0 Views

มันคืออะไรกัน? ฟาง เจิ้งจือ สงสัย

 

“อยู่ที่นี่ และดูลาดเลาไปก่อนแล้วกัน” ฉือ กูเหยียน ส่ายหัวเบาๆและมองไปยัง ฟาง เจิ้งจือ และ ปิง หยาง

 

“เราจะหาที่พักกันหรอ?” ปิง หยาง ชี้ไปที่หินก้อนยักษ์ที่อยู่ด้านหน้าของนาง

“อืม!” ฉือ กูเหยียน ลังเลไปพักหนึ่งก่อนที่จะตอบรับ

“พี่เหยียน ไปพักเถอะ ที่นี่ไม่มีสัตว์ร้ายอยู่หรอก  หรือถ้ามีข้าก็จัดการมันได้ไม่ต้องห่วง “ ปิง หยาง กำมือทุบที่หน้าอกอย่างมั่นใจ

ฟาง เจิ้งจือ มองอย่างรังเกียจ คิดว่านั้นจะทำให้เจ้าดูแข็งแกร่งรึ? เห็นได้ชัดว่าเจ้าไม่รู้อะไรเอาซะเลย

 

อย่างไรก็ตามเขาเริ่มระแวงมากขึ้น เมื่อ ฉือ กูเหยียน ตกลงใจที่จะพักผ่อน ด้วยนิสัยที่เย่อหยิ่งของนางแล้ว นางต้องไม่เห็นด้วยกับการพักนี้สิ หมายความว่านางได้รับบาดเจ็บงั้นเหรอ

ฉือ กูเหยียน เดินตรงไปที่หินยักษ์อย่างรวดเร็วโดยมี ปิง หยาง คอยพยุง

จากนั้นนางก็ปิดตาลง ร่างของนางนอนลงกับพื้น ใบหน้าของนางดูอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัดเลย

ฉือ กูเหยียน นอนพักลง ในขณะที่ ฟาง เจิ้งจือ และ ปิง หยาง มองหาที่นั่งพักใกล้ๆ พวกเขากวาดสายตาไปมา

 

“เจ้ามองอะไร!”  ปิง หยาง พูดขึ้นมาหลังจากผ่านไปได้ 5 นาที

“เจ้าจะรู้ได้ยังไง ว่าข้ามองเจ้า ถ้าเจ้าไม่ได้มองข้า?”

 

“ฮึ่ม นั่นเพราะเจ้ากำลังมองข้า! “

“ช่างมันเถอะ ข้าไม่มีอารมณ์มาเถียงกับเจ้า บอกข้ามาว่าเจ้ามาทำอะไรที่นี่ แล้วเรื่อง ศิลาเซียน นั่นมันอะไรกัน”ฟาง เจิ้งจือ ต้องการรู้ข้อมูลจาก ปิง หยาง

 

“ฮ่า ๆ ๆ … เจ้าอยากรู้งั้นรึ? ข้าไม่บอก! “

“ไม่เป็นไร ข้าจะไปที่เมืองฮวายอันในวันพรุ่งนี้ เมื่อข้าไปถึงข้าจะไปที่ภัตรคารสักแห่งหนึ่ง แล้วป่าวประกาศว่าองค์หญิง ปิง หยาง ผู้สูงส่งมาคลุกคลีอยู่ที่ค่ายทหารบนภูเขาคังหลิง ที่เต็มไปด้วยผู้ชาย …”

“จะ..เจ้า เจ้าไม่กล้าหรอก!”

“ทำไมเจ้าไม่ลองเดิมพันกับข้าดูสัก 2000-3000 เหรียญเงินดูล่ะ?”

“ได้โปรดเถอะ ข้าเป็นถึงองค์หญิง ทำไมข้าต้องมาเดิมพันกับเจ้าด้วย? ถ้าเจ้าอยากรู้ข้าก็จะเล่า ถึงเรื่องราวที่กล้าหาญของข้า “ ปิง หยาง พูดอย่างร่าเริงแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความโกรธ

 

ฟาง เจิ้งจือ ยิ้ม เขารู้ว่า ปิง หยาง นั้นห่วงชื่อเสียงของตัวเองขนาดไหน

“ข้าต้องบอกเจ้าเกี่ยวกับม้าอัศนีย์ม่วงที่ข้าพึ่งได้มาก่อน รู้ไหม …” ปิง หยาง ลังเลและกระแอม “ข้าไม่อาจจะขี่ม้าที่ยิ่งใหญ่ในใจกลางเมืองได้ใช่ไหมล่ะ?”

“ฮื้ม …เจ้าก็เลยขี่มันไปที่ดินแดนทางเหนืองั้นรึ?” ฟาง เจิ้งจือ ยิ้มและถาม

“ใช่ ใช่ ข้าขี่ม้ามาเป็นเวลาหลายวันจนมาถึงดินแดนทางเหนือนี้ ข้ามาถึงหมู่บ้านภูเขาทางเหนือและเห็นว่ามันถูกทหารปกครองอยู่ ทหารพวกนั้นยึดห้องของพวกชาวบ้านข้าไม่ชอบใจก็เลยขึ้นมาที่ภูเขาเพียงคนเดียว “ ปิง หยาง ดูท่าทางของ ฟาง เจิ้งจือ

 

ฟาง เจิ้งจือ ไม่เชื่อว่า ปิง หยาง จะขี่ม้าขึ้นมาที่หมู่บ้านทางเหนือ ‘โดยบังเอิญ’ นอกจากนี้นางยังพูดถึง ศิลาเซียน นั่นอีก

ปิง หยาง มีเหตุผลที่มาที่นี่แน่นอน

ว่าแต่ทำไมนางถึงเลือกมาที่หมู่บ้านภูเขาทางเหนือ …

นั่นยังเป็นคำถามที่วนเวียนอยู่ในหัว เพราะนางรู้ว่าเขาได้ออกมาพร้อมกับ ฉือ กูเหยียน

นอกจากนี้เขายังไปที่โน่น ที่นี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาและยังไม่ได้กลับบ้าน เพราะงั้น ปิง หยาง สามารถฆ่าทหารพวกนั้นได้อย่างง่ายดายและขึ้นมารอที่บนภูเขาคังหลิงนี้

ไม่!

 

ปิง หยาง กำลังรอ ฉือ กูเหยียน!

นางเดาว่า ฉือ กูเหยียน คงจะขึ้นมาที่ภูเขาคังหลิง ดังนั้นนางจึงรออยู่ที่ค่ายทหาร

 

ดูเหมือนว่า ปิง หยาง จะรู้ว่า ฉือ กูเหยียน มาทำอะไรที่นี่

 

“บอกข้าเกี่ยวกับ ศิลาเซียน เดี๋ยวนี้” ฟาง เจิ้งจือ รู้สึกว่า ศิลาเซียน คือกุญแจสำคัญของข้อสงสัยพวกนี้

“เจ้าไม่รู้งั้นรึ?” ปิง หยาง รู้สึกแปลกใจกับคำถามของ ฟาง เจิ้งจือ

 

“ข้าต้องรู้รึ?”

“ข้าเดาว่าคงไม่ นี่คือสมบัติอันยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรเซี่ย ที่เจ้าไม่รู้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดายังไงก็ตาม ถ้าเจ้าไม่รู้เรื่อง ศิลาเซียน แล้วขึ้นมาที่ภูเขาคังหลิงนี่ทำไมกัน? “

ฟาง เจิ้งจือ รู้ว่าคำตอบนั้นง่ายมาก แต่มันคงส่งผลกระทบอย่างมาก

 

“ข้าแค่ขึ้นมาเดินเล่น!” ฟาง เจิ้งจือ ตัดสินใจปิดบัง ปิง หยาง

“โธ่ ใครจะเชื่อเจ้าโง่?” ปิง หยาง โกรธ จากนั้นแววตาของนางก็เปล่งประกาย”ศิลาเซียน คือสิ่งที่ทุกคนต้องการจะครอบครองมัน! อาณาจักรเซี่ย พวกคนเถื่อนทางเหนือ หรือแม้แต่พวกปีศาจเองก็คิดว่ามันคือสมบัติมันสามารถทำให้ผู้คนกลายเป็นเซียนได้ในทันที”

 

เขาไม่รู้ว่าที่ ปิง หยาง พูดคำว่าเซียนออกมานั้นหมายความว่าอะไร แต่เขารู้ว่าในอาณาจักรเซี่ยมีคำพูดที่โด่งดัง “1 ศาลา 4 เซียน 13 กองตรวจการ”

 

ศาลาหมายถึงศาลาเต๋าสวรรค์ ในขณะที่ 13 หมายถึง 13 กองตรวจการที่เป็นเสาหลักของอาณาจักร

 

 

อย่างไรก็ตามเซียนนั้นมีเพียง 4 คน

พวกเขายืนอยู่เหนือกองตรวจการทั้ง 13

ใครก็ตามที่อยู่ในระดับนั้นสามารถต่อกรกับองค์จักรพรรดิได้โดยไม่ตึงเครียด

 

“ศิลาเซียน?”

ฟาง เจิ้งจือ มองไปยังส่วนลึกของภูเขาคังหลิง ก่อนจะยิ้มออกมา

 

ภูเขาคังหลิง?!

 

มันเป็นดินแดนของเขา!

 

“โอ้ ข้าพึ่งเห็นเจ้าฆ่าใครบางคนไป?” ฟาง เจิ้งจือ ถาม ปิง หยาง

“มีปัญหาอะไรงั้นรึ?” ปิง หยาง มองไปที่ ฟาง เจิ้งจือ ด้วยความสงสัย

“การฆ่าเป็นสิ่งผิดกฎหมาย นอกจอกนี้เจ้าได้ฆ่าทหารไปจำนวนมาก มันหมายถึงการกบฎ! “ ฟาง เจิ้งจือ เตือน ปิง หยาง

 

“กฎหมาย? ข้าคือกฎหมาย! กบฎ? พวกเขาโจมตีข้า พวกเขาต่างหากที่เป็นกบฎ! “ ปิง หยาง พพูดด้วยความจองหอง ไม่สนใจคำเตือนของ ฟาง เจิ้งจือ

“ทุกคนเกิดมาเท่ากัน งานของพวกเขาคือการป้องกันค่าย เจ้าเรียกพวกเขาว่ากบฎ เพียงแค่พวกเขามีสถานะที่ต่ำกว่า? “ ฟาง เจิ้งจือ พูดต่อ

 

“มีปัญหาอะไร? ข้าเป็นองค์หญิงนะ! “

“องค์หญิงเป็นเพียงตำแหน่งเหมือนตำแหน่งฑูตแห่งดาบของข้า ข้าไม่สามารถจัดการพวกเขาได้ แม้ข้าจะมีระดับสูงกว่า?

“ทำไมจะไม่ได้?”

“ข้าทำได้?”

 

“แน่นอน”

“โอ้ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เมตตาบอกข้า!” ฟาง เจิ้งจือ หัวเราะเบา ๆ

“ทำไมเจ้าโง่จัง ไม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง? เจ้าไม่น่าได้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับ 4 เลย? “ ปิง หยาง ถากถาง เมื่อได้ยิน ฟาง เจิ้งจือ ขอบคุณ

 

ฉือ กูเหยียน ลืมตาขึ้นมาเมื่อได้ยิน

 

“เจ้านี่ยิ่งไร้ยางอายขึ้นเรื่อยๆ!”

 

“พี่เหยียน ท่านตื่นแล้ว?” หยาง ปิง พุ่งเข้ามาทันทีเมื่อเห็น ฉือ กูเหยียน ลืมตา

“อืม, ไปกันเถอะ”

 

“แน่นอน!”

 

ยิ่งเขาเข้าไปในภูเขาลึกเท่าไร หมอกยิ่งหนามากขึ้นเท่านั้น มันบดบังการมองเห็นของพวกเขา

 

ทำให้บริเวณนี้เป็นพื้นที่อันสมบูรณ์แบบสำหรับสัตว์ร้าย พวกมันมีประสาทสัมผัสที่ดีในเวลากลางคืนพวกมันราวกับเจ้าภูเขา

 

“โฮก!”

 

แผ่นดินสั่นสะเทือนจากเสียงอันดังก้องจากในป่า

ทหารทั่วๆไปไม่กล้าเข้ามาในบริเวณนี้

 

ปิง หยาง ไม่ได้นิ่งสงบเหมือนแต่ก่อน นางเกาะแขนของ ฉือ กูเหยียน ไว้แน่น นางหาเวลาเล็กน้อยเพื่อสวมชุดเกราะเปลวเพลิง

 

ฟาง เจิ้งจือ เมื่อเห็นปิง หยาง สวมเกราะเสร็จ เขาก็เอาผ้าคลุมสีดำคลุมทับนาง

 

เป็นเรื่องตลก

 

ในส่วนลึกของภูเขาคังหลิง

สีอันฉูดฉาดของชุดเกราะนั้นเป็นเหมือนกับเบคอนที่ส่องแสงได้ พร้อมดึงดูดสัตว์ร้ายเข้ามาได้ทุกเมื่อ

 

“เจ้าอยากเล่นกับสัตว์ร้ายอีกไหม?เจ้ากลัวแล้วรึ?  เจ้าไม่ต้องกลัว ที่นี่คือดินแดนของข้า เพียงเดินตามหลังข้าและทำตามที่ข้าพูด เจ้าจะปลอดภัย  ฟาง เจิ้งจือ ปลอบโยน ปิง หยาง

“โอ้ซาบซึ้งจริงๆ!” ปิง หยาง ถ่วงเวลา ฟาง เจิ้งจือ แต่หลังจากได้ยิน ฉือ กูเหยียน พูดเช่นกัน ปิง หยาง ก็กลืนคำพูดกลับไปพร้อมกับเปาผ้ามาคลุมตัวไว้

ฟาง เจิ้งจือ มีท่าทีสงบมากขึ้น เขาราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวน

น่าแปลกใจ ถึงแม้พวกเขาจะได้ยินเสียงสัตว์ร้ายตลอดทาง แต่ก็ไม่พบเจอจังๆซักตัว

 

ฉือ กูเหยียน มองไปยัง ฟาง เจิ้งจือ ที่เดินอย่างสบายๆ ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อยนางรู้ว่าที่พวกนางปลอดภัย เป็นเพราะความสามารถของ ฟาง เจิ้งจือ

“เจ้ารู้เขตแดนของสัตว์ทั้งหมดงั้นหรือ” ฉือ กูเหยียน เดา

“แน่นอน” ฟาง เจิ้งจือ ตอบโดยไม่ลังเล

“แต่ต่อให้รู้เขตแดนของสัตว์ร้ายอยู่ไหน แต่เจ้าก็ไม่มีทางรู้ว่ามันอยู่ตรงไหน พวกมันยังสามารถไปยังพื้นที่อื่นๆเพื่อล่าเหยื่อได้อีกด้วย นอกจากนี้ หลังจกาสัตว์บางตัวตา พื้นที่นั้นก็จะถูกยึกครองโดยตัวอื่น เจ้าจะรู้ได้ยังไง…? “ ปิง หยาง ไม่พอใจกับคำตอบของ ฟาง เจิ้งจือ

“เจ้ารูจักวิธีแยกแยะตำแหน่งด้วยเสียงไหม?” ฟาง เจิ้งจือ ตอบแบบห้วนๆ

 

“โดยเสียงรึ?” ปิง หยาง ประหลาดใจ

 

 

เพจหลัก : Double gate TH