0 Views

‘สารเลว!เรื่องในวันนี้ ข้าจะไม่ยอมเลิกราอย่างแน่นอน!’

 

เจียงลู่หรงโกรธเกรี้ยวอย่างมาก ในขณะนั้นเขามีความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะแผดเผาเจียงเฉินให้กลายเป็นเถ้าถ่านได้ในทันที!เรื่องในวันนี้เจียงเจิ้นไห่และมู่หรงเจิ้นถูกเจียงเฉินจูงจมูก สิ่งที่ทำให้ตัวมันงุนงงคือเจ้าโง่นี่ได้เปลี่ยนกลายเป็นคนหลักแหลมในฉับพลันได้อย่างไร

 

แต่ว่าตอนนี้มันสายเกินไปที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ขณะที่เขาทำได้เพียงหวังให้แม่นางมู่หรงเสี่ยวโหรวเป็นคนอ่อนโยนและงดงาม หากว่านางงดงามอย่างแท้จริง ตอนนั้นจะทำให้อารมณ์ของเขากลับมาดีอีกครั้ง

 

“แม่นางมู่หรงมา!”

 

ครู่ถัดมา มาพร้อมกับเสียงประกาศของยาม สตรีในชุดม่วงได้เข้ามา

 

ทั้งสามคนจากตระกูลเจียงได้หันหน้ามามายังหญิงสาวผู้นั้นและเมื่อพวกเขามองเห็นหญิงสาว รอยยิ้มของพวกเขาทั้งหมดแข็งทื่อ

 

เพล้ง!

 

แก้วน้ำที่เจียงเจิ้นไห่ถือตกลงบนพื้น ราวกับว่าเขาได้เห็นบางสิ่งที่ทำให้เขาตกตะลึงได้ แม้จะมีจิตใจอันเข้มแข็งก็ตาม

‘เวร!นามของนางคือ’เสี่ยวโหรว’เนี่ยนะ!’

 

(小柔 =อ่อนโยน)

 

เจียงเฉินกระแอมออกมาเสียงดัง หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาสูงถึงแปดฉื่อ และนางได้รับสืบทอดกล้ามเนื้อมาจากบิดาของนาง และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้น!สตรีผู้นี้ดูราวกับบุรุษร่างบึกบึนและมีใบหน้าดุร้าย ผู้ที่มีน้ำหนักราวๆสามร้อยจิน

 

‘มารดามันเถอะ นางมีนามว่าเสี่ยวโหรวจริงๆน่ะหรือ?’

 

มันก็พอได้กับร่างอันกำยำของนางล่ะนะ พี่สาวเอ๋ย แต่เหตุใดบนหัวเจ้าถึงถักเปียชี้ขึ้นฟ้าเช่นนั้นเล่า?เจ้าคิดว่าเจ้ายังสูงไม่พออีกงั้นรึ?’

 

‘และยังหน้าตานั่นอีก ผิวก็มันเยิ้ม และยังผิวหนังส่วนเกินเป็นชั้นนั่นอีกและริมฝีปากอันใหญ่ยักษ์สีแดงนั่น!ลองจินตนาการดูว่าหากว่านางพยายามที่จะจูบใครสักคน’

 

อุ๊บ!

 

เจียงเฉินแค่คิดในใจก็จะอาเจียนออกมา ถึงแม้ว่าครั้งหนึ่งเขาเคยเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกและเขาได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างมามากมาย เขาไม่เคยพบเห็นสตรีที่อัปลักษณ์เช่นนี้มาก่อน

 

ใช่แล้ว สตรีนางนี้อัปลักษณ์ที่สุดในโลกไม่เป็นรองผู้ใด อย่างน้อยนี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของเจียงเฉิน และกระทบกับเพียงพอกับนามของนาง เสี่ยวโหรว

 

ใบหน้าของเขาแดงก่ำ เจียงเฉินอดกลั้นที่จะไม่ให้หัวเราะอย่างยากลำบาก แต่ว่าเขาหัวเราะดังลั่นในหัวของเขาไปแล้ว

 

‘เจียงลู่หรง นี่เป็นเคราะห์กรรมของเจ้า!’

 

เจียงเฉินคิดขณะที่เขากำลังยกย่องมู่หรงเจิ้นในใจ ‘เจ้าเป็นบิดาที่ยอดเยี่ยมมาก เจ้าได้ถ่ายทอดยีนอันยอดเยี่ยมสู่บุตรสาวของเจ้า และเจ้าเป็นอัจฉริยะในการตั้งชื่ออีกด้วยสำหรับนามของบุตรสาวเจ้าว่า เสี่ยวโหรว…ไม่มีสิ่งใดของนางที่สัมพันธ์กับนามนี้เลย’

 

“แค่ก แค่ก แค่ก! เร็วๆเข้า พาแม่นางมู่หรงไปยังที่นั่งผู้ทรงเกียรติของนางซะ”

 

เจียงเจิ้นไห่พูดขณะที่กระแอมและจัดชุดอย่างไม่เป็นธรรมชาติ ในเวลาเดียวกัน เขารู้สึกยินดีที่เจียงเฉินไม่ใช่ผู้ที่ต้องแต่งงานกับเด็กสาวผู้นี้ และโชคดียิ่งกว่าที่เจียงลู่หรงแต่งเข้าไปตระกูลของฝ่ายเจ้าสาว หากว่าแม่นางมู่หรงได้แต่งเข้ามาตระกูลเจียง ตอนนั้นทุกๆคนคงจะดูถูกเขาเป็นแน่

 

“ฮ่าฮ่า โหรวเอ๋อร์ รีบมาทักทายว่าที่สามีเจ้าสิ”

 

มู่หรงเจิ้นพูดขณะที่มีรอยยิ้มบนหน้าของมันขณะที่มันนำมู่หรงเสี่ยวโหรวไปยังเจียงรู่หลง

 

เมื่อเห็นถึงความหล่อเหล่าของเจียงรู่หลง มู่หรงเสี่ยวโหรวดวงตาเต็มไปด้วยประกาย นางเดินก้าวใหญ่ไปหาเจียงรู่หลงและเริ่มควงแขนของเขา “สามี นี่เป็นครั้งแรกของข้าที่มาเยือนคฤหาสน์เจ้าเมือง ท่านพาข้าเดินชมรอบๆหน่อยสิ!” นางพูดด้วยเสียงที่หวานที่สุดเท่าที่นางสามารถดัดได้

 

เจียงเฉินแทบพ่นเลือดออกมา เขาสามารถสัมผัสได้ว่าอวัยวะภายในทั้งหมดของเขาชาขณะที่กลั้นหัวเราะ เขาไม่อาจทนเสียง’หวาน’ของแม่นางมู่หรงได้ เสียงของนางอย่างกับสัตว์กำลังเห่าหอน มันทำให้หนาวสะท้านไปถึงไขสันหลังของเขา

 

‘สวรรค์!ผู้ใดจะรู้ถึงความรู้สึกของเจียงลู่หรงตอนนี้…..ข้าพนันได้ว่าเขาอยากตายตอนนี้เป็นแน่’

 

“อืม ลู่หรงเจ้าพาเสี่ยวโหรวชมรอบๆสิ”

 

เจียงเจิ้นไห่พูดขณะที่ผงกหัวของเขา

 

“ขอรับ ท่านพ่อบุญธรรม!”

 

เสียงของเจียงลู่หรงสั่นเครือ ทุกๆคนในห้องสามารถสังเกตุเห็นได้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ และด้วยแรงของผู้อยู่ขอบเขตฉีจิงขั้นที่เก้าได้ลากเขาออกจากห้องโดยมู่หรงเสี่ยวโหรว

 

“ข้าขอให้เจ้าพยายามให้ดีที่สุดนะ พี่ใหญ่”

 

ได้ยินเจียงเฉินทิ้งท้ายไว้ เจียงลู่หรงเกือบทรุดลงบนพื้น

 

“ท่านพ่อ ท่านลุงมู่หรง เมื่อพวกเราได้ตัดสินใจแล้ว ข้าคิดว่ามันจะเป็นการดีที่เลือกวันและกำหนดวันพิธีแต่งงานด้วยเลย”

 

เจียงเฉินแนะนำ

 

“ตกลง วันพรุ่งนี้เป็นฤกษ์งามที่ดี ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะจัดงานแต่งขึ้นในวันพรุ่งนี้”

 

มู่หรงเจิ้นกล่าว

 

ตุบ!

 

เจียงลู่หรงที่อยู่ไม่ไกลจากห้องได้ทรุดตัวลงบนพื้นหลังจากได้ยินสิ่งที่มู่หรงเจิ้นกล่าว

 

“ท่านลุงมู่หรงพูดถูก เพื่อช่วงเวลาที่ปิติยินดีเช่นนี้พวกเราจะต้องทำเนินการให้รวดเร็ว ท่านพ่อ ท่านและท่านลุงมู่หรงเชิญตามสบายนะขอรับ ข้าขอตัวก่อน”

 

เจียงเฉินทำความเคารพด้วยการประสานมือและเดินออกไป

 

มองไปยังแผ่นหลังของเจียงเฉินอดที่จะขมวดคิ้วมิได้ เขามิได้โง่ เรื่องในวันนี้เห็นได้ชัดว่าเจียงเฉินจงใจที่จะทำมันทั้งหมด เขาไม่อาจเข้าใจได้เหตุใดเจียงเฉินถึงต้องการเล่นงานเจียงลู่หรงหลังจากที่เจียงลู่หรงได้ปฎิบัติต่อเจียงเฉินเป็นอย่างดีเป็นเวลานาน และสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่าคือพฤติกรรมของเจียงเฉินนั้นแตกต่างจากที่เขาคุ้นเคย

 

สำหรับเจียงลู่หรง มันทำได้เพียงถอนหายใจเงียบๆ และคิดหาทางเอาคืนหลังจากนี้

 

เจียงเฉินออกจากห้องโถงหลักและกลับไปยังตำหนักของตน

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า มู่หรงเสี่ยวโหรว…นี่มันน่าขันมากๆ…คิกๆ..อย่าได้ตำหนิข้าที่ยกให้เจ้านะ เจียงลู่หรงเป็นเจ้าที่เริ่มก่อนเองนะ ตอนนี้เจ้ารู้สึกเจ็บปวดหรือยังล่ะ?”

 

เจียงเฉินหัวเราะออกมาอย่างต่อเนื่อง และจินตนาการถึงฉากอัปลักษณ์ที่มู่หรงเสี่ยวโหรวคล้องแขนเจียงลู่หรงเอาไว้…..เขารู้สึกอยากอาเจียนออกมา แต่ในเวลาเดียวกันความรู้สึกของการแก้แค้นทำให้เขารู้สึกสดชื่น

 

วิธีการที่เจียงเฉินใช้ในครั้งนี้ มันทำให้รู้สึกดีกว่าสังหารเจียงรู่หลงเป็นไหนๆ

 

เจียงเฉินตอนนี้ไม่ได้รู้สึกแย่ที่พี่ชายของเขาพยายามที่จะสังหารเขา แน่นอนว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ ในเมื่อเจียงลู่หรงต้องการที่จะสังหารเขา มีชะตาเพียงสิ่งเดียวสำหรับเขาก็คือโดนเจียงเฉินสังหาร

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเจียงเฉินในตอนนี้คือการฝึกตน ผู้คนจากโลกต้นกำเนิดเซียนต่างยกย่องผู้แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะไปที่แห่งใด ผู้คนจะยกย่องคนผู้นั้นหากเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่ง ครั้งหนึ่งเจียงเฉินเคยเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่หลังจากที่เขาได้กำเนิดใหม่ เขาต้องเริ่มใหม่แต่ต้น ตอนนี้เขายังเป็นผู้อ่อนแอขอบเขตฉีจิงขั้นที่แปดเท่านั้น

 

เจียงเฉินกลับไปยังห้องของเขา ปิดประตูอย่างรวดเร็วและนั่งขัดสมาธิบนเตียง

 

บนเส้นทางผู้ฝึกตน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประเภททักษะที่ใช้ทำการบ่มเพาะ ยิ่งใช้ทักษะบ่มเพาะระดับสูงเพียงใด การประสบความสำเร็จจะสูงยิ่งขึ้นด้วย

 

ในฐานะนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า เจียงเฉินได้เก็บสะสมทักษะไว้จำนวนมาก หากเขาแสดงทักษะออกมาสักทักษะหนึ่ง ถึงตอนนั้นเหล่าผู้คนเมืองเทียนเซียงทั้งหลายจะสู้กันเองเพื่อแย่งชิงมันมา

 

ในโลกต้นกำเนิดเซียน ทักษะจะแบ่งออกเป็นสี่หมวดหมู่ ขั้นมนุษย์ ขั้นปฐพี ขั้นสวรรค์และขั้นนักบุญ เจียงเฉินรู้จักทักษะสามประเภทจากหมวดหมู่นักบุญ แต่ละทักษะไม่อาจประเมินค่าได้ และกระทั่งทักษะจากตระกูลโบราณในทวีปศักดิ์สิทธิ์ยังไม่อาจเทียบได้กับทักษะทั้งสาม

 

อย่างไรก็ตาม เจียงเฉินตัดสินใจว่าจะไม่ทำการบ่มเพาะทักษะทั้งสาม เมื่อได้ทำการฝึกฝนในชีวิตที่แล้วทำให้เขาล้มเลิกมันไป

 

นั่นเพราะเขามีอีกทักษะหนึ่ง มันคือทักษะร่างแปลงมังกร

 

เจียงเฉินได้รับทักษะนี้มาจากซากบรรพกาลบางอย่างในชีวิตที่แล้วของเขา ทักษะร่างแปลงมังกรอันยิ่งใหญ่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาล

 

ตามที่เจียงเฉินได้คาดการณ์ ศักยภาพของทักษะนี้อยู่เหนือประเภทนักบุญเสียอีก อยู๋ในระดับที่เขาไม่อาจแตะต้องได้

 

มันมีเงื่อนไขจำกัดไว้อยู่สำหรับผู้ที่ต้องการทำการบ่มเพาะทักษะนี้ และผู้นั้นจะต้องเริ่มตั้งแต่ระดับรากฐาน เมื่อเจียงเฉินได้รับทักษะนี้มาเมื่อชีวิตที่แล้ว เขาได้อยู่ในขอบเขตนักบุญไปแล้ว ถึงแม้ว่าเขาจะบ้าระห่ำเพียงใด เขาไม่กล้าที่จะทำลายการบ่มเพาะของเขาเพื่อทำการฝึกฝนทักษะใหม่ตั้งแต่ต้น

 

ในชีวิตที่แล้วของเขา นี่เป็นสิ่งที่เขาเสียใจมากที่สุดที่ไม่ได้ทำการบ่มเพาะทักษะนี้ แต่เมื่อเขาได้เกิดใหม่แล้ว เขาจะใช้โอกาสนี้ในการทำการฝึกฝนทักษะนี้

 

ตอนนี้เขาอยู่เพียงระดับฉีจิง และยังไม่ได้สร้างทะเลปราณและแก่นแท้มนุษย์ที เขาต้องอยู่ในสภาพที่พร้อมจะทำการบ่มเพาะทักษะร่างแปลงมังกร

 

เจียงเฉินได้จำบทคัดลอกของทักษะร่างแปลงมังกร และด้วยการคิดในใจเพียงครั้งเดียว ผู้นั้นสามารถที่จะรวมเข้ากับโลหิตใดๆในโลกนี้ได้ มันเป็นไปได้ที่จะผสานกับสายเลือดนับพันประเภทได้ และผลประโยชน์นี้เพียงอย่างเดียวก็เป่าความคิดของเขาไปแล้ว

 

เหล่าผู้ที่ทำการบ่มเพาะทักษะร่างแปลงมังกรจะต้องสร้างตราประทับมังกรภายในจุดตันเถียน ตราประทับมังกรแต่ละดวงจะมอบพละกำลังให้ผู้ใช้หนึ่งหมื่นจิน ตราประทับมังกรที่สร้างได้สูงสุดคือหนึ่งแสนแปดพันดวง

 

ยิ่งกว่านั้น ตามที่บทคัดย่อกล่าว เมื่อตราประทับมังกรทั้งหนึ่งแสนแปดพันดวงได้ถูกสร่างขึ้น ผู้นั้นจะสามารถที่จะทะลวงขอบเขตประตูมังกรและกลายเป็นมังกรแท้จริงได้

 

ตราประทับมังกรดวงหนึ่งได้มอบพละกำลังให้แก่ผู้นั้นหนึ่งหมื่นจินต่อหนึ่งดวง และมันยากที่จะจินตนาการได้ว่าคนผู้นั้นหากมีตราประทับมังกรถึงหนึ่งแสนแปดพันดวงจะทรงพลังเพียงใด กระทั่งเจียงเฉินซึ่งครั้งหนึ่งเป็นนักบุญที่แข็งแกร่งที่สุดยังรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อยเมื่อคิดเช่นนี้ หากว่าเขาไม่เคยถึงระดับนั้นมาก่อน ถึงตอนนั้นเจียงเฉินคงสามารถทำลายโลกได้ด้วยการลงมือเพียงครั้งเดียว

 

‘ทักษะร่างแปลงมังกรสามารถเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ร่างกายผู้ใช้ได้ ผู้ที่ทำการบ่มเพาะทักษะนี้ทำการฝึกฝนร่างกายด้วยจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด ร่างกายของข้าเต็มไปด้วยเม็ดยาหลากหลาย และแม้ว่ายาเหล่านั้นร่างกายจะดูดซึมไปแล้วก็ตาม มันยังอ่อนแอเกินไป ข้าไม่แน่ใจว่าจะสามารถทนผลกระทบของการบ่มเพาะทักษะร่างแปลงมังกรได้หรือไม่’

 

เจียงเฉินคิดในใจ เขาเริ่มโคจรทักษะร่างแปลงมังกรอย่างช้าๆ

 

‘เล็กเจ็ด ใหญ่เจ็ด สร้างน้ำวนขึ้น ขจัดสิ่งเจือปนภายในร่างกายออกไป’

 

นี่คือสิ่งที่ถูกจารึกไว้ในทักษะร่างแปลงมังกร ภายใต้การควบคุมของเจียงเฉิน เขาได้สร้างพื้นที่ไว้ภายในร่างกายสองฝั่ง ฝั่งแรกพลังหยวนไหลตามเข็มนาฬิกาเจ็ดรอบ อีกฝั่งหนึ่งพลังหยวนของเขาไหลทวนเข็มนาฬิกาเจ็ดรอบ

 

เมื่อเขาได้ทำเช่นนั้น เจียงเฉินได้จมประสานในขั้นการบ่มเพาะตนที่ร่างของเขาเปรียบดั่งเครื่องจักรกลทำงานอย่างน่ากลัวโดยไม่มีการพัก

 

ปุ้ง!

 

กระแสพลังหยวนทั้งสองที่แยกกันมาปะทะซึ่งกันและกัน สร้างน้ำวนขึ้นในตันเถียนขณะที่น้ำวนได้ขจัดขจายไปทั่วร่างกายเจียงเฉิน

 

อุก!

 

เจียงเฉินเริ่มอาเจียนออกมาเป็นเลือดอย่างรุนแรงจากแรงปะทะ มาพร้อมกับอาการเจ็บปวดฉีกขาดในร่างกายของเขา สีของโลหิตที่ออกมาเป็นสีดำ เป็นผลของการขจัดสิ่งเจือปนในร่างตอนนี้ได้ออกมาหมด

 

‘ทักษะร่างแปลงมังกรเป็นทักษะที่ทรงพลังอย่างแท้จริง นี่เป็นเพียงแค่ก้าวแรกเท่านั้น และมันยังทำให้ข้าเจ็บปวดถึงขนาดนี้ แต่มันก็คุ้มค่า ผลที่ออกมาไม่ธรรมดาเลย สิ่งที่ถูกขจัดออกมาเป็นสิ่งเจือปนในร่างกายสีดำได้ถูกขจัดออกแล้ว ต่อกันเลย’

 

ต้องขอบคุณตัวเขาเมื่อครั้นที่ยังเป็นนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด เขามีประสบการณ์เหนือผู้อื่นใดในด้านการบ่มเพาะ

 

‘สงบใจไว้ มุ่งมั่นหาใจความสำคัญ เมื่อพลังถึงขีดสุด เมื่อนั้นจะเป็นตอนที่ทักษะร่างแปลงมังกรได้เริ่มต้นขึ้น’

 

บทคัดย่อทักษะร่างแปลงมังกรได้ไหลเวียนในหัวของเขา เพราะการบ่มเพาะของเขา ร่างของเขาได้อดทนต่อความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แต่สำหรับเจียงเฉิน ความเจ็บปวดระดับนี้ไม่ได้ส่งผลต่อเขาเลย

 

สี่ชั่วโมงให้หลัง

 

แกร้ก!

 

เสียงดังก้องชัดเจนดังขึ้นภายในร่างกายของเจียงเฉิน น้ำวนพลังหยวนในตันเถียนของเขาได้ไหลไปยังทุกส่วนของร่างกายของเขา ทำให้เขาทะลวงสู่ขอบเขตฉีจิงขั้นที่เก้าได้

 

==================================

โปรดติดตามตอนต่อไป…

1 ฉื่อ = 1ฟุต = 0.33 เมตร

1 จิน = 500 กรัม