0 Views

บทที่ 18 ราชาทหารพรานเมื่อครั้งกระโน้น

 

ยิ่งเจิดจ้าจับตายิ่งเต็มไปด้วยความโสมม วงการบันเทิงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยปัญหา และแม้วงการนี้จะน่าเวทนา หากบุรุษที่โหดร้ายป่าเถื่อนเช่นอู๋เหนิงมีน้อยอย่างยิ่ง การถูกกดจมลงในทะเลแห่งความลามกปริตมานานกว่ายี่สิบปี อู๋เหนิงผู้พบเห็นความอัปลักษณ์ชั่วช้ามามาก วิวัฒน์ตนเองให้อัปลักษณ์ยิ่งกว่าสัตว์ประหลาดเหล่านั้น

 

หยกฝันไม่อยากเชื่อว่าผู้ชายที่เธอเรียกเป็น “ลุง” มานานสามปี ผู้ชายคนเดียวที่เธอเชื่อมั่นก่อนพบเจอเฉินหมิง กลับต้องการเอาชีวิตเธอแลกกับเงิน

 

ในช่วงเวลาเศร้าสลดนี้ หญิงสาวกลับนึกขึ้นได้ถึงทักษะป้องกันตัวที่เฉินหมิงเคยสอน

หยกฝันดีดปลายเท้าขึ้น จากนั้นกระแทกไปด้านหลังอย่างรุนแรง

 

ด้านหลังศีรษะกระทบเข้ากับจมูกของอู๋เหนิงเต็มกำลัง ส่งผลให้เลือดกำเดาของมันไหลออกมาทันที ทันทีที่อู๋เหนิงคลายมือ ร่างของหยกฝันก็เข้าสู่อ้อมอกของเฉินหมิง

 

“ไม่เป็นไรนะ..ไม่เป็นไร”

 

เฉินหมิงโอบกอดร่างของหญิงสาวแนบแน่นพลางกล่าวปลอบประโลมข้างใบหูอย่างอ่อนโยน

 

ส่วนหยกฝัน น้ำตาไหลหลั่งจากดวงตาของเธอ ร่างสั่นเทิ้มไม่หยุด

 

“บัดซบ! แกไปเรียนมาจากไหนกัน? ไอ้บอดี้การ์ดสารเลวนี่งั้นเรอะ? แกไม่มีทางรอดไปได้หรอก!” อู๋เหนิงที่เจ็บปวดจนน้ำตาคลอดึงผ้าเช็ดหน้าออกซับกำเดา

 

“คุณหนีไปเองได้มั้ย?” เฉินหมิงถามหล่อน

 

หยกฝันลังเลเล็กน้อยก่อนผงกศีรษะ

 

“หนี? คิดว่าข้าจะปล่อยแกไปงั้นเหรอ?” อู๋เหนิงดึงรีโมทวิลล่าออกมาทุบด้วยมือเปล่า ระบบกันขโมยของที่นี่เป็นอู๋เหนิงติดตั้ง ทางออกทั้งหมดถูกกุญแจอิเล็คโทรนิคปิดตาย หน้าต่างทุกบานสร้างมาจากกระจกกันกระสุน เมื่อทำลายรีโมทแล้ว ไม่ว่าใครก็ออกไปไม่ได้หากไม่มีลายนิ้วมือ

 

“ยอมแพ้เถอะ นายไม่ใช่คู่ต่อสู้ชั้น” เฉินหมิงโน้มน้าวอย่างใจเย็น

 

“งั้นเหรอ?” อู๋เหนิงแค่นเสียง มันกระชากสูทเวอซาเช่ออก เผยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งราวเหล็กกล้า กล้ามเนื้อสีดำเต็มไปด้วยรอยแผล บางแห่งชัดเจนว่าเป็นรอยกระสุนไรเฟิล

 

“อย่าได้คิดว่ากลับเข้าเมืองหลังไปเป็นทหารเดนตายมาหลายปีจะทำให้แกกลายเป็นสุดยอดฝีมือ ตอนที่ข้าอยู่ในกองทัพ แกยังไม่เกิดด้วยซ้ำ!”

อู๋เหนิงดึงมีดใบเกลียวเหล็กสีดำ [a black jagdkommando tri-dagger ] จากแผ่นหลังมาไว้ในอุ้งมือ ตัวอักษร “กองกำลังป้องกันแห่งชาติ — บังคับหมวดทหารพราน 301” ยังคงสลักอยู่บนร่อง

 

“ผู้บังคับหมวดทหารพรานของกองกำลังป้องกันพิเศษและลอบจู่โจม หน่วยทหารพราน 301 — เกาเหนิง เคยได้รับ “เหรียญเกียรติยศวีรุบุรุษสงครามชั้นสอง” “ราชการทหารทีมยอดเยี่ยมชั้นหนึ่ง”

 

“ราชการทหารบุคคลยอดเยี่ยมชั้นหนึ่ง” ถูกเรียกเป็น “มีดสมรภูมิ” โดยเหล่าศัตรู ถือเป็นราชาทหารพรานในยุคนั้น…”

 

เฉิงหมิงขยับร่างหยกฝันออกห่างขณะกล่าวบรรยายประวัติความเป็นมาของอู๋เหนิง

 

“เหอะเหอะ อย่างที่คิดจริงๆ แกไม่ใช่บอดี้การ์ดธรรมดาสินะ กระทั่งข้อมูลที่ถูกทำลายทิ้งพวกนี้ยังถูกขุดขึ้นมาได้ แล้ว แกรู้มั้ยว่าสงครามที่ชั้นเข้าร่วมน่ะ เป็นสงครามแบบไหน?” อู๋เหนิงไม่อาจไม่หัวเราะออกมา

 

“หน่วยพรานของเราล่วงลึกเข้าฝ่ายศัตรูอย่างโดดเดี่ยวไปกว่ายี่สิบกิโลเมตร เพื่อรวบรวมข้อมูลสอดแนมภูมิประเทศเขตสงคราม หน่วยของข้ากับข้าล้วนแต่เป็นคนดี ไม่เคยลังเลในการเสียสละชีวิต แต่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจสุดท้าย พวกเราถูกซุ่มโจมตีโดยกองพันฝ่ายตรงข้าม หลังสูญเสียสมาชิกเกินครึ่ง พวกเราถูกจับทั้งหมด ข้าเฝ้าพร่ำบอกต่อทุกคนอย่างอดกลั้นว่ากองกำลังป้องกันต้องมาช่วย แต่สงครามเฮงซวยนั้นมันเสือกจบลง พวกมันเข้าสู่ระยะการเจรจาสงบศึก ตอนที่ไอ้พวกสะเออะพวกนั้นทะเลาะเถียงกับศัตรูอยู่ในเต็นท์ สมาชิกหน่วยข้าก็ตายไปทีละคนทีละคนจากการทรมาณที่เกินมนุษย์”

 

อันที่จริง เฉินหมิงทราบเรื่องทั้งหมดนี้แล้ว เขาเองยังรู้อีกว่า หลังการทรมาณนานนับปี อู๋เหนิงหักคอยามรักษาการณ์ด้วยการขย้ำ ก่อนใช้เพียงมีดใบเกลียวหนึ่งเล่มฆ่าทหารศัตรู 30 นาย ฝ่าดงกับระเบิดและป่าดิบก่อนกลับคืนสู่มาตุภูมิ

 

จากนั้น เขาลาออกจากการเป็นทหาร ร้องขอให้ทำลายเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตนเองทั้งหมด ก่อนเปลี่ยนชื่อจากเกาเหนิงเป็นอู๋เหนิง เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่พี่น้องที่ตกตาย

 

“ในเมื่อนายได้เจอความเป็นความตายมานักต่อนัก ทำไมยังหลงใหลในชื่อเสียงลาภยศอยู่อีก?” เฉินหมิงถอนใจ

 

“ก็เพราะข้าไม่อาจสงบใจได้! ข้าออกจากกองทัพ กระทั่งเงินเลี้ยงหมูสองตัวยังไม่มี ยังมี ข้าไปสมัครเป็นการ์ดในผับ! แกรู้มั้ยข้าเจออะไร? ไอ้พวกหน้าเหม็นเยิ้มอัปลักษณ์เหมือนหมู หว่านเงินราวกับขยะ เมาไวน์ราคาแพงหูฉี่กับผู้หญิงสวยๆทุกคืน เสพสุขไม่ยั้งคิด ข้ากับพี่น้องของข้าเสียสละชีวิตเลือดเนื้อเพื่อปกป้องเดรัจฉานพวกนี้? เราต้องกดขี่คนอื่นก่อนที่คนอื่นจะกดขี่เรา นี่ไม่ใช่เหมาะสมหรอกหรือ?” อู๋เหนิงหัวเราะอย่างเหี้ยมเกรียม

 

“นายมันเน่าเฟะเกินเยียวยา ให้ชั้นส่งนายกลับไปหาเพื่อนร่วมรบเถอะ” เฉินหมิงมองไปรอบๆ จากนั้นหยิบมีดแสตนเลสที่ใช้หั่นสเต็กขึ้นมาจากโต๊ะรับประทานอาหาร

 

“เฮ้ เฮ้ เฮ้! อย่ามาล้อข้าเล่นนะะ มีดหั่นสเต็ก? แกจะฆ่าข้า หรือแกจะกินข้ากันแน่” อู๋เหนิงปิดจมูกข้างหนึ่งพลางหัวเราะออกมาไม่หยุด

 

สมควรทราบว่า มีดใบเกลียวในมือของอู๋เหนิงยาวกว่ามีดสเต็กครึ่งหนึ่ง ทั้งยังมีร่องใบมีดสามร่อง นอกจากนี้ บาดแผลที่ได้รับจากมีดใบเกลียวนี้ล้วนมีสัณฐานสี่เหลี่ยม ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะรักษาพยาบาลฉุกเฉิน แค่เสียบเข้าไปในร่างกายมนุษยลึก 8 เซ็นติเมตร ก็เพียงพอในการปลิดชีพผู้คน เป็นอาวุธสุดอันตรายจนองค์กรนานาชาติหลายแห่งออกมาตรการแบน…

 

“ชั้นยังกินเนื้อคนได้หากเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นในสนามรบ” ดวงตาของเฉินหมิงแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ สองขาระเบิดพลังออกกระโจนไปเบื้องหน้าก่อนแทบปรากฏขึ้นประชิดอู๋เหนิงในทันที มือของชายหนุ่มถือมีดหั่นสเต็กกลับข้าง ปาดขวางใส่ลำคอของอู๋เหนิงอย่างฉับพลัน การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนทิ้งเส้นสายสีเงินจางๆ

 

แต่ปฏิกิริยาของอู๋เหนิงก็ไม่เชื่องช้า มันก้าวถอยหลังครึ่งก้าว สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของเฉินหมิง อู่เหนิงยกมีดใบเกลียวบล็อกมีดสเต็กของเฉินหมิง หากเฉินหมิงมิได้ชะงักการจู่โจม ชายหนุ่มกระชากใบมีดสเต็กเฉือนมีดใบเกลียวอย่างหักโหม ประกายไฟสาดกระจายออก

คมมีดสเตนเลสของมีดสเต็กแทบบิ่นผิดรูป แต่ยังสามารถทิ้งรอยแหว่งไว้บนมีดใบเกลียวของอู๋เหนิงได้

 

อู่เหนิงก่อนหน้านี้หัวเราะงอหาย ยามนี้กลับหัวเราะไม่ออกแล้ว สีหน้าของมันเคร่งเครียดจริงจังราวเผชิญศัตรูร้ายกาจ แม้ผ่านมานานสามสิบปีหลังออกจากกองทัพ แต่มันมิได้หยุดฝึกฝนตนเอง ไม่ว่าความสามารถทางกายภาพ ทักษะ หรือสัญชาตญาณการต่อสู้ ยังคงมีอยู่อย่างครบถ้วน

 

เดิมที ครั้งแรกที่อู๋เหนิงเจอเฉินหมิง มันคิดว่าชายหนุ่มคืออันธพาลที่ออกจากกองทัพ แต่เมื่อเห็นเฉินหมิงใช้กำปั้นเดียวจัดการหมีปีศาจ มันเปลี่ยนการประเมินว่าเฉินหมิงคือยอดทหารของกองกำลังป้องกัน

 

เมื่อประกระบวนท่ากันอย่างแท้จริงเท่านั้น อู่เหนิงจึงเข้าใจว่าเฉินหมิงไม่ใช่ทหารหน่วยจู่โจมที่ผ่านการฝึกหนักตามหลักสูตรใด แต่เป็นทหารที่ผ่านสมรภูมิรบ การเข่นฆ่า และโชกเลือดอย่างจริงแท้

 

จากนั้น การต่อสู้ประมือระยะประชิดอันเงียบงันเริ่มขึ้นในวิลล่า มีดใบเกลียวในมือของอู๋เหนิงโบกสะบัดพลิ้วราวคทาเวทมนต์ แม้จะเตี้ยกว่าเฉินหมิงครึ่งศีรษะ แต่คล่องแคล่วว่องไวอย่างเหลือร้าย สามารถใช้กำลังกดข่มเฉินหมิงไว้

 

เฉินหมิงเองต่อสู้ในระยะประชิดติดตัว เคลื่อนไหวไปโดยรอบราวนักมวยอันปราดเปรียว ล้อมกักอู๋เหนิงไว้กึ่งกลาง สลับสับเปลี่ยนไปทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีดหั่นสเต็กซอกซอนหาทุกโอกาสในการแทง ปาด เฉือน บิด และกรีดกระชาก

โลหะปะทะกันไม่หยุดยั้ง กำเนิดประกายไฟแลบแปลบ ส่งเสียง แก๊ง! แก๊ง! ตลอดเวลา

 

หยกฝันผู้ขวัญผวาตอนนี้ล่าถอยสู่มุมห้อง ไม่กล้ามองดู แต่ก็ไม่กล้าไม่มอง หญิงสาววิตกกังวลจนแทบเสียสติ

 

โซฟาถูกเตะออกไปด้านข้าง โต๊ะกาแฟแก้วถูกเตะแหลกเป็นเสี่ยง ผู้ชายสองคนสาดปะทะเข้าหากันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ผ่านไปไม่ถึงห้านาที ทรวงอกของอู่เหนิงและเสื้อเชิ๊ตของเฉินหมิงโชกไปด้วยหยาดเหงื่อ การรักษาสติสมาธิที่สุดล้าเอาไว้ ยังยากเย็นกว่าการต่อสู้ด้วยหมัดฝ่ามือมากนัก

 

“ไอ้เด็กขี้ตื้อ แกมาจากหน่วยไหน?” อู๋เหนิงคำรามด้วยความแค้น

 

“ความลับ” เฉินหมิงจู่โจมใส่อีกครั้งหลังตอบคำถาม

 

“แล้วแกอยู่ขั้นที่เท่าไหร่?” อู๋เหนิงส่งมีดใบเกลียวออกปัดมีดสเต็กของเฉินหมิง ก่อนแทงสวนเข้าใส่

 

“ความลับ” เฉินหมิงหลบมีดใบเกลียวที่ทิ่มเข้ามาเฉียดลำคอ ก่อนเสียบมีดสเต็กในมือของตนเข้าใส่สีข้างของอู๋เหนิง

 

“งั้นน่าจะบอกอาวุธประจำตัวของแกได้ใช่มั้ย?” อู่เหนิงฉากหลบไปด้านข้าง เปลี่ยนท่าทางการถือก่อนทะลวงมีดเข้าใส่ไหล่ของเฉินหมิงด้วยการตวัดหลังมือ มันกระชากถอยกลับมาก่อนเฉือนเข้าใส่ด้านหลังลำคอของชายหนุ่มอีกครั้ง

 

“สไนเปอร์” เฉินหมิงย่อร่างหลบมีดสั้นที่พุ่งเข้าใส่ ขณะตอบคำก็กระโดดหมุนตัวเตะกลับหลังใส่อู่เหนิง หากกลับปะทะเข้าใส่กำปั้นที่อู่เหนิงเหวี่ยงออกมารับ

อู๋เหนิงสะท้านปลิวถอยไปสองเมตร ขณะที่เฉินหมิงดีดกายถอยด้วยขาข้างเดียว ร่างของชายหนุ่มไถลเลื่อนไปเมตรครึ่งก่อนหยุดลง

 

“เย็-แ-ม่งง สไนเปอร์?! สไนเปอร์เป็นการต่อสู้ระยะประชิดระดับนี้ได้ยังไง!?” อู๋เหนิงสาปแช่งพลางพิงหลังกับกำแพง มันรู้สึกเหมือนนิ้วมือบนกำปั้นขวาหักออกเป็นสองท่อนเมื่อตอนนี้มันบวมโตขึ้นเป็นสีม่วงแจ่มชัด กำปั้นขวาของเขาตอนนี้ไม่อาจใช้ได้แล้ว

 

“ชั้นเป็นสไนเปอร์จริงๆ และทักษะการต่อสู้ระยะประชิดคือสิ่งที่ชั้นทำได้ห่วยที่สุดในบรรดาทักษะทั้งหมด…แต่ในที่ที่ชั้นอยู่ แม้จะเป็นมาตรฐานนักแม่นปืน การฆ่าหมีด้วยมือเปล่าก็เป็นหนึ่งในนั้น” เฉินหมิงวาดเท้าไปด้านหลัง

“อย่างที่บอก นายทำอะไรชั้นไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องของประสบการณ์หรือทักษะ แต่เป็นอายุและความอึด ชั้นอยู่ในช่วงสูงสุดของชีวิต แต่นายมันแก่แล้ว”

 

“ยอมแพ้เถอะ นี่คือโอกาสสุดท้าย”

 

“เหอเหอ ข้าอยากลิ้มรสทักษะของกองกำลังที่สไนเปอร์ยังต้องสามารถฆ่าหมีด้วยมือเปล่านี่ ไอ้หนู แกทำให้ชั้นสามารถมีจังหวะการเต้นของหัวใจแบบเดียวกับยามอยู่ในสมรภูมิอีกครั้ง ข้าต้องขอบคุณแกเรื่องนี้ เพราะงั้น ข้าจะแสดงให้แกดูถึงทักษะปีศาจคืนชีพของข้า!”

 

อู๋เหนิงนำไซริงออกมาอย่างฉับพลัน จากนั้น มันปักเข้าใส่หลอดเลือดแดงในทันทีโดยไม่ทำความสะอาดหรือเสียเวลาหาเส้นเลือด อู๋เหนิงเดินยาสีเหลืองเข้าเส้นจนหมด

ปฏิกิริยาของยารวดเร็วรุนแรงอย่างที่สุด เส้นโลหิตปูดพองขึ้นทันตาบนผิวกล้ามเนื้อ ดวงตาแดงก่ำด้วยเลือดคั่ง เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนออก

 

“กองทัพใช้อะดรีนาลีน?” เฉินหมิงเคลื่อนไปทางข้างตามสัญชาตญาณ ยกมีดสเต็กในมืออย่างระมัดระวังขณะเปลี่ยนท่าทาง

 

เช่นที่เฉินหมิงกล่าว อู๋เหนิงเองรู้ดีว่าตนเองแก่ลงแล้ว ไม่ว่าความทนทานหรือปฏิกิริยาตอบรับ ทั้งหมดลดทอนลงทีละน้อยจากความโหดร้ายของกาลเวลา นี่เป็นสิ่งที่ไม่อาจหวนกลับคืนไม่ว่าจะเคี่ยวกรำร่างกายปานใด ทว่า ด้วยความช่วยเหลือจากยากระตุ้น มันยังคงสามารถคืนสู่วัยหนุ่มได้ในช่วงสั้นๆ ทั้งยังจะแข็งแกร่งยิ่งกว่า บ้าคลั่งยิ่งกว่ายามเยาว์วัยด้วยซ้ำ!

 

“ตาย!” อู่เหนิงที่ร่างแดงก่ำเบิกตากว้าง ก้าวขึ้นบนกำแพง ระเบิดพลังเสือกแทงมีดเข้าใส่เฉินหมิง

 

เฉินหมิงเบี่ยงหลบเล็กน้อย ใช้มือข้างเดียวรั้งข้อมือของอู๋เหนิงไว้ก่อนกระชากไปด้านข้าง ชายหนุ่มแทงมีดสเต็กในมืออีกข้างของตนใส่ลำคอของอู่เหนิงอีกครา

แต่ใครจะคาด อู๋เหนิงผู้บ้าคลั่งปล่อยให้คมมีดเสียบทะลวงฝ่ามือขวาเพื่อยึดมีดของเฉินหมิงเอาไว้ ทั้งสองฝ่ายยามนี้ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจถอนดึงมือออกได้

 

“ข้าเป็นตัวอันตรายกว่าหมีมากนัก!”   อู๋เหนิงคำรามลั่น โขกศีรษะใส่หน้าผากเฉินหมิงจนร่างลอยละลิ่ว