0 Views

บทที่ 1 สูญเสียการมองเห็น

ในช่วงฤดูหนาว หิมะขาวโปรยปรายร่วงหล่นจากท้องฟ้าอย่างช้า ๆ ชักนำอากาศหนาวเย็นเข้าปกคลุมเมืองหลินเป๋ย จนทั่วทั้งเมืองกลายเป็นสีขาวโพลน

ฤดูหนาวปีต่อมา

มีผู้คนสัญจรบนท้องถนนไม่มากนัก ทำให้ดูเหมือนถนนร้าง ในช่วงฤดูหนาวเช่นนี้ คงไม่มีผู้ใดคิดที่จะออกมาข้างนอกในช่วงเวลานี้

แม้จะเป็นเช่นนั้น สถาบันลั่วที่ตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองนี้ มีชิ้นส่วนศิลารูปดวงอาทิตย์ติดอยู่บนพื้นที่ว่างของห้องเรียน มันเปล่งแสงให้ความร้อน ทว่ากลับไม่ยอมให้ความเย็นใด ๆ ผ่านเข้ามา เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ภายในห้อง

เด็กกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยเด็กอายุราว ๆ 11-12 ปี นั่งฟังอาจารย์ที่กำลังกล่าวอยู่หน้าชั้น “จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์แสงศักดิ์สิทธิ์คือองค์จักรพรรดิเหยา พระองค์ทรงครองราชย์มากว่า 600 ปี ทั้งยังเป็นบุคคลที่ไร้ซึ่งความปราณีอีกด้วย ในช่วงที่พระองค์ทรงครองราชย์ ทรงสร้างตำหนักชั่วคราวขึ้น 124 แห่ง ทำการเรียกตัวหญิงสาวทั่วราชอาณาจักร 32 ครั้ง มีข่าวลือว่าพระองค์ทรงมีความชอบในการฆ่าผู้คนด้วยน้ำมือของพระองค์ และนั่นเป็นสิ่งที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ประหารขุนนางกว่า 3,000 คน มีผู้คนตกเป็นเหยื่อจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน…”

แม้ว่าอาจารย์จะกำลังเอ่ยอย่างจริงจัง ทว่าพวกเด็ก ๆ ที่อยู่ข้างล่างกลับไม่ได้ให้ความสนใจเลย ต่างกำลังนอนหลับฝัน

เมื่ออาจารย์สังเกตเห็น ทว่าไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแต่ม้วนหนังสือที่อยู่บนมือแล้วใช้มันกระทบลงบนโต๊ะ

เสียงนั่นดังพอที่จะเตือนให้พวกเด็ก ๆ ลืมตาที่ปิดอยู่ขึ้นมามอง

บัดนี้อาจารย์ทั้งรู้สึกโกรธและรู้สึกหมดหนทาง “เป็นเช่นไร ได้เรียนรู้สิ่งใดไปบ้าง?”

พวกเด็ก ๆ ต่างก้มหัวลง ปราศจากเสียงเอื้อนเอ่ย

ตามธรรมชาติของเด็ก ๆ แล้ว ต่างอยู่ในวัยเที่ยวเล่น และไม่มีความสนใจที่จะนั่งเบื่อหน่ายอยู่ในห้องเรียน วิชาประวัติศาสตร์คล้ายกับวิชากายาเหล็กไหล ที่ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจแม้แต่น้อย ทว่ายังมีเด็กใจกล้าหลายคนที่กำลังหยอกล้ออยู่ใต้โต๊ะ

อาจารย์ชี้ไปที่เด็กคนหนึ่ง “เหอซือเหนียนยืนขึ้น ไหนเจ้าลองอธิบายการก่อกบฏของฟู๋หลวนมา ว่ามันเป็นเช่นไร?”

เด็กที่มีจมูกงองุ้มเป็นเอกลักษณ์ยืนขึ้น ทว่ากลับไม่ได้เอ่ยสิ่งใดจนกระทั่งผ่านไปหลายนาที

“หากไม่รู้ก็จงยืนต่อไป เย่วหยาง บอกอาจารย์มา” อาจารย์ชี้ไปที่ศิษย์อีกคน

ลูกศิษย์นามว่าเย่วหยาง เห็นได้ชัดเลยว่าไม่รู้คำตอบเช่นเดียวกัน ได้ยืนเป็นเพื่อนกับเหอซือเหนียน ทว่าบนใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม

หลังจากเอ่ยถามไปหลายคน กลับไม่มีผู้ใดตอบคำถามข้อนี้ได้เลย ด้วยเหตุนี้ทำให้อาจารย์ตบโต๊ะด้วยความโกรธ “นี่มันเป็นไปได้อย่างไรกัน คำถามง่าย ๆ อาจารย์ก็พึ่งสอนพวกเจ้าไปเมื่อกี้เอง! ซูเฉิน ตอบอาจารย์มา”

เมื่อเอ่ยเรียกนามของมัน อาจารย์ได้ใช้น้ำเสียงที่ดีขึ้นกว่าเดิม

เด็กหนุ่มน้อยรูปร่างหน้าตาหล่อเหลายืนขึ้น พร้อมกับตอบด้วยน้ำเสียงกังวาลชัดเจน เต็มไปด้วยมั่นใจ : “ในยุคพงศาวดารใหม่ ในปี 23,000 ขุนนางเฉิงหวยได้รายงานว่าภายในคลังนั้นว่างเปล่าแล้ว และขอให้ชะลอการก่อสร้างตำหนักช่วยคราวไว้ก่อน เรื่องนี้ทำให้จักรพรรดิเหยากริ้วเป็นอย่างมาก สั่งให้ปลดเขาออกจากตำแหน่ง เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ทั่วทั้งราชวงศ์ต่างตกใจ ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้าสู่ภายในใจของพวกมันทุกคน ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งเจ็ดตระกูลขุนนางใหญ่ได้ผนึกกองกำลังเข้าต่อสู้กับจักรพรรดิเหยา และนำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์แสงศักดิ์สิทธิ์ เมื่อองค์จักรพรรดิเหยาถูกลอบสังหาร นักฆ่าเชิงซูได้ใช้นามของฟู๋หลวนเพื่อใส่ร้าย ส่งผลให้เหตุการณ์นี้ ฟู๋หลวนถูกยอมรับทางประวัติศาสตร์ว่าเป็นผู้ก่อกบฏ ตั้งแต่นั้นมา ด้วยการขุดรากถอนโคนราชวงศ์แสงศักดิ์สิทธิ์ เจ็ดขุนนางใหญ่ได้แบ่งแผ่นดินออกเพื่อแบ่งเขตแดนการปกครองออกเป็นเจ็ดแห่ง นำไปสู่การเกิดของอาณาจักรทั้งเจ็ด”

“กล่าวได้ดี!” อาจารย์ตบมือและหัวเราะออกมา “จงฟัง นี่ถึงเป็นสิ่งที่สมควรได้รู้ในชั้นเรียน หากซูเฉินไม่อยู่ที่นี่ ข้าคงไม่สนใจที่จะมาสอนเด็กเช่นพวกเจ้า! นี่ถึงเหมาะแก่การเป็นผู้นำตระกูลใหญ่ มีความรู้ลึกซึ้งและไม่ธรรมดา……”

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยคำสรรเสริญอีกมากมาย

ตระกูลซูเป็นหนึ่งในตระกูลใหญ่ทั้งสี่แห่งเมืองหลินไป๋ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซูเฉินเป็นหนึ่งในผู้สืบทอดรุ่นที่สามของตระกูลซู

แม้จะมีวัยเพียง 12 ปี ทว่าซูเฉินแสดงให้เห็นถึงบุคลิกสุขุมที่พบได้ยากในเด็กวัยเดียวกัน ด้วยความขยันและความเอาใจใส่ของมัน ส่งผลให้เป็นที่ชื่นชอบในบรรดาอาจารย์

พอได้รับคำยกย่องจากอาจารย์ ซูเฉินกลับสงบนิ่งยิ่งกว่าเดิม

ในสายตาของอาจารย์ ด้วยบุคลิกสุขุมนี้ ได้กลายเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ขณะที่ในสายตาผู้อื่นกลับเป็นเพียง “คนอวดดี” เท่านั้น

“ชิ มีสิ่งใดให้สรรเสริญกัน? ลองไปเปรียบเทียบกับวิชากายาเหล็กไหลดูเถิด” เหอซือเหนียนพึมพำ

“ซือเหนียน ซูเฉินพึ่งบรรลุขั้นที่สี่ของวิชากายาเหล็กไหลไปเมื่อวาน” เย่วหยางที่อยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

ใบหน้าผอมกะหร่องของเหอซือเหนียนเปลี่ยนเป็นน่าเกลียดทันที

ชัดเจนเลยว่าคู่แข่งของมันไม่เพียงเก่งกาจในเรื่องการเล่าเรียนเท่านั้น แม้แต่การต่อสู้ในลานยังทำได้เร็วกว่ามันอีกด้วย

การที่บรรลุขั้นที่สี่ของกายาเหล็กไหลได้ นั่นหมายความว่าซูเฉินมีพละกำลังเทียบเท่าม้าศึกถึงสี่ตัว

แม้ว่าระดับพลังนี้จะดูอ่อนแอในสายตาผู้ใหญ่มาก ทว่าเมื่อเทียบกับเหอซือเหนียนแล้ว เป็นระดับที่สามารถจัดการมันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในฐานะของคู่แข่ง เหอซือเหนียนหงุดหงิดเล็กน้อยก่อนที่จะตอบกลับไป “แล้วอย่างไร? มันก็เพียงพวกเลือดผสมเท่านั้น”

ครั้งนี้เหอซือเหนียนเอ่ยได้ถูกจุด

โลกใบนี้ถูกเรียกว่าโลกแห่งต้นกำเนิด ผู้คนสามารถเพาะปลูกพลังต้นกำเนิดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง กล่าวกันว่าพลังนี้เป็นต้นกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง มันถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับการกำเนิดของโลก ด้วยเหตุนี้มันจึงส่งผลกระทบและควบคุมทุกสรรพสิ่ง ด้วยสมมติฐานนี้ มันถูกยอมรับอย่างแพร่หลาย ซึ่งนำไปสู่หลักการที่ใข้อธิบายนามของมัน เมื่อกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญพลังต้นกำเนิด ผู้นั้นจะกลายเป็นบุคคลที่รู้จักกันในนามผู้บ่มเพาะพลังชีขั้นต้น

ถึงกระนั้น พลังต้นกำเนิดกลับไม่ง่ายที่จะควบคุมมัน ในช่วงเวลาที่ผ่านมา มนุษย์ไร้ความสามารถที่จะหยิบยืมพลังต้นกำเนิดนี้ สิ่งที่สามารถใช้พลังนี้ได้คือสัตว์อสูร ในเวลานั้นมนุษย์เป็นเพียงแหล่งอาหารสำหรับสิ่งมีชีวิตพวกนี้เท่านั้น

หลังจากผ่านการวิวัฒนาการมาหลายล้านปี โลกแห่งต้นกำเนิดเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกสรรพสิ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะทำความเข้าใจความลึกลับของพลังต้นกำเนิด ได้นำความโง่เขลาก่อนหน้านี้ออกไปอย่างสมบูรณ์

ซึ่งคำตอบที่ใช้ในการทำลายขีดจำกัดในการใช้พลังต้นกำเนิดนั้นคือสายเลือด

เพื่อที่จะใช้พลังต้นกำเนิด ได้มีมนุษย์คิดค้นตราสารสกัดสายเลือด โดยการสกัดสายเลือดของสัตว์อสูรเพื่อที่จะนำเอาความสามารถในการใช้พลังต้นกำเนิดออกมา นี่เป็นเพราะสัตว์อสูรพวกนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตหนึ่งเดียวในโลกที่สามารถใช้พลังต้นกำหนดได้ เพื่อรับเอาความสามารถทางธรรมชาติในการใช้พลังต้นกำเนิด การคิดค้นตราสารสกัดสายเลือดได้ทำให้มนุษย์ก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความรุ่งเรืองที่เรียกว่าราชวงศ์แสงศักดิ์สิทธิ์

ถึงกระนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมา จากยุคอันรุ่งโรจน์ของมวลมนุษย์กลับตกต่ำลงด้วยน้ำมือของพวกมัน ได้มีการกล่าวไว้ว่าตราสารสกัดสายเลือดได้รับความเสียหายจากความวุ่นวายในยุคสงคราม ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหล่ามนุษย์ได้สูญเสียความสามารถในการสกัดสายเลือดนั้นไป

โชคดีที่สายเลือดเหล่านั้นสามารถสืบทอดต่อได้ ด้วยเหตุนี้อาณาจักรทั้งเจ็ดจึงได้ถูกก่อตั้งขึ้น และถูกบริหารจัดการโดยตระกูลขุนนางที่สืบทอดสายเลือดมา

แม้ว่าตระกูลซูจะเป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหลินเป๋ย ทว่าเป็นตระกูลที่เติบโตขึ้นมาในภายหลัง พวกมันไม่ได้รับมรดกทางสายเลือด เพียงได้รับพลังแห่งสายเลือดโดยการใช้ยาวิญญาณโลหิต ยาวิญญาณโลหิตเป็นสิ่งที่เลียนแบบมาจากตราสารสกัดสายเลือด ผลก็คือ บนโลกนอกเหนือจากผู้ที่สืบทอดสายเลือดจากตราสารสกัดสายเลือดที่แท้จริงแล้ว ผู้ที่ได้รับสายเลือดจากยาวิญญาณโลหิตจะถูกเรียกว่าสายเลือดผสม ไม่เพียงชื่อที่กำกับไว้เท่านั้น การเติบโตต่างถูกจำกัดและไม่สามารถสืบทอดไปสู่ลูกหลานได้ ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้คนอีกนับไม่ถ้วนที่ยอมลำบากเพียงเพื่อความหวังที่จะได้ครอบครองมัน

ดังนั้น การเป็นคนที่ไม่ได้สืบทอดสายเลือดมา นั่นหมายความว่า ต่อให้ซูเฉินมีพรสวรรค์มากมายเพียงใด ต่อให้มันทุ่มเทไปมากเท่าใด ในอนาคตก็ไม่อาจก้าวผ่านขีดจำกัดนั่นได้

ใช่แล้ว เหอซือเหนียนก็เช่นเดียวกัน ตระกูลสายเลือดจักรพรรดิ ตระกูลสายเลือดขุนนางสัตว์อสูร ตระกูลสายเลือดผสม มีจำแนกไว้อย่างชัดเจน หนึ่งจะสามารถรับรู้ว่าสิ่งที่เรียกว่าสี่ตระกูลใหญ่ไม่ได้มีมรดกสืบทอดทางสายเลือดใด ๆ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลทั้งสี่ ตระกูลเหอต่างอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ถึงกระนั้นก็ไม่อาจหยุดหอซือเหยียนจากการหาเหตุผลมาดูถูกคู่แข่งของมันได้ ปลายทางของเส้นชัยต่างเท่ากัน เพียงขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น

เด็กหนุ่มที่มีจมูกงองุ้มใช้เหตุผลนี้เพื่อปลอบใจตัวมัน

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุด เวลาเลิกเรียนก็มาถึง

เด็ก ๆ รีบวิ่งออกจากตึกโดยมีพวกขุนนางมารอรับอยู่ข้างนอก

ซูเฉินเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากตึก และเมื่อออกมาข้างนอก มีคนรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งมาหาพร้อมกับวางเสื้อคลุมจิ้งจอกขาวบนไหล่ “นายน้อยสี่ อากาศช่วงนี้หนาวยิ่งนัก ระวังร่างกายท่านด้วยขอรับ”

“เจี่ยนชิน ข้ามิได้บอกเจ้ามาก่อนหรือ ว่าข้านั้นก้าวผ่านขั้นที่สี่ของกายาเหล็กไหลแล้ว อากาศหนาวพวกนี้มิอาจทำอันตรายต่อข้าได้” ซูเฉินเอ่ยขณะที่เดินไปทางรถม้า

“นายน้อยขอรับ เรื่องบางเรื่องไม่เกี่ยวกับการฝึกฝน เพียงแต่ท่านต้องสวมมันเพื่อประโยชน์ในการปรากฎตัวในบางโอกาส หากข้าผู้เป็นข้ารับใช้เห็นว่านายน้อยไม่มีเสื้อคลุมอยู่บนไหล่ สำหรับผู้ที่รู้ พวกมันจะรับรู้ว่านายน้อยกำลังมุ่งความสนใจไปกับการฝึกกายาเหล็กไหลโดยใช้ประโยชน์จากหิมะพวกนี้ สำหรับผู้ที่ไม่รู้ พวกมันจะคิดว่านายน้อยนั้นสูญเสียความโปรดปราณจากผู้คนในตระกูล และเมื่อเป็นเช่นนั้น พวกมันอาจมิเคารพและปฏิบัติกับนายน้อยดีนะขอรับ” เจี้ยนซินเอ่ยให้ซูเฉินฟังจากด้านหลัง

ซูเฉินยิ้มขณะที่ได้ยิน “ดูสิ่งที่เจ้าเอ่ยเข้า เหตุใดผู้คนจึงต้องเคารพและปฏิบัติต่อข้าน้อยลงด้วย? ในความคิดข้า หากมันเกิดขึ้นก็คงจะเป็นเจ้านั่นแหละ” เจี้ยนซินร้องออกมาด้วยความไม่พอใจจากข้างในรถ

คนขับรถตวัดแส้ไปที่ม้าเพื่อให้มันเคลื่อนไปข้างหน้า พร้อมกับทิ้งรอยเกือกม้าไว้บนหิมะ

ในช่วงการเดินทางที่แสนน่าเบื่อนี้ ซูเฉินจึงเปิดหนังสือที่ชื่อ <<พงศาวดารคลาสสิก>> เพื่ออ่านมัน คนรับใช้เจี้ยนซินที่นั่งเบื่ออยู่ข้าง ๆ เริ่มเปิดปากถาม “นายน้อย หนังสือนั่นดีหรือไม่ขอรับ? เหตุใดข้าน้อยจึงมิเห็นว่ามันน่าสนใจตรงไหนเลยล่ะขอรับ? เมื่อข้าน้อยมองมันทีไร มันทำให้ข้าน้อยง่วงตลอดทุกครั้ง”

ซูเฉินตอบกลับโดยที่ไม่ได้หันศีรษะไปมอง “นั่นเป็นเพราะเจ้ามิเคยมองเห็นเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ข้างในหนังสือพวกนี้”

“เรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในหนังสือรึขอรับ?” เจี้ยนซินรู้สึกประหลาดใจ พร้อมทั้งมองไปที่หนังสือเล่มนั้นอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าเรื่องราวใดกันที่ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มนั้น?

ซูเฉินกรอกตามอง “มันมิได้อยู่ข้างใน เรื่องราวข้างใน… เอ่อ… ถึงข้าจะอธิบายให้เจ้าฟัง เจ้าก็มิอาจเข้าใจหรอก”

ซูเฉินวางหนังสือเล่มนี้ใส่มือของเจี้ยนซิน “อ่านข้อความนี้ดู”

เจี้ยนซินติดตามซูเฉินมานานหลายปี ได้เรียนรู้วิธีการอ่าน จึงเริ่มอ่าน “จักรพรรดิเหยาถูกลอบสังหาร ราชวงศ์แสงศักดิ์สิทธิ์ตกอยู่ในความวุ่นวาย ตราสารสกัดสายเลือดได้รับความเสียหาย ขณะตกอยู่ในช่วงความวุ่นวายของสงคราม วิธีการสกัดสายเลือดนั้นจึงสูญหายไป จนถึงบัดนี้ เหล่ามนุษย์เหลือเพียงการเลียนแบบตราสารสกัดสายเลือดเท่านั้น เพื่อใช้ในการสร้างยาวิญญาณโลหิต ที่มิอาจสกัดสายเลือดระดับสูงออกมาได้เหมือนดังเดิม แล้วช้อความนี้มันเกี่ยวข้องกับสิ่งใดรึขอรับ?”

เจี้ยนซินยังไม่เข้าใจ

ซูเฉินรับหนังสือคืนพร้อมกับเอ่ยขึ้น “เจ้ามิคิดว่ามันแปลกหรือ? นับตั้งแต่ตราสารสกัดสายเลือดได้ถูกมนุษย์คิดค้นขึ้น เหตุใดเมื่อตราสารสกัดถูกทำลายไป มนุษย์อย่างเช่นพกวเราจึงมิอาจสร้างขึ้นใหม่ได้?”

เจี้ยนซินตอบกลับไป “มันมิได้กล่าวอยู่ในหนังสือ? วิธีการสร้างคงสูญหายไปแล้วกระมังขอรับ”

“แล้วมันหายไปได้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวพันธ์ถึงความรุ่งโรจน์ และการล่มสลายของมนุษยชาติ แล้วมันจะสูญหายไปได้อย่างไร?” คำถามของซูเฉินทำให้เจี้ยนซินถึงกับเงียบ

ซูเฉินเอ่ยต่อ “สมมติว่ามีสาเหตุที่นำไปสู่การสูญเสีย แล้วเหตุใดพวกเขาจึงมิสร้างมันขึ้นใหม่เหมือนที่ทำในตอนแรก? ตามสิ่งที่อยู่ในหนังสือ ตราสารสกัดสายเลือดสามารถสกัดสายเลือดที่ต่างกันได้เพียงสิบสายเลือดต่อปี เหตุใดพวกเขาจึงมิสร้างขึ้นใหม่หรือสร้างมันเพิ่มกันล่ะ? แม้ว่าวิธีการสร้างจะสูญหายไป เหตุใดจึงไม่มีการค้นคว้ามันขึ้นมาใหม่กันล่ะ? พวกเราเคยทำได้มาก่อน เหตุนี้ตอนนี้จึงทำไม่ได้กันล่ะ?”

หลังจากคำถามมากมายเหล่านั้น เจี้ยนซินก็ได้แต่เงียบเพียงอย่างเดียว

ซูเฉินยิ้มพร้อมกับตบที่หนังสือ “นี่คือเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในหนังสือ ดังนั้นอย่าใช้เพียงแค่สายตาของเจ้าอ่านมัน เจ้าต้องใช้ความคิดไปกับมันด้วย”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ คำพูดที่เอ่ยไปนั้นเป็นคำพูดของบิดา ทว่ามันกลับใช้ไปในการสอนคนรับใช้ของมัน

เจี้ยนซินยังคงตกอยู่ในความสับสนพร้อมกับความเคารพขณะที่มองซูเฉิน “แล้วนายน้อยคิดเห็นอย่างไรหรือขอรับ?”

ซูเฉินที่เป็นหนุ่มวัยรุ่น ด้วยสายตายกย่องบูชาของเจี้ยนซินทำให้มันรู้สึกดีมาก

มันตอบกลับไป “ข้ามีคำตอบไว้ในใจแล้ว ทว่าเจ้าต้องให้สัญญาก่อนว่าจะมิไปบอกผู้ใด”

เจี้ยนซินตบหน้าอกพร้อมกับให้คำมั่นสัญญา “ท่านเชื่อใจได้เลยขอรับนายน้อย ข้าน้อยไม่ไปบอกผู้ใดแน่นอน”

ได้ยินเช่นนั้น ซูเฉินรู้สึกเบาใจ

แม้ว่ามันจะฉลาดเพียงใด ทว่าภายนอกก็ยังเป็นเพียงเด็กอายุ 12 ปีอยู่ดี ยังไม่เข้าใจว่าผู้ที่รักษาคำมั่นสัญญานั้นสำคัญและหาได้ยากเพียงใด

มันลดเสียงลงและเอ่ยขึ้น “ในความคิดของข้า ตราสกัดสกัดสายเลือดอาจมิได้ถูกคิดค้นโดยมนุษย์”

“ว่ากระไรนะขอรับ?” เจี้ยนซินรู้สึกตกใจ “แล้วผู้ใดกันล่ะขอรับที่เป็นผู้สร้างมัน?”

ซูเฉินยักไหล่ “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร? นี่เป็นเพียงเหตุผลเดียวที่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดมนุษย์ที่มีตราสารสกัดสายเลือด ทว่ากลับมิอาจสร้างมันขึ้นมาใหม่ได้ จำไว้ว่าเจ้าต้องไม่เอ่ยเรื่องนี้กับผู้ใดเด็ดขาด”

ในยุคที่ค่อนข้างเข้มงวดทางความคิดนี้ คำถามที่เกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของมนุษย์จะให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน

ขณะนั้นเองมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ราวกับมีใครบางคนมากระซิบที่ข้างหูของซูเฉิน

“หยุดรถ!” ซูเฉินตะโกน

รถม้าหยุดลง

ซูเฉินออกจากรถมาเดินดูรอบ ๆ มีเพียงหิมะเท่านั้นที่ตกจากทั่วทุกทิศทาง

มีเพียงไม่กี่คนที่เดินอยู่บนถนนใหญ่ และไม่มีทีท่าว่าจะมีใครหัวเราะ

“เกิดสิ่งใดขึ้นหรือขอรับนายน้อย?” เจี้ยนซินถามมาจากข้างในรถ

ซูเฉินส่ายศรีษะพร้อมกับตอบกลับไป “ไม่มีสิ่งใด ไปกันต่อเถิด”

ขณะที่ซูเฉินหันกลับมาเพื่อขึ้นรถ

มีเสียงโบราณลึกลับดังมาจากข้างหลัง “นายน้อยเอ๋ย โปรดสงสารขอทานแก่ผู้นี้ด้วยเถิด โปรดให้ข้าน้อยได้ลิ้มรสข้าวอุ่น ๆ หน่อยเถิด”

ขณะที่หันศีรษะไปดู มันพบเห็นขอทานแก่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นหืน บนมือถือชามบิ่นใบหนึ่งอยู่

ชายแก่ยืนอยู่ไม่ไกลจากซูเฉิน มันเหยียดมือที่ถือชามนั้นออกมาด้วยความน่าเวทนา ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความว่างเปล่าและความสิ้นหวัง

ซูเฉินมองไปที่ชายแก่ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ข้ามิรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ใด ทว่าข้ารู้ว่าเจ้าต้องมิใช่ขอทานแน่”

ชายแก่ตะลึงชั่วครู่ “นายน้อย คำพูดของท่านหมายความว่าอย่างไรรึขอรับ?”

ซูเฉินตอบกลับไป “ในช่วงที่หิมะตกเช่นนี้ ขอทานที่แท้จริงจะไม่มาขอทานในสภาพอากาศเช่นนี้ นั่นเป็นเพราะอากาศที่มันหนาวเย็นเกินไป และมีผู้คนออกมาเดินทางไม่มากนัก แม้จะมีคนสัญจรอยู่บ้าง ทว่าพวกเขาคงมิสิ่งสิ่งใดหรือหยุดยืนในสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นนี้ การที่มาขอทานมีเพียงจะทำให้เจ้าแข็งตาย ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง นี่เป็นความผิดพลาดของเวลา ต่อไป นี่คือถนนฮ่านสวย เป็นถนนสายหลักของเมืองหลินเป๋ยเพื่อให้การเดินทางราบรื่น ที่สำคัญเจ้าเมืองได้กำหนดไว้แล้วว่าขอทานต้องไม่มาขอทานบนถนนเส้นนี้ ผู้ที่ฝ่าฝืนจะถูกขับไล่ออกไปไม่ก็โดนทุบตี หรืออาจโดนพวกทหารจับตัวไป นี่คือความไม่เหมาะสมของสถานที่ ต่อไป เป็นตัวเจ้า แม้ว่าเจ้าจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ฉีกขาดและสกปรก ทว่ารอยฉีกกลับดูประณีต แน่นอนว่าเสื้อผ้าของเจ้าคงถูกฉีกขาดเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ กลิ่นตัวที่เหม็นหืนของเจ้าก็ผิดปกติ กลิ่นเหม็นหืนของขอทานที่แท้จริงคือกลิ่นที่เกิดจากเชื้อโรคที่สะสมมาเป็นเวลานาน ไม่ใช่กลิ่นที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้ และนอกจากนั้น ที่มือของเจ้า แม้ว่าเจ้าจะทำให้ร่างกายสกปรกเพียงใด ทว่าเล็บของเจ้ากลับสะอาดสะอ้านมาก นี่คือความผิดพลาดที่ตัวเจ้า!”

เมื่อซูเฉินเอ่ยจบ มันจ้องไปที่ชายแก่ผู้นั้น “ดังนั้น ถึงข้าจะมิอาจรู้ว่าเจ้าเป็นผู้ใด ทว่าข้ารู้แน่ชัดเลยว่าเจ้าต้องมิใช่ขอทานแน่!”

เมื่อขอทานได้ฟัง ชายแก่ยกศีรษะขึ้นพร้อมส่งเสียงหัวเราะเสียงดังออกมา “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยอดเยี่ยมมากเจ้าหนู เจ้าเป็นคนช่างสังเกต แถมยังเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์อีกด้วย น่าเสียดายที่เจ้ายังเด็กและยังขาดประสบการณ์มากเกินไป บุคลิกที่ไร้เดียงสา และที่สำคัญ มิรู้คุณค่าของการซ่อนและเก็บรายละเอียดประวัติให้ดี ทว่านั่นก็ยังมิใช่ปัญหา เพราะเจ้าได้มาพบกับข้า การพบข้า เจ้าจะได้เรียนรู้ทุกสรรพสิ่งที่เจ้ายังมิได้รู้ การพบกับข้าถือเป็นความโชคร้ายของเจ้า เพราะข้าจะนำความเดือดร้อนมาให้ การพบกันของข้ากับเจ้าถือเป็นโชคชะตานำพา เพราะข้าจะมอบอนาคตของความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดให้เจ้า…… ให้ข้าได้เปลี่ยนดวงตาของเจ้า นี่มิเพียงจะทำให้เจ้ามองเห็นโลกได้ชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น ทว่ายังช่วยให้เจ้าสามารถมองทะลุโฉมหน้าที่แท้จริงของโลกใบนี้ได้!”

เมื่อเอ่ยจบ มันขยับมือในทันที

ลำแสงทั้งสองพุ่งเข้าสู่ดวงตาของซูเฉิน

//แก้ไขล่าสุด 03/07/2560 07:07