0 Views

นิกายเพลิงผลาญฟ้า เป็นนิกายที่มีระดับสูงที่สุดในอาณาจักรซือจิน เเห่งนี้มันมีประศาสตร์เกือบหนึ่งพันปี

 

อย่างไรก็ตามนิกายเพลิงผลาญฟ้ากลับไม่ได้ตั้งอยู่ในอาณาจักรซือจิน มันก่อตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของเมืองในส่วนลึกของภูเขาเมฆาม่วง

 

อาจกล่าวได้ว่าสถานที่ที่นิกายเพลิงผลาญฟ้าครอบครองอยู่ เป็นสถานที่ที่อาณาจักรซือจินต้องการมากที่สุด เเม้กระทั่ง ตระกูลโบราณ ที่อยู่รอบ ๆ เองก็เช่นเดียวกัน ศิษย์ของนิกายเพลิงผลาญฟ้าทุกคนเเข็งเเกร่มาก หากไม่ได้เป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะหรือ เป็นปีศาจในหมู่ปีศาจ ก็ยากจะผ่านการทดสอบเเละเข้าสู่นิกายได้

 

เมื่อเข้าสู่นิกายเพลิงผลาญฟ้าเเล้ว หลังจากได้เรียนรู้เเละสืบทอดทักษะบางอย่าง การจะกลายเป็นผู้ใช้จิตอสูรระดับชำนาญนั้นก็จะไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป

 

ที่สำคัญคือ นิกายเพลิงผลาญฟ้า เป็นสะพานที่ช่วยเหลือผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมาก หากใครมีโชควาสนามากพอ ก็จะได้เห็นโลกเเห่งตำนาน

 

หลังจากพักผ่อนเป็นระยะเวลาสามวัน เย่เฉินเฟิง ที่เช่าสนามเล็ก ๆ เเห่งนึง เขาได้ปรับเเต่งร่างกายของตนเองให้พร้อมมากที่สุด ก่อนที่จะเดินไปยังสถานที่ตรวจสอบเข้ารับการทดสอบเป็นศิษย์ของนิกายเพลิงผลาญฟ้ามันได้จัดตั้งขึ้นที่ด้านนอกภูเขาเมฆาม่วง

 

เมื่อเขาเดินไปถึงตีนภูเขาเมฆาม่วง เย่เฉินเฟิง ก็เห็นห้องโถงต้อนรับโบราณ เเละด้านนอกห้องโถงก็มีป้ายขนาดใหญ่เขียนอยู่สามคำว่า”หออมตะนิรันดร์”

 

“หออมตะนิรันดร์ เมื่อสามารถผ่านเข้าประตูนี้ไปได้ พวกเขาก็จะถูกจารึกชื่ออย่างกล้าหาญ”

 

เย่เฉินเฟิงจ้องมองไปที่หอโบราณ เขาสัมผัสได้ถึงรัศมีพลังอันเก่าเเก่ที่พุ่งเข้าหาเขา

 

ขณะที่เขากำลังสังเกตุหออมตะนิรันดร์ จู่ ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

 

“เย่เฉินเฟิง เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”

เย่เฉินเฟิง ได้หันหลังกลับไปอย่างช้า ๆ เเละพบร่างของ จี้ฉิงเสวี่ย ที่สวมใส่กระโปรงยาวสีเขียวเข้ม ด้วยผิวพรรณที่ขาวราวกับนม ทำให้เธอโดดเด่นอย่างมาก เธอเดินมาพร้อมกับการอารักษ์ของผู้เชี่ยวชาญจากตระกูลจี้

 

เนื่องเพราะอาการบาดเจ็บของ จี้หยางเฉิน ทำให้ ตระกูล จี้นั้นวุ่นวายอย่างมาก จี้ฉิงเสวี่ย จึงไม่รู้ว่า เย่เฉินเฟิง ได้กลายเป็นศิษย์ลำดับหนึ่งของสำนักต่อสู้เมืองจักรพรรดิขาว

 

“ทำไมทีเจ้ามาได้เเล้วข้าจะมาไม่ได้ว่างั้น?”

 

เมื่อเห็น จี้ฉิงเสวี่ย ความรังเกียจ ได้ปรากฏในสายตาของเขา เขาตอบกลับอย่างเฉยเมย

 

เย่เฉินเฟิง ไม่สนใจ จี้ฉิงเสวี่ย เขานำสัญลักษณ์เข้าร่วมออกมา เเละ ยื่นส่งให้กับชายชราที่เฝ้าหน้าทางเข้าหออมตะนิรันดร์เพื่อเข้าไปข้างใน

 

“เป็นไปได้ยังไง?เขามีสัญลักษณ์เข้าร่วมจริง ๆ เขาได้มันมาได้ยังไง? เป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาจะสามารถปลุกจิตอสูรขึ้นมาได้เเล้ว?”

 

เมื่อ จี้ฉิงเสวี่ย เห็น เย่เฉินเฟิง เดินเข้าสู่หออมตะนิรันดร์ ใบหน้าของเธอก็ปรากฏความเเตกตื่นอย่างไม่น่าเชื่อ เธอไม่เชื่อว่า เย่เฉินเฟิง จะสามารถปลุกจิตอสูรให้ตื่นขึ้นมาได้ในครั้งที่สองตอนอายุ 15 ปี

 

อย่างไรก็ตาม เธอกลับไม่เคยคิดสงสัยว่า เย่เฉินเฟิง เเละ ปรมาจารย์เฉิน ผู้เย่อหยิ่งนั้นจะเป็นคน ๆเดียวกัน เพราะในความคิดของเธอ เย่เฉินเฟิง ไม่มีทางเทียบได้กับปรมาจารย์เฉิน

 

ในขณะที่ เย่เฉินเฟิง เดินเข้าไปข้างในหออมตะนิรันดร์ เขาก็เห็น หนุ่มสาวจำนวนมากที่เเต่งตัวดูดี อยู่เต็มภายในพื้นที่เเห่งนี้ จากกลิ่นอายที่พวกเขาปลดปล่อยออกมา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกเขาไม่ใช่คนธรรมดา เเต่เป็นพวกอัจฉริยะระดับนึง

 

“พี่สาม,เป็นมันที่วันนั้นได้ดูถูกตระกูลเสิ่นถู๋ของเราเเละทำร้ายข้าจนได้รับบาดเจ็บ”

 

หลังจาก เย่เฉินเฟิง เข้ามาที่หออมตะนิรันดร์ จู่ ๆ เสียงของ หญิงสาวคนนึงก็ได้ดังขึ้น เธอจ้องมองไปที่ เย่เฉินเฟิง พร้อมกับกล่าวพูดกับผู้ชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ

 

ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากหญิงสาวที่ดื้อรั้นจากตระกูลเสิ่นถู๋ ที่ถูก เย่เฉินเฟิง โจมตีด้วยการเหวี่ยงเพียงครั้งเดียว

 

“ในที่สุดข้าก็พบเจ้า เจ้ากล้ามากที่มารังเเกน้องสาวของข้า เจ้าคิดว่า เจ้าเป็นใครมาจากไหนกัน?”

 

ชายหนุ่มคนนึงที่เเต่งตัวดูดี เขาได้เดินไปปรากฏขึ้นปิดกั้นเส้นทางของ เย่เฉินเฟิง พร้อมกับส่งสายตาที่ดุเดือดออกมา

 

“เจ้าต้องการเเก้เเค้นเเทนน้องสาวของเจ้า ? อย่างไรก็ตามที่นี่ไม่ใช่ตระกูลเสิ่นถู๋ของพวกเจ้า หากเจ้าสร้างเรื่องที่นี่ เจ้าคงรู้ผลที่ตามมาดี”

 

เย่เฉินเฟิง คร้านที่จะพูดออกมา เขาหาได้สนใจคำพูดของชายคนนี้เเละกล่าวเตือนเขาอย่างเย็นชา

 

ในทางตรงกันข้าม ความขัดเเย้งของ เย่เฉินเฟิง เเละ พี่น้องตระกูลเสิ่นถู๋ ได้สร้างความสนใจกับ จี้ฉิงเสวี่ย เธอสั่นศีรษะเล็กน้อย ก่อนที่จะเลิกสนใจการทะเลาะของพวกเขาทั้งคู่

 

“เจ้า…”

 

เมื่อคิดถึงเกี่ยวกับกฏของนิกายเพลิงผลาญฟ้าที่ห้ามไม่ให้มีการทะเลาะวิวาทส่วนตัวระหว่างการทดสอบไม่งั้นจะสูญเสียคุณสมบัติสำหรับผู้ทดสอบไป ดังนั้น ผู้ชายคนนี้จึงไม่กล้าทำอะไร เขากัดฟันเเน่น เเละจ้องมองไปที่ เย่เฉินเฟิงเหมือนกับสุนัขหมาป่าที่หิวโหย

 

“อะไรเจ้าต้องการที่จะสู้กับข้างั้นหรือ?”

 

เย่เฉินเฟิง กล่าวถามอย่างตั้งใจโดยไม่มีความเกรงกลัวเเม้เเต่น้อย

 

“ใช่,ข้าต้องการท้าสู้กับเจ้า เจ้ายอมรับหรือไม่?”ผู้ชายคนนี้ยกคิ้วขึ้นพร้อมกับเผยร่องรอยความประหลาดใจ

 

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในศิษย์อัจฉริยะอันดับต้น ๆ ของตระกูล เสิ่นถู๋ ดังนั้นกระทั่งอัจฉริยะจากอาณาจักรซือจิน เขาก็หาได้สนใจ เเม้เเต่ เย่เฉินเฟิง ก็ไม่อยู่ในสายตาของเขา

 

“เอาไว้การทดสอบเข้าสู่นิกายเพลิงผลาญฟ้าจบลงพวกเราค่อยมาสู้กันดีกว่า เเต่เจ้าไม่คิดว่าพวกเราควรวางเดิมพันอะไรหน่อยงั้นเหรอ?”เย่เฉินเฟิง เปิดเผยรอยยิ้มจาง ๆ

 

“เจ้าต้องการเดิมพันอะไร?”ดวงตาของ เสิ่นถู๋เย่ เผยเเววประกายที่ดุเดือดออกมาอย่างรุนเเรง

 

“เจ้ากับข้ามาเดิมพันกันใครที่ผ่านการทดสอบเเละได้รับการจัดอันดับการทดสอบสูงกว่าเป็นผู้ชนะเเละผู้เเพ้จะต้องเสียเงินให้กับผู้ชนะเป็นเงิน 1,000,000 เหรียญเทล”เย่เฉินเฟิง กล่าว

 

“ดูเหมือนเจ้าจะมั่นใจกับการทดสอบนี้มาก ก็ได้ข้ายอมรับคำท้าของเจ้า”เสิ่นถู๋เย่ กล่าวพูดเห็นด้วย

 

“ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่ผิดสัญญาเมื่อมิฉะนั้นเมื่อถึงเวลาข้าจะทำให้เจ้ารู้สึกเสยใจเเน่นอน”

 

เย่เฉินเฟิง เพิกเฉยต่อสถานะของ ชายคนนี้ เเละ เดินจากไปในที่สุด

 

“มารดามันเถอะ ข้าไม่สนว่าเจ้าจะเป็นใคร เมื่อการทดสอบเข้าสู่นิกายเพลิงผลาญฟ้าจบลง ข้าจะหักขาสุนัขของเจ้าทำให้เจ้าร้องขอชีวิตของข้าเหมือนกับสุนัขที่น่าสงสาร”จ้องมองไปที่ ด้านหลังของ เย่เฉินเฟิง เสิ่นถู๋เย่ กัดฟันเเละกล่าวสาบานกับตัวเอง

 

“เสิ่นถู๋เย่ เจ้าล่ะไม่เปลี่ยนไปจริง ๆ เจ้าอย่าลืมว่าไม่ได้มีเเค่เจ้าที่เป็นคนจากตระกูลนักรบโบราณเพียงกลุ่มเดียว”

 

จู่ ๆ ชายวัยกลางคนนึงที่สวมใส่เสื้อจีนยาว ก็กล่าวพูดออกมา เขาได้กล่าวเย้ยหยันออกมาระหว่างที่เดินสวนทางกับสองพี่น้องตระกูลเสิ่นถู๋

 

ได้ยินเสียงเยาะเย้ยของชายคนนี้ เสิ่นถู๋ปิง กลายเป็นโกรธมากทันที เธอจ้องมองคนที่เดินผ่านไป เเต่ทว่า เธอกลับสัมผัสได้ถึงความเเข็งเเกร่งของชายคนนั้นทำให้ใบหน้าเเห่งความโกรธของเธอได้หายไปอย่างรวดเร็ว

 

“ชางกวนเป็ง…?”

 

“ใช่,ข้าเอง ข้าเพิ่งตัดผ่านไปยังระดับ 2 ของผู้ใช้จิตอสูรระดับชำนาญ”ชางกวนเป็งพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ เเละจ้องมองไปที่สองพี่น้องนั่น”ข้าเป็นคนเดียวที่จะได้รับอันดับหนึ่งในการทดสอบเข้าสู่นิกายเพลิงผลาญฟ้าในปีนี้ เจ้าไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะข้าได้”

 

ชางกวนเป็ง ได้หัวเราะเเละกล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่ง ก่อนที่เขาจะหันหลังเเละเดินจากไป

 

คราวนี้ เสิ่นถู๋เย่ เเละ น้องสาวของเขา ไม่ได้โกรธอะไรเลย พวกเขารู้สึกได้ถึงความเเข็งเเกร่งที่น่าหวาดกลัวจากร่างของ ชางกวนเป็ง เเละ ไม่อยากจะหาเรื่องเขา