0 Views

บทที่ 187 ผมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา …

ไป่เฟิงใบหน้าเต็มไปด้วยความดุร้าย ตอนนี้เขารู้สึกได้ว่าฉินยีเริ่มจะกลายเป็นภัยคุกคามสำหรับเขาแล้ว !

ฉินยีนั่นก็คำนึงสถานการณ์ตอนนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของไป่เฟิงเขาแน่ใจได้เลยว่าตำแหน่งหัวหน้าตระกูลจะเป็นของเขาแน่นอนเมื่อเขากลับไป ดังนั้นแม้ว่าจะไม่พอใจที่ต้องทำแบบนี้ แต่เขาก็หวังว่าไป่เฟิงจะต้องมาขอบคุณเขาทีหลังหลังจากที่ได้ลิ้มรสถึงพลังอำนาจที่แท้จริง !

ฉินยีเคลื่อนไหวราวกับภูติผีไปที่ไป่เฟิง !

ในเวลานี้การเคลื่อนไหวของฉินยีเร็วมาก แม้แต่ระดับเจียนเทียนก็ยากจะตอบสนองทัน ! แต่ทว่าคนตรงหน้านั้นคือไป่เฟิง !

ไป่เฟิงยังคงสงบ เขากระจายพลังจิตไปรอบ ๆ ตัวเป็นระยะ 10 เมตร และเมื่อฉินยีเข้ามาในระยะก็ทำให้เขาช้าลงถึง 10 เท่าในสายตาของไป่เฟิง !

ไป่เฟิงรู้ว่าจุดอ่อนของเขาคือไม่มีเทคนิคการต่อสู้ เขามีเพียงแต่ร่างกายและท่า Ursa Smash เท่านั้นที่อาจพูดได้ว่ามันคือท่าเทคนิคการต่อสู้เดียวของเขา

ในการต่อสู้หากวัดกันที่ความแข็งแกร่งมันมีแนวโน้มว่าเขานั้นแหละที่เสียเปรียบ !

ทันใดนั้นมีดบินสีทองก็พุ่งออกมาจากร่างของไป่เฟิงพุ่งไปที่คอของฉินยี !

ฉินยีเห็นเพียงประกายแสงสีเหลืองกำลังพุ่งมาที่เขา โดยไม่ลังเลเขาเอาดาบของเขายกขึ้นมาป้องกันที่คอทันที

“ดิ๊ง !”

เสียงกระทบกันของโลหะดังเบา ๆ และเมื่อฉินยีหันมามองดาบเขาก็เห็นว่าดาบอันล้ำค่าของเขาถูกแยกออกจากกันเป็ฯ 2 ท่อน !

มีดบินสีทองมีขนาดเล็กเกือบเท่าฝ่ามือหยุดอยู่ที่คอของเขา เมื่อเขาเห็นไปมองมันเขาเห็นว่ามันเรียวยาวและมีสีทองทั้งเล่ม

มีดบินสีทองตอนนี้มันกำลังจ่ออยู่ตรงคอของเขา ทำให้เกิดความรู้สึกแสบร้อนตรงคอ แม้ว่าใบมีดจะไม่ได้สัมผัสกับคอแต่มันก็เกิดรอยเลือดจาง ๆ ออกมาจากที่คอ

“ฉันไม่อยากฆ่าแก แต่ถ้าแกยังคิดจะพาฉันกลับไปอีกละก็ แกได้ฝังร่างแกไว้ที่นี่ตลอดกาล !”

ไป่เฟิงพูดอย่างเย็นชาก่อนจะเก็บมีดบินสีทอง เหตุผลที่เขาทำอย่างนี้เนื่องจากเขาไม่ต้องการเผยไพ่ลับมือบนกับคนภายนอก

ด้วยวิธีนี้ฉินยีจะต้องคิดว่าเขามีอาวุธเป็นมีดบินที่มีความคมและความเร็วมหาศาลรวมทั้งเทคนิคการขว้างมีดของไป่เฟิง เขาจะไม่สงสัยแน่นอนว่าอาวุธประจำตัวของไป่เฟิงคือมีดบิน !

หลังจากนั้นไป่เฟิงก็เดินออกมาจากสวน เขาหันหลังแล้วเดินกลับเข้าไปในบ้านทิ้งฉินยีให้ยืนอย่างโดดเดี่ยว

นี้มันเกิดกว่าที่เขาคิดไว้ ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เขาได้ฝึกฝนอย่างหนักจนสามารถเข้าสู่ระดับเจียนเทียน เขาพยายามทำทุกอย่างที่เขาต้องการโดยไม่มีใครหยุดเขาได้ แต่เขากลับพ่ายแพ้ให้กลับเด็กหนุ่มอายุ 20 ปี !

ฉินยีออกมาจากภูเขาจิตวิญญาณสีน้ำเงินพร้อมกับใบหน้าท้อแท้ ไม่ว่าเขาจะพยายามคิดให้ตายยังไงเขาก็ไม่สามารถหาวิธีหลบมีดบินเล่มนั้นได้ !

ฉินยีถอนหายใจอย่างหนักก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วโทรไปหมายเลขส่วนตัวของฉินวูฟ่า

“พาเขากลับมาได้แล้ว ?”

ฉินวูฟ่านั่งอยู่ในห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือโบราณพร้อมกับชุดทหารสมัยก่อน เขาถือตำราโบราณบนมือ เขาดูเงียบสงบอย่างมาก ทันใดนั้นเขาก็ดึงโทรศัพท์ที่ทันสมัยออกมา มันทำให้ภาพลักษณ์ที่ทรงภูมิของเขาถูกทำลายลงไป

“ท่านผู้นำตระกูล ผู้น้อยไม่สามารถพานายน้อยกลับมาได้”

ฉินยีพูดด้วยความเคารพ หัวใจของเขาเต็มไปด้วยความกังวลเมื่อเขาจินตนาการถึงใบหน้าของฉินวูฟ่าที่กำลังคุยอยู่

“เกิดอะไรขึ้น ? ฉันไม่ได้บอกหรือยังไงว่าไม่ว่ายังไงก็ต้องพาเขากลับมาที่นี่ให้ได้ ?”

ฉินวูฟ่าขมวดคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับปิดตำราในมือและจิบชาเบา ๆ

“ท่านผู้นำตระกูล ผู้น้อย … ผู้น้อยไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนายน้อย …”

ฉินยีใบหน้าเต็มไปด้วยความอัปยศ แต่ว่ามันคือความจริงที่เขาต้องยอมรับ

“ปุ๊ดด !”

ฉินวูฟ่าพ่นชาในปากออกมา “เป็นไปได้อย่างไงกัน ? เป็นไปได้ไหมว่ามีตระกูลอื่นมาขัดขวาง ?”

ฉินยีกลืนน้ำลายในขณะที่กำลังคิดคำพูด “ไม่มี .. ไม่มีใครมาช่วยเขา เป็นผู้น้อยเองที่ไม่สามารถเอาชนะนายน้อยได้ ท่านผู้นำตระกูล พวกเราทุกคนเข้าใจผิด นายน้อยตอนนี้มีความแข็งแกร่งอยู่ที่ระดับเจียนเทียน !”

“เพล้ง !”

ฉินวูฟ่าตกใจ ถ้วยชาในมือของเขาหล่นลงไปที่พื้นเมื่อเขาได้ยินสิ่งที่ฉินยีรายงาน เกิดอะไรขึ้น เขาไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม ?

“แน่ใจหรือเปล่า ?”

เสียงของฉินวูฟ่าสงบมากจนไม่มีใครคาดเดาความคิดเขาได้

“ผู้น้อยเอาชีวิตเป็นประกัน ผู้น้อยได้แลกเปลี่ยนวิชากับนายน้อยโดยที่เขาออมมือไว้ให้ หากเขาไม่ออมมือผู้น้อยคงตายไปแล้ว !”

ทุกครั้งที่ฉินยีคิดถึงมีดบินที่จ่ออยู่ที่คอ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวอย่างมาก นั่นเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกเกือบตาย !

เสียงในโทรศัพท์เงียบไปสักพักก่อนที่เสียงฉินวูฟ่าจะดังออกมาอีกครั้ง “เอาล่ะ นายกลับมาได้แล้ว”

หลังจากวางสาย ฉินวูฟ่าก็หัวเราะออกมา

“ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาซะแล้ว … ดูเหมือนเด็กนั้นจะยังโกรธตระกูลอยู่”

หลังจากหัวเราะเสร็จ ฉินวูฟ่าก็กลับมาศึกษาตำราในมือต่อ

***

ไป่เฟิงอยู่ที่ห้องครัว เขากำลังเตรียมอาหารกลางวันให้กับตัวเอง ‘รสชาติของมันยังเทียบกับศาลาภูเขาบอบบางไม่ได้ ดูเหมือนว่าฉันจะต้องไปที่นั่นเพื่อกินอาหารเย็น’

ไป่เฟิงยิ้มเบา ๆ ในขณะที่เคี้ยวอาหารกลางวัน ความจริงนี้คือสิ่งที่ทำให้เขาเจ็บปวดจนยากจะยอมรับ !

หลังจากกินเสร็จเขาก็กลับมาฝึกการใช้พลังจิตต่อ ขณะเดียวกันเขาก็ศึกษาวิธีการกลั่นยาเลือดฉี

ยาเลือดฉีมันถูกสร้างขึ้นมาจากแก่นแท้ของสัตว์อสูร ดังนั้นเลือดและฉีของระดับสัตว์อสูรแตกต่างกัน มันย่อมส่งผลต่อยาด้วยเช่นกัน

ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครคิดจะเอาแก่นแท้ของสัตว์อสูรระดับสูงมากลั่นยาเลือดฉีที่ธรรมดา ๆ นี้ เนื่องจากทุกส่วนของสัตว์อสูรระดับสูงมันเสมือนสมบัติอันล้ำค่า ทุกส่วนของมันสามารถเอาไปใช้กลั่นยาล้ำค่าได้ !

วิธีการกลั่นยาเลือดฉีนั่นง่ายมาก โดยทั่วไปนักปรุงยาเพียงแค่แยกแยะแก่นสำคัญของสัตว์อสูรออกมาผ่านหม้อปรุงยาและเผาสิ่งสกปรกที่เหลือไปทั้งหมด

แต่ในเวลาเดียวกันมันก็เป็นยุ่งยากด้วยเช่นกัน การควบคุมอุณหภูมิของเปลวไฟนั้นสำคัญมาก หากมีการผิดพลาดเล็กน้อยมันจะเป็นการทำลายส่วนผสมทั้งหมด !

และยาเลือดฉีมันเป็นหนึ่งในยาที่เด็กฝึกงานมักจะกลั่นกัน เนื่องจากเมื่อพวกเขาชำนาญในการกลั่นมันแล้ว พวกเขาจะสามารถกลั่นเม็ดยาอื่น ๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา

‘การควบคุมไฟไม่ใช่สิ่งที่จะเรียนรู้จะได้จากทฤษฎี หากต้องการรู้วิธีควบคุมมีแต่ต้องลองทำ’

ไป่เฟิงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะทดลองเอาเนื้อหมูมาลอง

เขายกหม้อขนาดใหญ่มาที่สวนและวางมันไว้บนแผ่นหินเปล่า ๆ ในขณะที่มองหม้อไป่เฟิงก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเปลือกตาที่กระตุกเล็กน้อย ในตอนที่เขาตกปลาเมื่อรอบก่อนเขาเห็นหม้อที่ขนาดใหญ่เพียงลูกบาสเกตบอล แต่หม้อใบนี้มันใหญ่กว่ามาก !

“เนื้อหมูธรรมดาไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เนื้อหมูนี้ก็ถือได้ว่ามีเลือดและเนื้อของสัตว์ … แก่นแท้ของมันน่าจะกลั่นออกมาได้เหมือนกันใช่ไหม ?”

หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จ ไป่เฟิงก็นำถัง Dicyanoacetylene มาวางไว้ก่อนจะคลายวาล์วของมัน ขณะเดียวกันเขาก็ใช้ไฟแช็กจุดมันให้ไฟลุกและค่อย ๆ ปรับค่าออกซิเจน

ในชั่วพริบตาเปลวไฟที่บ้าคลั่งก็ปะทุขึ้นมา เปลวไฟนี้มันร้อนขนาดที่ว่าสามารถหลอมแผ่นเหล็กแผ่นได้ !

ไป่เฟิงใช้ Dicyanoacetylene ถึง 3 อัน เขาเอาไฟที่พุ่งออกมานำมันมาวางไว้ใต้หม้อ

เมื่อเห็นคลื่นความร้อนเผาอยู่ใต้หม้อ หัวใจของไป่เฟิงก็รู้สึกไม่เต็มใจด้วยเช่นกัน เขากังวลว่าหม้อมันจะไม่สามารถทนอุณหภูมิสูงแบบนี้ได้ ! หากไฟมันลุกจนละลายหม้อมันจะไม่ใช่เรื่องตลกอีกต่อไป !

ในเวลา 1-2 นาทีหลังจากนั้นไม่นานตัวหม้อก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้ใต้หม้อมันเต็มไปด้วยความร้อนและมันไม่ละลาย !

เปลวไฟทั้ง 3 ครอบคลุมพื้วผิวด้านล่างทั้งหมดของหม้อหลังจากนั้นไม่นานพวกมันก็รวมกันกลายเป็นเปลวไฟเพียงจุดเดียว

ตัวหม้อเริ่มแดงขึ้น หลังจากนั้นตัวอักษรรอบ ๆ หม้อมันก็เริ่มปรากฏออกมากลางอากาศหมุนวนอยู่เหนือหม้อ !

“มันได้ผล !”

เมื่อเห็นตัวอักษรลึกลับที่อยู่เหนือหม้อ ไป่เฟิงนั่นร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น เขาไม่เคยเห็นปรากฏการณ์แบบนี้จากหม้อมาก่อน นั่นหมายความว่าเปลวไฟหลายพันองศามันเพียงพอที่จะทำให้น้ำในหม้อเดือดได้ !