0 Views

เมื่อเกิดการปะทะของผู้ที่แข็งแกร่ง การต่อสู้นั้นก็ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

ฟาง เจิ้งจือ ไม่รู้ว่า ซิง หยวนกัว และ ไป่ ซิง แข็งแกร่งขนาดไหน อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาสั้นๆ เขาได้เข้าปะทะกันมากกว่า 12 ครั้ง

 

ตอนนี้ ฟาง เจิ้งจือ เข้าใจคำว่า ‘การโจมตีคือการป้องกันที่ดีที่สุด’ แล้ว

 

ซิง หยวนกัว โจมตีโดยมีเจตนาเพื่อฆ่าในทุกๆครั้ง เขากดดันศัตรูอย่างหนัก มือหนึ่งปล่อยพลัง อีกมือกวัดแกวงดาบอย่างน่ากลัว

 

ที่สำคัญ เขาใช้วิชาต่างๆต่อเนื่องกันได้อย่างไร้ที่ติ 

 

มันอาจจะดูง่าย แต่ใครฉลาดพอจะรู้ว่ามันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำ

 

การโจมตีครั้งแรกของ ซิง หยวนกัว นั้นจะตัดสินวิชาที่จะใช้ต่อมาทั้งหมด แต่ในฐานะศัตรู ใครจะรู้ว่าการโจมตีครั้งแรกนั้นคืออะไร

 

นอกจากนี้ ศัตรูที่ต่างกัน ก็ใช้วิชาที่ต่างกัน เราไม่สามารถใช้วิชารูปแบบเดิมๆ จัดการศัตรูได้ทั้งหมด

 

เช่น …

 

ซิง หยวนกัว ใช้แนวคิด “การปรับตัว”

 

เขาเปลี่ยนวิชาและจังหวะของเขาตลอดเวลา

 

เขาเรียนรู้วิชาที่เป็นไปได้ทุกวิชา และปรับเปลี่ยนมันให้เป็นของตัวเอง

 

“ข้าพลาดอะไรไปหรือเปล่า?” ปิง หยาง กล่าวอย่างไม่พอใจ

 

“อืม…งั้นเอาท่าน ซิง เฮ่า เป็นตัวอย่าง คนชุดดำสวมหน้ากากอาจจะได้รับพลังของ ซิง เฮา แต่พวกประสบการณ์นั้นไม่มีทาง? “ ฟาง เจิ้งจือ ชี้ไปทางชายชุดดำที่ยิงแสงสีม่วงออกมา

 

ปิง หยาง ไม่เข้าใจในตอนแรก อย่างไรก็ตามเมื่อนางมองไปยังชายชุดดำสวมหน้ากาก นางก็เข้าใจ

 

แม้ว่าชายชุดดำจะใช้วิชาแบบ ซิง หยวนกัว แต่เขาก็ไม่ได้ใช้คล่องนัก

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดอะไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่เจ้าพลาดไป มันสำคัญมาก! “ ฟาง เจิ้งจือ โบกมือให้ ปิง หยาง หยุดฟัง

 

ปิง หยาง กลืนคำพูดกลับไป นางอยากจะพูดอะไรออกมา แต่นางไม่รู้จะพูดอะไรมาหักล้างดี

 

“บอกมา!” ปิง หยาง ตะโกน

 

“เจ้าบอกว่าชายชุดดำสวมหน้ากากเป็นของปลอม ขณะที่ทหารนั้นเป็นของจริง นี่คือข้อผิดพลาดร้ายแรง อย่างไรก็ตามคำอธิบายสำหรับเรื่องนี้นั้นซับซ้อนมาก ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเข้าใจมัน ว่ากันว่าเจ้าต้องมีทัศนคติต่อเรื่องพวกนี้เหมือนกัน เช่น จนกับรวย ดีกับเลว ฟาง เจิ้งจือ กล่าว

 

“เจ้าหมายถึงอะไร…?” ปิง หยาง มองไปที่ ฟาง เจิ้งจือ

 

“ข้ากำลังบอกว่าเราสามารถเผชิญหน้ากับสถานการณ์ต่างๆ ด้วยความคิดว่ามันเหมือนกัน” ฟาง เจิ้งจือ อธิบาย

 

“สิ่งเหล่านี้ต่างกันอย่างสิ้นเชิง เจ้าจะมีความคิดต่อพวกมันเหมือนกันได้ยังไง?ความยากจนคือความยากจน รวยก็คือรวย… เจ้าคิดว่าเจ้าอยู่ในระดับเดียวกันกับองค์จักรพรรดิงั้นรึ?” ปิง หยาง ถามด้วยวความสับสน

 

“ข้าถึงบอกไงว่ามันยากที่จะอธิบายให้เจ้าฟัง ข้ายกตัวอย่างให้ฟัง หลายคนอาจจะบอกว่าความร่ำรวยและอายุขัยนั้นถูกกำหนดโดยโชคชะตา”

 

“มันก็ไม่ได้ผิดอย่างสิ้นเชิง ถ้ามีคนเคยเป็นพระชาติก่อน ชาตินี้เขาอาจจะได้รับการตอบแทนด้วยความร่ำรวยและอายุขัยที่ยืนยาว แต่ถ้าเขาทำชั่วในชาติก่อนชาตินี้ก็จะยากจนและอายุสั้น”

 

“นี่เป็นมุมมองแบบทั่วๆไป อย่างไรก็ตามมุมมองอื่นๆคือ เรานั้นเป็นคนกำหนดชีวิตตัวเอง”

 

“ถ้าใครมีความสุขกับความมั่งคั่งและอายุยืนยาว แต่ทำแต่สิ่งชั่วร้าย เขาอาจจะได้รับการลงโทษในชาตินี้ ชายอีกคนอาจจะถูกสาปให้ยากจนและอายุสั้น แต่เขากลับทำสิ่งดีๆมากมาย เขาอาจจะไม่ต้องรอถึงชาติหน้าถึงจะได้รับผลตอบแทน “

 

“สรุปได้ว่าโชคชะตาของคนเราอาจถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เราต้องกำหนดโชคชะตาของตัวเอง”

ฟาง เจิ้งจือ พูดไม่ซับซ้อน เพราะด้วยสถานะของ ปิง หยาง นั้นเป็นเรื่องยากที่นางจะเข้าใจ

 

“ข้าเข้าใจนิดดหน่อย… แต่มันเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ยังไง” ปิง หยาง มองไปที่ ฟาง เจิ้งจือ ด้วยความสงสัย  นางไม่รู้ว่าที่ ฟาง เจิ้งจือพูด นั้นเกี่ยวกับกลืนกินโลกยังไง

 

“ถ้าข้าจำไม่ผิด กลืนกินโลก สามารถทำให้ สิ่งต่างๆจมลงไปในมหาสมุทร!” ฟาง เจิ้งจือ มองไปที่ ฉือ กูเหยียน

 

ฉือ กูเหยียน พยักหน้าเล็กน้อย ฟาง เจิ้งจือ นั้นเข้าใจถูกต้องแล้ว

 

“สิ่งที่ตรงกันข้ามกับเรื่องนี้คืออะไร? การที่โลกลอยขึ้นมาจากมหาสมุทร! มันเหมือนกับสถานการณ์ปัจจุบันของเราตอนนี้ หากความจริงถูกทำให้เป็นภาพลวงตา ภาพลวงตาก็สามารถทำให้เป็นความจริงได้! “ ฟาง เจิ้งจือ อธิบาย

 

“ความจริงและภาพลวงตา … เราจะทำลายมันได้ยังไง?” ปิง หยาง ถาม

 

“เราไม่สามารถทำได้” ฟาง เจิ้งจือ ส่ายหัว

 

“เราไม่สามารถ?! แล้วเจ้าพูดเรื่องทั้งหมดมาทำไมกัน? “ ปิง หยาง กล่าวอย่างหัวเสีย

 

“ใน กลืนกินโลก ทุกอย่างที่จริงคือปลอม ทุกอย่างที่ปลอมคือจริงเราไม่สามารถทำลายมันได้ แต่ถ้ากลืนกินโลกไม่มีอยู่จริงละ? “ ฟาง เจิ้งจือ ถาม

 

“ไม่มีอยู่จริง? เจ้ากำลังจะพูดว่า… “

 

“มีกฎอยู่ข้อหนึ่งว่า ไม่มีสิ่งใดในโลก ไม่มีสิ่งใดในโลกคงอยู่ได้ด้วยตัวเอง ต้องมีพลังงานบางอย่างสนับสนุน ดังนั้นกลืนกินโลกจะเกิดขึ้นมาได้ก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ทรงพลังเท่าเทียมกัน”

 

“เจ้าหมายถึงศิลาเซียน?” ปิง หยาง ไม่รู้ว่ากฎนั้นคืออะไร อย่างไรก็ตามเมื่อ ฟาง เจิ้งจือ กล่าวว่า ‘บางสิ่งบางอย่างที่เท่าเทียมกัน’ นางตอบสนองทันที

 

“ใช่แล้ว ถ้าเราสามารถหา ศิลาเซียนได้ เราก็จะสามารถทำลายกลืนกินโลกได้! “ ฟาง เจิ้งจือ อธิบาย

 

“งั้นที่เจ้าพูดมาทั้งหมดก็เท่ากับเสียเปล่า ท่านลุงซิง และทหารทั้งหมดได้ค้นโถงบัลลังก์ทั้งหมดแล้ว ถ้าเขาหามันพบคงไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ! “ ปิง หยาง พูดอย่างหดหู่

 

“ข้าแค่จะบอกว่าอะไรที่เป็นของจริงคือปลอม ศิลาเซียนที่ผนวกเข้ากับกลืนกินโลก ก็อยู่ในกฎเดียวกัน! “

 

“เจ้าจะบอกว่า … “

 

“มีสองประการคือ หนึ่งมีห้องบัลลังก์อีกห้องอยู่ภายในโถงบัลลังก์นี้ อย่างไรก็เจ้าบอกว่าที่นี่ถูกค้นจนหมดแล้ว ถ้ามีอีกห้องจริงก็ควรจะเจอไปนานแล้ว ดังนั้นจึงน่าจะเป็นอีกข้อที่เป็นไปได้… “

 

“คืออะไร?”

 

“อะไรที่เป็นของจริงคือปลอม อะไรที่เป็นของปลมคือของจริง! แท่นบูชาคือห้องบัลลังก์และห้องบัลลังก์ คือ แท่นบูชา!นั่นหมายความว่าแท่นบูชาเป็นห้องบัลลังก์ที่แท้จริง! “

 

“หา?!!!” ปากของ ปิง หยาง อ้าค้าง ดวงตาของนางเป็นประกาย

 

“ข้าเข้าใจแล้ว!” ฉือ กูเหยียน พยักหน้าเมื่อได้ยิน

 

“งั้นเราออกไปจากที่นี่กันเถอะ!” ปิง หยาง ไม่ค่อยเชื่อใจ ฟาง เจิ้งจือ แต่นางเชื่อ ฉือ กูเหยียน เมื่อเห็น ฉือ กูเหยียน พยักหน้า นางจึงไม่ลังเล

 

“เราจะออกไปยังไง?” ฟาง เจิ้งจือ ถาม

 

“ผ่านประตูหินแน่นอน!” ปิง หยาง มองไปที่ ฟาง เจิ้งจือ ด้วยความสงสัย

 

“ข้าคิดว่าสมองของเจ้าคงไม่ทำงาน! เจ้าคิดว่าจะออกไปได้จากทางที่เจ้าเข้ามางั้นหรือ? “ ฟาง เจิ้งจือ มองไปที่ ปิง หยาง

 

“อืม… ไม่ได้งั้นรึ?” ปิง หยาง ถาม อย่างสงสัย 

“แล้วทำยังไงดี?”

 

“ถ้าข้าเดาถูก นั่นควรจะเป็นประตู!” ฟาง เจิ้งจือ ชี้ไปที่ด้านหลังของเขา

ฟาง เจิ้งจือ ชี้ไปทางประตูหินที่ปิดอยู่ มันถูกแกะสลักอยู่บนผนัง และขนาบข้างด้วยรูปปั้นทั้ง 8 ที่น่าเกรงขาม

 

ราวกับแท่นบูชา

 

มีสิ่งที่คล้ายๆกันนี้แกะสลักอยู่ทั่วห้องบัลลังก์ นอกจากนี้ยังมีรูปแกะสลักบนผนังมากมาย

แต่ ฟาง เจิ้งจือ กลับเลือกอันนี้

 

“ทำไมถึงเป็นที่นั่น?” ปิง หยาง สับสน

 

“ของจริงและของปลอมเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกัน ประตูนั้นก็ควรจะใช้หลักการนี้เช่นกัน! “ ฟาง เจิ้งจือ ชี้ให้เห็นว่าประตูบานนั้นอยู่ตรงข้ามประตูที่พวกเขาเข้ามา

 

“เจ้า… ไม่ได้ล้อเล่นใช่ไหม?”ปิง หยาง ยังคงไม่เชื่อ

 

“ลองดู แล้วเจ้าจะรู้เอง!” ฟาง เจิ้งจือ ตอบกลับ

 

“ข้าจะลองได้ยังไง?” ปิง หยาง ถาม

 

“ถ้าเจ้าเชื่อข้า ลองใช้หัวของเจ้าพุ่งเข้าใส่ดูสิ แล้วก็จะรู้เอง!” ฟาง เจิ้งจือ กล่าวอย่างจริงจัง

 

“ใช้หัวของข้า… พุ่งใส่มันเนี่ยนะ?” ปิง หยาง หน้าซีด นางกัดฟันอย่างลังเลใจ ทันใดนั้นนางตะโกนเรียกทหารจากกองทัพทลายภูผาที่อยู่ใกล้ๆ “เฮ้… เจ้าน่ะ! มาปกป้องข้าซะ! “

 

“ขอรับ” ทหารนายหนึ่งรีบวิ่งมาอย่างเต็มใจ

 

ฟาง เจิ้งจือ มองไปยังท่าทีที่มีความสุขของทหารและถอนหายใจ แม้แต่ทหารชั้นยอดที่ได้รับการยอมรับ ก็ยังถูกใช้งานอย่างง่ายดาย

 

นี่เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ในประวัติศาสตร์

 

“เจ้าชื่ออะไร?” ปิง หยาง ถามขณะที่มองไปทางเขา

 

“ขอรับฝ่าบาท ข้าชื่อ เหวิน เต๋าเปา เป็นลูกชายของ เหวิน ฉิงเฮ่อ ข้าจะปกป้องฝ่าบาทด้วยชีวิต! “ ทหารตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ

 

“โอ้ เจ้าเป็นลูกของรัฐมนตรีกฎหมายงั้นรึงั้นก็ดี ข้าขอสั่งให้เจ้าพุ่งใส่ประตูนั่นซะ! “ ปิง หยาง ชี้ไปทางประตู

 

“หา?!!!” เหวิน เต๋าเปา ตกใจทันทีที่ได้ยิน

เขาเข้าร่วมกองทัพทลายภูผาเพื่อเกียรติยศและชื่อเสียง กองทัพทลายภูผามีชื่อเสียงไปทั่วอาณาจักร ตราบใดที่เขาได้อยู่ในกองทัพนี้ถึง 3 ปี ชีวิตเขาที่เหลือนั้นจะได้รับการชื่นชมไปตลอด

 

เขาอาจจะเข้ารับตำแหน่งเดียวกันกับพ่อของเขาด้วยความช่วยเหลือของกองตรวจการศักดิ์สิทธิ์

 

ความจริงแล้ว เหวิน เต๋าเปา ไม่ต้องการเข้าร่วมการค้นหาศิลาเซียนครั้งนี้

 

เขาแค่ต้องการจะทำหน้าที่ของเขาในระยะเวลา 3 ปีเท่านั้น

 

แน่นอนว่า กองทัพทลายภูผาไม่ได้ใส่ใจกับการเข้าร่วมของเขาเท่าไหร่ รองแม่ทัพเองก็ไม่ต้องการให้เขาเข้าร่วม อย่างไรก็ตามพ่อของ เหวิน เต๋าเปา คิดว่าการมาในครั้งนี้เป็นโอกาสดีเพื่อสร้างชื่อเสียงให้ เหวิน เต๋าเปา มากยิ่งขึ้น

 

โอกาสในครั้งนี้จะทำให้ชื่อเสียงของเขามากกว่าเดิม

 

สุดท้ายแล้ว สวรรค์เท่านั้นที่รู้ดีที่สุด

 

เหวิน เต๋าเปา ใช้ความสามารถของเขาในการเอาชีวิตรอดมาตลอด ใครกันจะเข้าใจความเจ็บปวดที่ผ่านมาของเขากัน?

 

 

และตอนนี้…

 

เขามีข้ออ้างที่ออกจากการต่อสู้ โดยองค์หญิง แต่เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องมาพุ่งชนประตูแบบนี้

มันเป็นเรื่องที่ยากจะหลีกเลี่ยง

 

“ทำไม? เจ้ากล้าฝืนคำสั่งข้างั้นรึ? “ ปิง หยาง จ้องมองที่เขา

 

เหวิน เต๋าเปา เริ่มเหงื่อออกที่หน้าผาก ตัวของเขาสั่นตั้งแต่หัวจรดเท้า

ความโกรธของ ปิง หยาง นั้นทำให้อาณาจักรสั่นสะเทือนได้

 

ทุกคนไม่ใช่ ฟาง เจิ้งจือ  ปิง หยาง นั้นราวกับปีศาจ จะมีใครกล้าขัดนาง แม้แต่องค์จักรพรรดิก็ต้องคิดหนักถ้าจะขัดใจนาง

 

ในฐานะองค์จักรพรรดิ ถ้าเขาต้องการให้ใครตาย คนนั้นก็ต้องตาย

 

ปิง หยาง นั้นไม่ใช่องค์จักรพรรดิ แต่นางเป็นองค์หญิงที่ถูกตามใจมากที่สุด

 

“ไม่…ไม่… ข้าไม่กล้า… ! “ เหวิน เต๋าเปา ตะโกนขณะก้มหัวลง

 

“แล้วทำไมเจ้าไม่ทำมันซะที?” ปิง หยาง ร้องตะโกน

 

“ร..รับทราบ..” เหวิน เต๋าเปา พยักหน้ารัวๆ แต่ขาของเขากลับยืนนิ่ง

เมื่อ ปิง หยาง เห็นอย่างนี้ นางโกรธมาก แต่ทันใดนั้น ฟาง เจิ้งจือ ได้เดินไปหา เหวิน เต๋าเปา และกระซิบบางอย่างข้างหู

 

เหวิน เต๋าเป่า ยกหัวขึ้นทันที พร้อมกับดวงตาที่เป็นประกาย

 

“ตึง!” เข่าล้มลงนั่งคุกเข่า

 

“ขอบคุณองค์หญิง ของคุณองค์จักรพรรดิ!ข้าจะทำตามคำสั่งของท่าน! “ เหวิน เต๋าเปา กำมือแน่น

 

ปิง หยาง ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เหวิน เต๋าเปา ยังลังเลอยู่เลย แต่ทำไมเขากลับถูกกระตุ้นด้วยคำพูดของ ฟาง เจิ้งจือ?

 

ทำไมกัน?

 

“ย้าก!!”

 

ก่อนที่ ปิง หยาง จะถาม เหวิน เต๋าเปา ก็พุ่งออกไปราวกับลูกศรพุ่งออกจากคันธนู

 

เขากลบหรือลังเล

 

“ตึง!” เสียงอันดังก้องดังสะท้อน เมื่อ เหวิน เต่าเปา ชนเข้ากับประตูหิน

 

จากนั้น…

 

สติของเขาก็ค่อยๆเลือนหาย และร่างกายก็ล้มลงนอนกับพื้น

 

 

เพจหลัก : Double gate TH