0 Views

ขณะที่เซียวอี้ไปเข้าห้องน้ำ จี๋เฉินจ้องมองเฉินหมิงอย่างเย็นชาก่อนพูดอย่างขวานผ่าซาก “ชั้นไม่ชอบนาย ชั้นไม่สนว่าพี่อี้ไปหานายมาจากไหนเพื่อกุเรื่องหลอกชั้น แต่ชั้นจะปล่อยผ่านแค่ครั้งนี้เท่านั้น ถ้าครั้งหน้านายยังมาป้วนเปี้ยนตอนที่ชั้นนัดเดทกับพี่อี้อีกล่ะก็ เชื่อชั้น ชั้นหักขานายแน่”

เฉินหมิงที่กำลังดูดน้ำซุปที่หยดลงมาจากขนมปังชิ้นหนึ่งรู้สึกประหลาดใจต่อคำขอร้องของจี๋เฉิน “เด็กน้อย ถือว่านี่เป็นการทำตามคำที่ว่าสุนัขดีไม่กัดมือที่ให้อาหารแล้วกันนะ วันนี้ชั้นติดค้างนายหนึ่งมื้อ ดังนั้นจะไม่เถียงกับนาย แต่ครั้งหน้าถ้ากล้าข่มขู่พี่ใหญ่ พี่ใหญ่คงต้องตีก้นสั่งสอน~”

 

“เรียกเป็นพี่ใหญ่ เลยมาทำตัวเป็นจ่าฝูงต่อหน้าชั้นเหรอ?” สีหน้าดุร้ายปรากฏขึ้น จี๋เฉินดึงส้อมในมือเฉินหมิงออกพร้อมกล่าว “ดูนี่ให้ดีๆ”

ชายหนุ่มออกแรงส่งไปที่มือทั้งสองข้าง ส้อมแสตนเลสที่แข็งอย่างที่สุดงอลง 90 องศา ก่อนที่เขาจะโยนส้อมกลับไปให้เฉินหมิง

“นายอาจจะเป็นตำรวจหรืออาจจะเป็นเจ้าหน้าที่พิเศษ แต่จงจำไว้ว่า ฉันคือเจ้าหน้าที่ชั้นยอด ทักษะทั้งหมดที่ฉันเรียนมาเป็นทักษะในการฆ่าคน ฉันและพี่อี้โตมาด้วยกัน ตั้งแต่ฉันอายุได้ห้าขวบก็สัญญากับตัวเองแล้วว่าจะต้องแต่งงานกับเธอ เพื่อพี่อี้ ฉันโยนปากกาทิ้งมาหยิบปืน เพื่อพี่อี้ ฉันเข้าสู่หนทางการเป็นทหาร หนทางที่ฉันทำได้แย่ที่สุด ฉันเพียงต้องการเป็นผู้ชายที่สามารถปกป้องเธอได้ เป็นผู้ชายที่คู่ควรกับเธอ ฉันจะไม่ยอมให้พี่อี้ต้องถูกผู้ชายอย่างนายหลอกปั่นหัว”

 

“เด็กน้อย ความรักของนายลึกซึ้งไม่เบา พี่ใหญ่ซาบซึ้งตื้นตันจนแทบร้องไห้ แต่… ชอบก็คือชอบ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ในโลกนี้การใช้กำลังสามารถทำให้เราได้มาในหลายสิ่งหลายอย่าง มีแค่หัวใจคนเท่านั้นที่ไม่อาจคว้ามาได้”

เฉินหมิงยิ้ม ยกมือหยิบส้อมที่งอโค้งเก้าสิบองศาขึ้นมาจากโต๊ะ จากนั้นใช้นิ้วหัวแม่มือข้างเดียวกดลงไปตรงด้าม ด้วยเสียงเคร้งคราหนึ่ง ส้อมกลับสู่ตำแหน่งที่มันเคยเป็น จี๋เฉินอ้าปากค้าง

“พวกนายพูดอะไรกัน ท่าทางสนุกดีนี่?” ตอนนี้เองเซียวอี้กลับมาที่โต๊ะ

“ไม่มีอะไร ก็แค่พี่น้องคุยกันเกี่ยวกับมุมมองเรื่องความรัก เธอจะทานอะไรอีกไหม?” เฉิมหมิงอิ่มในที่สุด

“ฉันอิ่มแล้ว ถ้างั้นพี่สาวคงต้องกลับก่อน ครั้งหน้าที่เรามาทานอาหารกัน นายต้องให้ฉันเป็นคนจ่าย ห้ามเถียงกับฉันเรื่องนี้เด็ดขาด บ๊ายบาย!”  เซียวอี้ฉวยโอกาสจากสถานการณ์หลบออกมาพร้อมเฉินหมิงในลักษณะนี้ จี๋เฉินที่ถูกทิ้งให้นั่งคนเดียวอยู่บนโต๊ะ เริ่มหัวเราะอย่างน่าสมเพชให้แก่ตนเอง

“พี่อี้ ยังไงก็ยังคงเป็นพี่อี้ ขนาดคนที่เอามาบลัฟผมก็ยังเป็นคนไม่ธรรมดา… ”

 

เพราะทั้งสองต่างก็ดื่มเครื่องดืมแอลกอฮอล์ ดังนั้นจึงไม่ได้ขับรถกลับบ้าน พวกเขาเดินทอดน่องไปตามทางหลวงเส้นเลียบชายหาด เดินตามแสงเสาไฟข้างทางที่ปราศจากทางเท้า

เซียวอี้ชัดเจนว่าค่อนข้างมีความสุข หญิงสาวเดินไปตามรั้วเล็ก ๆ กางแขนออกกว้าง ทำท่าทางราวดับกำลังไต่เชือก ส่วนเฉินหมิงที่สวาปามอาหารเข้าไปอย่างมหาศาลจนกระเพาะแทบระเบิด มือทั้งสองของเขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าทั้งสองข้าง ก้าวตามติดเซียวอี้อยู่เบื้องหลัง

“ขอบคุณมากสำหรับวันนี้” นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอี้เอ่ยปากขอบคุณต่อเฉินหมิงอย่างจริงใจ

“ที่จริง ไอ้หนูนั่นก็ไม่เลว นอกจากไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำแล้ว ก็นับว่าโดดเด่นไม่เบาทีเดียว ดูไปไม่ใช่คนเลว ที่สำคัญที่สุด เห็นชัด ๆ ว่า หมอนั่นชอบเธอจริง ๆ ทำไมไม่ให้โอกาสเข้าหน่อยล่ะ?”

“หยุดพูดบ้า ๆ โอเคไหม? หมอนั่นเป็นน้องฉันนะ เข้าใจไหม? เป็นน้องชายของฉัน จะเป็นแฟนของฉันได้ยังไง ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด!” เซียวอี้กล่าว สองมือโบกไปมาเป็นการปฏิเสธ

“เธอเคยตกหลุมรักใครบ้างไหม?”

 

“หลงรักรุ่นพี่ตอนไฮสคูลถือเป็นความรักหรือเปล่า?” เซียวอี้ชัดเจนว่าเมาแล้ว วันนี้หญิงสาวพูดมากเป็นพิเศษ

“งั้นขอเปลี่ยนคำถาม เธออยากแต่งงานกับผู้ชายแบบไหน?” เฉินหมิงกล่าวด้วยความสงสัย

“เขา? เขาก็ต้องเป็นฮีโรที่ช่วยโลกไว้ เป็นคนที่ทุกคนรักและชื่นชม!”

เซียวอี้มองไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว ก่อนจะพูดความฝันออกมาเหมือนเด็กสาวตัวเล็ก ๆ ทั่วไป

“โอเค ขีดฆ่าชื่อฉันออกจากรายชื่อได้เลย ฉันมันสไนเปอร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในสถานที่ลึกลับ เหนี่ยวไกปืนแล้วก็จากไป เวลาปฏิบัติภารกิจ ใครก็ตามที่เห็นหน้าฉันต้องถูกฆ่าปิดปาก”

“ฮิฮิ นายช่างเข้าใจยกยอตัวเอง ดูครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้สิ นายผ่านเรื่องบัดซบทั้งหมดนั้นมาได้ ฉันชอบนายพอที่จะเป็นคู่หูนายได้ แต่มันก็แค่นั้น ต่อให้ฉันต้องไปกอดหมาตัวผู้ ก็ไม่มีทางไปหานายแน่นอน” เซียวอี้ฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู แต่เมื่อหญิงสาววางเท้าลงก็ร่วงลงไปยังถนนปูน คนขับรถตู้ที่ขับผ่านมาบีบแตรใส่เสียงดัง

 

ห้วงสมองของเซียวอี้ขาวว่างเปล่า แต่ก่อนที่หญิงสาวจะทันบังเกิดปฏิกิริยา ฝ่ามือแข็งแกร่งเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อฉุดดึงข้อมือของเธอกลับมา ร่างอ้อนแอ้นของเซียวอี้ร่วงเข้าใส่อ้อมอกของเฉินหมิงราวกับว่าวขาดป่าน  สัญชาตญาณแห่งความกลัวส่งผลให้เธอโอบกอดรอบคอของเฉินหมิงเอาไว้ ดูไปไม่ต่างจากคู่รักที่นัวเนียกันอยู่บนถนน

“จุ๊ จุ๊” เฉินหมิงเดาะลิ้น

 

“นาย… ” เซียวอี้รู้สึกขอบคุณทั้งขุ่นเคือง หญิงสาวพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่เฉินหมิงมีปฏิกิริยารวดเร็วกว่าเธอ ชายหนุ่มโอบรอบสะโพกเพรียวของหญิงสาว ออกแรงลงไปที่ขาทั้งสองข้าง ก่อนจะพลันเหนี่ยวร่างเธอข้ามเข้าไปสู่กำแพงหลังเขตก่อสร้าง

“นายทำอะไร?” เซียวอี้ตกใจจากการกระทำของเฉินหมิง แต่ชั่วขณะต่อมาริมฝีปากของเธอถูกปิดลงด้วยปลายนิ้วของชายหนุ่ม

“พวกเราถูกเล็งเป้า” เฉินหมิงส่งสัญญาณต่อเซียวอี้ให้มองไปยังจุดที่ทั้งคู่ยืนอยู่เมื่อครู่ ณ ที่นั้น แสงเลเซอร์สีแดงจุดหนึ่ง เล็กจนแทบมองไม่เห็น สาดประกายอยู่บนพื้น

“สไนเปอร์?!” สภาวะมึนเมาของเซียวอี้เลือนหายไปในทันที หญิงสาวชักปืนไทป์เจ็ดสิบเจ็ดออกมาจากกระเป๋าถือโดยสัญชาตญาณ

 

“เก็บกลับเข้าไป มือสไนเปอร์อยู่ไกลเกินระยะยิง เสียงกับประกายแสงจะยิ่งทำให้มันหาตำแหน่งเราได้ง่ายขึ้น ” เฉินหมิงสงบเยือกเย็นราวกับไม่ใช่มนุษย์ “ใช้เลเซอร์เป็นตัวระบุตำแหน่งมัน นอกจากนี้ มือสไนเปอร์ที่ไม่สนใจความเร็วลมหรือทดกระสุน พวกมันน่าจะห่างไปไม่เกินร้อยห้าสิบถึงสองร้อยเมตร”

“ทำไงดี? เรียกตำรวจไหม?” นี่เป็นครั้งแรกที่เซียวอี้ตกเป็นเป้าเล็งจากบุคคลอื่น ฝ่ามือทั้งสองของเธอชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อเย็น

 

ก่อนที่เฉินหมิงจะตอบคำถามของหญิงสาว มือถือของชายหนุ่มในกระเป๋ากางเกงเริ่มส่งเสียง ขณะดึงออกมาเพื่อดูว่าใครเป็นคนโทร สายที่เรียกเข้ากลับไม่แสดงหมายเลข

 

เฉินหมิงรับโทรศัพท์ ชายหนุ่มแนบโทรศัพท์ใส่ใบหูแต่ไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว ปลายสายเองก็ไม่พูดอะไรเลยเช่นกัน เมื่อเสียงลมหายใจอันคลุมเครือผ่านไปประมาณสามสิบวินาที จากนั้นอีกฝ่ายส่งเสียงมาเป็นเสียงกระชากลำกล้องของไรเฟิล ตามมาด้วยเสียงพูดอีกหนึ่งประโยค “คนสองคน มีแค่คนเดียวที่รอดไปได้ ใครจะอยู่ ใครจะตาย?”

 

“ให้ฉันคิดดูก่อน” เฉินหมิงวางสายทันทีที่กล่าวจบ

 

“มันว่าไง? ใครโทรมา?” เซียวอี้กล่าวถามด้วยความกังวล

 

“หมอนั่นเป็นผู้เชียวชาญ ทักษะการยิงของมันเป็นระดับมืออาชีพ มันใช้ปืน QBU-10 ปืนที่ใช้คือปืนไรเฟิลซุ่มยิงต่อต้านยานเกราะ รุ่น QBU-10 ขนาดกระสุน 12.7 มม”

เฉินหมิงกล่าวตอบ จากเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย รวมทั้งเสียงลูกเลื่อนที่ถูกบรรจุกระสุนเป็นตัวบ่งบอกข้อมูลทั้งหมดนี้

“ไรเฟิลซุ่มยิงต่อต้านยานเกราะ?!” เซียวอี้เคยเห็นข้อมูลแนะนำของปืนชนิดนี้ในนิตยสารของกองทัพ แม้แต่เจ้าหน้าที่พิเศษยังไม่สามารถใช้ยุทโธปกรณ์ร้ายแรงบ้าดีเดือดชนิดนี้ได้ ปืนนี้สามารถยิงทะลวงผ่านยานเกราะได้สบายๆ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกล่าวถึงกำแพงอิฐที่พวกตนหลบซ่อนอยู่

“ส่วนที่โหดที่สุดเกี่ยวกับ QBU 10 นี่ไม่ใช่พลังระเบิดของมัน แต่เป็นขนาดกระสุนและกล้องอินฟราเรดที่ติดตั้งมาด้วย มันมองเห็นพวกเราได้…” เฉินหมิงเข้าใจทันทีว่าทำไมมือสไนเปอร์จึงให้ตนเองได้ฟังเสียงกระสุนโหลดเข้าใส่ลำกล้องและเสียงลมหายใจของมัน นี่เพื่อบอกต่อชายหนุ่มว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่เกม นอกจากเลือกตอบคำถามของมันแล้ว ที่เหลือมีเพียงหนทางตายเท่านั้น

 

“เซียวอี้ เธอเชื่อใจฉันไหม?” เฉินหมิงชิงปืนของเซียวอี้มา

“นอกจากต้องเชื่อใจนาย ฉันมีตัวเลือกอื่นด้วยเหรอ?” เซียวอี้พูดอย่างจนปัญญา

เฉินหมิงที่นั่งอยู่ตรงมุมกำแพงกำจัดกระสุนทั้งหมดของปืนพกออกด้วยการเล็งยิงไปยังหัวฉีดดับเพลิงที่ติดตั้งอยู่ตามถนน ด้วยอานุภาพของปืนพกไทป์ 77ในมือ แน่นอนว่าไม่สามารถทำอะไรไอ้หมอนั่นและสร้างความเสียหายได้อยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวก็คือ กระสุนทั้งหกนัดที่เฉินหมิงเหนี่ยวไกออกกระทบเข้ากับจุดเดียวกันไม่ผิดเพี้ยนไปแม้แต่ 1 มิลลิเมตร ชายหนุ่มถึงกับยิงทะลุหัวฉีดดับเพลิงเป็นรู น้ำเย็นที่ไหลผ่านท่อทะลักออกพรมลงใส่คนทั้งสองที่ซ่อนตัวอยู่ยังมุมกำแพงจนชุ่มโชกในทันตา

“ทักษะการยิงบ้า ๆ แบบนี้คืออะไร? หมอนี่ใช่คนรึเปล่าเนี่ย?” เมื่อเห็นอุณหภูมิบนร่างของเป้าหมายทั้งสองลดลงอย่างกระทันหันจนกระทั่งหายไปจากสายตา มือสไนเปอร์ไม่ได้แตกตื่น กลับกันมันยิ้มออกมา ยกหูเรียกหาเบอร์ของเฉินหมิงอีกครั้ง “ดูเหมือนแกไม่คิดจะตอบคำถามของฉัน”

 

“ไม่ ที่จริงฉันตอบไปแล้ว สองรอด หนึ่งตาย แกเดาออกมั้ยล่ะว่าใครตาย?” เฉินหมิงตัดสายทันทีหลังพูดจบอีกครั้ง

หลังจากเก็บอาวุธมือ สไนเปอร์ไม่รั้งรออยู่ในตึกร้างอีก แต่กลับวิ่งไปยังชั้นล่างอย่างรวดเร็ว มันเสียโอกาสในการฆ่าเป้าหมายแล้ว การล่าถอยเป็นตัวเลือกของมืออาชีพ

แต่ทันทีที่มันมาถึงชั้นหนึ่ง มือสไนเปอร์ยืนแข็งทื่ออยู่กับที่ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ เพราะเฉินหมิงตอนนี้ยืนอยู่ห่างจากมันไปยี่สิบเมตร ปลายประบอกปืนชี้เข้าหาศีรษะมัน

“สมรรถนะทางกายของนายไม่ดีเกินไปหน่อยเหรอ? ฉันใช้เวลายี่สิบสี่วิลงมาถึงชั้นล่าง และที่นี่อยู่ห่างจากที่ที่นายอยู่สองร้อยเมตร พื้นที่ร้างเต็มไปด้วยกองขยะและพลาสติกมหาศาล ทั้งอย่างนี้ นายยังสามารถกระโจนมาที่นี่โดยไม่หอบหายใจเลยเนี่ยนะ?” ช่วงเวลานี้ มือสไนเปอร์ยกมือทั้งสองขึ้น

 

“อยากรู้มากกว่านี้ไหมล่ะ เช่นทักษะการยิงของฉันเป็นต้น…” เฉินหมิงกล่าวอย่างเย็นชา

“นั่นไม่จำเป็น การยิงหัวดับเพลิงช็อตนั้นน่าประทับใจอย่างยิ่ง ยิงออกด้วยมือข้างเดียว ด้วยอัตราความเร็วที่รวดเร็วที่สุด ทั้งหมดเจาะเข้าเป้าตำแหน่งเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน อย่างกับร่างกายไม่ได้รับแรงสะท้อนของปืนเลยแม้แต่น้อย หากกล่าวถึงบุคคลประเภทนี้ ในโลกนี้ ชั้นเพียงรู้จักอยู่คนหนึ่ง อดีตอัจฉริยะนักกีฬายิงปืน เป็นแชมป์กีฬายิงปืนชของภูมิภาค ถูกเรียกว่า “ไอ้หนูซีโร่รีคอยล์ (Zero Recoil)” หรือก็คือ…เฉินหมิง ช่างน่าบังเอิญจริง นายทั้งสองคนใช้ชื่อเดียวกันซะด้วย?” มือสไนเปอร์เดาะลิ้นพลางยกแขนขึ้นสูง

“นายเป็นใคร?” เฉินหมิงสอบปากคำ

มือสไนเปอร์ส่งสัญญาณให้เฉินหมิงวางปืนที่จ่อกับแผ่นหลังของมันลง และภายใต้การถือปืนเล็งอย่างระมัดระวังของเฉินหมิง มันค่อย ๆ เปิดกระเป๋าออก ที่อยู่ข้างในกลับไม่ใช่ปืนไรเฟิลซุ่มยิงต่อต้านยานเกราะ   แต่กลับเป็นลำกล้องเปล่าของไรเฟิล อินฟราเรดที่ใช้เล็ง ก็แค่ปากกาเลเซอร์ที่เด็กเล็ก ๆ ชอบเล่นกัน

“พูดง่าย ๆ ก็คือ ฉันคือผู้ทดสอบ และนายผ่านแล้ว” มือสไนเปอร์ดึงฮูดลง เผยใบหน้าอ่อนเยาว์เช่นเดียวกับเฉินหมิง

 

“ทำไมฉันจำไม่เห็นได้เลย ว่าไปสมัครเข้ารับการทดสอบตอนไหน?” เฉินหมิงยังคงไม่วางปืน

“การค้ารายใหญ่ ค่าตอบแทนสามหมื่นหยวน แต่พวกเรากังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับอดีตของนาย ดังนั้นเจ้านายของฉันเลยอยากจะรู้ว่า ตอนนี้นายเป็นนักฆ่าหรือเป็นบอดี้การ์ด?” ชัดเจนว่า มือสไนเปอร์รู้ประวัติเกี่ยวกับเฉินหมิง อย่างไรเสียชายหนุ่มมิได้เปลี่ยนชื่อหรือสถานที่ตั้งสำนักงานบอดี้การ์ด นายจ้างที่ทรงอิทธิพลอยู่บ้าง ไม่ว่าคนไหนก็สามารถเชื่อมโยงและคาดเดาตัวตนของเขาได้

“นายคิดว่าฉันเป็นอะไรล่ะ?” เฉินหมิงวางอาวุธลงในที่สุด

“บอดี้การ์ดที่อันตรายยิ่งกว่านักฆ่า…” สไนเปอร์กล่าวด้วยความมั่นใจ “หากนายมีเวลา พรุ่งนี้ตอนเจ็ดโมงเช้า ฉันจะไปรับนายกับคู่หู โปรดอย่ามาสาย เจ้านายของฉันค่อนข้างเข้มงวดเรื่องเวลา เข้มงวดจนถึงหลักวินาที”

“ห้าหมื่น ไม่งั้นพรุ่งนี้ฉันไม่ไป นี่คือราคาที่พวกนายมาล้อเล่นกับฉัน ถ้ามีครั้งหน้า ใครจะรู้  ฉันอาจจะเปลี่ยนอาชีพกลับไปเป็นนักฆ่าเหมือนเดิมก็ได้” ทันทีที่พูดจบ เฉินหมิงก็ออกจากพื้นที่ร้าง