0 Views

 

———————————————————————————————————————

 

 

 

 

ค่ำคืนที่ดวงจันทร์เปล่งประกาย ดวงดาราหลีกลี้หนีหาย ถนนเลียบชายหาดเต็มไปด้วยรถราสัญจร ภายใต้ไฟถนนส่องสว่างสีส้มเรือง จักรยานยนต์เช่าคันหนึ่งเร่งความเร็วมาตามทาง

 

ตุ๊กตากระต่ายยักษ์นั่งอยู่บนลำตัวรถด้านหน้า โอบกอดเฉินหมิงราวคู่รักแสนดูดดื่ม หยกฝันนั่งโอบเอวเแินหมิงไว้ด้วยมือข้างหนึ่งที่เบาะท้าย เอบซบกับแผ่นหลังของชายหนุ่ม สายลมเย็นพัดผ่านกระโปรงสั้นปลิวไสว ถุงน่องลายตารางพะเยิบพะยาบวูบวับ ดึงดูดหมาป่าทั้งหลาย

 

การปล่อยคนขับแท็กซี่ไปตามใจของหยกฝันให้ความรู้สึกเหมือนก้างปลาติดขัดที่ลำคอของเฉินหมิง แต่ชายหนุ่มมิได้กังวลว่าแท็กซี่จิตอ่อนคนนั้นจะสามารถสร้างความเดือดร้อนอะไรแก่นายจ้างของตน ที่รบกวนจิตใจของชายหนุ่มยามนี้ คือแฟนบอยจิตป่วนคนนั้นตามหาร่องรอยของเขาพบได้อย่างไรถึงสองครั้งในสองวัน นี่ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

 

เฉินหมิงเดิมคิดใช้เทคนิคเค้นความลับในสงครามเพื่อล้วงข้อมูล แต่เมื่อหยกฝันอยู่ข้างๆ แม่ดาราสาวโลกสวย ชายหนุ่มจึงปราศจากโอกาสใด

 

เฉินหมิงบิดรถกลับสู่วิลล่าด้วยความเร็ว พบเซียวอี้นั่งสนทนาอยู่กับอู๋เหนิง หยกฝันที่กำลังอ่อนล้าถึงขีดสุดโอบตุ๊กตากระต่ายยักษ์ที่สูงกว่าตัวเธอขึ้นสู่ชั้นบนเพื่อพักผ่อน ขณะที่เฉินหมิงทรุดลงนั่งตรงข้ามกับอู๋เหนิงอย่างซึมเซา

 

“นายคิดจะทำอะไรต่อ?” อู๋เหนิงถาม

 

“จากนี้ ผมจะเพิ่มระดับการระวังภัยของหยกฝัน ผมต้องรู้ตารางงานของเธอล่วงหน้าสิบสองชั่วโมง รวมทั้งคนที่เธอต้องพบและข้อมูลส่วนตัวของพวกนั้น” เฉินหมิงพูดตามตรง

 

“อะไรกัน? เจ้าแท็กซี่นั่นทำให้นายระแวงถึงขนาดนี้? เซียวอี้บอกชั้นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น แม้พวกแฟนคลับจะน่าปวดหัว แต่นายคงไม่กลายเป็นตาขาวเพราะแบบนี้หรอกนะ?”  อู๋เหนิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแฝงเเววดูหมิ่น

 

‘ที่ทำให้ผมกังวลไม่ใช่เจ้าอ้วนนั้น แต่เป็นคนบงการหมอนั่นต่างหาก’

 

‘นายไม่รู้เหรอว่าใคร?’ อู๋เหนิงเริ่มเคร่งเครียด

 

‘ผมไม่มีโอกาส ไม่เป็นไร ผมรู้ว่ามันต้องลงมืออีกแน่ แต่คราวหน้า มันจะต้องเสียใจที่บังอาจมาแหย่รังแตน’ เฉินหมิงกล่าวหมายมาด

 

‘ชั้นก้อยากจะเห็น ไอ้สวะที่กล้าแตะต้องลูกค้าชั้นเหมือนกัน’ นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งเฉินหมิงและอู๋เหนิงมีความคิดเห็นตรงกัน

 

เมื่อเห็นรอยยิ้มเย็นของหัวโจกทั้งสอง เซียวอี้สั่นเทาขึ้นมา

 

…………………………………………

 

ในวันที่สี่ อู๋เหนิงเริ่มเชื่อมั่นในตัวบอดี้การ์ดที่ไม่หวังค่าตอบแทนคนนี้มากขึ้น เขาไม่เพียงบอกตารางงานต่อเฉินหมิงทั้งหมด ยังให้เฉินหมิงเป็นคนเลือกเส้นทาง แม้จะต้องเสียเวลาเดินทางเพิ่ม 5 – 10 นาที แต่พวกเขาไม่เคยถูกสะกดรอยอีกเลย

 

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศใกล้เข้ามาทุกที หยกฝันยุ่งมากจนแทบไม่มีเวลานอนเต็มอิ่ม ทุกวันหญิงสาวต้องผ่านการสัมภาษณ์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ฝึกเต้นไม่หยุดหย่อน ถึงขนาดผล็อยหลับในห้องน้ำ หมดแรงจนไม่สามารถจับตะเกียบดีๆได้ ขณะที่เธอกำลังพูดคุยเรื่องความก้าวหน้าในการฝึกรอบสุดท้าย หญิงสาวกลับมีไข้สูงถึง 39.8°C และหลับไปกลางอากาศทั้งอย่างนั้น….

 

ที่อู๋เหนิงทำกับนักร้องสาวคือปลุกเธอขึ้นมาทำงานต่อโดยไม่หยุดพัก เฉินหมิงแปรสภาพเป็นพยาบาลเฝ้าไข้คอยระวังสภาพร่างกายของหญิงสาวแทน ช่างน่าประหลาดใจเกินจินตนาการว่าเด็กสาวบอบบางกลับสามารถอึดถึกทนได้ถึงขนาดนี้ ปริมาณงานอันหนาแน่นจนสามารถฉีกร่างเธอเป็นชิ้น หากหยกฝันกลับไม่เคยปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว

 

ในสายตาของเธอแล้ว นี่คือสิ่งที่ดาราต้องเป็น มีเพียงการพยายามกว่าคนธรรมดาเป็นร้อยๆเท่าเท่านั้น จึงคู่ควรให้แฟนๆชื่นชม สองวันที่ผ่านมาเซียวอี้อยู่ข้างกายดาราสาวตลอดเวลาจนหมดความสนใจในข้อเสนอของอู่เหนิงไปอย่างสิ้นเชิง แม้แต่เซียวอี้ผู้ทุ่มเทฝึกยิงปืนจนแขนชาเพื่อความแม่นยำมาแล้ว ยังไม่ยินดีฝึกเต้นท่าเดิมๆ 200 รอบติดต่อกันเพียงเพื่อเอนเตอร์เทนคนอื่นแบบนี้

 

 

วันที่เจ็ดคือวันแข่งรอบชิง ด้านนอกสเตเดี้ยมเต็มไปด้วยฝูงชนตั้งแต่เช้า รวมไปถึงนักข่าว คุณยายแก่ๆที่มาขายแท่งเรืองแสงและตั๋วผีต่างมารวมกันตามเวลานัดหมาย ช่องข่าวท้องถิ่นบางสถานีถึงกับคั่นรายการปกติด้วยรายงานสดการแข่งขันวันนี้หลายต่อหลายรอบ ราวกับงานชิงแชมป์โลกกำลังจะเกิดขึ้นที่นี่ยังไงยังงั้น

 

การรักษาความปลอดภัยของคอนเสิร์ตเองก็ไม่เลว นอกจากทีมควบคุมความปลอดภัยระยะไกลคอยกำกับเวลาในระยะสามสิบเมตร ยังล้อมไปด้วยรปภ.กว่าสามสิบคนรอบเวที

 

“เตรียมพร้อมขนาดนี้ พวกเราคงไม่มีคิวออกแล้วละมั้ง?” เซี่ยวอี้ที่ตอนนี้เดินตามเฉินหมิงสำรวจบริเวณผู้ชมเพื่อความคุ้นเคยสถานที่กล่าวออกมายามมองเห็นกลุ่มรปภ.ที่เข้าแถวอยู่ด้านหน้า หญิงสาวรู้สึกคล้ายตนเองถูกขโมยหน้าที่ไป

 

“ก่อนหมดอายุสัญญา พวกเราต้องทำเต็มที่! นี่คือหน้าที่ของเรา” เฉินหมิงสำรวจตรวจตราอย่างตั้งอกตั้งใจ ชายหนุ่มถึงขั้นนับจำนวนเครื่องดนตรีทุกชิ้นบนเวที

 

“แล้วแต่นาย ว่าแต่ ถ้างานจบแล้ว นายจะทำไงต่อ? จะเป็นบอดี้การ์ดหยกฝันต่อมั้ย? ชั้นว่าเธอชอบนายไม่น้อยเลยนะ” เซียวอี้กล่าวถามขณะสองมือสอดเข้าในกระเป๋า สายตาเสมองไปทางอื่น

 

“สำนักงานรักษาความปลอดภัยตระกูลเฉินรับงานรักษาความปลอดภัยทุกชนิด แต่เราจะไม่ทำงานให้กับใครซ้ำเป็นครั้งที่สอง แม้ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่นี่คือกฏของพ่อ ผมต้องทำตาม” เฉินหมิงกล่าวอย่างเยือกเย็น

 

“ถ้าหยกฝันรู้เรื่องนี้ เธอคงผิดหวังมากแน่เลย” เซียวอี้ถอนใจน้อยๆ

 

“เธอจะไม่มีทางรู้ เพราะผมจะจากไปเงียบๆ ผมไม่ได้วางแผนบอกลาอะไร” เฉินหมิงตรวจสอบเวทีเสร็จสิ้น ชายหนุ่มเก็บเครื่องมือลงกระเป๋า “ไปเถอะ! กลับไปห้องแต่งตัวกัน”

 

“นาย…ไอ้หุ่นยนต์ไร้หัวใจ ต้องทำกรรมหนักหนาอะไรไว้ชาติก่อนน้า ถึงได้มาหลงรักคนอย่างนาย ตัวนี้ แบบนี้?” เซียวอี้พูดเบาๆกับตนเอง

 

“หูของผมยอดเยี่ยมมาก อย่าคิดนินทาลับหลัง ระวังด้วย ผมอาจจะตัดเงินคุณนะ” เฉินหมิงพูดขณะที่ตัวห่างออกไป 5 เมตร

 

“นี่ชั้นมีเงินเดือนด้วยเหรอเนี่ย?” เซียวอี้หัวเราะพลางเร่งเท้าตาม

 

 

 

ห้องแต่งตัวผู้แข่งขันคือห้องนักกีฬาเดิม เป็นห้องสำหรับทีมฟุตบอลที่สามารถจุคน 20 คนขึ้นไปได้เลย ถือว่าหรูหราสำหรับให้คนๆเดียวใช้

 

ระยะเวลาแต่งตัวใกล้จะหมดแล้ว แต่อู๋เหนิงยังคงให้คนกว่าสิบคนยืนรักษาการณ์หน้าประตูราวกับเกย์ที่เข้าคิวหน้าห้องน้ำหญิง

 

“มีอะไรเรอะ?” เซียวอี้ถามอย่างฉงน

 

“หยกฝันกำลังลองชุด เธออยากเจอเฉินหมิง ..ตามลำพัง เข้ามาสิ คุณบอดี้การ์ดขั้นเทพ” อู๋เหนิงถึงกับมาเปิดประตูห้องให้เฉินหมิงด้วยตนเอง

 

เฉินหมิงไม่เสียเวลาคิด ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าสู่ห้องแต่งกายที่เต็มไปด้วยชุดมากมาย หลงเหลือที่ว่างเพียงจุดเดียวหน้ากระจกแต่งตัวพร้อมแสงสว่างจากไปฟลูออเรสเซ้นส์ดวงเดียวเท่านั้น

 

“หยกฝัน?”

 

“แป๊บนะ!” ด้านหลังฉาก หยกฝันกำลังเร่งเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว ทว่า แม้จะดิ้นรนอยู่นาน หญิงสาวยังคงไม่อาจทำสำเร็จ สุดท้าย นักร้องสาวจึงต้องเดินออกมาด้วยความสิ้นหวังพร้อมยกสองมือปิดบริเวณหน้าอกไว้

 

วันนี้ หญิงสาวสวมกระโปรงรัดรูปปักคริสตัล สองเท้าอยู่บนรองเท้าส้นสูงที่ประดับคริสตัลตรงหัวรองเท้าเช่นกัน นี่ส่งผลให้แม่สาวโลลิ 155 ซม.ยามปกติกลับกลายเป็นเต็มเปี่ยมด้วยเสน่ห์แห่งวัยสาว

 

“อะไร?” เฉินหมิงถามเสียงแผ่ว

 

“ซิบมันติด ช่วยชั้นหน่อย” หยกฝันรู้สึกอายยามหมุนกาย เปิดเผยแผ่นหลังโค้งบอบบางให้เฉินหมิง

 

เสียงซิปถูกรูดดังขึ้น หัวใจของหยกฝันเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม สองแก้มของเธอแดงก่ำ

 

“ผมรูดให้แล้วนะ ไปล่ะ” เฉินหมิงต้องการออกไป

 

“หยุดอยู่ตรงนั้นล่ะ! ชั้นไม่ได้ตามนายมาเพื่อยั่วนายซะหน่อย!” หยกฝันดึงชายเสื้อเฉินหมิงไว้

 

“มีอะไรอีกรึไง?” เฉินหมิงผู้ไม่อาจทำความเข้าใจต่อหัวใจของหญิงสาวถามขึ้น

 

 

“นี่ ให้นาย” หยกฝันวาง SD card ลงบนอุ้งมือของเฉินหมิง

 

“มันคือ?” เฉินหมิงสงสัย

 

“นายงั่ง นายโชคดีแค่ไหน นี่คือเพลงใหม่ของชั้นที่ชั้นเคยวางแผนว่าจะร้องในรอบตัดสิน แต่ถึงโปรดิวเซอร์จะชอบมัน แต่อู๋เหนิงยืนยันให้ร้องเพลงป็อบแทน ดังนั้น หลังจากชั้นระบายอารมณ์ผิดหวังที่จะไม่ได้ร้องเพลงนี้ไปแล้ว ในเมื่อนายอยู่ข้างชั้นมาตลอด และยังช่วยชั้นหลายครั้ง ก็ถือว่านี่เป็นของขวัญให้นายละกัน”

 

 

ถ้าวันไหนนายถังแตก ก็เอานี่ไปขายให้บริษัทเพลงก็ได้ น่าจะพอซื้อห้องดีๆข้างถนนหมายเลขห้าได้เลยล่ะ” หยกฝันหัวเราะ “แน่นอน ชั้นไม่อยากให้นายทำแบบนั้นจริงๆหรอกนะ”

 

“เข้าใจแล้ว ผมจะเก็บมันไว้” เฉินหมิงเก็บเอสดีการ์ดลงกระเป๋า จากนั้นหันกายเดินออกไป

 

 

“ผัวะ!” หยกฝันกระโดดตบหน้าผากเฉินหมิง “นายงั่ง ใครให้นายเก็บไว้กัน!? นายต้องฟังมัน ฟังมัน เข้าใจมั้ย?”

 

“คุณ…อย่าลงมือกับใครก็ตามที่คุณไม่ใช่คู่ต่อสู้เด็ดขาด ผมแค่ไม่ตอบโต้ เข้าใจมั้ย?” เฉินหมิงลูบหน้าผาก

 

“รู้อยู่แล้วว่านายไม่ตอบโต้ แต่ไม่รังแกนาย? นายคิดว่าชั้นโง่มากรึไง?” หยกฝันยอกย้อน ท่าทางพึงพอใจในตนเอง

 

ทว่าทันใดนั้น สต๊าฟมากมายเคลื่อนร่างผ่านเฉินหมิงเข้ามาในห้องแต่งตัวพร้อมเริ่มงาน ในขณะที่หยกฝันคือดาราในสายตาผู้คน แต่กับสต๊าฟเหล่านี้ หญิงสาวไม่ต่างจากชิ้นงานของพวกเขา รูปลักษณ์ที่งดงามของหยกฝันคือสัญลักษณ์การทำงานของทั้งหมด เฉินหมิงที่แทบถูกพวกนั้นโยนออกมาปิดประตูลงอย่างเรียบร้อย

 

“เธอเรียกนายไปทำไม?” อู๋เหนิงถามลอยๆ

 

“ซิปของเธอติด เลยให้ผมช่วย” เฉินหมิงตอบแค่นั้น

 

ยามค่ำคืนมาถึง ผู้ชมแน่นสเตเดี้ยม คนนับหมื่นโบกหลอดไฟเรืองแสง แปรอักษรที่เรืองด้วยแสงนีออนเป็นข้อความ “คุณทำได้” บรรยากาศในสนามแข่งขันเร่าร้อนก่อนเวลาไปมาก

 

ผู้ชมต่างตื่นเต้นราวกับถูกฉีดเลือดไก่ กลับกันเหล่าสต๊าฟต่างวิตกกังวลราวกำลังถูกเข็นเข้าห้องคลอด กรรมการทั้งสี่นั่งบนเก้าอี้อันอลังการงานสร้าง ขณะที่ฮวาปากมากทั้งซดน้ำเย็นและน้ำร้อนสลับกันตลอดเวลาเพื่ออุ่นลิ้น ก่อนมาเป็นพิธีกร หมอนี่ไม่แน่อาจเคยทำงานในซ่องมาก่อนก็เป็นได้

 

ยังเหลืออีก 10 นาที แต่เสียงเชียร์ “หยกฝัน” และ “กรีนที” กระหึ่มทั่วสเตเดี้ยม จากข้อได้เปรียบในการเป็นคนของหยกฝัน เฉินหมิงและเซียวอี้ได้ที่นั่งวีไอพีข้างเวที คนที่อยู่รอบๆทั้งสองต่างก็เป็น “แวดวงไฮโซไฮซ้อ” ทั้งหมดต่างจากผู้ชมถือตั๋วคนอื่นๆ ที่รุมกันโห่ร้องตะโกนโดยรอบ พวกเขาไม่เพียงมีที่นั่ง ยังมีบริกรคอยรับใช้รินชาและน้ำให้อีกด้วย ทุกคนมีโซฟาส่วนตัวและแอร์เคลื่อนที่เป่าความร้อนอ้าวของบรรยากาศเมืองหลินไห่ออกไปห่างกาย

 

เซียวอี้มองเห็นดาราดังหลายคน บางคนถึงกับมาชวนสนทนากับเธอก่อน หญิงสาวกระดากอายเป็นอันมาก กลับกัน เฉินหมิงนั่งอยู่บนที่นั่งอย่างจดจ่อ เสียบเอสดีการ์ดของหยกฝันใส่สมาร์ทโฟน จากนั้นก็สวมหูฟัง

 

ที่หยกฝันไม่เคยคาดคิด คือในฐานะคนทำงานบอดี้การ์ด เฉินหมิงไม่มีทางปล่อยให้หูของตนถูกครอบด้วยหูฟังอย่างเต็มที่ไม่ว่าเวลาใด และชายหนุ่มไม่มีทางฟังเพลงใดได้ เนื่องเพราะนั่นจะเป็นการรบกวนสมาธิต่อสิ่งแวดล้อมภายนอกของชายหนุ่มลง

 

แต่ทว่าเพราะเจตนาดีของหยกฝัน นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินหมิงกดปุ่มเพลย์บนแอพพลิเคชั่นฟังดนตรีในสมาร์ทโฟนของตนเอง เสียงกีต้าร์อันเรียบง่ายราวกับเสียงของธรรมชาติ รวมทั้งเนื้อร้องนั่น  …กลายเป็นว่า ความรู้สึกของผู้คน…  ไม่จำเป็นต้องเป็นยามสารภาพความในใจ ก็สามารถเปิดเผยเนื้อแท้ออกมาได้ชัดเจนถึงเพียงนี้

———————————————————————————————————————