0 Views

 

ก็ไม่สามารถตำหนิ ฟาง เจิ้งจือ ได้ที่เขากังวล เพราะชื่อเสียงของในฐานะฑูตแห่งดาบนั้นรู้กันในเมืองหลวงเท่านั้น

 

แม้ว่าข่าวจะมาถึงที่มณฑล แต่ใช่ว่าจะไปถึงหูกองทัพได้

ถ้าเขายังอยู่ที่หมู่บ้านภูเขาทางเหนื อปัญหาจะถูกแก้ไขอย่างง่ายดาย แต่ถ้าเขาไม่อยู่ละ? ชาวบ้านจะสามารถลุกขึ้นสู้กับกองทัพได้งั้นรึ?

 

ฟาง เจิ้งจือ ยิ่งกังวลมากขึ้น

 

ทันใดนั้น ไหข้างหน้านั้นดูจะยิ่งสว่างมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีเสียงฆ่าฟันลอยเข้ามา…

“พี่เหยียน!”  ปิง หยาง ขอคำแนะนำจาก ฉือ กูเหยียน

“เราไปต่อได้ไหม?”ฉือ กูเหยียน ไม่ตอบทันที นางหันไปหา ฟาง เจิ้งจือ เพื่อถามว่าทางข้างหน้ามีอันตรายหรือไม่

“เดินไปทางซ้าย” ฟาง เจิ้งจือ ยังคงกังวลอยู่มาก เขาตัดสินใจที่จะลงจากเขาให้ไวที่สุดเท่าที่เป็นไปได้

 

ใจกลางภูเขาคังหลิงมีกระท่อมหินเล็กๆ มันถูกซ่อนอยู่เพราะต้นไม้ที่ขึ้นบัง

ตรงกลางบ้านมีแท่นบูชาสีดำ

 

มีแสงสีเงินจางๆส่องออกมาด้านบนแท่นบูชา

มันเป็นแสงจากอัญมณีสี่เหลี่ยมสีเงิน บนผิวของมันมีตัวอักษรโบราณที่ส่องแสงออกมา

รอบ ๆ แท่นบูชามีชาย 9 คนสวมชุดสีดำ พวกเขาคุกเข่าล้อมรอบแท่นบูชา บนหัวแต่ละคนมีสิ่งที่คล้ายหยกขนาดเท่าไข่มุกอยู่

 

มันคือดวงตาปีศาจ สีเขียวหมายความว่าพวกเขาอยู่ในระดับอภินิหาร

 

“มันได้เริ่มขึ้นแล้ว ไปกันเถอะ!”

มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลังของพวกเขาทั้ง 9  ร่างนั้นค่อยๆลุกขึ้นมา เขาสวมเสื้อคลุมสีดำและหมวก

ถ้ามีทหารคนไหนรอดตยจากประตูเมืองหลวง พวกเขาจะจำชายคนนี้ที่ข้าทหารยามที่หน้าเมืองได้ทันที

 

“ตกลง!”

อีกเสียงหนึ่งดังขึ้น

ร่างของเขาถูกพันด้วยหวายสีเขียวเคราที่ใบหน้ายาวจนไปถึงลำคอ เขาไม่ได้สวมชุดเกราะ

 

เขาดูคล้ายกับคนจากชนเผ่าตามเกาะ

บนหน้าผากไม่มีดวงตาปีศาจ หมายความว่า เขาเป็นมนุษย์

มีสิ่งหนึ่งแปลกๆเกี่ยวกับชายคนนี้คือ แม้เขาจะดูป่าเถื่อน แต่มือข้างหนึ่งของเขานั้นถือขลุ่ยหยกอยู่

 

สำหรับคนป่าอย่างเขาการสวมชุดแบบนี้นั้นดูปกติ แต่การถือขลุ่ยด้วยนั้นทำให้ภาพลักษณ์ของเขาดุขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม เขาถือขลุ่ยด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก

ชายในชุดคลุมเหลือบมามองเล็กน้อย ก่อนจะรีบหันหน้าหนีไปและรีบเดินไปที่แท่นบูชา

ก่อนเขาจะหายตัวไปทันที

 

หลังจากที่ชายป่าเถื่อนเห็นชายในชุดคลุมหายไปแล้ว ดวงตาของเขาเผยความไม่เต็มใจออกมา ก่อนที่จะพึมพัมอะไรบางอย่างและหายไปในแท่นบูชา

 

หมอกบนภูเขาคังหลิงหน้าขึ้นเรื่อยๆ

ฟาง เจิ้งจือ นำกลุ่มเดินฝ่าหมอกไปข้างหน้า เสียงคำรามรอบๆตัวของพวกเขาดังขึ้นและดูวุ่นวายมากยิ่งขึ้น

อากาศรอบๆตัวเริ่มเต็มไปด้วยกลิ่นเลือด

ใช้เวลาสักพักกว่าพวกเขาทั้ง 3 คนจะไปถึงขอบของแสงไฟ

ท่าทีของ ฟาง เจิ้งจือ เปลี่ยนไปทันที เมื่อเขาเห็นมัน

เขาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีค่ายทหารตั้งอยู่

 

มันไม่ได้สร้างมาจากไม้ แต่สร้างมากจากหิน สร้างเป็นวงกลมขนาดใหญ่คล้ายกับปราสาท

แต่ตอนนี้ปราสาทนั้นมีรอยแตกร้าวไปทั่ว

มีรูขนาดใหญ่เกือบทุกแห่ง พร้อมทั้งมีศพนอนเกลื่อนกลาด

ฟาง เจิ้งจือนั้นรู้ถึงความโหดร้ายของสนามรบเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามการเห็นด้วยตาตัวเองนั้นให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป

 

มันเป็นการสังหารหมู่…

“นี่มันกองทัพทลายภูผาของกองตรวจการความมั่นคงและ … “ เสียงของ ปิง หยาง ดังขึ้น ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ นางรู้ดีว่ากองทัพทลายภูผานั้นทรงพลังขนาดไหน

 

พวกเขาเป็นเสาหลักของกองตรวจการความมั่นคงและอาณาจักรเซี่ย

สมาชิกแต่ละคนนั้นเลือกมาเป็นอย่างดีจากทหารนับหมื่น ทุกคนนั้นมีพลังบ่มเพาะ เช่นเดียวกับหน่วยปีกสีชาด ของ กองตรวจการศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาเป็น 1 ใน 4 กองทัพที่เก่งกาจที่สุดของอาณาจักร

ฉือ กูเหยียน ก็ดูสีหน้าไม่ค่อยดีนัก

 

แม้ว่า ปิง หยาง จะไม่ได้พูดว่าเห็นร่างของคนจากหน่วยปีกสีชาดนอนอยู่ท่ามกลางคนของกองทัพทลายภูผา ก็ตาม

ที่สำคัญไม่มีศพอื่นๆอยู่เลย

การป้องกันพังทลายลงได้ยังไง? ทำไมถึงเป็นทหารของหน่วยปีกสีชาดและกองทัพทลายภูผาที่ตายมากมายขนาดนี้?อะไรคือจุดเริ่มต้นของเสียงฆ่าฟันที่เกิดขึ้น?

มันแปลกมาก

ฉือ กูเหยียน รู้สึกสูญเสียเป็นครั้งแรก ถ้าพวกเขาไม่ได้ถูกโจมตี แล้วเสียงมาจากไหนกัน?

“พี่เหยียน มาดูนี่สิ!” เสียงของ ปิง หยาง เต็มไปด้วยความตกใจ นิ้วของนางชี้ไปยังจุดหนึ่ง

 

ตรงที่ ปิง หยาง ชี้ไปนั้น …

มันดูเหมือนเป็นทางเข้าอุโมงค์

“ถ้าข้าเดาไม่ผิดนั่นเป็นทางเข้าไปสู่ศิลาเซียน กองทัพทลายภูผาและหน่วยปีกสีชาดน่าจะถอยไปที่นั่น” ดวงตา ฉือ กูเหยียน เป็นประกายขณะที่พูด

“ไปกันเถอะ!” ปิง หยาง พูดด้วยความรีบร้อน

“เจ้าคิดว่ายังไง?” ฉือ กูเหยียน มองไปที่ ฟาง เจิ้งจือ

 

“ข้าคิดว่ามันอาจจะเป็นกับดัก” ฟาง เจิ้งจือ กล่าวขณะหันไปมองยังศพที่นอนระเกะระกะ เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “แต่ต่อให้เป็นกับดักเราก็ต้องเข้าไป เราไม่สามารถอยู่ที่นี่และรอได้ “

 

“โอ้…? ข้าคิดว่าเจ้าเลือกที่จะรออยู่ข้างนอกเสียอีก … ? “ปิง หยาง รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

“เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าไม่ไดหมายความว่าให้พวกเจ้าเข้าไปและข้ารออยูที่นี่?” ฟาง เจิ้งจือ มองไปยัง ปิง หยางด้วยความประหลาดใจ

 

“เจ้า… เจ้ามันพึ่งพาไม่ได้!”ปิง หยาง โกรธ

“เ้จ้าคงต้องถามตัวเองว่าข้าพึ่งหาได้แค่ไหน”

 

“แล้วจะรู้ได้ยังไง?”

 

“ใช่เราจะรู้ได้อย่างไร?” ฟาง เจิ้งจือ หัวเราะเยาะขณะมองไปที่หน้าอกของ ปิง หยาง

ปิง หยาง สงสัยกับคำพูดของ ฟาง เจิ้งจือ แต่เมื่อนางรู้ว่า ฟาง เจิ้งจือ กำลังมองส่วนนั้นของนาง …

 

“เจ้าโรคจิต!” ปิง หยาง ตะโกนออกมา

สุดท้าย ฟาง เจิ้งจือ ก็เข้าอุโมงค์ไปด้วย แทนที่จะอยู่ข้างนอก …

 

เรื่องมันยาวมาก…

ฟาง เจิ้งจือ ยิ้มอย่างมีความสุข ในขณะที่หน้าของ ปิง หยาง ขึ้นสี และมองไปที่ ฟาง เจิ้งจือ อย่างเอาเรื่อง

 

ถ้านางมองแล้วคนคนนั้นตายได้ นางจะมอง ฟาง เจิ้งจือ สักพันครั้ง

อุโมงค์นั้นส่องแสงออกมาเล็กน้อยจากหินที่ให้แสงสว่างรอบๆ มันจึงไม่ได้มืดอย่างที่คาดไว้ มันไม่ได้ใหญ่มาก แค่ยืนกันได้ประมาณ 5 คน

ฟาง เจิ้งจือ คาดว่าในอุโมงค์ก็น่าจะมีศพด้วย แต่ด้านในกลับว่างเปล่า

 

ไม่มีศพเลย ยิ่งไปกว่านั้นไม่มีการสู้รบกัน

อย่างไรก็ตามเสียงการต่อสู้ยังดังออกมาเรื่อยๆ จากทิศทางของเสียง ดูเหมือนว่ามันมาจากภายในอุโมงค์

ทำไมถึงมีเสียงทั้งๆที่ไม่มีการต่อสู้เกิดขึ้น?

เกิดอะไรขึ้น?

ฟาง เจิ้งจือ เริ่มสงสัย

ฉือ กูเหยียน กำลังใช้ความคิดเงียบๆ

ปิง หยาง เมิน ฟาง เจิ้งจือ นางคอยเอามือทุบหลัง ฟาง เจิ้งจือ ทุกครั้งที่มีโอกาส

อุโมงค์นั้นมีทิศลงไปข้างล่าง  ฟาง เจิ้งจือ รู้สึกว่าทางนั้นชันมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ทุกคนกำลังคิด เสียงของการฆ่าฟันก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ

 

ไม่นานก็มีแสงส่องมาจากด้านหน้า ราวกับรังสีของดวงอาทิตย์ ที่ส่องอยู่ในอุโมงค์

 

ฟาง เจิ้งจือ เร่งเท้า

ความโกรธของ ปิง หยาง ถูกแทนที่ด้วยความตื่นเต้น แต่นางก็ยังคงวิตกกังวล มือหนึ่งของนางจับที่ชายเสื้อ ฟาง เจิ้งจือ ส่วนอีกข้างจับแขน ฉือ กูเหยียน ไว้

ฉือ กูเหยียน มีท่าทีสงบมาก

 

“ฆ่า!”

 

“โอ้โอ้…”

 

“ไปตายซะ!”

ทั้งสามคนเดินออกจากอุโมงค์

แสงส่องลงบนตัวพวกเขา มันสว่างมาก เหมือนแสงของดวงอาทิตย์

 

แต่นี่คือใต้ดิน

 

จะมีดวงอาทิตย์ได้ยังไง?

ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้เป็นกลางดึก

ฟาง เจิ้งจือ เริ่มสงสัยมากขึ้น อย่างไรก็ตามเขาก็ได้รับคำตอบอย่างรวดเร็ว

 

มีแหล่งกำเนิดแสงเหนือพวกเขา

 

ไม่ใช่ดวงอาทิตย์ แต่เป็นลูกไฟ บอลไฟสีทอง

 

เสาสีทองนั้นเป็นฐานของบอลไฟ บนเสาเป็นรูปแกะสลัก ทั้งรูปพืชและสัตว์

มันสูงอย่างน้อย เมตร กว้าง 10 เมตร

ทำไมเสาขนาดใหญ่ถึงถูกสร้างขึ้นที่นี่? มันเป็นภาพที่แปลกประหลาด

นอกจากนั้นยังมีรูปปั้นคน 8 รูป ตั้งอยู่รอบๆเสา

 

แต่ละรูปปั้นทำด้วยหินสีขาวบริสุทธิ์

ท่าทางของพวกเขาเคร่งขรึม สวมชุดเกราะทั้งตัว แต่ละคนถือ มีด, หอก, ดาบ, ขวาน …

 

ที่สำคัญรูปปั้นทั้ง 8 นั้นสูงเท่ากับเสาสีทอง

กลิ่นอายราวกับเทพเจ้าเชิญชวนให้คนศักการะ

เสียงฆ่าฟันนั้นดังมาจากรูปปั้นทั้ง 8 อย่างไรก็ตาม ไม่เห็นทหารหรือศพสักคน

 

“นี่คือ?”

“แท่นบูชา! ศิลาเซียนนั้นนั้นเกิดจากเต๋าสวรรค์ เมื่อมันปรากฏขึ้นก็มักจะมากับแท่นบูชาใช้เพื่อบูชายัญ! “ ฉือ กูเหยียน พึมพัม

 

“บูชายัญเพื่อเต่าสวรรค์?”

 

“ใช่ผู้ที่ซื่อสัตย์เท่านั้นถึงถูกรับเลือก” ฉือ กูเหยียน ตอบ

“แล้วพวกเราจะต้องไปสักการะที่ไหน?” ฟาง เจิ้งจือ ไม่คัดค้าน ถ้าแค่กราบไหว้

ถ้าเขาคุกเข่าและโชคดี รู้แจ้งเป็นเซียนขึ้นมาทันทีเลยก็ดี

“ประตูสู่แท่นบูชาได้ถูกเปิดไปแล้ว!” ฉือ กูเหยียน ไม่รู้ว่า ฟาง เจิ้งจือ คิดอะไรอยู่ นางชี้ไปที่เสาสีทอง

“ประตูสู่แท่นบูชา?” ฟาง เจิ้งจือ มองตามไป เห็นประตูถูกเปิดอยู่ครึ้งหนึ่ง

เปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง?

 

มีคนเข้าไปแล้ว? งั้นเขาก็คงไม่มีทางรู้แจ้งเป็นเซียนได้แล้วสิ

ฟาง เจิ้งจือ ต้องการออกจากที่บ้าๆนี่และกลับไปที่หมู่บ้านเสียที  แต่ก็ไม่มีทางให้เขาทำอย่างนั้น

วิธีเดียวที่จะออกไปได้น่าจะเป็นการได้รับศิลาเซียน มันน่าจะเป็นทางออกจากที่นี่

แม้ ฟาง เจิ้งจือ จะไม่เคยรู้เรื่องพวกนี้มาก่อน …

แต่ในเมื่อเขาอยู่ที่นี่แล้ว ก็อยากจะเสี่ยงโชคสักหน่อย เขาอยู่ใกล้กับ ศิลาเซียนมาก

นอกจากนี้หลังจากได้เห็นความสามารถของ ฉือ กูเหยียน

 

คนที่อยู่ในขั้นสูงสุดของระดับสะท้อนสวรรค์…

 

สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าคนที่อยู่ในระดับอภินิหาร?

ถ้า ฉือ กูเหยียน ยังทำได้ และทำไมเขาจะทำไม่ได้?

 

 

เพจหลัก : Double gate TH