0 Views

อวี้ไค่และคนอื่นๆต่างมองกันไปมา สุดท้ายทุกคนก็พยักหน้าให้อย่างช่วยไม่ได้

 

 

แม้ว่าพวกเขาจะอาศัยอยู่ด้วยกันไม่ถึงหนึ่งปีแต่พวกเขาก็เข้าใจนิสัยของกันและกัน เฉิงหยางเป็นคนที่ดื้อรั้นมากถ้าเขาตัดสินใจจะทำอะไรบางอย่างแล้วล่ะก็ เขาก็จะไม่เปลี่ยนใจจนกว่าสิ่งนั้นมันจะสำเร็จ

 

 

อวี้ไค่รีบหยิบบัตรเครดิตออกมาและพูดว่า “บัตรเครดิตของฉันมีเงินอยู่ประมาณ 70000 หยวน นายเอาไปใช้ได้เลยแค่เหลือเงินติดบัตรไว้ให้ฉันนิดหน่อยก็พอ”

 

 

เฉิงหยางไม่ได้แปลกใจที่อวี้ไค่มีเงินเยอะเพราะเฉิงหยางและคนอื่นๆรู้ว่าอวี้ไค่เป็นหัวโจกประจำท้องถิ่น ส่วนหลิวเฮ่ากับหนิวปิงไม่ได้มีเงินมากเท่าไหร่นักในบัตรเครดิต เงินของพวกเขาทั้งคู่รวมกันยังได้เพิ่มมาแค่ 10000 หยวนนิดๆเท่านั้น

 

 

เฉิงหยางหยิบบัตรเครดิตทั้งสามใบและออกจากหอพักไป

 

 

“อวี้ หลิว พวกนายไม่คิดว่าเฉิงหยางจะมีปัญหาอะไรใช่มั้ย?” หนิวปิงยิ้มเบี้ยวๆขณะที่ถาม

 

 

อวี้ไค่ตอบว่า “ลืมมันไปเถอะ ถ้าหยางใจเย็นลงทุกๆอย่างก็คงจะดีขึ้นเอง”

 

 

หลังจากที่เฉิงหยางออกจากมหาลัยแล้ว เขาก็ขึ้นรถแท็กซี่ไปยังชานเมืองโดยตรง

 

 

เร็วๆนี้เฉิงหยางได้พบโรงงานแปรรูปไม้ หลังจากที่เขาได้เจรจาต่อรองกับเจ้าของโรงงาน เขาก็สามารถสั่งไม้ได้ 300 ลูกบาศก์เมตร

 

 

ตอนนี้เขามีเงินพียง 80000 หยวนซึ่งมันครอบคลุมแค่ 1ใน3 ของราคาไม้เท่านั้น แต่เฉิงหยางก็ไม่ได้กังวลและจ่ายเงินให้เจ้าของโรงงาน เขายังเพิ่มเติมอีกว่าไม้นี้ต้องถูกส่งไปที่ริมถนนของเนินเขาหงส์ร่วงก่อนเวลา 5โมงเย็นของพรุ่งนี้

 

 

หลังจากที่ไม้ไปถึงริมถนนของเนินเขาหงส์ร่วง เขารู้ว่าเขาไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกแล้ว

 

 

เนื่องจากเข้าได้สั่งไม้ไปเป็นจำนวนมากเจ้าของโรงงานจึงไม่สนใจค่าจัดส่ง อย่างไรก็ตามตอนนี้เงิน 80000 หยวนได้อยู่ในมือเขา ถึงแม้ว่าใครกำลังจะหลอกลวงเขาอยู่ เขาก็จะไม่สูญเสียอะไรอยู่ดี

 

 

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแล้วเฉิงหยางได้ดูเวลาตอนนี้เป็นเวลาบ่าย 1 จากความทรงจำในอดีตของเขาภัยพิบัติได้ใกล้เข้ามาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์รอบๆตัวก็ไม่มีใครสังเกตเห็นอะไรผิดปกติ แม้กระทั่งคนที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่าภัยพิบัติจะมา ก็ไม่สามารถมองเห็นสัญญาณของภัยพิบัติได้

 

 

ตอนกลางคืนหลังจากที่เพื่อนร่วมห้องหลับไปเฉิงหยางก็เริ่มบ่มเพาะ

 

 

การบ่มเพาะนี้ เขาเคยทำมาแล้วในอดีต ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับมันมาก การฝึกฝนก็ใช้แค่เพียงเทคนิคการทำสมาธิเท่านั้น

 

 

ไม่ว่าคุณจะเลือกอาชีพอะไรคุณก็สามารถบ่มเพาะได้วันล่ะ 4 ชั่วโมงเท่านั้น

 

 

หลังจากการฝึกฝน ความคืบหน้าของเฉิงหยางในอาชีพผู้ใช้เวทย์ฝึกหัดขั้นกลางได้เพิ่มขึ้น 1% ตามสถานการณ์ปกติเฉิงหยางต้องใช้เวลาบ่มเพาะเป็นเวลา 100 วัน เพื่อจะกลายเป็นผู้ใช้เวทย์ฝึกหัดขั้นท้าย อัตรานี้เป็นปกติของทุกคนเว้นเสียแต่ว่าไม่มีใครคิดจะบ่มเพาะทุกวัน

 

 

หลังจากการบ่มเพาะเสร็จสิ้น เฉิงหยางก็นอนลงนี่อาจนับได้ว่าเป็นคืนที่สงบสุขที่สุดของเขานับตั้งแต่ภัยพิบัติได้เกิดขึ้น

 

 

วันรุ่งขึ้น เฉิงหยางมาถึงฐานหมู่บ้านหงส์ร่วงตอนเช้ามาก เมื่อวาน เขาได้ซ่อนแท่นบูชาไว้อย่างมิดชิด แต่เขาก็กังวลว่าอาจจะมีใครสักคนได้พบหัวรูปปั้นทั้งสี่หัว ถ้ามันเป็นส่วนของแท่นบูชาคนส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยสนใจ แต่ถ้าหากพวกเขาพบหัวของรูปปั้น 4 หัว มันจะต้องมีใครสักคนคิดว่าของพวกนี้เป็นของโบราณและทำให้คนอื่นๆแห่กันเข้ามาดู

 

 

เมื่อเฉิงหยางมาถึงยอดเขาและพบว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาก็โล่งใจ

 

 

เฉิงหยางคำนวณเวลาอย่างรวดเร็วเขาเหลือเวลาอีก 7 ชั่วโมงก่อนที่จะถึงเที่ยงวัน เขาตัดสินใจที่จะหาสถานที่ที่เขาหาไม่พบในเมื่อวาน มันคือประตูวาร์ปที่สามารถพาไปยังมิติอื่นได้

 

 

เขาเดินหน้าต่อจากจุดที่เขาหยุดเมื่อวาน เมื่อเฉิงหยางเดินไปสุดทางเขาก็ได้พบวัตถุแปลกๆ

 

 

มันดูคล้ายๆหินธรรมดาแต่ด้วยเฉิงหยางเป็นผู้ใช้เวทย์มนตร์ฝึกหัดระดับกลางทำให้เขารู้ว่านี่ไม่ใช่หินธรรมดาๆเพราะพื้นผิวของหินมันมีคลื่นกระจายไปรอบๆ

 

 

สิ่งนี้มันคืออะไร? ในชีวิตที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นอะไรแปลกๆอย่างนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามเขาบอกได้เลยว่าวัตถุนี้เกี่ยวข้องกับโลกแห่งเกมแน่นอน

 

 

เนื่องจากมันอาจจะกลายเป็นของที่ดี เฉิงหยางจึงตัดสินใจจะนำมันกลับไปด้วย มันมีรูปร่างเหมือนแผ่นดิสก์มีเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 ฟุต หนัก 10 กิโลกรัม โชคดีที่เฉิงหยางแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ปกติ 2 เท่า ทำให้การยกมันเป็นเรื่องง่าย

 

 

เฉิงหยางยกแผ่นหินขึ้นและเดินกลับไปยังฐานหมู่บ้านหงส์ร่วง แม้ว่าเขาจะไม่เจออะไรที่คล้ายๆแผ่นหินอีกแต่แค่การได้เจอแผ่นหินมันก็ทำให้เขาพอใจแล้ว

 

 

ตอนกลางวันเฉิงหยางกลับมาที่เมืองเซียงเฉิงเขาซื้อถุงขนาดใหญ่ที่ภายในบรรจุบิสกิตและอาหารแคลอรี่สูงๆ เขานำพวกมันกลับไปฐาน

 

 

เมื่อถึงเวลาบ่าย 3 เฉิงหยางได้โทรหาอวี้ไค่ หลิวเฮ่า หนิวปิงให้มาเจอกับเขาที่เนินเขาหงส์ร่วง

 

 

เพื่อนร่วมห้องของเขาทั้งสามคนไม่ได้เป็นคนเมืองซียงเฉิง ดังนั้นเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะไม่รู้จักเนินเขาหงส์ร่วง อย่างไรก็ตามหลังจากเฉิงหยางได้อธิบายไปพวกเขาก็รู้ว่าสถานที่อยู่ตรงไหนแต่พวกเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเฉิงหยางถึงนัดพวกเขาให้ไปเจอที่เนินเขาหงส์ร่วง

 

 

เฉิงหยางไม่ได้อธิบายเพิ่มอีกแค่บอกว่าเมื่อพวกเขามาถึงพวกเขาจะรู้เอง

 

 

หลังจากวางสายไปเฉิงหยางได้เดินลงไปจากเขาและนั่งรอที่ข้างถนน

 

 

เขานั่งรอสักพักแม้เป็นเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงแต่เฉิงหยางก็รู้สึกสนุกกับช่วงเวลาแห่งสันติครั้งสุดท้ายนี้ เขาไม่รู้ว่าเขาจะมีโอกาสได้นั่งโดยปราศจากอันตรายใดๆอีกหรือไม่

 

 

หลังจากหนึ่งชั่วโมงแห่งการรอคอย เฉิงหยางเห็นรถแท็กซี่ขับเขามาหาเขาอย่างรวดเร็ว หลังจากที่รถหยุดเขาเห็นอวี้ไคและหลิวเฮ่าออกมาจากรถ จากนั้นรถแท็กซี่ก็ขับออกไป

 

 

“หยาง นายเป็นอะไร? ทำไมนายให้เรามาที่นี่” หลิวเฮ่านั่งข้างเฉิงหยางที่กำลังมองไปที่ด้านล่างของแม่น้ำ เขาตกใจและถามว่า”นายคงไม่ได้คิดที่จะฆ่าตัวตายใช่มั้ย?”

 

 

เฉิงหยางกลิ้งดวงตาของเขาไปมาและพูดว่า “นายคิดว่าฉันบ้ารึไง? แม้ว่าฉันจะบ้าฉันก็คงไม่ออกมานอกเมือง 5 กิโลเพื่อหาที่ฆ่าตัวตายแบบนี้หรอก ที่เมืองเซียงเฉิงก็มีแม่น้ำตั้งมากมายที่ฉันจะฆ่าตัวตายได้”

 

 

“ก็ใช่” หลิวเฮ่าเห็นด้วย “แล้วทำไมช่วงนี้นายถึงทำตัวแปลกๆล่ะ”

 

 

“หนิวปิง? เขาไม่ได้มากับพวกนายหรอ” เฉิงหยางถามโดยฉับพลัน

 

 

อวี้ไค่พูดว่า “วันนี้ดูเหมือนว่าพี่ชายของเราจะไปเที่ยวกับผู้หญิง ตอนที่ฉันโทรหาเขา เขากำลังช้อปปิ้งอยู่กับผู้หญิง อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าเขาจะตามมา แต่ฉันคิดว่าถึงเขาจะรีบมาก็คงต้องใช้เวลาอีกประมาณครึ่งชั่วโมงถึงจะมาถึงที่นี่”

 

 

เฉิงหยางไม่ได้เป็นกังวล เขาคิดว่าครึ่งชั่วโมงคงจะไม่มีปัญหาอะไรแต่อย่างไรเพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัยเขาโทรหาหนิวปิงและบอกให้เขามาที่นี่ก่อน 16.50 น.

 

 

ที่อีกด้านของโทรศัพท์หนิวปิงได้แต่สับสน แต่เฉิงหยางยังไม่ต้องการอธิบายอะไรและเขาก็เก็บโทรศัพท์ทันทีที่คุยเสร็จ

 

 

เฉิงหยางพูดว่า “หลิวเฮ่า นายจำที่ฉันบอกนายเมื่อวานตอนเช้าได้มั้ย”

 

 

หลิวเฮ่ารู้สึกประหลาดใจแล้วพูดว่า “เมื่อวานเราคุยกันตั้งหลายอย่าง เรื่องอะไรที่นายพูดถึง?”

 

 

เฉิงหยางพูดว่า “ฉันถามนายว่าถ้าหากโลกความจริงกลายเป็นโลกของเกม”

 

 

“ฉันจำได้แล้ว ในห้องเรียนนายจินตนาการว่าโลกความจริงจะกลายเป็นเกม แต่ประโยคเมื่อวานคงไม่ใช่ประโยคนี้ใช่มั้ย?” หลิวเฮ่าพูด

 

 

เฉิงหยางพูด “มันไม่ใช่จินตนาการมันจะเกิดขึ้นจริงๆภายในหนึ่งชั่วโมงต่อจากนี้ภัยพิบัติจะกวาดไปทั่วโลก ทำให้โลกแห่งนี้ให้กลายเป็นเกมและเราทุกคนจะกลายเป็นผู้เล่นของเกมนี้”

 

 

อวี้ไค่ก้มตัวลงและเอามือไปแตะที่หน้าผากของเฉิงหยาง “นายไม่มีไข้เลย แล้วทำไมนายถึงยังคุยเรื่องไร้สาระนี่กัน”

 

 

เฉิงหยางตบหน้าอวี้ไค่และบอกว่า “ฉันรู้ว่านายไม่เชื่อฉันตอนนี้และฉันไม่ขอให้นายเชื่อ แต่หลังจากนี้อีกครึ่งชั่วโมงทุกอย่างจะเปิดเผยออกมา ที่ฉันบอกให้นายรู้นายจะได้มีเวลาแจ้งครอบครัวของนายเพื่อให้พวกเขามีเวลาสำหรับหลบหนี”

 

 

เฉิงหยางบอกพวกเขาอย่างสงบ พวกเขารู้สึกว่านี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ซึ่งทำให้เกิดความกลัวในจิตใจของพวกเขา

 

 

หลิวเฮ่าพูดว่า “หยาง สิ่งที่นายพูดเป็นเรื่องจริงใช่ไหม? แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง” หลิวเฮ่ายังไม่สามารถเชื่อกับสิ่งที่เฉิงหยางบอกได้

 

 

เฉิงหยางพูดว่า “ถึงแม้ฉันจะพูดซ้ำๆ พวกนายคงไม่เชื่อฉัน เพื่อช่วยครอบครัวของพวกนายนี่คือการตัดสินใจของพวกนายเองและฉันหวังว่านายจะไม่เสียใจกับสิ่งที่นายได้เลือกไป”

 

 

อวี้ไค่และหลิวเฮ่ามองกันไปมองกันมา จากนั้นพวกเขาก็หันกลับไปมองเฉิงหยางที่กำลังเดินตามใจตัวเองไปรอบๆบริเวณนี้

 

 

“อย่างไรก็ตามเราควรโทรมันเหลือแค่ครึ่งชั่วโมงถึงแม้ว่ามันเป็นเรื่องหลอกแต่ถ้าเกิดมันเป็นเรื่องจริงล่ะก็…” อวี้ไค่คิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องพูดความคิดของเขาหรือบอกคนอื่นเกี่ยวกับความหมายหลังคำพูดของเขาเพราะถึงเขาไม่พูดหลิวเฮ่าก็คงเข้าใจความหมายหลังคำพูดของเขาอยู่ดี

 

 

หลิวเฮ่ารู้สึกลังเลแต่หลังจากได้ฟังคำพูดของอวี้ไค่เขาก็ตัดสินใจที่จะโทรไปหาครอบครัวของเขาทันที

 

 

เฉิงหยางพูดว่า “บอกพวกเขาให้เข้าไปใกล้ๆใจกลางเมืองและหาสวนสาธารณะ จากนั้นหาที่ซ่อนในนั้น”

 

 

อย่างไรก็ตามพวกเขาได้ตัดสินใจทำตามความคิดของเฉิงหยาง แน่นอนว่าพวกเขาไม่สนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น พวกเขาหยิบโทรศัพท์โทรหาครอบครัวทันที หลังจากผ่านไป 10 นาที พวกเขาโน้มน้าวครอบครัวได้สำเร็จ จากนั้นก็วางโทรศัพท์ลง

 

 

“เฉิงหยาง ฉันเอาชื่อเสียงของฉันทั้งหมดเข้าไปเสี่ยงถ้านายโกหกฉัน ฉันคงจะโดนพ่อหัวเราะเยาะไปตลอดชีวิตแน่นอน” หลิวเฮ่ายิ้มเจื่อนๆขณะพูด

 

 

อวี้ไค่มองเขาและพูดว่า “ฉันไม่คิดว่าสิ่งที่ หยาง พูดจะไม่เกิดขึ้น”

 

 

หลิวเฮ่าพูดว่า “ทำไมทุกๆคนต้องคิดมากเกี่ยวกับมัน? อย่างไรก็ตามในเวลาไม่ถึงชั่วโมงทุกๆอย่างจะชัดขึ้นเอง หยาง ถ้านายโกหกเรานะ…โดนเราแน่ๆๆๆ รอดูต่อไปกัน”

 

 

สำหรับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นแน่นอนว่าคนหนุ่มสาวเหล่านี้รู้สึกกลัวแต่ลึกๆลงไปพวกเขาก็คาดหวังเล็กน้อยว่ามันจะไม่เกิดขึ้น

 

 

 

แน่นอนว่าพวกเขายังคงไม่เชื่อเฉิงหยางจริงๆแค่ตอนนี้พวกเขาไม่อยากจะพูดอะไร พวกเขาก็แค่รอประมาณ 1 ชั่วโมงและหลังจากนั้นพวกเขาจะได้รู้ว่าเฉิงหยางพูดจริงหรือไม่

 

10 นาทีต่อมามีรถบรรทุกกว่า 10 คันมาจากทางเมืองเซียงเฉิงอวี้ไค่มองไปที่รถบรรทุกที่จอดอยู่ข้างถนน

 

เฉิงหยางเปิดโทรศัพท์และดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาประมาณ 16.40 น. คนพวกนี้มีความตรงต่อเวลามาก

 

“พี่ชายหลิว,พี่ชายอวี้ รอตรงนี้สักครู่ ไม้พวกนี้เป็นไม้ที่ฉันสั่ง ฉันจะไปรับมันก่อน” เฉิงหยางมองไปที่อวี้ไค่และพูดด้วยเสียงต่ำ

 

อวี้ไค่มองลึกไปในดวงตาของเฉิงหยางทันใดนั้นเขาก็เริ่มเชื่อคำพูดของเฉิงหยาง

 

รถบรรทุกที่ไม่ต่ำกว่า 10 คันที่เต็มไปด้วยไม้แน่นอนว่าราคามันต้องไม่ใช่ถูก ยิ่งไปกว่านั้นราคาที่ถูกที่สุดก็ควรจะมากกว่า 20000 หยวน ตามความเขาใจของเขาเกี่ยวกับเฉิงหยาง ถ้าเฉิงหยางไม่ได้บ้า เขาจะไม่ทำเป็นตลกกับเรื่องพวกนี้