0 Views

มีระยะห่างระหว่างนิกายเมฆคราม และเมืองใบเมเปิ้ลอยู่ห่างออกไปหนึ่งหมื่นสองพันลี้ซึ่งเป็นที่ตั้งของตระกูลเย่ แม้จะมีม้าที่รวดเร็วก็ยังจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบสองวันที่จะไปถึง ถ้าเขาหยุดพักที่ไหนสักแห่งอาจต้องใช้เวลาประมาณครึ่งเดือนจะเพียงพอสำหรับเขาที่จะไปถึงที่นั่นได้ทันเวลา

อย่างไรก็ตามโลกนี้ได้แตกต่างจากที่เย่เฉินจากมา ม้าเร็วไม่ใช่เรื่องใหญ่ ม้าที่เร็วที่สุดในอาณาจักรวายุสวรรค์คือม้าสัตว์ครึ่งปีศาจ – สิงโตหยกตาผี มันมีเลือดของสัตว์ปีศาจฉีผสมอยู่ และสามารถวิ่งได้ถึงสามพันสามร้อยพันลี้ต่อวัน; มันมาจากดินแดนทุ่งหญ้าปีศาจ ทางฝั่งตะวันออกของอาณาจักรวายุสวรรค์ และเป็นเรื่องยากที่จะจับมาขี่ แม้จะเป็นเพียงสัตว์ระดับหนึ่งแต่ก็ขายในราคาอย่างน้อยหนึ่งหมื่นเหรียญเงิน และมันยังสามารถขายได้ถึง 20,000 เหรียญเงินเมื่อของขาดตลาด

แม้ว่าจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ฝึกยุทธที่จะสร้างความมั่งคั่ง แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถซื้อสิงโตหยกตาผีได้ สาเหตุที่ทำให้ผู้ฝึกยุทธต้องใช้เงินเป็นจำนวน มาก ยกตัวอย่างเช่นสำหรับเย่เฉินออกไปล่าเพียงสี่วันก็สามารถทำเงินได้หนึ่งหมื่นสองพันเหรียญเงิน อย่างไรก็ตามหลังจากที่เขาซื้อเม็ดยามาแล้วเขามีเหลืออยู่เพียงไม่ถึงหนึ่งหมื่นเหรียญเงินเท่านั้น เม็ดยายิ่งระดับสูงมากราคาก็จะยิ่งมากตาม แม้กระทั่งยาบางชนิดก็มีราคาแพงกว่าสิงโตหยกตาผี

หลังจากให้เย่เฉินได้ขออนุญาตออกจากนิกายเป็นเวลาหนึ่งเดือนครึ่งแล้วเย่เฉินก็รีบเดินทางกลับบ้าน

เขาได้ซื้อม้าสีฟ้าสำหรับการขนส่งที่สามารถวิ่งได้หนึ่งพันสองร้อยลี้ต่อวันสำหรับเงินห้าพันสองร้อยเหรียญเงิน สำหรับม้าสีน้ำตาลเข้มสามารถวิ่งได้สองพันลี้ต่อวันไม่ใช่เพราะเขาไม่สามารถจ่ายเงินได้ แต่เขาอ่อนแอเกินกว่าที่จะควบคุมได้ในขณะที่เขากำลังเดินทาง

“ไฮ้หยา!”

ที่ด้านล่างของภูเขา ขาของเย่เฉินแตะกับท้องของม้าแล้วมันก็เริ่มวิ่งออกไป

เมืองที่ใกล้ที่สุดหลังจากเมืองวายุกระจ่าง คือเมืองสายลมขณะที่เดินผ่านประตูทางทิศใต้ของเมืองสายลม มุมมองด้านหน้าของเขาก็กว้างขึ้น

ท้องฟ้าสีฟ้าสดใสเมฆก็มีสีขาวเหมือนนม และคลื่นลมจะไหลพุ่งผ่านทุ่งหญ้าสีเขียว

ในฉากที่สวยงามนั้น เย่เฉินขี่ม้าของเขาเหมือนสายฟ้าซึ่งทำให้เขามีความต้องการที่จะกรีดร้องดังขึ้นไปอย่างน่าแปลกใจเพราะเขาจะไม่เคยได้คาดคิดว่าวันหนึ่งเขาอาจจะกลายเป็นจอมยุทธหมือนคนในนวนิยายที่เขาเคยได้อ่าน

แม้ว่าการผจญภัยครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องจริงก็ตามเย่เฉินก็ยังคงรู้สึกตื่นเต้นในขณะขี่ม้า มีคนสองคนขับขี่เข้ามาใกล้เย่เฉินพวกเขาร้องถาม “เฮ้น้องชาย พวกเรากำลังมุ่งหน้าไปยัง เนินไร้เสียงเพื่อฆ่าสัตว์ปีศาจฉีเจ้าจะร่วมไปกับพวกเราได้ไหม? ”

เย่เฉินไม่อยากเดินทางช้าลง เขาหันศีรษะและพูดว่า “ขอโทษด้วยมีข้ามีธุระบางอย่างที่ต้องทำ ”

“ยังมีสิ่งใดที่สำคัญกว่าการหาเงิน? เจ้ารู้ไหมว่าด้วยระดับของพวกเราการฆ่าสัตว์ปีศาจฉีระดับ 3 เป็นเรื่องที่เล็กมาก ”

หัวหน้าผู้ขับขี่ของพวกเขาสวมหมวกไม้ไผ่รูปกรวยมีรูปลักษณ์ที่ดูกระวนกระวายอยู่บนใบหน้าของเขา เขายังพยายามโน้มน้าวเย่เฉินต่อ

เย่เฉินหัวเราะ “แต่ยังไงข้าก็ต้องขอตัว”

“ไฮ้ย้า!

“เย่เฉินจับสายบังเหียน และควบม้าของเขาเพิ่มความเร็วให้เร็วที่สุดเพื่อจากไป

“เด็กน้อยคนนี้ฉลาดมากเราไม่สามารถหลอกลวงเขาได้” ผู้ขับขี่ที่มีหมวกไม้ไผ่แสดงใบหน้าหนาวเย็น

“เจ้านายทำไมท่านถึงไม่ขัดขวางเขา? เขามีม้าสีน้ำเงินที่ต้องขนสัมภาระ ถ้าเราพาเขาไปได้เราจะสบายไปนานหลายเดือน”

” ใช่! เขาดูราวกับเป็นนายน้อยของตระกูลใหญ่”

ผู้ขับขี่ที่มีหมวกไม้ไผ่กล่าวว่า” เจ้ารู้อะไรบ้าง? เด็กคนนี้มีสายตาที่แหลมคม และจิตสังหารที่เจิดจ้า เขาต้องไม่ได้เป็นเป้าหมายที่ง่าย เราอาจจะกลายเป็นฝ่ายพลาดท่าเสียเอง ”

การเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขาเปลี่ยนน้ำเสียงของเขาว่า “เกือบจะถึงสิ้นปีแล้วมีสาวกบางคนที่กำลังเดินทางกลับจากสถาบันเล็ก ๆ ทั่วโลก มีโอกาสมากมายทำไมพวกเราจะต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงด้วย”
“ข้าเห็นด้วย ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมท่านเป็นเจ้านายเป็นเพราะท่านสามารถวางแผนล่วงหน้าได้เป็นอย่างดี! ”

” เอาล่ะไปกันเถอะ”

กลุ่มคนเหล่านี้ควบม้าหันหลังไปที่เมืองสายลม

ในระยะไกลข้างหน้าเย่เฉินหัวเราะเยาะกลุ่มคนเหล่านี้ต้องนึกว่าเขาเป็นสาวกที่ไม่มีประสบการณ์ หากเขาตกลงที่จะเข้าร่วมพวกเขาจะเปิดเผยความตั้งใจที่แท้จริงของพวกเขาฆ่าเขาและปล้นทรัพย์สินของเขา

แต่น่าเสียดายที่แม้ว่าเย่เฉินไม่เคยออกไปภายนอกมากนัก แม้เขาจะยังขาดประสบการณ์ แต่จากการอ่านหนังสือนิยายเกี่ยวกับนวนิยายที่เขาอ่านในโรงเรียนก็ช่วยเขาได้มาก

ห่างออกไปอีกทิศทางหนึ่งประมาณ 10,000 ลี้วัยรุ่นอีกคนหนึ่งกำลังขี่ม้าสีฟ้าและรีบเดินทางไปด้วยเช่นกัน

วัยรุ่นผู้นี้สวมเสื้อคลุมสีขาว และมีดาบอยู่บนหลัง หน้าตาอันหล่อเหลาของเขาคล้ายกับเย่เฉิน

“นิกายพระอาทิตย์สีม่วงอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ ข้าสัญญากับพี่ใหญ่ว่าพวกเราจะไปพบกันที่นั่น ข้าสงสัยว่าเขากำลังรอข้าอยู่หรือไม่”

วัยรุ่นจ้องมองไปที่ภูเขาสูงที่อยู่ห่างออกไปมันมีกลิ่นไอสีม่วงแปลก ๆ มันมีพลังมากมีคลื่นสีม่วงฉีที่พัดมาจากทิศตะวันออก

หลังจากนั้นไม่นานวัยรุ่นผู้นี้ก็มาถึงภูเขา

“เย่ถัง ข้ารออยู่นี่แล้ว” วัยรุ่นที่มีดวงตาโตและคิ้วหนาก็ตะโกนดังขึ้น ที่ด้านล่างของภูเขามีสาวกหลายคนจากนิกายพระอาทิตย์สีม่วงที่กำลังสวมชุดสีม่วงพร้อมกับดวงอาทิตย์ที่กำลังเผาไหม้ที่ด้านหลัง

วัยรุ่นที่ดูดีนั่งม้าของเขาและเข้ามาใกล้: “พี่ใหญ่ สภาพแวดล้อมของนิกายพระอาทิตย์สีม่วงของเจ้าค่อนข้างดีซึ่งแตกต่างจากหมู่บ้านหิมะแดนเหนือซึ่งมีแต่หิมะอยู่เสมอ,
และมีหิมะตกอยู่ตลอดเวลาทับถมบนพื้นสูงอย่างน้อยสามฉื่อ”

วัยรุ่นที่มีดวงตาโต และคิ้วหนาเป็นลูกชายคนโตของลุงใหญ่ของเย่เฉินที่ชื่อว่าเย่ฟง  วัยรุ่นที่ดูดีอีกคนเป็นน้องชายของเขามีนามว่าเย่ถัง เย่ฟงเข้าร่วมกับนิกายพระอาทิตย์สีม่วงที่เป็นนิกายอันดับ 8 ในขณะที่ เย่ถังได้เข้าร่วมฝึกฝนหมู่บ้านหิมะแดนเหนือที่เป็นนิกายอันดับที่ 7 ทั้งสองคนนั้นแข็งแกร่งกว่าเย่เฉินมาก

เย่ฟงกล่าวว่า “ข้าอยากจะไปเที่ยวชมที่หมู่บ้านหิมะแดนเหนือสักครั้ง แต่น่าเสียดายที่พลังของข้าไม่เพียงพอที่จะเข้าร่วม”

เย่ถังยิ้มให้เย่ฟงก่อนกล่าวว่า “พี่ใหญ่, เจ้าได้มาถึงจุดสูงสุดของขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 9 แล้ว เจ้าพัฒนาได้เร็วมาก! ”

กระโดดจากขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 4 ไปสู่ จุดสูงสุดของขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 9  ในช่วงสามปีที่ผ่านมาย่อมได้รับการยกย่องว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ภายในนิกายจะให้ความสนใจกับเขาเป็นอย่างมาก

“ข้าไม่สามารถแข่งกับเจ้าได้ เจ้าอาจก้าวไปถึงขอบเขตของปราณฉีที่ขั้น 10 แล้วใช่มั้ย? ”

เย่ฟงไม่สามารถมองผ่านระดับของเย่ถังได้

เย่ถังกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า “ข้าพึ่งจะก้าวสู่ขั้นควบแน่นปราณแท้จริงดังนั้นเซียนฉีของข้ายังคงไม่เสถียร”

“เจ้ามาถึงขั้นควบแน่นปราณแท้จริงแล้วจริง ๆ !?” เย่ฟงรู้สึกประหลาดใจ ถึงแม้ว่า จุดสูงสุดของขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 10 จะอยู่ห่างจากขั้นควบแน่นปราณแท้จริงเพียงขั้นตอนเดียว แต่ขั้นตอนการบุกทะลุผ่านนั้นยากมากแม้แต่ผู้คนจำนวนมากที่มีศักยภาพสูงก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีเพื่อให้สามารถเข้าถึงมันได้แล้วจะสามารถกลายเป็นศิษย์ภายในอย่างเป็นทางการได้

ไม่จำเป็นต้องอวดตัวต่อหน้าพี่ชายของตัวเอง เย่ถังเปลี่ยนเรื่องและกล่าวว่า “พอเกี่ยวกับเรื่องนี้ การพูดถึงการประชุมของตระกูลปีนี้แล้วข้าสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้าขี้แพ้เย่เฉิน อย่าบอกข้าว่าเขายังก้าวไปไม่ถึงขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 7 ?  มันเป็นเรื่องลำบากมากที่ได้อยู่กับตระกูลเดียวกันกับเขา ”

เย่ฟงวางความอิจฉาเอาไว้เขาหัวเราะ:” ยิ่งสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งยากขึ้น ข้าไม่คิดว่าเขาจะไปถึงขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 6 ด้วยซ้ำ เมื่อเรากลับถึงบ้านแสดงให้เขาเห็นว่าเขาเป็นเจ้าขี้แพ้มากแค่ไหน ”

“เวลานี้สิ่งที่ข้าคิดถึงมาก คือช่วงเวลานั้นเมื่อกลับบ้าน ได้ทานอาหารดี ๆ ทุกวัน และเราอาจจะยุ่งกับเย่เฉินเมื่อเวลาที่ข้ารู้สึกเบื่อ แต่เขาเป็นเด็กที่ยากลำบากจริง ๆ เขาไม่เคยบอกฟ้องพ่อกับแม่ของเขาเกี่ยวกับเรื่องของพวกเรา ”

“เขาหรือจะกล้าบอกพ่อแม่ของเขา พ่อของพวกเราเป็นถึงผู้อาวุโสภายในของนิกายพระอาทิตย์สีม่วง แล้วเขาก็ไม่กลัวพ่อของเย่เฉิน ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นหัวหน้าตระกูลเย่”

” โอ้! พูดถึงเรื่องนี้ในปีนี้ท่านพ่อจะกลับไปที่ตระกูลด้วยหรือไม่? ”

เย่ฟงพยักหน้า “ท่านพ่อบอกว่าเขาคงจะกลับไปช้ากว่าพวกเราสักสองสามวันเราจึงควรกลับไปก่อน ”

” ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ควรจะกลับไปตอนนี้ ข้าคิดว่าเจ้าเย่เฉินอาจจะได้ไปอยู่ที่นิกายเมฆครามแล้ว แล้วเย่ซวน? เจ้ารู้ไหมว่าระดับการบ่มเพาะของนางคืออะไร? ”

ญาติเพียงคนเดียวในตระกูลเย่ที่จะได้รับความเคารพนับถือจากเย่ถัง เป็นเย่ซวน ย้อนกลับไปในตอนที่เขาอยู่ที่ขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 5 ช่วงกลาง นางอยู่ที่ขั้นปลายของขอบเขตของปราณฉีขั้นที่ 5 แล้วซึ่งทำให้เขารู้สึกหดหู่ใจอยู่เป็นเวลานาน แต่สามปีที่ผ่านมา และเขาควรจะแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าที่นางเป็นอยู่

เย่ฟงกล่าวว่า “ภายในตระกูลเย่แทบไม่มีใครที่อาจจะรู้ระดับการบ่มเพาะของนาง ”

เย่ถังกล่าวว่า “งั้นพวกเรามาดูกันเถอะว่านางสามารถพัฒนาไปได้มากแค่ไหน! ”

” เอาล่ะ ไปกันเถอะ! ”

ทั้งสองคนตีม้าของพวกเขาและวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว