0 Views

ในที่สุด วันแห่งการแข่งขันอันยิ่งใหญ่ก็ได้มาถึง

โดยทั่วไปแล้ว พวกมันจะเริ่มด้วยการทดสอบพื้นฐานการเพาะปลูกของแต่ละคน ในขณะที่ต่างคนได้พูดคุยและส่งเสียงหัวเราะอย่างมีความสุข พวกมันกำลังทดสอบบุตรชายและหลานชายในตระกูลที่มีความคืบหน้าและผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงที่สุดในปีที่ผ่านมา

ถึงกระนั้น ในการแข่งขันปีนี้กลับใช้วิธีการทดสอบแตกต่างไปจากปีก่อน ๆ

มีเพียงสามอันดับแรกเท่านั้นที่ถูกตัดสินจากฐานการเพาะปลูก ส่วนตำแหน่งที่เหลือจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อแย่งชิงด้วยตัวของพวกมันเอง

ผู้คนต่างกล่าวว่าการทดสอบนี้มิใช่ที่สำหรับเด็กน้อย

ถึงกระนั้น ในความเป็นจริง ในการทดสอบมิได้เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ทรงพลัง และอาจจะกลายเป็นของเด็กน้อยเท่านั้น

การแข่งขันปลายปีมีการเปลี่ยนแปลงไปทุก ๆ ปี

ซูเฉินเองก็สัมผัสมาแล้ว

หากมันยังคงเก็บงำความหวังต่อระบบ ทั้งตระกูลหรือบุคคลที่มันรักจะสูญสลายไปในทันที

ชายขอทานชรากล่าวได้ถูกต้อง

ดวงตาทั้งสองข้างที่มันมอบให้ซูเฉิน มิเพียงทำให้มันมองเห็นได้มากขึ้น ทว่ายังส่งผลให้มันมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของโลกใบนี้

เช่นเดียวกับซูเค่อจีที่มิได้สนใจแก่นไม้เขียว ซูเฉินเองก็มิได้สนใจเช่นกัน

ทว่า การที่มิได้ใส่ใจ มิใช่ว่ามันจะยอมแพ้

ทั้งซูเฉินและซูเค่อจีกำลังต่อสู้เพื่อความอหังการของพวกมันทั้งสอง

ณ หินดวงดาวต้นกำเนิด ศิษย์คนแรกของตระกูลซูได้เริ่มการทดสอบแล้ว

ดวงดาวที่เปล่งประกายสว่างขึ้น นั่นแสดงถึงความพยายามของพวกมันในปีที่ผ่านมา และยังส่งผลต่อจิตใจใครหลายคนที่กำลังให้ความสนใจ

ตามกฎแล้ว ผู้ที่ได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยมจะเป็นคนสุดท้าย ในฐานะผู้ชนะในการแข่งขันครั้งที่แล้ว ซูเฉินนั่งฟังผู้อาวุโสขานเรียกลำดับบนที่นั่งของตนเอง

บางครั้ง จะมีเสียงฮือฮาดังขึ้นจากฝูงชน เห็นได้ชัดว่ามีผู้เยาว์บางคนทำได้ดีเกินกว่าความคาดหวัง

“ดูเหมือนว่าการแข่งขันปีนี้จะหนักหนานัก” มีใครบางคนพูดขึ้นจากด้านหลังซูเฉิน

ซูเฉินรู้ได้ทันทีว่าเป็นผู้ใดโดยที่ไม่จำเป็นต้องหันไปมอง

ใบหน้าของมันเผยรอยยิ้มเล็กน้อย “แน่นอน แม้แต่น้องหญิงสิบสองของพวกเราก็บรรลุบ่มเพาะกายาขั้นที่เจ็ดแล้ว คนอื่น ๆ จะกล้าน้อยหน้าได้อย่างได้”

มีเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นข้าง ๆ ซูเฉิน “พี่สี่ ท่านกำลังมองหาข้าอยู่รึ? การบรรลุบ่มเพาะกายาขั้นที่เจ็ดมันน่าเหลือเชื่อใช่หรือไม่? ข้ายังรู้สึกห่างไกลจากตัวท่าน พี่รอง และคนอื่น ๆ”

เด็กสาวผู้นี้ กล่าวได้ว่าเป็นโฉมงามผู้หนึ่ง นางสวมเสื้อคลุมที่ประดับไปด้วยดอกโบตั๋น รองเท้าของนางเคลือบด้วยทองคำ ผมของนางถูกมวยและมีหยกประดับติดไว้ ยามที่นางเดิน ราวกับว่านางมืได้เคลื่อนไหว

แม่นางผู้นี้มีนามว่าซูหลิงเอ๋อร์ หากซูเฉินเป็นคนแรกของรุ่นที่สามแล้ว เช่นนั้นซูหลิงเอ๋อร์นับว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่งในรุ่นที่สามของตระกูลซู

แม้ว่าใบหน้าของนางจะดูน่ารักเพียงใด ทว่าบุคลิกของซูหลิงเอ๋อร์กลับซ่อนความฌลียวฉลาดเอาไว้เกินกว่าวัยของนาง

ซูเฉินเอ่ยขึ้น “เจ้าพึ่งอายุสิบสี่เพียงเท่านั้น ข้าเพียงอยู่ระดับเดียวกับเจ้าเมื่อข้าอายุเท่าเจ้า”

ซูหลิงเอ๋อร์เอ่ยตอบ “พี่สี่ อย่าได้กล่าวถึงข้าเช่นนั้นเลย นั่นเป็นเพราะท่านมิได้รับการสนับสนุนจากตระกูล นับตั้งแต่วันที่ท่านสูญเสียกการมองเห็นไป มีทรัพยากรใดที่ท่านได้รับไปจากการแข่งขันในแต่ละปีบ้าง?”

ซูเฉินยิ้ม “นั่นไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ”

“ท่านดูใจกว้างยิ่งนัก”

“ถึงอย่างไร ตอนนี้อันดับหนึ่งในรุ่นที่สามแห่งตระกูลซู…… ก็ยังคงเป็นข้า”

ซูหลิงเอ๋อร์เงียบไปพักหนึ่ง ก่อนที่จะยักไหล่ของนาง “นั่นก็ถูก ท่านก็ยังไม่ถึงจุดที่ข้าต้องมาปลอบหรือต่อสู้เพื่อความอยุติธรรมของท่าน บางที นี่อาจเป็นเหตุผลที่ข้ามิชอบอยู่ใกล้ท่าน รอบตัวท่านมีแรงกดดันมากเกินไป ดูเช่นท่านพีชิง แม้ว่ามันจะมีอายุมากกว่าข้า ทว่าฐานการเพาะปลูกกลับมิได้สูงมากนัก และข้าสามารถเอาชนะมันได้หากข้าต้องการจะทำ ตอนนี้มันเชื่อฟังข้าอย่างสมบูรณ์ ไม่ว่าข้าจะสั่งให้ทำสิ่งใด มันก็จะทำตามคำสั่งของข้า สำหรับตัวท่าน แม้ว่าท่านจะเป็นคนตาบอด ทว่าพวกเราทุกคนจะดูแลท่าน แท้จริงเล่า? นั่นเป็นเพราะท่านแข็งแกร่งกว่าพวกเราทั้งหมด นั่นหมายความว่าท่านสามารถจัดการพวกเราได้แม้ว่าจะปิดดวงตาของท่านเอสไว้ ความรู้สึกเช่นนี้ช่างน่าผิดหวังยิ่งนัก”

คำพูดของซูหลิงเอ๋อร์ได้สะท้อนถึงความคิดในใจของผู้คนมากมาย

และนี่เป็นเหตุผลที่ผู้คนในตระกูลซูต่างไม่ชอบมัน การมีอยู่ของมันเพียงสำแดงความไร้สามารถของผู้อื่นเท่านั้น

ซูหลิงเอ๋อร์เป็นสตรีที่ดีผู้หนึ่ง ทว่านั่นมิได้หมายความว่านางจะเอาใจใส่ ชมชอบ หรือช่วยเหลือซูเฉิน…… นั่นเพราะนางมิอาจช่วยเหลือมันได้เลย

ด้วยเหตุนี้ นางทำได้เพียงยืนอยู่ห่าง ๆ จนที่สุดนางก็เข้าไปทักทายมันเป็นบางครั้งเช่นเดียวกับตอนนี้ และเดินจากไปหลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย

พวกมันมิใช่ศัตรู ทว่าพวกมันก็มิใช่สหายเช่นกัน

ทั้งสองคนต่างมีเป้าหมายที่ต้องเดินไปแตกต่างกัน จึงมิได้มีปฏิสัมพันธ์อะไรมากมาย

หลังจากเอ่ยจบ ซูหลิงเอ๋อร์ก็หันกลับและเดินจากไป การทักทายของนางจบลงแล้ว และกลับไปทำสิ่งที่นางต้องทำ เพื่อเดินไปยังเส้นทางที่นางกำหนดไว้

วกกลับมาที่หินดวงดาวต้นกำเนิด หลังจากหนึ่งในศิษย์ตระกูลซูถอยกลับออกมาหลังรู้ถึงพื้นฐานการบ่มเพาะ

ยิ่งคนน้อยลง ทว่าคนที่เหลืออยู่กลับยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ

ซูท่งเป็นรุ่นที่สามคนสุดท้ายที่ก้าวขึ้นสู่เวที

มันอยู่ในอันดับสามจากการแข่งขันคราที่แล้ว เมื่อมันวางมือของมันลงบนหินดวงดาวต้นกำเนิด แสงสีขาวเปล่งประกายใส่ดวงตาของทุกคน

“ว้าว!” ฝูงชนต่างร้องตระโกนออกมาด้วยความตะลึง

บ่มเพาะกายาขั้นสูงสุด

เมื่อเทียบกับซูท่งในครั้งก่อนแล้ว ครั้งนี้นับว่าเป็นผลลัพธ์ที่น่าตกใจ

ทุกคนต่างพยายามอย่างหนัก ในช่วงระยะเวลาสุดท้าย ทุกคนต่างก้าวไปข้างหน้า

ซูท่งกำมือแล้วโบกขึ้นไปในอากาศก่อนจะเดินออกมาจากสนาม ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ถึงกระนั้น เมื่อซูเฉียนเดินขึ้นไปบนสนาม แสงสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นจนผู้คนต่างเงียบเสียงลงทันที

“พี่รองมีบุตรชายที่ยิ่งนัก” ผู้อาวุโสรอง ซูฉางชิ่งเอ่ยยกยอ

ซูเค่อจีหัวเราะขณะที่มันเอ่ยตอบ “น่าอับอายนักที่พรสวรรค์ของมันเปล่งประกายออกมาช้า หากมันเกิดขึ้นก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย เราคงไม่จำเป็นจ้องยอมแพ้เรื่องพวกนั้น…… ทรัพยากร”

คำพูดของมันมีความนับซ่อนอยู่

ใบหน้าของซูเฉิงอานแข็งค้าง และซูเฟยหูก็สบถออกมา “เฮอะ ‘พรสวรรค์ที่แสดงออกมาช้า’ แล้วอารามประกายทรัพย์เล่า มิใช่ทรัพยากรเช่นนั้นรึ? อย่าคิดว่าเราไม่รู้ว่าเจ้าทำสิ่งใดไปบ้างเพื่อซูเฉียน ในช่วงหลายปีมานี้ เป็นเด็กที่ได้รับทรัพยากรน้อยกว่าซูเฉินหรืออย่างไร? ทั้งหมดที่เจ้าทำลงไปเพียงเพื่อแก่นไม้เขียวจำนวนเล็กน้อย ช่างน่าอับอายนัก!”

.ใบหน้าของซูเค่อจีอึมครึมทันที “พี่สาม น้ำเสียงนั่นหมายความว่าอย่างไร?”

ซูเฟยหูกำลังจะตอบโต้ ทว่าอารมณ์ของซูฉางเช่อรุนแรงขึ้น “พอได้แล้ว”

ทุกคนต่างหุบปากเงียบ

ซูฉางเช่อเอ่ย “ซูเฉินเป็นเด็กที่ดี ทว่า ถึงอย่างไร ไม่ว่ามันจะโดดเด่นเพียงใด มันก็ยังคงตาบอดอยู่ดังเดิม และมิสมควรที่จะได้รับการส่งเสริม ข้าตระหนักถึงมันดี ถึงกระนั้น สิ่งที่ซูเฟยหูเอ่ยมาล้วนถูกต้อง หากเจ้าไม่มีความสามารถพอที่จะชนะ จงอย่าได้เก็บเรื่องเล็กน้อยมาคิด มันเป็นเพียงแก่นไม้เขียวไม่กี่จวด นั่นคุ้มค่าแล้วจริง ๆ หรือ?”

ขณะที่มันเอ่ย น้ำเสียงของมันเจือไปด้วยความโกรธ แม้ว่ามันจะมิได้แสดงออกมาก็ตตาม

ทุกคนต่างอับอายและหยุดโต้เถียง

ขณะนั้นเอง แสงประกายสีเหลืองก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

เป็นอีกครั้งที่เสียงผู้คนกระซิบกระซาบดังขึ้น ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างคกตะลึงอีกครั้ง

ครั้งนี้ เป็นมือของซูเฉินที่วางอยู่บนหินดวงดาวต้นกำเนิด

“ตามที่คาดไว้ มันอยู่เป็นผู้บ่มเพาะพลังฉีแล้ว” ซูฉางเช่อมิได้รู้สึกแปลกใจ

มิใช่เพียงมันเท่านั้น แม้แต่ซูฉางเชิ่ง ซูฉางชิ่ง ซูเหมาตง และซูเหม่ยซี ผู้อาวุโสทั้งสี่แห่งตระกูลซู ต่างก็แสดงออกอย่างสงบ เห็นได้ชัดว่าซูเค่อจีมิใช่เพียงคนเดียวที่คาดเดาว่าความแข็งแกร่งของซูเฉินเพิ่มขึ้น ถึงกระนั้น เมื่อซูเฉิงอานเห็นเช่นนั้น มันราวกับถูกตรึงอยู่กับที่ทันที

มันมิได้คาดหวังว่าบุตรชายของมันจะเป็นผู้บ่มเพาะพลังฉีอย่างเต็มตัว

นอกจากนี้ หลังจากผ่านการแข่งขันปลายปีที่แล้วมา มันมิได้รับทรัพยากรใด ๆ ทว่ามันกลับบรรลุถึงขั้นนี้แล้วจริง ๆ!

“ท้ายที่สุดแล้ว การต่อสู้ก็ยังคงเป็นตัวกำหนดชัยชนะ” ซูฉางชิงเอ่ยด้วยความเกลียดชังขณะที่มันจ้องไปที่ซูเฉิน

“มันอาจไม่พ่ายแพ้ในการต่อสู้” ซูเฟยหูเอ่ยตอบอย่างเยือกเย็น คำพูดเหล่านั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และทุกคนต่างจ้องมองไปที่มัน

ซูฉางชิงกัดฟันก่อนจะเอ่ยขึ้น “ครานี้ซูเฉินจะต้องพ่ายแพ้”

“หืม?” ซูเฟยหูหัวเราะ “หากท่านพี่รองมีความมั่นใจถึงเพียงนั้น เช่นนั้นเรามาเดิมพันกันดีหรือไม่?”

“เราจะเดิมพันกันอย่างไร?” ซูเค่อจีเอ่ยถาม

ซูเฟยหูหัวเราะ “ส่วนแบ่งของท่านพี่รองทั้งหมดกับท่านพ่อ หากเรานำมาเดิมพัน มันอาจเป็นข้อเสนอที่ดีเท่าใดนัก หากซูเฉินพ่ายแพ้ ข้าจะมอบหินต้นกำเนิดห้าพันก้อน หากซูเฉินชนะ ข้าไม่ต้องการให้เจ้าจ่ายสิ่งใดให้ข้าตราบใดที่เจ้าคลานไปรอบ ๆ สนามนี้ เจ้าว่าดีหรือไม่?”

อารมณ์ของซูเค่อจีปลียนเป็นอึมครึม “ดูเหมือนเจ้าจะเชื่อในตัวมันมากทีเดียว”

“ข้ามิได้มีความเชื่อมั่นในตัวซูเฉียน ทว่า” ซูเฟยหูขดริมฝีปาก “ขยะ อย่างไรก็ยังเป็นขยะอยู่วันยังค่ำ มันจะมีวิธีเอาชนะมังกรในหมู่มวลมนุษย์ได้อย่างไร?”