0 Views

หลังจากที่สังหารสองพี่น้องหยาง เจียงเฉินเงยหน้าขึ้นฟ้าและตระหนักว่ามันสายแล้ว เขาเดินออกไปจากที่คับแคบแห่งนี้เมื่อออกไปก็พบเพียงแค่พื้นที่รกร้าง อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นสาบ

 

ตามความทรงจำของเขาแล้ว ที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลและเป็นพื้นที่รกร้างภายในเมืองเทียนเซียง มันถูกเพิกเฉยมากว่าสิบปี ตามปกติแล้วจะไม่มีผู้ใดมาที่แห่งนี้ พี่น้องหยางหย่งช่างสรรหาสถานที่คุมขังเขาได้ดีเหลือเกิน

 

“ข้าเป็นผู้แข็งแกร่งในชีวิตที่แล้ว และชีวิตที่แล้วได้จบสิ้นลง ทุกสิ่งทุกอย่างได้มลายหายไปกับอากาศ เมื่อตอนนี้ข้าได้ครอบครองร่างนี้จากนี้ไปข้าคือเจ้า เจียงเฉินคนใหม่ ครอบครัวของเจ้าคือครอบครัวของข้า ศัตรูของเจ้าคือศัตรูของข้า เส้นทางไปสู่อนาคต พวกเราจักเดินไปด้วยกัน!”

 

ดวงตาของเขาลุกวาว เขาก้าวออกจากพื้นที่รกร้าง

 

คฤหาสน์เจ้าเมืองตกอยู่ในความวุ่นวายตั้งแต่ที่เจียงเฉินได้หายตัวไปกว่าสามวัน ถึงแม้ว่าเจียงเฉินคนเก่าจะทำแต่สิ่งโหดร้ายและน่ารังเกียจ เขาไม่เคยหายตัวไปกว่าสามวัน

 

เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของเจ้าเมือง แม้ว่าไม่มีวันใดที่เจ้าเมืองจะไม่ต่อว่าเขา ในใจของเขานั้นรักใคร่เจียงเฉินอย่างถึงที่สุด ผู้คนสามารถบอกได้อย่างง่ายดายจากเม็ดยาล้ำค่าทั้งหมดที่เขามอบให้เจียงเฉิน

 

ยามทุกคนแห่งคฤหาสน์เจ้าเมืองต่างถูกส่งออกตามหานายน้อยของพวกเขา พวกเขาหาทุกซอกมุมแต่ไม่มีสัญญาณว่าจะพบเขา ในที่สุดเจ้าเมืองก็มีคำสั่งออกมาหากหานายน้อยไม่พบก่อนตะวันตกดิน ยามทุกคนไม่ต้องกลับมาอีก

 

ที่ดินรกร้างที่เจียงเฉินโดนจองจำ กลุ่มของยามได้เดินเข้ามาใกล้หลังจากที่ค้นหาในทุกๆที่แล้ว ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้

 

“เฮ้อ นายน้อยผู้นี้ไม่เคยให้พวกเราพักบ้างเลย เขาคงจะไปสำราญอยู่ที่ใดล่ะมั่ง แต่พวกเราต้องทนทุกข์ ข้าไม่ได้กินอะไรมาตลอดทั้งวันเลยนี่”

 

“หยุดบ่นเถอะ เขาเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของท่านเจ้าเมือง พรุ่งนี้จะถึงวันหมั้นหมายกับตระกูลมู่หรง หากพวกเราไม่อาจหานายน้อยพบ….อย่าได้คิดเลยว่าจะมีสิ่งดีๆรอพวกเราเลย”

 

“นายน้อยคงไม่มายังสถานที่ห่างไกลเช่นนี้หรอก พวกเรามาที่นี่เสียเวลาเปล่า..เดี๋ยว!มีคนตรงมาทางนี้!”

 

ขณะที่ยามทั้งหลายกำลังตำหนิ ยามผู้หนึ่งที่นำพวกเขาเห็นร่างของคนสวมชุดสีขาวกำลังเดินมาทางพวกเขา

 

“นายน้อย!”

 

ยามได้ตะโกนออกมาด้วยความแปลกใจ มันขยี้ตาและมองดูอีกครั้งร่างของคนผู้นั้น มันจะสามารถเป็นคนใดได้อีกนอกจากนายน้อย?

 

“หัวหน้า!นั่นมันนายน้อย พวกเราพบนายน้อยแล้ว ฮ่าฮ่า”

 

ยามได้กระโดดขึ้นจากที่ๆมันยืนอยู่ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น น้ำตาเกือบไหลออกจากดวงตาของมัน ราวกับว่าผู้อยู่ตรงหน้ามิใช่นายน้อย แต่ว่าเป็นบิดาของมัน

 

“นายน้อยล่ะ! เป็นนายน้อยจริงๆ!ขอบคุณพระเจ้า!”

 

ยามสองสามคนวิ่งมาทางเจียงเฉิน แม้ว่าพวกมันจะไม่รู้ว่านายน้อยของพวกมันมาพื้นที่รกร้างทำไม มันไม่สำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพวกมันพบนายน้อยแล้ว ยังมีชีวิตอยู่และพวกมันตื่นเต้นมาก ดูไม่เหมือนกับคนที่แขนหรือขาขาดหายไป

 

“เจียงเฉิง เหตุใดพวกเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?”

 

เจียงเฉินมองไปยังหัวหน้ายาม เขารู้จักชายคนนี้ นามของมันคือเจียงเฉิง!

 

“นายน้อย ในที่สุดพวกเราก็พบท่าน!หากว่าท่านไม่ปรากฎตัว ท่านเจ้าเมืองคงสังหารพวกข้าสิ้น!”

 

เจียงเฉิงพูดด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น มันดูเหมือนว่ามันจะร้องไห้จากความยินดี

 

เจียงเฉินมีสีหน้างุนงง แต่ด้วยไหวพริบของเขา มันไม่ได้ทำให้เขาใช้เวลามากกว่าเสี้ยววินาทีในการเข้าใจทุกสิ่ง เขาได้หายตัวไปกว่าสามวัน ดังนั้นบิดาของเขาจึงเป็นกังวลว่าจะพบกับอันตราย เขาสามารถที่จะนึกได้ว่าพวกยามอาจไม่สามารถนอนอย่างเป็นสุขได้

 

เมื่อคิดถึงบิดาของเขา ผู้ที่เขาไม่เคยพบเจียงเฉินสามารถรู้สึกถึงความอบอุ่นในใจได้ แม้ว่าเขาจะเป็นถึงนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตที่แล้วของเขา เขาไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ที่ปรารถนาที่จะดูแลเขาในชีวิตที่แล้ว เขาเป็นเด็กกำพร้า เขาไม่เคยมีโอกาสได้รู้จักถึงความรักของครอบครัว

 

“มันดูเหมือนว่าข้าอาการหนักงั้นรึ? เจ้าไม่จำเป็นต้องถูกถลกหนังแล้วล่ะ มาสิ กลับบ้านกันเถอะ”

 

เจียงเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม

 

“นายน้อยโปรดขี่ม้านี่เถิด”

 

เจียงเฉิงรีบส่งม้าที่ตัวเองนั่งไปให้เจียงเฉิน

 

“ไม่จำเป็น ข้าจักเดินเอง พวกเจ้าทุกคนต่างพยายามกันมามาก เมื่อพวกเราไปถึงที่บ้าน ทุกๆคนสามารถรับสิบเหรียญทองจากคลังได้”

 

เจียงเฉินพูดเหมือนว่ามันไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

 

อะไรนะ สะ..สิบ เหรียญทองงั้นรึ?

 

เจียงเฉิงเกือบจะเป็นลมเมื่อมันได้ยินเช่นนั้น ไม่ใช่ได้เพียงแค่มันคนเดียว!ยามทุกๆคนต่างมึนงง สิบเหรียญทอง ค่าจ้างของพวกเขาได้เพียงสิบเหรียญเงินต่อเดือนเท่านั้น!

 

ครั้งหนึ่งเจียงเฉินเคยเป็นถึงนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเขาไม่จำเป็นต้องใส่ใจเงินมากเกินไป แต่สำหรับยามเหล่านี้สิบเหรียญทองนับเป็นทรัพย์สินมากมายนัก!

 

เกิดอะไรขึ้นกับนายน้อย?นี่มันไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด

 

นายน้อยใจกว้างเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?

 

เขาไม่ขี่ม้าและเมื่อพวกเขาพบกับนายน้อยเมื่อก่อนหน้านี้ เขาไม่ต่อว่าพวกมันเหมือนที่เขาทำอยู่ประจำ

 

หลังจากที่หายตัวไปสามวัน นายน้อยได้เปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งโดยสิ้นเชิง

 

“ไปกันเถอะ รีบตามนายน้อยไป”

 

เป็นครั้งแรกที่เจียงเฉินรู้สึกประหลาดใจมากเช่นนี้ ยามทั้งหลายต่างเร่งความเร็วและตามนายน้อยของพวกเขาไป พวกเขาไม่ได้ขี่ม้า ผู้ใดจะกล้าขี่ม้าในเมื่อนายน้อยของพวกเขาได้เดินอยู่ด้านหน้า?

 

……………………………………………………

 

ภายในห้องโถงใหญ่ของคฤหาสน์เจ้าเมือง

 

ชายวัยกลางคนเดินกลับมาอย่างรวดเร็วด้วยใบหน้ากระวนกระวาย ชายผู้นั้นสวมชุดไหม ร่างกายล่ำสันและสูงเกือบหนึ่งจ้าง

 

เขาเป็นเจ้าเมืองแห่งเมืองเทียนเซียง เจียงเจิ้นไห่นั่นเอง!

 

“อย่าได้กังวลเลยท่านพ่อ ข้าแน่ใจว่าพวกเขาจะต้องพบน้องรองแน่นอน”

 

ชายหนุ่มดูดีสวมชุดสีขาวที่ยืนข้างเจ้าเมือง เขาอายุราวสิบเจ็ดถึงสิบแปดปีและเมื่อมองครั้งแรกไม่ว่าผู้ใดก็รู้ว่าเขาเป็นมังกรในหมู่ผู้คน ใบหน้าของเขาดูโศกเศร้า แต่ภายในมีความสุขยิ่ง

 

“เจ้าเด็กนิสัยเสียเอ๊ยไม่เคยให้ข้าสบายใจได้ หากว่าเขามีความสามารถเพียงครึ่งเดียวของเจ้า ข้าคงได้หัวเราะได้กระทั่งในฝัน”

 

เจียงเจิ้นไห่พูดอย่างอับจนหนทาง

 

“นายน้อยรองกลับมาแล้ว!”

 

ยามผู้หนึ่งได้เข้ามา ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้น

 

‘อะไรนะ?!’

 

เจียงลู่หรงเกือบตะโกนออกมา ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก

 

“เขากลับมาแล้ว?”

 

เจียงเจิ้นไห่รู้สึกโล่งใจและตะโกนในทันที “บอกให้เขาเข้ามาที่นี่เดี๋ยวนี้!”

 

เมื่อสัมผัสได้ถึงท่านเจ้าเมืองกำลังอารมณ์เสีย ยามผู้นั้นกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ท่านเจ้าเมือง นายน้อยบอกว่าเขาเหนื่อยแล้ว จากนั้นนายน้อยก็เข้าห้องไปเพื่อพักผ่อน เขาจะมาพบท่านในวันรุ่งขึ้น”

 

“อะไรกัน?! มารยาทของเด็กคนนี้ไปไหนหมด?!”

 

เจียงเจิ้นไห่ถลึงตาไปยังยามขณะที่เขาพูด

 

“ท่านพ่อ บางทีน้องรองอาจเหน็ดเหนื่อยจริงๆก็ได้ ยิ่งกว่านั้นพรุ่งนี้จะมีการจัดพิธีหมั้นหมายกับตระกูลมู่หรง ปล่อยให้น้องรองพักเถอะขอรับ”

 

เจียงลู่หรงบอกกับพ่อบุญธรรมของตน

 

“ลู่หรง เจ้าก็มักจะปกป้องมันอยู่เรื่อย เจ้าเด็กบ้านี่นับวันยิ่งดื้อดึงขึ้นเรื่อยๆ”

 

เจียงเจิ้นไห่กล่าวอย่างโมโห

 

“อย่าได้อารมณ์เสียไปเลยท่านพ่อ ให้ข้าไปคุยกับน้องรองเอง”

 

เจียงลู่หรงกล่าว

 

“ก็ดี ส่งคนไปจับตาดูเขา และอย่าให้เขาเดินออกมาจากห้องแม้เพียงครึ่งก้าว ข้าไม่ต้องการให้ความผิดพลาดใดๆเกิดขึ้นในพิธีหมั้นหมายในวันพรุ่งนี้”

 

เจียงเจิ้นไห่โบกแขนของเขาแล้วเดินจากไป

 

คฤหาสน์ของเจ้าเมืองมีอาณาเขตกว้างขวาง มันเป็นเรื่องปกติที่เจียงเฉินจะมีคฤหาสน์ขนาดใหญ่ ยืนอยู่ในเรือนที่พักมือทั้งสองไขว้หลังและแสงจันทร์สาดส่องมายังเขา เขายืนรอคนที่เขารู้จัก เขารู้ว่าคนผู้นั้นจักมาหาเขาอย่างแน่นอน

 

ภายนอกประตู ร่างของคนไม่รู้ว่าปรากฎขึ้นจากที่แห่งใด มันคือเจียงลู่หรง เมื่อมันเห็นเจียงเฉินกำลังยืนในเรือนที่พักโดยที่ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ดวงตาของมันเผยประกายเย็นเยียบออกมา

 

“เจ้าพวกบ้านนอกไร้ประโยชน์ พวกมันกล้าดีอย่างไรถึงปล่อยให้เจ้าบ้านี่รอดกลับมาได้?”

 

ด้วยคิ้วขมวดแน่นบนหน้ามัน ใบหน้าของเจียงลู่หรงเปลี่ยนกลับไปเป็นปกติขณะที่มันกำลังเดินไปยังตำหนักของเจียงเฉิน

 

“น้องรอง เจ้าไปไหนมาตั้งสามวัน?เจ้าไม่รู้หรือว่าพี่ใหญ่เป็นกังวลมากเพียงใด?”

 

เจียงลู่หรงพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลและแฝงไปด้วยความสุขเมื่อได้พบเจียงเฉินอีกครั้ง

 

“พี่ใหญ่”

 

ทันใดนั้นเจียงเฉินได้กระโดดไปหาพี่ชายของเขาสวมกอดเขาแล้วก็พูดออกมา “พี่ใหญ่ ท่านได้เกือบสูญเสียน้องชายของท่านผู้นี้ไปแล้ว!”

 

ทำท่าเศร้าโศก น้ำตาของเจียงเฉินไหลรินลงบนบ่าของเจียงลู่หรง คิ้วของเจียงเฉินขมวดบนใบหน้าเขาขณะที่สวมกอดเจียงลู่หรง ขณะที่กำลังร่ำไห้มันได้นำมือมาวางบนบ่าของเจียงเฉิน

 

“น้องรอง เกิดอะไรขึ้น? ผู้ใดกล้ามารังแกเจ้า?บอกพี่ใหญ่มา พี่ใหญ่จะล้างแค้นให้แก่เจ้าเอง!” เจียงลู่หรงตอบ

 

“มันเป็นพวกบ้านนอกทั้งสอง หยางหย่งและหยางชวง พวกมันต้องการสังหารข้า”

 

เจียงเฉินพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวขณะที่เขาเอาหัวออกจากบ่าของเจียงลู่หรง

 

รู้สึกตกตะลึงเมื่อได้ยินชื่อของพี่น้องหยาง ด้วยใบหน้าไม่แยแส เจียงลู่หรงกล่าว “อะไรนะ?เจ้าพวกลูกสำส่อนนั่น!พวกมันกล้าดีอย่างไรถึงมาทำเช่นนี้กับเจ้า?ข้าจะไม่ปล่อยพวกมันไปอย่างแน่นอน!”

 

“พี่ใหญ่ พวกมันตกตายไปแล้วล่ะ”

 

ขณะที่พูดด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยว เจียงเฉินลอบสังเกตุสีหน้าของเจียงลู่หรง พยายามค้นหาเนื้อแท้ แม้ว่าเจียงลู่หรงซ่อนความรู้สึกได้ดี ผู้ที่เคยเป็นถึงนักบุญผู้ยิ่งใหญ่อย่างเขา อย่างไรก็ตามเจียงเฉินมีดวงตาเฉียบคมเหมือนอินทรีย์ เขาสามารถที่จะสังเหตุเห็นถึงแม้เศษเสี้ยวการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเจียงลู่หรง

 

“พวกมันตายแล้วรึ? พวกมันอยู่ระดับขั้นที่หกขอบเขตฉีจิงเชียวนะ เจ้าสังหารพวกมันได้อย่างไรกัน?”

 

เจียงลู่หรงถามด้วยความแคลงใจ กระหายรอการตอบสนอง

 

“อย่าล้อกันเล่นสิพี่ใหญ่ ข้ามันเป็นผู้ฝึกตนที่โง่งม และข้าอยู่เพียงขอบเขตฉีจิงขั้นแรกเอง! ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสองพี่น้องหยางหรอก แต่ขอบคุณพระเจ้าที่ส่งผู้เชี่ยวชาญขอบเขตฉีจิงขั้นที่แปดมาช่วยข้าสังหารพี่น้องหยาง!แต่น่าเศร้านักที่ท่านผู้มีพระคุณจากไปโดยไม่ต้องการสิ่งตอบแทนแต่อย่างใด เขาออกไปทันทีหลังจากที่สังหารพี่น้องหยาง….ข้าไม่ทราบกระทั่งนามของเขา..ช่างน่าเศร้า”

 

เจียงเฉินพูดด้วยความโล่งอกและเสียใจ

 

‘บัดซบ เจ้านี่ทำไมโชคดีเช่นนี้’

 

สบถในใจ เขาไม่ได้สงสัยในสิ่งที่เจียงเฉินพูดเพราะเพียงเท่านี้ก็สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดเจียงเฉินถึงสามารถกลับมาได้โดยปลอดภัย

 

ในเวลาเดียวกันเจียงลู่หรงก็รู้สึกโล่งใจด้วยเช่นกัน พี่น้องหยางได้ตกตายไปแล้ว ตอนนี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงความลับของเขา ยังมีโอกาสที่จะสังหารเจียงเฉินอีกในอนาคต

 

“มันไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้ายที่พวกมันได้ตกตายไป ที่สำคัญที่สุดคือเจ้าได้กลับมาอย่างปลอดภัย!หากไม่เช่นนั้น ชีวิตที่เหลือของข้าจะจมอยู่ในความเสียใจที่ไม่อาจปกป้องเจ้าได้!”

 

ใบหน้าที่ดูเป็นกังวลของเจียงลู่หรงทำให้เจียงเฉินรู้สึกคลื่นไส้

 

“พี่ใหญ่เยี่ยมยอดที่สุด!”

 

เจียงเฉินแสร้างขอบคุณต่อ ‘พี่ชายผู้นี้’

 

“อย่าได้พูดเช่นนั้นพวกเราเป็นพี่น้องกันน่ะ พรุ่งนี้จะถึงวันพิธีหมั้นหมายกับตระกูลมู่หรง เจ้าต้องเตรียมให้พร้อม น้องชายข้า สำหรับเจ้านี่เป็นโอกาสครั้งหนึ่งของชีวิต หากเจ้าได้แต่งงานกับบุตรีของตระกูลมู่หรง เจ้าจะนำพาสิ่งที่ดีมาสู่ตระกูลของพวกเรา”

 

เจียงลู่หรงกล่าวขณะเอามือวางบนบ่าของเจียงเฉิน ในเมืองเทียนเซียงมีตระกูลใหญ่อยู่สองตระกูล หนึ่งคือตระกูลของเจ้าเมืองและอีกหนึ่งคือตระกูลมู่หรง ตระกูลมู่หรงเป็นขุมพลังด้านกิจการการค้า และความสัมพันธ์กับทั้งสองตระกูลไม่ได้ดีสักเท่าไร มีการแข่งขันชิงดีชิงเด่นอย่างรุนแรง หากว่าพวกเขาสามารถที่จะแต่งงานกันได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาจะพัฒนามากขึ้น เป็นการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์อย่างมากทั้งสองฝ่าย

 

“แต่งงานกับบุตรีของพวกเขางั้นรึ? ข้าไม่ต้องการ”

 

เจียงเฉินส่ายหัวอย่างรวดเร็วและพูดยืนยันอย่างหนักแน่น

 

“น้องรอง เจ้าอย่าได้สร้างปัญหาอีก ท่านพ่อบุญธรรมได้จัดเตรียมการต่างๆมากมายเพื่อการแต่งงานครั้งนี้ เจ้าไม่อาจล้มเลิกมันได้แล้วตอนนี้”

 

เจียงลู่หรงพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมเจียงเฉิน

 

“ข้าจริงจังนะ แม้ว่าข้าจะไม่ได้ยลโฉมบุตรีตระกูลมู่หรงว่าเป็นอย่างไร? มันเป็นเรื่องน่าขันหากท่านขอให้ข้าแต่งงานกับนาง ยิ่งไปกว่านั้นข้ายังเด็กเกินไป หากว่าท่านต้องการที่จะแต่งงานกันระหว่างสองตระกูล ข้าคิดว่าพี่ใหญ่เป็นผู้เหมาะสมที่สุด ท่านเองก็เป็นบุตรชายของเจ้าเมืองเช่นกัน และท่านก็อาวุโสกว่าข้า ข้าไม่อาจที่จะแต่งงานก่อนท่านพี่ ไม่มีทาง!ข้าไม่จักทำมัน ท่านจักต้องทำด้วยตัวท่านเองหากว่าท่านต้องการ”

 

เจียงเฉินยืนยันในการตัดสินใจของเขาอย่างแน่วแน่

 

หลังจากที่ได้ฟังเจียงเฉินอธิบาย เจียงลู่หรงรู้สึกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ ‘น้องชาย’ผู้นี้ได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์ครั้งแรก โดยเฉพาะเมื่อเหตุจูงใจที่จะสังหารเจียงเฉินเพื่อที่เขาจะได้แต่งงานกับบุตรธิดาของตระกูลมู่หรง เพื่อเลื่อนสถานะของตนเองในทั้งสองตระกูล!

 

****************************************

 

โปรดติดตามตอนต่อไป…