0 Views

ติดตามอัพเดทตอนใหม่ได้ที่นี่ Fanpage IndyNovel 

บท 11:  โครงกระดูก

 

 “ข้าสงสัยว่าแกนปีศาจนี้เป็นของขั้นไหน”

แกนปีศาจมีราคาแพงมาก แกนปีศาจระดับต่ำชั้นหนึ่งมีค่ามากกว่าผลึกพลังงานคุณภาพเยี่ยมที่มีราคาประมาณสองร้อยถึงสามร้อยเหรียญทอง แกนระดับกลางขั้นหนึ่ง มีมูลค่าสูงถึง ห้าร้อยเหรียญทองและแกนระดับสูงอาจมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งพันเหรียญทอง

ท้องฟ้ายังคงสว่างไสว แต่หลี่ฟู่เฉินไม่อยู่ต่อและออกจากเทือกเขาม่านหมอกไป

***

ณ เมืองหยุ่นวู่…

หลังจากทำงานมาทั้งวัน

ในกระเป๋าของหลี่ฟู่เฉิน เขาสามารถหารายได้เป็นกอบเป็นกำถึงห้าร้อยเหรียญทอง

สิบสี่ก้านสมุนไพรสีเหลืองระดับต่ำและสามก้านสมุนไพรระดับกลาง  ขายได้เจ็ดสิบห้าเหรียญทอง

สิบห้าหนังสัตว์อสูรได้สี่สิบเหรียญทอง

แต่มูลค่าสูงสุดของทั้งหมดคือแกนปีศาจสีเขียวเข้ม อันที่จริงมันเป็นแกนระดับกลางขั้นหนึ่ง ถูกขายที่สี่ร้อยยี่สิบเหรียญทองรวมเป็นทั้งหมดห้าร้อยสามสิบห้าเหรียญทอง

หลี่ฟู่เฉินมีเหรียญทองทั้งหมดห้าร้อยสามสิบห้าเหรียญในมือ เขารู้สึกภาคภูมิใจเพราะมันเทียบเท่ากับค่าเบี้ยเลี้ยงของเขาสี่หรือห้าปีเลยทีเดียว

ชัดเจนว่า เมื่อการบ่มเพาะของเขาก้าวหน้าขึ้น ค่าเบี้ยเลี้ยงของเขาก็อาจเพิ่มขึ้นด้วย

ในฐานะผู้สืบทอดตระกูลที่มีอายุต่ำกว่าสิบแปดปี ผู้ที่อยู่ในขอบเขตพลังลมปราณระดับหนึ่งถึงสาม ได้ เหรียญทองคำสองเหรียญต่อเดือน

ระดับ 4:  5 เหรียญทองต่อเดือน

ระดับ 5: 10 เหรียญทอง

ระดับ 6: 20 เหรียญทอง

ทวีคูณเป็นสองเท่าเมื่อระดับเพิ่มขึ้น

หลี่ฟูเฉินมายังร้านขายสมบัติ เขาเดินตรงไปที่ตู้เก็บของที่อยู่ส่วนลึกของร้าน

 “ข้าต้องการแหวนพลอยสีฟ้านี้” หลี่ฟู่เฉินกล่าวอย่างไม่ลังเล

“ยินดีต้อนรับนายน้อยฟู่เฉิน” พนักงานไม่อาจกล้าดูแคลนหลี่ฟู่เฉิน ท่ามกลางกลุ่มคนรุ่นใหม่ ผู้ที่สามารถเอาชนะหยางฉีได้หายากยิ่ง

ถ้าไม่มีเหตุอุบัติขึ้นกับหลี่ฟู่เฉิน แน่นอนว่าในอนาคตเขาจะเป็นคนที่มีฐานะดีคนหนึ่งในเมืองหยุ่นวู่และจะไม่เป็นคนโง่เง่าไร้ความหวังอีกต่อไป

หลี่ฟูเฉินกำลังก้าวออกจากร้านขายสมบัติ เขาเลิกคิ้วขึ้นกับสิ่งไม่คาดคิด

 

ปัญหาช่างตามมาทีละเรื่องอย่างแท้จริง…..

 

ผู้ที่ขวางทางเขาเป็นเด็กที่มีไหล่กว้างบึกบึนและขายาวเรียว มีแท่นจมูกสูงและดวงตาที่แน่วแน่ เหมือนนกเหยี่ยวที่กำลังมองหาเหยื่อ

เขาเป็นน้องชายของกวนเหม่ย นาม กวนเผิ้ง ซึ่งเป็นรองแค่อัจฉริยะสมบูรณ์แบบ กวนเซี่ย ตอนอายุสิบห้า เขาอยู่ที่ระดับหกของขอบเขตพลังลมปราณ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเขามีโครงกระดูกระดับสองดาว

โครงกระดูกคืออะไร มันคือแก่นแท้อันธรรมชาติของแต่ละคน

ด้วยโครงกระดูกที่ดี การบ่มเพาะจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและมันมาพร้อมกับการรับรู้ที่ดี

ดังเช่น หากผู้ฝึกฝนสองคนอยู่ในระดับการบ่มเพาะเดียวกัน คนนึงมีโครงกระดูกปกติและอีกคนมีโครงกระดูกระดับดาว ผู้นั้นที่มีโครงกระดูกระดับหนึ่งดาวจะเหนือกว่าผู้ฝึกฝนที่มีโครงกระดูกปกติประมาณหนึ่งไมล์

ในกรณีปกติ บุคคลที่มีโครงกระดูกระดับดาวจะมีอันดับการบ่มเพาะที่ดีกว่า ดังนั้นคุณภาพของโครงกระดูกของคนหนึ่งจะเป็นตัวกำหนดการรับรู้ของเขาผู้นั้นเช่นกัน

เท่าที่คาดคะเน หากไม่มีเหตุการณ์พิเศษ การทะลวงขอบเขตก่อกำเนิดนั้นเป็นไปได้สำหรับผู้ฝึกฝนโครงกระดูกระดับสองดาวเท่านั้น ยังหมายความอีกว่า หากไม่เกิดเหตุใด ๆ  ความสำเร็จในอนาคตของกวนเผิ้งก็น่าจะอย่างน้อยอยู่ขั้นขอบเขตก่อกำเนิด

 หนึ่งในสิ่งที่ต้องรู้ภายในเมืองหยุ่นวู่ คือจำนวนจอมยุทธขอบเขตก่อกำเนิดสามารถนับได้เพียงแค่มือเดียวและครึ่งหนึ่งของพวกเขาพำนักที่เคหะสถาณของเจ้าเมือง

เหตุผลที่แท้จริงที่กวนเซี่ยได้รับการยอมรับเข้าสู่นิกายคังเหลียนล่วงหน้าไม่ใช่เพราะการฝึกฝนหรืออันดับวิชาของนาง ทว่า  เป็นเพราะนางมีโครงกระดูกระดับสี่ดาว

เป็นเวลานับศตวรรษ ที่มีผู้มีรากกระดูกระดับสี่ดาวปรากฏตัว แม้แต่เจ้าเมืองก็มีโครงกระดูกระดับสามดาว ปัจจัยเพียงอย่างเดียวนี้ที่นิกายคังเหลียนอนุญาตให้กวนเซี่ยเข้าร่วม แม้ว่าทั้งการฝึกฝนและอันดับวิชาของนางนั้นต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เป็นที่เข้าใจกันว่าการมีโครงกระดูกที่ดีจะหมายถึงอนาคตที่รุกโชน และไม่มีอะไรสำคัญกว่านี้อีกแล้ว

หนึ่งปีที่ผ่านมา แม้ว่าหลี่ฟู่เฉินเป็นอัจฉริยะของตระกูลหลี่โครงกระดูกของเขาเป็นเพียงระดับปกติ แต่หลี่หยุ่นไห่มีโครงกระดูกระดับสองดาว

หยางฉีแห่งตระกูลหยางมีโครงกระดูกระดับหนึ่งดาว หยางไค ผู้ซึ่งเป็นอัจฉริยะที่ไม่มีใครเทียบของตระกูลหยางมีโครงกระดูกระดับสามดาว

เมื่อปีที่แล้ว หลี่ฟูเฉินมีเพียงโครงกระดูกที่ปกติเท่านั้น กล่าวในแง่ที่เท่าเทียมกับหลี่หยุ่นไห่ แน่นอนว่ามันช่วยอธิบายการรับรู้ที่ยอดเยี่ยมของหลี่ฟู่เฉิน มันทำให้เขาสงสัยว่า อาจเป็นความคิดที่ฉลาดมากเกินไปของเขาซึ่งทำให้จิตวิญญาณของเขาสลายไปและทำให้เขาสูญเสียทักษะการบ่มเพาะ

 “โครงกระดูกช่างเป็นหัวข้อที่ละเอียดอ่อนสำหรับข้าจริงๆ!”

ไม่มีใครจะเชื่อว่า หลี่ฟู่เฉินกล่าวว่าไม่รู้สึกกังวลกับโครงกระดูกปกติของเขา

โครงกระดูกของคนๆหนึ่งจะกำหนดอนาคตคนนั้น ด้วยโครงกระดูกที่มีคุณภาพ แม้ปราศจากโชคชะตา   ความสำเร็จของคน ๆ นั้นจะไม่ห่างไกลจากความยิ่งใหญ่ แต่ถ้ามีโครงกระดูกที่ด้อย ผู้นั้นต้องพยายามอย่างมากและหากมีโชคพอ ผู้นั้นจะไม่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง

หลี่ฟู่เฉินถอนหายใจด้วยอารมณ์ที่สงบ ดวงตาของของเขามองดูอย่างพินิจพิเคราะห์

แล้วถ้าเขามีโครงกระดูกปกติกับดวงจิตวิญญาณเครื่องรางทองคำของเขา ใครจะเป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมของเขาได้

ภายใต้การได้รับบำรุงจากเครื่องรางทองคำ จิตวิญญาณของเขาได้พัฒนาจากสีเทาเป็นสีเขียวอ่อน ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะเข้มกว่าเมื่อก่อน อีกไม่นาน มันคงพัฒนาเป็นจิตวิญญาณสีเขียวในไม่ช้า

จิตวิญญาณสีเขียวอ่อนได้มอบของขวัญให้เขาด้วยการรับรู้มากมาย หลังจากได้จิตวิญญาณสีเขียว มันจะเห็นได้ชัดขึ้นว่า เขาไปถึงสถานะของการรับรู้ที่ไม่คงที่ ซึ่งเป็นสิ่งชดเชยโครงกระดูกที่ด้อยของเขา

แน่นอนว่า ด้วยเงื่อนไขที่หลี่ฟู่เฉินเข้านิกายคังเหลียน  จากนั้นเขาจะสามารถเข้าถึงเคล็ดวิชาและศิลปะการต่อสู้ที่ดีขึ้น ทว่า เมื่อวิชาหยกแดงของเขาถึงขั้นที่เจ็ด มันคงไร้ประโยชน์แม้จะมีการรับรู้ที่ดีที่สุด เขาไม่สามารถสร้างรูปแบบดาบของเขาเองกระนั้นหรือ?นั่นจะเป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่กว่า

 “เจ้าคือหลี่ฟู่เฉินใช่มั้ย! มากับข้า!” กวนเผิ้งเรียกอย่างเย็นชา

 “ด้วยเหตุใดเล่า?” หลี่ฟู่เฉินกล่าวตอบอย่างเรียบเฉย

 “เพราะเจ้าทำให้น้องสาวของข้าขุ่นเคือง” กวนเผิ้งไขว้แขวนกอดอก กล่าวดูถูกหลี่ฟู่เฉิน

หลี่ฟู่เฉินแสยะยิ้มกว้าง “เจ้าควรจะรู้แจ้งว่าน้องสาวเจ้าเป็นคนแบบไหน”

 “ข้าไม่สนเหตุผลใดๆของเจ้า สำหรับข้ามันคือสิ่งงี่เง่า มันไร้ประโยชน์แม้ว่ามันจะสมเหตุสมผลก็ตาม ใครก็ตามที่ดูถูกน้องสาวของข้า จุดจบเพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือคุกเข่าและร้องขออภัย ข้าแนะนำให้เจ้ามากับข้าเพื่อหลีกเลี่ยงความทนทุกข์ในที่สาธารณะ ข้าหวังว่าเจ้าจะได้รับความอับอายขายหน้าที่นั่น”

“ฮึ ฮี ผู้คนตระกูลกวนช่างเป็นกลุ่มคนเลวทรามอย่างแท้จริง ตระกูลหลี่ของข้าไม่ได้ร้องขอให้ตระกูลกวนของเจ้ารู้สึกซาบซึ้ง ข้าไม่ได้คาดหวังให้ตระกูลกวนตอบแทนความกรุณาด้วยการปฏิบัติเยี่ยงนี้ ”  หลี่ฟู่เฉินล้อเลียนและยืนอยู่ตรงนั้นไม่ขยับแม้แต่ก้าวเดียว

กวนเผิ้งกราดเกรี้ยว เจตนามุ่งร้ายโหดเหี้ยมฉายประกายในแววตาของเขา “ ตั้งแต่ตระกูลกวนของข้าได้ก่อตั้งตนเองขึ้นในเมืองหยุ่นวู่  ไม่มีใครกล้าดีที่จะว่าร้ายพวกข้าเช่นนี้  ดี! เมื่อเจ้ายียวนข้า ข้าจะขอดูว่าเจ้าจะมีดีอะไรมาต้านทานข้าได้”

ผู้คนรุ่นหลังของตระกูลกวน เกลียดชังเมื่อได้ยินคนอื่นกล่าวพาดพิงถึงตระกูลกวนของพวกเขาที่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลหลี่เพื่อสร้างตัวเอง นี่คือจุดอ่อนไหวของพวกเขาที่มิอาจรับได้

“ทำไมคนเหล่านี้ของตระกูลหลัก มักจ้องแต่จะหาเรื่องต่อสู้อยู่เรื่อย ครั้งที่แล้วเป็นหยางฉี ตอนนี้คือ กวนเผิ้ง แล้วหลี่ฟู่เฉินจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”

“ข้าเดาว่าเขาจะยอมแพ้ กวนเผิ้งครอบครองโครงกระดูกระดับสองดาวและมีสัญชาตญานที่ดีกว่าหยางฉี”

“อย่ามองข้ามความเป็นไปได้ แม้ว่าโครงกระดูกมีความสำคัญ แต่นั่นไม่ใช่ทุกสิ่ง”

บนถนน ที่ผู้คนมักจะมองไปรอบ ๆ เพื่อหาสิ่งเริงใจ

หลี่ฟู่เฉินเหยียดยื่นมือออกมา  “ไม่ใช่ไม่มีใครกล้าที่จะกล่าวร้าย แต่เป็นเพราะตระกูลกวนของเจ้าเลือกที่จะหลอกลวงตัวเอง ครอบครัวที่หน้าด้านหน้าทน มักไร้ยางอายเสมอ”

ความเกลียดชังของเขาต่อตระกูลกวนนั้นเลวร้ายยิ่งกว่าความเกลียดชังของเขาต่อตระกูลหยาง หากตระกูลหยางเป็นตัวแทนของเสือ ตระกูลกวนคงเป็นจิ้งจอกเจ้าเลห์

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เจ้าแน่ใจว่าเจ้ารู้ในสิ่งที่พูด ลองมองดูตระกูลหลี่ที่น่าสมเพชของเจ้าที่เสื่อมถอยใกล้ถึงจุดจบ ช่างแตกต่างจากตระกูลกวนของข้าที่กำลังผงาดขึ้น ใครจะรู้? อีกไม่กี่ปีอาจไม่มีตระกูลหลี่อีกต่อไป! ฉะนั้นเจ้าควรปิดปากของเจ้าซะ!”

กวนเผิ้ง ไม่ให้โอกาสหลี่ฟู่เฉินโต้กลับ เขาวาดเตะลงบนพื้น ยืนต้านทานลมตรงหน้าหลี่ฟูเฉินในทันที พลันผลักฝ่ามืออันหนักหน่วงไปทางหลี่ฟู่เฉิน

มันเป็นวิชายุทธ์ฤทธิ์ฝ่ามือเหินทะยานเดียวกับกวนเหม่ย แต่เมื่อออกกระบวนท่าโดยกวนเผิ้ง ความแข็งแกร่งก็ทวีเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับกวนเหม่ย

ระดับกระดูก

1 ดาว– 9 ดาว

……………………………

ติดตามอัพเดทตอนใหม่ได้ที่นี่ Fanpage IndyNovel