0 Views

 

ฟาง เจิ้งจือ ตกใจมาก

 

เต๋าแห่งการสรรค์สร้างล้วนเป็นพลังที่ลึกลับ อย่างไรก็ตามมันมีขอบเขตในตัวของมันเองอยู่อย่างเช่นการเคลื่อนที่โดยพึ่งพาสายลม ก็จะต้องพุ่งไปตามทิศทางที่สายลมพัดพาไป

ไม่สามารถไปในตามทิศทางที่ต้องการได้

 

ช่างเป็นเรื่องที่น่าขัน

ในขณะที่ ฟาง เจิ้งจือ คิดว่าเขามีพลังมากพอเป็นถึงผู้ชนะของการทดสอบระดับมณฑลและระดับเมืองหลวง

นอกจากนี้ยังได้เป็นผู้ชนะการทดสอบด้านปัญญาในการทดสอบระดับจักรพรรดิอีก

แต่หลังจากที่ได้เห็นความสามารถของ ซิง ฉิงซุย และ หนานกง มู่ ในการทดสอบการต่อสู้แล้ว เขารู้ดีว่ามันคงเป็นเรื่องยากที่จะชนะได้

 

แม้จะเป็นอย่างนั้น เขาก็มั่นใจว่าจะได้เป็น 3 อันดับแรก

การเดินทางที่ราบรื่นมากตลอดทำให้เขาหยิ่งผยอง  อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้เห็นพลังแปลกๆของ ฉือ กูเหยียน แล้ว…

ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า เพราะอะไรเจ้าหน้าของกองตรวจการศักดิ์สิทธิ์ถึงคิดว่าเขาไม่สามารถเอาชนะ ฉือ กูเหยียน ได้ภายใน 2 ปีนี้แน่นอน

ผู้ที่เป็นผู้ชนะบนทำเนียบมังกรทั้งสอง

เมื่อปีที่ผ่านมา ฉือ กูเหยียน ได้เข้าถึงสะท้อนสวรรค์ขั้นสูงสุดตั้งแต่อายุ 13 ปี ถือว่าอยู่เหนือกว่าทุกคนในที่อายุต่ำกว่า 18 ปีเลยก็ว่าได้

 

ผู้ที่อยู่ในระดับสะท้อนสวรรค์บนทำเนียบมังกรซ่อนนั้นมีไม่น้อยกว่า 15 คน

พวกเขาถูกบ่มเพาะพลังมาแบบเดียวกัน แต่ความสามารถนั้นต่างชั้นกันมาก

นอกจากนี้เมื่อปีที่ผ่านมา ฉือ กูเหยียน ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของโลกภายนอกเท่าไรนัก นางเอาแต่ฝึกตนตลอดเวลา ดังนั้น ตอนนี้นางแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?

ไม่มีใครรู้ได้

 

เขาทั้งโกรธและรู้สึกเสียใจ

อย่างไรก็ตาม ฟาง เจิ้งจือ ไม่คิดจะยอมแพ้ การแข่งขันนี้ไม่ได้ขึ้นกับความสามารถสิ่งที่สำคัญคือการวางแผน

อย่างเช่น ถ้าเขาไม่สามารถเอาชนะนางได้ด้วยมือข้างเดียว เขาก็จะใช้เท้าช่วย หรืออาวุธลับต่างๆของเขา เขาจะใช้มันตอนเวลาที่คับขันที่สุด ถ้าหากยังไม่ได้ผลอีก

เขาก็จะใช้ฟันของเขานี่แหละ!

นี่เป็นการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ในโลกก่อนหน้า เขาได้ใช้วิธีการเช่นนี้ต่อสู้และได้ผลดีเสียด้วย ลองนึกภาพตอนที่คน 2 คน กำลังฟาดฟันกันและจู่ๆคนหนึ่งก็อ้าปากของเขาขึ้น มันจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามตกอยู่ในความสับสนจนไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ทันเวลา

ตามจริงแล้ว ฟาง เจิ้งจือ อยากจะถาม ฉือ กูเหยียน ว่านางทำได้ยังไง แต่เขาต้องตามนางให้ทันก่อน…

 

 

ฉือ กูเหยียน ได้ผ่านประตูหลักของค่ายแล้ว นางพึ่งจะหายวับไป

ฟาง เจิ้งจือ พุ่งไปทางค่ายราวกับเสือดาวที่ว่องไว แม้ว่าเขาจะทำยังไงก็ไม่สามารถเร็วได้เท่า ฉือ กูเหยียน แต่เขาก็ไม่ได้เชื่องช้าอะไรนัก

นอกจากนี้ ฉือ กูเหยียน ต้องจัดการทหารระหว่างทางด้วย มันทำให้นางชะลอการเคลื่อนไหวลง ทำให้ ฟาง เจิ้งจือ ได้โอกาสตามนางทัน

 

ไม่นานนัก

เขาก็มองเห็น ฉือ กูเหยียน อีกครั้ง

ฉือ กูเหยียน ที่วิ่งผ่านค่ายทหารเป็นเหมือนกับฝันร้ายของพวกทหารเลยก็ว่าได้ ก่อนที่พวกเขาจะตอบโต้ก็ถูกนางจัดการเสียแล้ว

“ตาย? หรือสลบ? “

 

ฟาง เจิ้งจือ ไม่ได้มองอะไรทั้งนั้น สิ่งที่เขาต้องการคือตามนางให้ทันโดยไว

“เร็ว! เร็วกว่านี้! “ ฟาง เจิ้งจือ พึมพำให้กำลังใจตัวเองเขาควบคุมลมใต้ฝ่าเท้าและวิ่งผ่านค่ายเข้าไป

อีกไม่ไกลแล้ว!

ฟาง เจิ้งจือ เห็นว่า ฉือ กูเหยียน อยู่ไม่ไกลแล้ว เขากระวนกระวาย นางไม่ได้เร็วขนาดนั้นหรอก …

 

แน่นอนว่า ฟาง เจิ้งจือ ไม่ต้องลำบากจัดการเหล่าทหารคนใดเลย เขามองข้ามความจริงไปอย่างสิ้นเชิง

“ถ้าข้าแซงเจ้าได้ล่ะก็? นางคงอับอายมาก … “ ขณะที่ ฟาง เจิ้งจือ กำลังคิดเรื่องนี้เขาก็เผยยิ้มออกมา “ก่อนที่ข้าจะแซงหน้านาง ข้าควรยิ้มให้นางสักหน่อย และตบไหล่ของนางเบาๆจากนั้นข้าควรจะให้กำลังใจนางเล็กน้อย!

เมื่อคิดถึงท่าทางของ ฉือ กูเหยียน มันยิ่งทำให้เขาร่าเริงยิ่งขึ้นไปอีก

“ข้าจะทำให้เจ้าต้องอับอาย … !”

 

เขากำลังใกล้เขาไปเรื่อยๆ …

ฟาง เจิ้งจือ อยู่ใกล้กับ ฉือ กูเหยียน จนทำให้เขาได้กลิ่นของนาง แววตาของเขาเร่าร้อนราวกับหมาป่าอันหิวโหยที่ได้เห็นเหยื่อของมัน

“เอาล่ะมาเริ่มกันด้วยการให้กำลังใจ!”

ฟาง เจิ้งจือ ยื่นมือไปที่ไหล่ของ ฉือ กูเหยียน

 

“ฮืม ทำไมเจ้าถึงช้าอย่างนั้น? เฮ้ย ข้ากำลังวิ่งอยู่… เชี่ยเอ้ย! “ ก่อนที่ ฟาง เจิ้งจือ จะถึง เขาก็รู้สึกผิดหวังกับนาง

ในที่สุดเขาก็มาถึงนางจนได้!

 

ฟาง เจิ้งจือ ไม่คิดและไม่หวังเลยว่า ฉือ กูเหยียน จู่ๆจะหยุดเคลื่อนไหว

 

แต่มันก็เกิดขึ้น

ฉือ กูเหยียน หยุดเคลื่อนไหว นางหยุดโดยที่ไม่บอกไม่กล่าวอะไรเลย

นางหยุดแน่นิ่งไปเลย

ราวกับว่านางถูกหยุดเวลาเอาไว้

 

ฟาง เจิ้งจือ คิดว่ามันจบไม่สวยแน่นอน

เขาได้คำนวนความเร็วของ ฉือ กูเหยียน แล้ว เขารู้ดีว่ามันไม่ต้องชะลอตัวด้วยซ้ำเมื่อจะเข้าใกล้นาง

เขาต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 วินาทีก่อนที่เขาจะแซงนางไป

สิ่งที่น่าตกใจมากเลยก็คือตอนที่ ฉือ กูเหยียน หยุดแน่นิ่งไป กลิ่นอายของนางก็เหมือนจะหายไปเช่นกัน

 

ถ้าก่อนหน้านี้ ฉือ กูเหยียน เป็นเหมือนดาบที่ดึงออกจากฝัก ตอนที่นางหยุดก็เหมือนกับว่านางเป็นกอไผ่ในดงป่า

ฟาง เจิ้งจือ ชนเข้ากับนางอย่างจัง จนนางล้มลงไปที่พื้น

นางไม่ได้หลบเลี่ยง

เขารู้สึกเหมือนว่ากำลังนอนอยู่บนฟองน้ำ นางทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น แต่ ฟาง เจิ้งจือ ไม่สามารถเพลิดเพลินต่อไปได้ ฉือ กูเหยียน หันกลับมาและจ้องมาที่เขา

 

แววตาของนางยังคงสดใสราวกับดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง

แต่นั่นไม่สำคัญ

ฉือ กูเหยียน มีริมฝีปากสีแดงอ่อนๆ ที่ดูนวลนุ่ม ราวกับเป็นกลีบกุหลายท่ามกลางทุ่งหิมะ

 

“เจ้าบาดเจ็บไหม!?”

ฟาง เจิ้งจือ ไม่เชื่อว่า ฉือ กูเหยียน จะได้รับบาดเจ็บ นางจงใจรึ? หรือเป็นเพราะข้ากัน?

นี้มันดูเป็นไปไม่ได้ ไม่ว่าจะความเร็วหรือพลังความสามารถของนาง ฉือ กูเหยียน ก็น่าจะป้องกันตัวเองได้ทันนี่

ก่อนที่ ฟาง เจิ้งจือ จะนึกออกเขาก็ได้ยินเสียงของ ฉือ กูเหยียน

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

คำถามนั้นค่อนข้างแปลก ฟาง เจิ้งจือ มั่นใจว่านางคงไม่ได้ถามเขาแน่ แต่นางถามใครกัน?

เขาเงยหน้าขึ้น

 

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ว่ามีใครอยู่ข้างๆ ฉือ กูเหยียน

คนที่สวมเกราะดูธรรมดาๆ รวมถึงหมวกเกราะ แต่คนๆนี้ดูไม่เหมือนทหารคนอื่นๆ

 

อย่างไรก็ตามคนๆนี้มีแววตาที่สดใส

ดวงตาที่สดใส และบริสุทธิ์เหมือนสายน้ำ

ฟาง เจิ้งจือ จำดวงตาคู่นั้นได้ เขาเห็นอยู่เพียงคนเดียวในอาณาจักรเซี่ย

 

คนๆนั้นคือ ปิง หยาง

“พี่เหยียน!”  เสียงแหลมเสียดแก้วหูของนางยืนยันในความสงสัยของ ฟาง เจิ้งจือ  แต่เขาก็ยังอยากรู้

ปิง หยาง ?!

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ฟาง เจิ้งจือ ถามคำถามซ้ำกับของ ฉือ กูเหยียน

องค์หญิงแห่งอาณาจักรเซี่ยมาทำอะไรอยู่ที่ค่ายทหารสามัญบนภูเขาคังหลิง?

 

ไม่มีอะไรที่น่าแปลกใจไปกว่านี้

ฟาง เจิ้งจือ ไม่สามารถนึกถึงเรื่องที่ไม่น่าเป็นไปได้กว่านี้อีกแล้ว

 

ทำไม ปิง หยาง ผู้ที่น่าจะอยู่ในเมืองหลวงถึงมาอยู่ในภูเขาทางเหนือแบบนี้? นอกจากนี้ ทำไมนางถึงอยู่ในค่ายทหาร?

สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น…

“โอ้…? นั่นเจ้าเองรึ? เจ้าโรคจิต?! โอ้พระเจ้า… ทำไมเจ้าถึงนอนทับอยู่บนร่างของพี่เหยียน ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! “ น้ำเสียงของ ปิง หยาง ดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ

 

 

ถึงแม้ว่า ปิง หยาง จะพูดนอกเรื่อง แต่ก็แสดงให้เห็นว่านางหวังที่จะมาเจอกับ ฉือ กูเหยียน ที่นี่

ปิง หยาง รู้ได้ยังไงว่าเขากับ ฉือ กูเหยียน ขึ้นภูเขาคังหลิงมาในวันนี้?

เป็นไปไม่ได้

ปิง หยาง รู้เรื่องนี้ได้ยังไง? นางวางแผนมาที่นี่ได้ยังไง?

ฟาง เจิ้งจือ อยากจะถามว่าทำไม

แต่ตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม พวกเขายังคงอยู่ในค่ายทหาร

 

นอกจากนี้ …

ที่นี้เป็นค่ายทหารที่มีความระมัดระวังสูง

ถ้า ฉือ กูเหยียน วิ่งต่อไปด้วยความเร็วของนางอาจจะปิดปากทหารทั้งหมดได้ก่อนที่พวกเขาจะพูด

 

อย่างไรก็ตาม ฉือ กูเหยียน ถูก ฟาง เจิ้งจือ ทับอยู่

 

“เรากำลังถูกโจมตี!”

“มีใครบางคนแอบขึ้นมาที่ภูเขา ปิดล็อคประตูซะ!”

“ถ้าเจอผู้บุกรุกล่ะก็ ฆ่าทิ้งทันที!”

เสียงดังก้องอยู่รอบตัว ทันใดนั้นเองทหารต่างวิ่งออกมาจากเต็นท์ของพวกเขา

“บังอาจมาก!” ปิง หยาง มองไปอย่างหยิ่งยะโส

เมื่อถึงตอนนี้ ฟาง เจิ้งจือ รู้สึกถึงพลังภายใต้ตัวเขา จากนั้นร่างกายของเขาถูกยกขึ้นโดยพลังนี้

 

“ไปกันได้แล้ว!”

ฉือ กูเหยียน รีบพา ฟาง เจิ้งจือ และ ปิง หยาง ออกไปจากค่ายทหารรี้ทันที

 

ฟาง เจิ้งจือ รู้สึกสงสัยเล็กน้อย

 

ทำไมค่ายทหารที่มีกำลังพลน้อยถึงทำให้ ฉือ กูเหยียน เป็นกังวลได้ขนาดนี้กัน?

 

ฟาง เจิ้งจือ มีคำถามมากมาย อย่างไรก็ตามมีเรื่องที่สำคัญกว่า

 

ทำไม ปิง หยาง ถึงมาอยู่ที่ค่ายทหาร และทำไม ฉือ กูเหยียน ถึงดูกังวลมาก

ฟาง เจิ้งจือ รู้สึกว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้ ฉือ กูเหยียน บาดเจ็บ เขาจึงเป็นคนที่ควรจะเคลียเส้นทางข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม ปิง หยาง ไม่ให้โอกาสแก่เขา แม้ว่า ระดับผนวกดารา จะไม่ได้แข็งแกร่งมากมายในการทดสอบระดับจักรพรรดิ แต่ตอนนี้นางราวกับเทพเจ้าแห่งความตาย

“ฮ่าฮ่า … ใครกล้าที่จะขวางทางข้า!”

นางหัวเราะและตะโกนก้อง ในขณะที่ผ่านค่ายไป

ไม่นาน ทั้ง 3 คน ก็พุ่งออกจากประตูค่ายและหายเข้าไปในความมืด…

ตอนกลางคืนบนภูเขาคังหลิง นั้นไม่ได้เงียบสงบอย่างที่คิด  มันเป็นเวลาของสัตว์กินเนื้อที่ออกล่าในเวลากลางคืน

บ่อยครั้งมากที่ได้ยินเสียงหอนและเสียงคำรามของสัตว์มีการต่อสู้ที่รุนแรงตลอดคืน

ฟาง เจิ้งจือ ได้ล่าสัตว์ในดินแดนแห่งนี้ตั้งแต่เขาอายุ 7 ขวบ เขารู้เรื่องพวกนี้ดีมาก

เขารู้ว่าสัตว์ร่ายอยู่ที่ไหน และที่ไหนปลอดภัย

เป็นผลให้ทั้งสามคนเดินทางได้อย่างราบรื่น

สัตว์ที่พวกเขาพบคือสัตว์กินพืชทั้งหมด สิ่งที่น่ากังวลเพียงอย่างเดียวคือแพะเขาเขียว แต่เมื่อพบมัน ปิง หยาง ก็พุ่งเข้าไปจับมันและเตะมันอย่างโหดร้าย…

ไม่นานมันก็หมดสติ

ปิง หยาง ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรแม้แต่น้อย

“สัตว์บนภูเขานี้ไม่ดุร้ายเลย ไม่มีตัวไหนเก่งๆเลยหรอ? “ ปิง หยาง มอง ฟาง เจิ้งจือ อย่างไม่พอใจ

ฟาง เจิ้งจือ ทำเพียงชูนิ้วกลางให้นาง

“สมองของเจ้ากระทบกระเทือนงั้นรึ?”

“เจ้าหมายถึงอะไร…?” ปิง หยาง ถามด้วยความสงสัย

 

ฟาง เจิ้งจือ ทำเพียงแค่มอง ปิง หยาง ด้วยความดูถูก และไม่ได้พูดอะไร

ปิง หยาง โกรธและเตรียมพร้อมที่จะตี ฟาง เจิ้งจือ  อย่างไรก็ตามเมื่อเห็น ฉือ กูเหยียน นางก็หยุดตัวเองลง

หลังจากผ่านค่ายทหารมา พวกเขาก็เดินทางมาได้สักพัก เขาเห็น ฉือ กูเหยียน กลืนยาเม็ดสีเขียวไป

สีหน้าของนางดูดีขึ้น แต่ก็ยังซีดกว่าปกติ

ทำให้ ฟาง เจิ้งจือ บอกได้ว่านางยังไม่เข้าสู่ระดับอภินิหาร ไม่งั้นนางคงไม่ต้องการยา

แต่ทำไมตอนนี้? ฉือ กูเหยียน ถึงได้รับบาดเจ็บอย่างฉับพลัน? นอกจากนี้อาการยังดูรุนแรง…

“พี่เหยียน นี่เป็นความผิดของข้าเอง ถ้าไม่ใช่เพราะข้าโผล่มากระทันหัน ท่านคงไม่ได้รับบาดเจ็บ” ปิงหยางรู้สึกผิดอย่างมากเมื่อมองไปที่ ฉือ กูเหยียน

 

“มันไม่เกี่ยวกับเจ้า” ฉือ กูเหยียน ส่ายหัว

 

“ทำไมเราไม่ลงจากภูเขาก่อน ?เราสามารถไปพักที่หมู่บ้านภูเขาทางเหนือหรือเมืองฮวายอันก็ได้ เรื่องศิลาเซียน ไม่น่าจะมีปัญหาเท่าไร! “ ปิง หยาง แนะนำ

ฟาง เจิ้งจือ ตกใจเมื่อได้ยิน ปิง หยาง พูด

ศิลาเซียน?

 

 

เพจหลัก : Double gate TH