลูกค้ามา ยังเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สามารถทำให้เฉินหมิงอยู่อย่างราชาไปได้เป็นครึ่งปี!!