0 Views

บทที่ 19 บอดี้การ์ดจอมวายร้าย

เฉินหมิงดาวทองระยิบระยับเต็มใบหน้า แรงกระแทกไม่ต่างจากถูกทุบด้วยค้อน หางคิ้วของชายหนุ่มปรากฏเลือดซึมออกมาในทันที อู๋เหนิงไม่ยั้งแรงแม้แต่นิด ตอนที่มันโขกศีรษะใส่เฉินหมิง หัวของมันก็ถลอกปอกเปิกเช่นกัน

 

แต่อู๋เหนิงผู้สูญเสียความรู้สึกเจ็บปวดไปจากการอัดอะดรีนาลีนแล้วกลับหัวเราะออกมาอย่างวิปริต

 

“เห็นมั้ย ข้าทำแกเจ็บได้” อู๋เหนิงยกมือขวาที่ถูกมีดเสียบคาข้างนั้นขึ้นมา ใช้ฟันกัดคมมีดก่อนกระชากออกจากบาดแผล

 

“อะดรีนาลีนเป็นวิธีการทรงประสิทธิภาพในการเพิ่มพลังอย่างฉับพลัน แต่มันก็เพิ่มอัตราการเสียเลือดของนายด้วย ด้วยระดับความทนทานของนาย น่าจะยืนอยู่ได้อีกแค่สามนาที คิดว่าจะฆ่าชั้นได้ในสามนาทีมั้ยล่ะ?” เฉินหมิงเช็ดเลือดที่หางคิ้วก่อนยันกายขึ้นยืน

 

“ก็ใช่ แต่ฆ่านังนั่นได้แน่” ดวงตาโรคจิตของอู๋เหนิงจับจ้องหยกฝันที่มุมห้อง “มา มาหาลุงสิ!”

 

อู่เหนิงกระโจนเข้าใส่หยกฝันในก้าวเดียว หญิงสาวส่งเสียงกรีดร้องอย่างหวาดผวา

 

เฉินหมิงเร่งโดดเข้าขวางหน้า แต่การเคลื่อนไหวของเขาถูกอู๋เหนิงอ่านออกล่วงหน้า เฉินหมิงมองเห็นรอยยิ้มชั่วร้ายแสยะออกบนใบหน้าของอู๋เหนิงอย่างชัดเจน มีดใบเกลียวตวัดเสยขึ้น กรีดกระชากเสื้อเชิร์ตของเฉินหมิงขาดวิ่นราวกระดาษ ทิ้งรอยแผลน่าสยดสยองลงบนร่างท่อนบนของชายหนุ่ม

 

ขาของเฉินหมิงสะบัดวูบลงพื้นดังตึง พื้นลามิเนตใต้ฝ่าเท้าแตกเป็นเสี่ยงขณะชายหนุ่มดีดร่างใช้ไหล่กระแทกใส่หน้าท้องของอู๋เหนิง อู๋เหนิงที่ร่างบึกบึนกว่าเฉินหมิงอย่างมากกลับถูกกระแทกปลิวออกไปอย่างไม่น่าเชื่อ ก่อนจะหัวทิ่มไปยังขั้นบันไดที่อยู่ห่างไป 2 เมตร เลือดไหลทะลักออกจากบาดแผลที่ทรวงอกของเฉินหมิง ย้อมชโลมเสื้อขาดวิ่นจนแดงเถือก

 

“เฉินหมิง!” หยกฝันวิตกกังวล ปรารถนาก้าวออกมาหา

 

“อย่ามา มันยังไม่จบ” เฉินหมิงยืนหน้าทางเข้าออก ปกป้องหยกฝันไว้ภายในประตูล็อคที่ด้านหลัง ทางเดินกว้างเท่าผู้คนสามคนยืนเรียงกัน ระยะพอเหมาะในการป้องกันจากคนเพียงคนเดียว

 

“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ข้าต้องตายเพราะหัวเราะมากไปแน่ๆ!” อู๋เหนิงยืนขึ้นอีกครั้งจากบันไดที่หมดสภาพ ชี้นิ้วมายังเฉินหมิง มันหัวร่องอหายก่อนพูด “พวกเราเป็นทหารผ่านศึก เห็นชีวิตคนไม่ต่างจากวัชพืช การกลบร่องรอยคือพรสวรรค์ การสรรหาโอกาสที่ดีที่สุดในการสังหารศัตรูเป็นสัญชาตญาณฝังลึก  ดูแกตอนนี้สิ แกปล่อยให้ตัวเองถูกอ่านการเคลื่อนไหวออกเพื่อกระโจนเข้าปกป้องผู้หญิงคนหนึ่ง แถมยังไม่กล้าขยับออกจากด้านหน้าหล่อนเพราะกลัวหล่อนตาย แกไม่ใช่นักล่าอีกแล้ว เป็นได้แค่เหยื่อเท่านั้น!”

 

“นายนี่ช่างพูดจังนะ” เฉินหมิงมองไปรอบๆ ก่อนสังเกตเห็นกรอบรูปบนผนัง ชายหนุ่มต่อยออกไปหมัดหนึ่ง ส่งผลให้กระจกแตกร้าวเป็นใยแมงมุม เขาดึงส่วนที่ยาวประมาณ 20 ซม.ออกมาชิ้นหนึ่งก่อนถือไว้ในมือ “ต่อให้เป็นเหยื่อ นายก็ยังไม่มีความสามารถพอที่จะล่าชั้นหรอก”

 

“งั้นเหรอ? งั้นก็มาลองดู!” อู๋เหนิงกำเศษไม้เต็มฝ่ามือเขวี้ยงเข้าใส่เฉินหมิงผู้ปิดตาลงตามสัญชาตญาณ

 

มีดใบเกลียวสุดอันตรายตวัดผ่านอากาศเสียบแทงเข้าใส่ตำแหน่งหัวใจของเฉินหมิงด้วยความรวดเร็วจนไม่อาจตามทัน แต่ทว่า ในชั่วเสี้ยวพริบตาที่ใบมีดกำลังจะทิ่มแทงเข้าใส่เนื้อหนัง ร่างของเฉินหมิงกลับเอนไปด้านข้าง 10 ซม. มีดใบเกลียวของกองทัพอันคมกล้าเพียงเฉียดผ่านใต้ซอกแขนของเฉินหมิงอย่างเฉียดฉิว ข้อมือของอู๋เหนิงถูกเฉินหมิงยึดจับแน่นหนาทั้งสองข้าง คล้ายการตะครุบจับสัตว์ป่า ทำให้อีกฝ่ายไม่อาจหลบหนีได้

 

“ได้ยังไง..” ก่อนที่อู๋เหนิงจะพูดจบ ประกายแสงเย็นเยียบวาบผ่าน มันสูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาในทันที

 

มือของเฉินหมิงเคลื่อนไหวเร็วจนเกินไป เร็วจนแม้แต่เศษแก้วที่ใช้กรีดหลอดลมของอู๋เหนิงจนขาดสะบั้นยังไม่ปรากฏรอยเลือดติดมา

 

อู๋เหนิงที่ไม่อาจหายใจได้ร่วงลงสู่พื้นขณะก้าวถอยหลัง อะดรีนาลีนที่ฉีดใส่เส้นเลือดทำให้เลือดของมันทะลักไหลออกมาทางบาดแผลอย่างรวดเร็ว คนทั่วไปอาจสามารถรอดไปได้กว่า 10 นาที แต่อู๋เหนิงจะขาดใจตายในเวลา 3 นาทีเท่านั้น

 

มันใช้มือขวาข้างที่บาดเจ็บกุมลำคอตามสัญชาตญาณก่อนดิ้นรนตะเกียกตะกายเพื่อยืนขึ้น ทว่า ร่างมันร่วงหล่นลงสู่พื้น เลือดสาดกระจายเต็มกำแพง ไม่ต่างจากไก่ที่ถูกเชือดคอในตลาดสด กายพับลงกับพื้น ไม่อาจหนีพ้นชะตากรรมแห่งการตกตาย

 

เฉินหมิงโยนเศษกระจกในมือทิ้ง หยิบมีดใบเกลียวที่หลุดจากมืออู๋เหนิงขึ้นมา เดินเข้าหาอู๋เหนิงที่กำลังตะเกียกตะกาย ชายหนุ่มปราศจากความรู้สึกทางลบใดๆจากการลงมือฆ่าคน ลมหายใจยังคงเรียบนิ่ง เฉินหมิงในยามนี้สมควรเรียกว่ากลับสู่ความเป็นตัวเองอย่างแท้จริงที่สุด เป็นเครื่องจักรสังหารที่ผุดขึ้นมาจาก 10 ปีแห่งนิรวาน

 

ชายหนุ่มตัดสินใจช่วยให้อู๋เหนิงจบเรื่องราว หากลงมือด้วยฝีมืออันแม่นยำรวดเร็ว ให้อู๋เหนิงได้จบชีวิตลงโดยไม่เจ็บปวด นี่สามารถนับเป็นการใช้หนี้ให้แก่มัน

 

แต่ชั่วเวลานี้เอง หยกฝันผู้หวาดหวั่นจนร่ำไห้ เร่งพุ่งไปยังตู้ในห้องนั่งเล่น ก่อนเริ่มค้นหาข้าวของข้างในกระจุยกระจาย เมื่อเฉินหมิงเพิ่งตระหนักว่าเธอกำลังจะทำอะไร หญิงสาวก็วิ่งมาที่ข้างกายอู๋เหนิงพร้อมกล่องปฐมพยาบาล

 

“ลุง! รอก่อน! อย่ามาตายต่อหน้าชั้นนะ!” หยกฝันลนลานนำม้วนผ้ากอซออกมาพันแผลอู๋เหนิง แต่หญิงสาวไร้ฝีมือเกินไป น้ำตาแห่งความเสียใจเอ่อท่วมท้นความหวาดกลัวสิ้น

 

“เขาจะฆ่าเธอ ทำไมต้องช่วยด้วย?” เฉินหมิงไม่เข้าใจ

 

อู่เหนิงที่กำลังจะตายก็ไม่เข้าใจการกระทำของหยกฝันเช่นกัน

 

“เพราะคนทุกคนต้องมีช่วงเวลาที่เลวทรามที่สุดในชีวิต แต่ครอบครัวไม่มีทางสนใจเรื่องนั้น! ชั้น..ชั้นเองก็เคยเลวร้ายมาก่อน ทั้งเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไร้เหตุผล แต่ลุง…ลุงไม่เคยทิ้งชั้น เขาอยู่ข้างๆคอยปกป้องชั้นมาตลอด ชั้นมีลุงแบบนี้คนเดียว ชั้นไม่ต้องการให้เขามาตายอย่างหมาข้างถนน!” หยกฝันกำผ้ากอซแน่น หญิงสาวร่ำไห้ออกมาอย่างไร้เสียง

 

ตลอดมา อู๋เหนิงเพียงแค่รู้สึกว่าวงการบันเทิงมีเพียงผลประโยชน์หากไร้ซึ่งน้ำใจ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาเคยอยู่กับดาราดังหลายคน  พวกนั้นต่างก็เป็นเพียงสวะสองหน้าโดยไม่มียกเว้น ต่อหน้าผู้คนอีกอย่าง ลับหลังอีกอย่าง โลกเราที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ไม่ใช่เหรอ? เหตุใดเธอถึงต้องร้องไห้อย่างเจ็บปวดขนาดนี้? เป็นเขาที่คิดฆ่าเธอแท้ๆ…

 

“ให้ผมทำเอง” เฉินหมิงย่อร่างลงข้างอู่เหนิง นำเข็มเย็บแผลออกมาจากกล่องพยาบาล ร้อยลงบนบาดแผลที่ลำคอและฝ่ามือของอู่เหนิง ทักษะการเย็บผ้าจากทหารอาชีพ ทรงประสิทธิภาพมากกว่าทักษะการทำแผลมั่วๆของหญิงสาวมากนัก

 

“เขาเสียเลือดมากเกินไป ต้องให้น้ำเกลือ ผมต้องการขวดเปล่า สายยาง และน้ำเกลือแร่ ไปเร็ว ”

 

เฉินหมิงออกคำสั่ง หยกฝันเร่งเข้าไปในครัว หลังจากเย็บแผลบนลำคอของอู๋เหนิง มันกลับมาพูดได้อีกครั้ง “ช่วยข้า..ดูแลเธอด้วย..มิเช่นนั้น..หากข้าออกมาได้…แกตายแน่..”

 

อู๋เหนิงพูด มันหยิบปืนของเซียวอี้ที่เหน็บไว้ด้านหลังออกมาวางลงบนพื้นข้างตัว

ราชาทหารพรานจอมเจ้าเล่ห์นี้ ถึงกับรอคอยเฉินหมิงเข้าใกล้เพื่อลงมือสังหาร ธรรมชาติของนักล่าในตัวมันทำให้มันไม่ละทิ้งเจตนารมณ์แน่วแน่ในการสังหารศัตรู แม้ตนเองกำลังจะตายก็ตาม

 

“เลิกทำตัวเป็นผู้ใหญ่ที่คอยขีดเส้นชีวิตเธอซะที เด็กคนนี้โตแล้ว ถึงไม่มีพวกเราก็ดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี นายไปติดคุกอย่างสบายใจเถอะ” เฉินหมิงลุกขึ้นยืนพลางกล่าว

 

คืนนี้เป็นค่ำคืนอันอึกทึก วิลล่าหรูหราโดยรอบไม่เคยพบรถตำรวจและรถพยาบาลมากมายขนาดนี้มาก่อน เพราะอู๋เหนิงเป็นผู้ต้องสงสัยคดีลักพาตัวและเป็นอันตรายต่อสาธารณะ ต้องถูกกักขัง หยกฝันเองก็ถูกสอบปากคำจากเจ้าหน้าที่นับสิบทีละคนทีละคน บันทึกคำให้การของเธอไว้ แม้ว่าอันที่จริงแล้วเหล่าลุงตำรวจพวกนั้นจะต้องการรูปถ่ายคู่กับเธอ ทั้งบางครั้งยังถามคำถามส่วนตัวแทรกเข้ามาเช่น “คุณมีแฟนหรือยัง?” แต่หยกฝันก็ยินดีให้ความร่วมมือต่อพวกเขาทั้งหมด

 

ส่วนเฉินหมิง เขานั่งอยู่ข้างรถพยาบาล สาธิตทักษะการเย็บแผลต่อเจ้าหน้าที่พยาบาลบนรถคันนั้น หมอและพยาบาลต่างตะลึงค้าง คำถามโผล่ขึ้นเต็มหน้าว่าเหตุใดพวกเขาที่จบจากสถาบันการแพทย์ถึงไม่สามารถสร้างรอยเย็บที่ยอดเยี่ยมงดงามได้แบบนั้น เฉินหมิงใช้ผ้าพันแผลและยาฆ่าเชื้อจัดการแผลของตนเอง พลังชีวิตของเขาอึดถึกราวกับสัตว์ประหลาด

 

บริเวณโดยรอบยังคงวุ่นวายสับสน เซียวอี้ก้าวเดินเข้ามาข้างรถก่อนส่งน้ำแร่ให้ชายหนุ่มหนึ่งขวด หญิงสาวใช้มือข้างหนึ่งกดแพ็คน้ำแข็งลงบนศีรษะ การโจมตีของอู่เหนิงรุนแรงไม่น้อย ด้านหลังศีรษะของเซียวอี้ปรากฏรอยปูดน่ากลัวออกมา

 

“ชั้นคิดว่านายจะฆ่าเขา..” เซียวอี้พูดเสียงแผ่วพลางทอดสายตาไปยังอู๋เหนิงที่ถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาล

 

“ใช่ แต่ผมเปลี่ยนใจ เขายังไม่เน่าเฟะเกินเยียวยา” เฉินหมิงพูดด้วยรอยยิ้ม

 

“เป็นเพราะหยกฝันสินะ?” เซียวอี้ทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว

 

“ไม่ ตอนท้าย ผมจดจำว่าตนเองคือบอดี้การ์ด ไม่ใช่ทหารที่ฆ่าคนอีกแล้ว นี่ไม่ใช่สนามรบ เขาเองก็ไม่ใช่ฝ่ายศัตรู ยังมีทางอื่นให้เลือก นอกจากอยู่หรือตายเท่านั้น” เฉินหมิงสูดลมหายใจพลางลุกขึ้นยืน

 

“ดูนายปรับตัวเข้ากับสังคมเมืองได้มากขึ้น ดาวเคราะห์โลกยินดีต้อนรับ” เซียวอี้กล่าวแสดงความยินดี

 

เวลานี้เอง หยกฝันให้ปากคำเสร็จสิ้น หญิงสาวก้าวเข้ามาหา เซียวอี้ฉากหลบออกไปอย่างนกรู้ ทิ้งเฉินหมิงกับหยกฝันเพียงลำพัง

 

“เจ็บมั้ย?” หยกฝันถามด้วยความห่วงใยยามมองเห็นผ้าพันแผลที่ทรวงอกเฉินหมิง

 

“ถ้าไม่เจ็บคงจะแปลกมากนะ? แต่ผมชินแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก” เฉินหมิงตบอกตนเอง

 

“ขอโทษ ถ้าไม่ใช่เพราะชั้น มันคงไม่จบลงแบบนี้” หยกฝันพูดด้วยความรู้สึกผิดเต็มเปี่ยม

 

“เลิกพูดเรื่องงี่เง่าแบบนั้น คุณคือลูกค้า การปกป้องคุณคืองานของผม”

 

“นายเป็นบอดี้การ์ดให้ชั้นตลอดไปไม่ได้เหรอ?”

 

“ไม่ได้ ไม่มีงานเลี้ยงใดไม่เลิกรา สำนักงานบอดี้การ์ดตระกูลเฉินไม่ทำงานกับลูกค้าซ้ำเป็นครั้งที่สอง แต่แม้สัญญาของเราจะสิ้นสุด เรายังเป็นเพื่อนกันได้  ใครจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับซูเปอร์สตาร์อย่างคุณล่ะ?” เมื่องานจบลง เฉินหมิงกลับสู่โหมด “อันธพาล”

 

“ถึงขอร้อง ก็ไม่ได้เหรอ?” หยกฝันพยายามขายความน่ารักอีกครั้ง

 

“อย่าพยายามเลย” เฉินหมิงดีดหน้าผากหยกฝันเพื่อหยุดเธอ “ ต่อไป พวกเราต่างฝ่ายต่างยุ่งวุ่นวาย นอกจากเรื่องอย่างว่าในบางเวลาแล้ว การอยู่ร่วมกันไม่มีทางเป็นไปได้”

 

“เรื่องอย่างว่า? ฝันไปเถอะ!” หยกฝันยกมือกุมหน้าผาก ก่อนดีดนิ้วใส่เฉินหมิงคืนเช่นกัน ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมาพร้อมกัน

 

“ตกลง ชั้นจะแนะนำนายกับเพื่อนๆที่สนิทของชั้น เพราะนายคือบอดี้การ์ดที่ยอดเยี่ยมที่สุด ให้นายได้งานชิ้นใหญ่” หยกฝันชื่นชม

 

“งั้นก็ ขอบคุณมาก” เฉินหมิงยิ้มกว้างราวดอกไม้บาน แผนของเขานับว่าสำเร็จแล้ว

 

“แต่ชั้นจะขอบคุณนายที่ช่วยชีวิตครั้งนี้ยังไง? ในสัญญาไม่มีค่าตอบแทน ชั้นก็ให้เงินเดือนนายไม่ได้..” หยกฝันกล่าวด้วยความกังวล

 

“อันที่จริง ผมสามารถรับรางวัลได้…” ก่อนที่เฉินหมิงจะกล่าวจบ หยกฝันโอบสองมือรอบคอของชายหนุ่ม  เขย่งปลายเท้า ก่อนจุมพิตเฉินหมิงอย่างดูดดื่ม นายตำรวจและเจ้าหน้าที่โดยรอบตะลึงงัน ตะลึงงันจนกระทั่งลืมควักโทรศัพท์ออกมาบันทึกภาพ

 

“ลาก่อน บอดี้การ์ดจอมวายร้าย” หยกฝันกอดเฉินหมิงแน่น

 

“ลาก่อน ซูเปอร์สตาร์จอมดื้อของผม” เฉินหมิงกระซิบข้างใบหูของหยกฝันอย่างแผ่วเบา