0 Views

“ศิษย์พี่หวัง” ดูเหมือนว่าการฝึกฝนของเจ้านั้นช่างอ่อนแอยิ่งนัก โปรดยกโทษให้กับข้าด้วยเถอะ” หลังจากนั้นเขายกก้อนหินขนาดใหญ่ของเขาอีกครั้งแล้วเย่เฉินจึงออกวิ่งจากไป
หลังจากที่เย่เฉินจากไป เสียงของฝูงชนก็ดังขึ้น

“เหลือเชื่อ! เย่เฉินสามารถเอาชนะศิษย์พี่หวังกังได้! ทักษะที่เขาใช้ใช่ทักษะเพลงหมัดจ้าววานรหรือไม่?”

“เพลงหมัดจ้าววานร และฝ่ามือทลายหินทั้งสองต่างก็เป็นทักษะระดับมนุษย์ขั้นกลางเช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ควรมีความแตกต่างกันแต่อย่างใด อีกอย่างระดับลมปราณของหวังกังนั้นก็สูงกว่าเย่เฉิน! นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ”

” มันอธิบายได้ง่ายมาก ๆ” เด็กหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่ดูเหมือนกำลังสงบนิ่งอยู่ก็กล่าวว่า     “น่าจะเป็นเพราะเพลงหมัดจ้าววานรของเย่เฉินนั้นได้ก้าวไปถึงขั้นอ่อนโยนแล้ว! การชกของเขาแข็งแกร่งและมีพลัง แต่ก็ยังเต็มไปด้วยความยืดหยุ่น”

มีคนซักถามว่าเขาจะรู้ได้อย่างไร

เด็กหนุ่มยิ้มและเริ่มกล่าวอีกครั้งว่า “ท่านอาจารย์ของข้าเคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่งว่าการฝึกทักษะที่มีความแข็งแกร่งเหล่านั้นมันก็ยังสามารถแฝงไปด้วยขั้นตอนอีกสามขั้นความอ่อนโยนมันถูกนับเป็นขั้นตอนแรกของการฝึกฝนทักษะการต่อสู้อย่างแท้จริง      เมื่อเย่เฉินได้รับฝ่ามือของหวังกังหมัดของเขาดูเหมือนจะทรงพลัง และใช้งานได้ง่าย แต่จริง ๆ แล้วเขาได้ใช้ความยืดหยุ่นอ่อนโยนในการเข้ารับการโจมตีที่แข็งแกร่งจากศัตรูและเสริมแรงด้วยการโจมตีของเย่เฉินกลับไป แน่นอนว่าข้ารู้จักแค่เพียงแค่ขั้นแรกเพียงอย่างเดียวหลังจากที่ได้ทำการสังเกตอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว”

 

เส้นทางบนภูเขาสูงชัน และขรุขระเต็มไปด้วยหินที่มีความคม และอีกทั้งยังมีก้อนหินขนาดใหญ่ซึ่งทำให้เส้นทางเดินข้ามไปได้อย่างยากลำบาก

ด้วยการที่ร่างกายเริ่มสั่น และเหงื่อของเย่เฉินเริ่มไหลออกมาหลังจากที่พึ่งวิ่งห่างจากเนินเขาออกไปมากกว่าสามสิบลี้ ก่อนที่เขาจะหยุดอยู่หน้าแม่น้ำที่กว้างใหญ่

ตูม!

เขาโยนก้อนหินลงบนพื้นแล้วถอดเสื้อผ้าออก และรีบกระโดดลงไปในแม่น้ำที่มีระดับน้ำที่ลึก ในตอนนี้ถ้ามีคนสังเกตจะสามารถมองเห็นฉากภายในใต้น้ำที่เป็นการชกหมัดออกไปติดต่อกันในลักษณะที่รวดเร็วที่รบกวนการไหลของกระแสน้ำ

การฝึกใต้น้ำนับร้อยครั้งหนักกว่าพื้นดินความกดดันที่มากจากความลึกและความเร็วของกระแสน้ำที่กำลังไหลผ่านจะบีบให้ร่างกายของผู้ฝึกฝนจากทุกทิศทาง และทำให้หลาย ๆ คนต้องกลัวถ้าหากพลาดพลั้งอาจจบชีวิตได้

ปราณฉีในตันเถียนช่วยผลักดันให้เขาสามารถยืนอยู่ที่ด้านล่างของแม่น้ำซึ่งเต็มไปด้วยก้อนหินและโคลนเล็กน้อยขณะที่เขาชกออกไป ด้วยกระแสน้ำที่กำลังไหลผ่านทำให้พลังการชกของเขาลดลงเหลือเพียงแค่สามส่วนจากปกติ

อย่างไรก็ตามนี่เป็นสิ่งที่เย่เฉินต้องการมิฉะนั้นเขาคงไม่ทำการฝึกฝนใต้น้ำอีกต่อไป

แม่น้ำก็กลายเป็นเหมือนดั่งมวลเมฆ และการไหลของแม่น้ำเริ่มเปลี่ยนแปลง และหมุนเหมือนพายุไต้ฝุ่น มันเกือบจะเหมือนกับว่ามีปีศาจตัวใหญ่ซ่อนตัวอยู่ภายใต้แม่น้ำรอเหยื่อเคลื่อนไหวก่อนจะเคลื่อนตัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อโผล่หัวออกมาโจมตีเหยื่อของมัน

ในที่สุดเย่เฉินก็ถึงขีดจำกัด เขารู้สึกว่ากระดูกทุกท่อน กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะท้าน และกำลังต่อสู้กับความปั่นป่วนอย่างฉับพลัน ขณะที่เขาสามารถขุดโคลนหยั่งเท้าลงไปในแม่น้ำเพื่อหาสมดุลระหว่างความกดดัน และกระแสของความวุ่นวาย

เย่เฉินผ่อนลมหายใจของเขา และในที่สุดก็โผล่พ้นเหนือน้ำขึ้นมา

เย่เฉินสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างหนัก เขาหอบแต่ก็ยังคงหัวเราะพูดกับตัวเองว่า “การฝึกฝนทักษะภายใต้แม่น้ำนี้นั้นช่างมีประสิทธิภาพมากกว่าปกติสองเท่า! ข้าสงสัยแล้วสิว่าจะมีสักกี่คนที่รู้เกี่ยวกับวิธีการเช่นนี้”

… … …

เมืองวายุกระจ่าง ห่างออกไปประมาณสิบลี้จากเทือกเขาวายุ

บนชั้นสองของภัตตาคารเหรียญนำโชค …

ชายคนหนึ่งได้คว้าแผ่นเนื้อยัดเข้าไปเต็มปากของเขาพร้อมกับมืออีกข้างหนึ่งถือชามน้ำ ชายผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเย่เฉินที่กำลังกินอาหารอย่างบ้าคลั่งส่งอาหารเหล่านั้นลงไปในกระเพาะที่กำลังหิวโหยของเขา
ในชีวิตก่อนหน้านี้เขาจะมาที่นี่ทุก ๆ สองวันเพราะในฐานะที่เป็นศิษย์ภายนอกของนิกายเมฆคราม อาหารของเขาจะถูกปรุง และจัดส่งมาภายในหม้อขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยข้าวต้มและอาหารที่เขาชอบ สิ่งที่ดีคือถึงแม้ว่าเมืองวายุกระจ่างจะไม่ใหญ่โตมากนัก แต่ก็เต็มไปด้วยอาหารแสนอร่อย

นอกจากนี้เย่เฉินยังสนุกกับการฟังการนินทาของผู้คนที่อยู่ภายนอกภูเขาซึ่งทำให้ขอบเขตความเข้าใจของโลกใบนี้ของเขากว้างมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตของเขาเมื่อเขาคิดที่จะเดินทางออกจากนิกายเมฆคราม

ใกล้ ๆ นี้มีผู้ฝึกยุทธอีกคู่หนึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ ไม่ไกลไปจากเย่เฉิน พวกเขาแต่ละคนพกดาบมาด้วย

“พวกเจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้วหรือไม่? ดาบไวหวู่ว่านเชียนได้พ่ายแพ้ให้กับนักดาบน้อยผู้หนึ่ง! ”

“อ่า, ข้าก็พอได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้าง ที่ข้าคิดไว้ข้าว่านักดาบน้อยผู้นั้นน่าจะมีนามว่าหลินฉี เท่าที่ข้ารู้มาเขาเป็นหนึ่งในสามศิษย์ที่มีชื่อเสียงจากหมู่บ้านหิมะแดนเหนือ… เพลงดาบของเขาไม่เพียงแต่จะรวดเร็วแถมยังอำมหิตอีกด้วย   เขาสามารถเอาชนะหวู่ว่านเชียนได้ภายในสิบกระบวนเท่านั้น … ”

” ไม่มีทาง! เจ้าล้อข้าเล่นรึเปล่า? ดาบไวผู้นี้เขาได้ก้าวมาถึงขั้นประสานแดนหยวนขั้นต้นซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ที่มีความแข็งแกร่งอย่างมาก! เขาจะเสียท่าให้กับเด็กน้อยผู้นั้น มันจะเป็นไปได้ยังไง? ”

“พี่ชายท่านนี้โปรดฟังข้า ในตอนนี้ทุกคนกำลังพูดถึงแต่เรื่องการต่อสู้นั้นว่ามันน่าจะเป็นเพียงข่าวลือก็ได้? แต่มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมากที่มันกลับกลายเป็นความจริง หลินฉีผู้นั้นได้ก้าวมาถึงขั้นสูงสุดตอนปลายของขั้นควบแน่นปราณแท้จริงแถมยังสามารถมอบความปราชัยให้แก่หวู่ว่านเชียนได้ … ข้าสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นถ้าเขาได้ต่อสู้กับศิษย์หลักจากนิกายเมฆคราม? ”

ดวงตาของเย่เฉินขยายเปิดกว้างขึ้นในขณะที่เขาพยายามค้นหาในความทรงจำเกี่ยวกับผู้ที่มีนามว่าหวู่ว่านเชียน และหลินฉี…

หวู่ว่านเชียนไม่ได้อยู่ในนิกายการต่อสู้ หุบเขา หรือหมู่บ้านใด ๆ มีอายุประมาณสามสิบปีสร้างตัวด้วยฝีมือของเขาเองอย่างรวดเร็วสามารถแบ่งน้ำออกเป็นห้าส่วนในเสี้ยววินาทีเคยฆ่าโจรที่มีฝีมือมากกว่าสี่สิบคนด้วยตัวเอง สามารถตัดสะพานได้ครึ่งหนึ่งจากระยะไกล ชื่อเสียงของเขาเป็นหนึ่งในเหล่าผู้ฝึกยุทธที่มีเพลงดาบที่ว่องไว!

ส่วนหลินฉีนั้นเขาเป็นหนึ่งในสามศิษย์หลักจากหมู่บ้านหิมะแดนเหนือ เริ่มฝึกฝนปราณฉีตั้งแต่อายุ 9 ขวบและได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตควบแน่นปราณแท้จริงเมื่ออายุได้เพียงสิบสามปี ก้าวสู่ขอบเขตควบแน่นปราณแท้จริงขั้นกลางเมื่อตอนที่มีอายุสิบห้าปี และก้าวไปถึงขั้นขอบเขตควบแน่นปราณแท้จริงตอนปลายเมื่อมีอายุสิบเจ็ดปี ด้วยทักษะการต่อสู้ของเขาเคยถูกกล่าวว่าเทียบเท่าเสมอกับศิษย์อันดับหนึ่งของหมู่บ้านหิมะแดนเหนือ

ทั้งสองคนนี้ต่างก็มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมากสำหรับเย่เฉินในตอนนี้ แต่ก็ยังไม่น่าจะสามารถเอาชนะศิษย์พี่ฉีจิงได้ เมื่อเขาได้ยินเหล่าอาจารย์บอกว่าทักษะของฉีจิงได้ก้าวไปไกลเกินกว่าผู้เชี่ยวชาญแล้ว ภายในนิกายแล้วความสามารถพิเศษของนางที่เกี่ยวกับทักษะการต่อสู้ก็ไม่มีใครสามารถเทียบได้ นางเป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่หาได้ยากที่สุดในประวัติศาสตร์ของนิกายเมฆคราม

จะต้องใช้เวลานานเท่าไรกว่าจะก้าวมาถึงระดับนี้? เย่เฉินไม่สงสัยเลยว่าความสามารถของเขาทั้งหมดในตอนนี้เป็นเพราะข้อเสียเพียงอย่างเดียวของเขาคือการที่เขาข้ามมายังโลกแห่งนี้สายไปสักหน่อย

ทันใดนั้นผู้ชายคนหนึ่งพูดว่า “พวกเจ้าคิดว่าใครเป็นคนที่มีศักยภาพมากที่สุดในกลุ่มรุ่นเยาว์ของนิกายเมฆครามเมื่อเทียบกับบรรดาศิษย์หลักจากนิกายอีก 4 แห่งที่เหลือ?”

“ไม่ต้องสงสัยเลยต้องเป็นดาบมหัศจรรย์ผู้ลึกลับ’ ศิษย์อันดับหนึ่งของนิกายเมฆครามเป็นที่แน่นอนว่าเขาก็อยู่ในระดับเดียวกับศิษย์อันดับหนึ่งของหมู่บ้านหิมะแดนเหนือเหมือนกัน … ส่วนที่เหลือข้าเองคิดว่าน่าจะเป็นศิษย์หลักอันดับที่ 4 จิงเชว่ เขาอาจจะสามารถทำมันได้ เขามีอารมณ์ที่แสนเย็นชา และเป็นคนที่มีประสบการณ์มาก”

‘จิงเชว่เป็นคนที่เก่ง แต่ส่วนตัวข้าคิดว่าควรจะเป็นศิษย์หลักอันดับที่ 3 เหยาเซี่ยวฟงเขาเป็นคนที่น่าประทับใจมากเช่นกัน เขาสามารถเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าเขาด้วยสติปัญญา’

ผู้ชายที่เริ่มการสนทนานี้ก็หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “สิ่งที่เจ้าพูดถึงคือห้าศิษย์หลัก

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ข้าเองอาจจะคิดเช่นนั้นเหมือนกัน แต่คราวนี้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากกับศิษย์หลักอันดับที่ 23 ผู้มีนามว่า ฉีจิง”

“เพราะเหตุใด?” คนอื่น ๆ สงสัยเช่นเดียวกับ เย่เฉินเขาไม่ได้คาดหวังให้พวกเขาเหล่านั้นพูดถึงนามของศิษย์พี่ฉีจิง

“เมื่อสามวันก่อนข้าบังเอิญได้เห็นการต่อสู้ของนางกับ “จอมพิฆาตโลหะ” ที่มีชื่อเสียง …”

เขายังพูดไม่ทันเสร็จสิ้นแม้แต่ฝูงชนก็เริ่มหัวเราะแม้ว่า “จอมพิฆาตโลหะ” หลี่ถงก็นับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง! แม้ว่าจะฉ้อโกง เจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยมไปบ้าง! โดยเหล่าผู้คนต่างก็ต้องการตัวเขามานานแล้วซึ่งมันก็ผ่านมานานกว่าครึ่งปีแล้วที่เขายังคงสามารถหลบหนีไปได้อย่างปลอดภัย ข้าได้ยินมาว่าเขาได้เรียนรู้ทักษะพิเศษจึงเป็นที่มาของฉายาจอมพิฆาตโลหะ ซึ่งได้เรียนรู้มาจากชนเผ่าจากดินแดนทางชมพูทวีป โดยสามารถทำลายก้อนหินและทำลายเหล็กได้ แล้วเพียงสาวน้อยเช่นฉีจิงที่เจ้ากล่าวถึงข้าคิดว่านางไม่น่าจะมีความสามารถที่จะเอาชนะเขาได้? ”

“เจ้าพูดผิดแล้ว! โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ ฉีจิงชนะหลี่ถงอย่างสมบูรณ์แบบไม่ให้เขามีแม้แต่โอกาสที่จะตอบโต้
ในที่สุดแขนของหลี่ถงก็หักทั้งสองข้าง และเขาก็อาเจียนออกมาเป็นเลือด และสุดท้ายก็เสียชีวิตลงทันที”

” อะไรนะะ? หลี่ถงที่มีทักษะชั้นยอดแถมยังอยู่ในขั้นขอบเขตควบแน่นปราณแท้จริงไม่สามารถแม้แต่จะตอบโต้! ”

” ไม่ใช่เรื่องที่น่าตกใจถ้าเจ้าอยู่ที่นั่นเพื่อดูว่าได้เกิดอะไรขึ้น เจ้าจะรู้ซึ้งถึงความแข็งแกร่งและความมีประสิทธิภาพของเพลงหมัดของฉีจิง เมื่อเทียบกันแล้วนางอาจถูกมองว่าด้อยกว่าหลี่ถง”

เย่เฉินยิ้มเขาค่อนข้างคุ้นเคยกับความแข็งแกร่งของฉีจิง โดยปกติในประเภทของทักษะการต่อสู้ที่มีพลังมีสามขั้นตอนขั้นตอนแรกคือขั้นอ่อนโยนซึ่งเป็นขันตอนการเคลื่อนไหวในแต่ละครั้งจะเริ่มหันเหจากความรุนแรงและแรงดึงดูดไปสู่การเคลื่อนไหวที่อ่อนโยนต่อเนื่อง ขั้นตอนที่สองคือขั้นตรงข้าม นี่ก็คือขั้นตอนที่มีการเคลื่อนไหวในแต่ละขั้นตอนประกอบไปด้วยองค์ประกอบของความแข็งและอ่อนผสานลงสู่การเคลื่อนไหว และขั้นสูงสุดคือขั้นผสานรวมที่ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างในการเคลื่อนไหวหนักหรืออ่อนนุ่ม แข็งแรงหรืออ่อนโยนจากผู้ใช้ได้  ฉีจิงได้ฝึกฝนทุ่มเทให้กับทักษะเพลงหมัดสังหารอสูรไปจนถึงขั้นที่สอง! แม้ว่าเขาจะได้รับการฝึกฝนมาเป็นระยะเวลาสั้น ๆ แล้ว แต่เขาก็สามารถก้าวไปสู่ขั้นตรงข้ามได้ในทักษะเพลงหมัดจ้าววานรซึ่งเขาได้แสดงไปแล้วเมื่อตอนที่สู้กับหวังกัง

เห็นได้ชัดว่าสามขั้นตอนไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเข้าใจ สำหรับคนที่ไม่มีพรสวรรค์มากนักอาจต้องใช้เวลานานหลายสิบปี และบางทีอาจไม่สามารถเข้าใจได้แม้แต่ขั้นตอนแรกได้ ตัวอย่างเช่นหวังกังที่ไม่ได้เข้าใจถึงการเคลื่อนไหวในการใช้ฝ่ามือทลายหินแม้แต่ขั้นอ่อนโยนก็ยิ่งไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง … ………………………….