0 Views

ขณะที่พวกมันเอ่ย แสงเริ่มสาดส่องจากบนท้องฟ้า

หลังจากผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมาถึงสองครา ในที่สุดมันก็ผ่านไป

เมื่อเห็นท้องนภาสีขาว บารอนเอ่ย “เอาล่ะ ปัญหาก็ได้ถูกแก้ไขไปแล้ว เราควรจะกลับกันได้แล้ว”

บารอนและคนอื่น ๆ ไม่ได้มาจากเมืองหลินเป่ย ซูเฉินเพียงรับพวกมันมาเพียงชั่วคราวเท่านั้น บัดนี้ภารกิจสิ้นสุดลงแล้ว พวกมันก็ควรจะกลับไปยังที่อยู่อาศัยของตนเอง ด้วยเหตุนี้พวกมันจึงกล่าวคำอำลาแก่ซูเฉิน

ขณะที่มันมองดูทุกคนจากไป ซูเฉินคิดชั่วครู่ก่อนที่จะเอ่ยขึ้น “ข้ายังสามารถยืมตัวปีศาจราตรีเพื่อช่วยข้ากระทำบางอย่างได้หรือไม่?”

“เจ้าต้องการทำสิ่งใด?” ปีศาจราตรีเอ่ยถาม

“เช้านี้ลุงสองของข้าจะส่งคนไปซื้อยา ข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้า……”

ปีศาจราตรีหัวเราะเมื่อนางได้ยิน “เจ้าต้องการยาพลังต้นกำเนิดเช่นนั้นหรือ? เหตุใดต้องทำอะไรยุ่งยากเช่นนั้นด้วยเล่า ข้าสามารถยึดมาจากพวกมันได้”

“มิใช่ ข้าเพียงต้องการให้เจ้าช่วยสับเปลี่ยนยาทั้งสอง”

ดวงตาของปีศาจราตรีเบิกกว้าง “เจ้านี่ช่างน่าสนใจเสียจริง เช่นนั้นมิใช่ว่าบุตรชายของมันจะดื่มยาปิดกั้นการรับรู้แทนเจ้าหรือ?”

“เป็นเช่นนั้น ทว่าบางทีอาจจะดีกว่าการทิ้งจดหมาย ให้แจ้งแก่มันว่านี่คือวิธีการใช้ยาแบบใหม่ ต้องใช้เวลาสองสามวันในการใช้ นี่จะช่วยให้มันประสบลผลสำเร็จยิ่งขึ้น” ซูเฉินหัวเราะ

ทุกคนเข้าใจได้ทันที ก่อนที่เริ่มส่งเสียงหัวเราะไปพร้อมกัน

ปีศาจราตรีเอ่ย “เจ้าเองก็ชั่วร้ายไม่น้อย ไม่มีปัญหา ข้าจะจัดการให้เจ้าเอง”

“ข้ายังต้องการใช้เจ้าช่วยถ่วงเวลาผู้ที่รับผิดชอบการส่งมอบสินค้า พยายามอย่างไรก็ได้ให้มันกลับไปถึงเมืองหลินเป่ยภายในเที่ยงวันพรุ่งนี้……” ซูเฉินแยกคำสั่งออกอย่างระมัดระวัง

“นั่ไม่ยาก เพียงแต่น่าเบื่อไปเล็กน้อย อีกทั้งวันนี้เป็นวันที่สองแล้ว”

“ข้าจะจ่ายค่าจ้างยี่สิบเท่าจากมูลค่าอ้างอิง”

ปีศาจราตรียิ้มกว้าง “มันต้องเช่นนี้สิ”

ที่ด้านข้าง บารอนพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องที่น่าดูชมกำลังจะเกิดขึ้นในตระกูลซู”

ซูเฉินตอบ “แล้วบารอนจะพบว่าความขัดแย้งภายในตระกูลของพวกเรามันช่างโง่เขลายิ่งนัก”

ถึงกระนั้นบารอนก็เอ่ยตอบด้วยความนับถือ “ความขัดแย้งภายในเกิดขึ้นอยู่ตลอดจนแทบจะถือเป็นปกติ แล้วข้าจะไปหาพวกโง่เชลาเจอได้อย่างไรเล่า? ซูเฉิน ข้าคิดว่าเจ้ามีโอกาสสูง แม้ว่าเจ้าจะตาบอด ทว่าใจเจ้ายังคงเปล่งประกาย กระทั่งหลาย ๆ คนยังมิอาจนำมาเทียบกับเจ้าได้ ข้าจะรอฟังบทสรุปการต่อสู้ระหว่างเจ้ากับลุงสองของเจ้า ข้าเชื่อว่ามันต้องเพลินตาเพลินใจอย่างแน่นอน”

“ขอบใจมากบารอน” มันหันไปมองรอบ ๆ แล้วเอ่ยกับปีศาจราตรี “เช่นนั้นเราก็ไปด้วยกัน ข้าจะอธิบายรูปลักษณ์ของจางซงให้เจ้าฟังไปพลาง ๆ ตอนที่เราเดินทาง”

“เจ้ามิได้กลับไปที่เมืองหลินเป่ยหรือ?” ปีศาจราตรีเอ่ยถาม

“ช้าจะตามเจ้าไปที่ตำหนักวิหคอมตะก่อน ข้ายังรู้สึกไม่สบายใจเลยคิดจะไปจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จสมบูรณ์”

ปีศาจราตรีกลอกตามองไปที่มันราวกับว่าไม่พอใจที่มันไม่ไว้ใจนาง ถึงกระนั้น ท้ายที่สุดแล้วนางก็ตอบตกลงไป

เมื่อทุกคนได้เดินทางไปตามทางของตนเอง มีเพียงปีศาจราตรี ซูเฉิน และภูผาเหล็กเท่านั้นที่เดินทางไปที่ตำหนักวิหคอมตะ

ขณะที่พวกมันเดินทาง ซูเฉินเอ่ยถามปีศาจรารี “ใช่แล้ว ข้าสังเกตเห็นว่าระหว่างทำงาน พวกเจ้าทุกคนต่างใช้นามแฝง ไม่ได้ใช้นามที่แท้จริง ทว่าบารอนกลับใช้นามที่แท้จริงของมัน เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น? เป็นไปได้หรือไม่ว่ามันไม่ได้กังวลเรื่องตัวตนที่แม้จริงของมัน?”

ปีศาจราตีเอ่ย “นั่นเป็นพราะจริง ๆ แล้วบารอนไม่ได้อยู่ในองค์กรจริง ๆ ความสัมพันธ์ของมันกับองค์กรเป็นความสัมพันธ์ทางธุรกิจมาโดยตลอด อีกทั้งความเข้าใจในตัวองค์กรของมันก็มีไม่มากนัก ถึงกระนั้น นี่ก็ไม่ได้ห้ามมิให้มันจัดการดูแลธุรกิจขององค์กร”

“หากเป็นเช่นนั้น แล้วคนอื่น ๆ ก็เป็นแบบนั้นเช่นกันหรือ?”

“หืม? เจ้าต้องการรู้ความลับทั้งหมดขององค์กรหรืออย่างไร” ปีศาจราตรีมองมันแล้วเหล่ตามอง

เมื่อได้พบเจอกันหลายครั้งหลายครา นอกเหนือจากการต่อสู้เมื่อคืนแล้ว ความสัมพันธ์ของปีศาจราตรีและซูเฉินนับว่าเป็นคนที่คุ้นเคยกันแล้ว เมื่อพวกมันพูดคุยกัน จึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

ซูเฉินตอบ “หากไม่สะดวกที่จะกล่าวก็ไม่เป็นไร มันเป็นเพราะความอยากรู้ของข้าเท่านั้น นอกจากนี้ฉันยังไม่ได้สนใจความลับในองค์กรของพวกเจ้า ข้าเพียงต้องการเข้าใจบุคคลรอบ ๆ ตัวข้า ตัวอย่างเช่น อารอนที่คอยต่อสู้ข้าง ๆ ข้า ข้าจึงอยากรู้ว่ามันเป็นคนเช่นไร อ้อ ใช่แล้ว ยังมีเทคนิคภาพลวงตาของท่านหลี่ที่ปรากฎออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ข้าสงสัยว่ามันทำได้อย่างไร ข้าพึ่งก้าวสู่ชอบเชตบ่มเพาะพลังชี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเลือกเส้นทางสู่อนาคต ข้าสงสัยว่าหากข้าสามารถกลายเป็นปรมาจารย์ด้านภาพลวงตาได้เช่นมัน……”

ใบหน้าของซูเฉินแสดงให้เห็นถึงความปรารถนาอันแรงกล้า

“นั่นคือเหตุผลที่เจ้าอยากรู้หรือ” ปีศาจราตรีเอียงศีรษะคิดชั่วครู่ก่อนที่จะเอ่ยตอบ “หากทั้งหมดนั่นเจ้าต้องการจะรู้ ก็ไม่มีเหตุผลที่ข้าจะไม่บอกแก่เจ้า อารอนฝึกฝนดาบลบล้าง ซึ่งเป็นทักษะต้นกำเนิดที่ฝึกฝนยากมากที่สุด ทว่าความแข็งแกร่งของมันก็มากไปด้วยเช่นกัน ถึงกระนั้น มันได้พบเจอกับความพ่ายแพ้ในอดีต ทำให้ผลลัพธ์นั้นส่งผลต่อจิตใจของมันจนเสียหาย นั่นจึงทำให้มันหงุดหงิดง่ายมาก ด้วยเหตุนี้มันจึงดูโกรธง่าย ทว่ามันไม่ได้จงใจเห็นเจ้าเป็นเป้าหมายหรอก ส่วนกวางทองแดงเป็นปรมาจารย์ด้านการควบคุมพืช……”

พวกมันเดินไปคุยไป

พวกมันเอ่ยถึงการเดินทาง เมื่อพวกมันมาถึงภายในเมือง ซูเฉินเอ่ย “ข้าจะยกเรื่องของจางซงให้เจ้าจัดการ นั่นเพราะข้าเป็นคนตาบอดและมิอาจมองเห็นมันได้ ด้วยเหตุนี้ข้าจะไม่ลงมือช่วยหากข้าอยู่ที่นี่ บัดนี้ข้าจะออกไปตามทางของข้าแล้ว”

“หืม? เจ้าจะไม่อยู่รอดูข้าจัดการเรื่องนี้ก่อนที่จะเดินทางหรือ?” ปีศาจราตรีเอ่ยด้วยความประหลาดใจ

ถึงกระนั้น ซูเฉินก็ได้พาภูผาเหล็กเดินทางไปแล้ว

ปีศาจราตรีงุนงง “เป็นคนที่แปลกเสียงจริง เพราะมันกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์ที่จะออกมา มันจึงตามข้ามาตลอดเส้นทางจากภูเขาเงา บัดนี้ พอข้ากำลังจะเริ่มลงมือ กลับบอกว่าจะไม่ช่วยแถมจากไปอีก นี่ไม่จำเป็นแล้วเช่นนั้นหรือ? เหตุใดถึงต้องทำให้ตัวเองยุ่งยากด้วย เพียงกลับไปเมืองหลินเป่ยแต่แล้วก็จบแล้ว” นางบ่นกับตัวเองขณะที่มองซูเฉินเลือนหายไปท่ามกลางฝูงชน

ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งโผล่ขึ้นในใจของนาง ‘หรือเจ้าสารเลวนั่นจะสนใจตัวข้า และพยายามหาเหตุผลที่จะเดินทางมากับข้าหรือไม่?’

หรืออาจเป็นไปได้ว่ามันหลงเสน่ห์รูปลักษณ์และความฉลาดหลังจากที่ได้พบเจอกัน?

ถึงกระนั้น เมื่อนางคิดถึงเรื่องนี้ มันเป็นคนตาบอด และมิสมควรที่จะมองเห็นนาง ด้วยเหตุนี้เรื่องรูปลักษณ์คงไม่ได้สำคัญอันใด ส่วนเรื่องความฉลาด…… ดูเหมือนว่ามันจะเคยเรียกนางว่าคนโง่เขลามาก่อนเช่นกัน

แล้วเหตุใดมันถึงยืนยันที่จะเดินทางมากับนางเล่า?

นางคิดจนเวลาผ่านไปนานพอสมควร ทว่ากลับมิอาจหาเหตุผลได้ “เฮอะ เช่นนั้นก็อย่าใส่ใจ หากเจ้าต้องการที่จะไปก็ไป ข้าไม่สนใจแล้ว”

นางกลับไปภารกิจของนางให้สมบูรณ์

เมื่อแยกจากปีศาจราตรี ซูเฉินออกจากศาลาสมบัติพันปี จากหินต้นกำเนิดสี่แสนสองหมื่นห้าพันก้อนเหลือเพียงหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อน

มันพาภูผาเหล็กมุ่งหน้าที่ที่ภูเขาเงาอีกครั้ง

ในจุดนี้ไม่มีผู้ใดพบเห็นการสังหารหมู่ที่เกิดขึ้นในค่ายภูเขาเงา ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเป็นคืนสุดท้าย

ซากศพกระจายเกลื่อนกลาดทุกพื้นที่ในค่าย โลหิตไหลนองไปทั่วพื้นดิน สายตาของพวกโจรที่ตายไปเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว

ซูเฉินไม่สนใจและเดินไปที่ห้องลับด้านหลังภูเขาอีกครั้ง มันเดินวนไปรอบ ๆ ห้องลับ ทำการไล่เคาะบนผนังและฟังความเคลื่อนไหว ภูผาเหล็กไม่เข้าใจว่ามันทำไปเพื่ออะไร ทว่านั่นนับเป็นหนึ่งในจุดแข็งที่มันจะไม่เอ่ยหากมันไม่เข้าใจ มันเพียงเงียบต่อไปเรื่อย ๆ

ไม่นานต่อมา ซูเฉินดึงแผ่นสีเงินออกมาพร้อมกับส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง แผ่นครอบด้วยจารึกยันต์ต้นกำเนิด เพียงแค่มองก็สามารถบอกได้เลยว่ามันไม่ใช่สินค้าทั่วไปแน่นอน นี่เป็นหนึ่งในสินค้าล้ำค่าที่สุดที่ซูเฉินซื้อมาจากศาลาสมบัติพันปี

มันวางแผ่นใต้พื้นดินและคลุมไปทั่วผืนดิน ระลอกคลื่นไร้รูปร่างปรากฏขึ้นในอากาศ

ซูเฉินพาภูผาเหล็กออกจากห้องลับไปหามุมลับเงียบ ๆ ในความมืดมิดเพื่อรอ

ช่วงเวลาผ่านไปช้า ๆ

จากรุ่งอรุณจนถึงพลบค่ำ

เวลาทั้งวันได้ผ่านไป ทว่าซูเฉินกลับนิ่งดั่งหิน มันมิได้กระวนกระวายอันใด

เมื่อยามที่มันตาบอด มันก็นั่งเช่นนี้เป็นเวลานาน

ในช่วงนี้ นอกเหนือจากการนั่งนิ่ง ๆ แล้ว มันมิอาจทำสิ่งใดได้จนกว่าวิญญาณของมันจะฟื้นฟูกลับมาเช่นเดิม

ซูเฉินที่ประสบกับความทุกข์ทรมานมาเป็นเวลานานหลายปี จึงมีความอดทนมากกว่าคนในวัยเดียวมัน

ความมืดมิดเริ่มมืดมากขึ้น

แสงจากดวงจันทราสว่างไสวราวกับคลื่นบนผิวน้ำ

ช่วงพริบตาเดียวก็ถึงเวลาดที่ยงคืนแล้ว

แม้ว่าค่ายภูเขาเงาจะหลงเหลือแต่ความเงียบและความตาย นอกจากซากศพกระจายเกลื่อนกลาดแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอยู่เลย

ขณะนั้นเอง

“แกร่ก!”

เสียงแผ่วเบาดังขึ้น

นั่นเป็นเสียงกิ่งไม้หัก

ภูผาเหล็กที่กำลังหลับอยู่ พลันลืมตาขึ้น ถึงกระนั้นที่ปากของมันกลับถูกมือปิดเอาไว้

มันมองเห็นมือของซูเฉินปิดอยู่บนริมฝีปากของมัน ขณะที่ชี้ไปที่ภูผาเหล็กเพื่อบอกให้เงียบ

ภูผาเหล็กเข้าใจทันที

เสียงก้าวเท้าค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ

ขณะที่เสียงก้าวเท้าเข้ามาใกล้ ร่างเงาสีดำก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าทั้งสองคน

คนผู้นั้นเดินตรงได้ด้านหน้าก้อนหินลวง มันมองไปรอบ ๆ หลังจากที่ดูแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติ มันก็เดินเข้าไปในห้องลับ

หลังจากที่เข้าไปในห้องลับ มันมุ่งหน้าไปที่กำแพงทางทิศตะวันออกเฉียงใต้แล้วเริ่มลงมือทุบกำแพง ทันใดนั้น เสียงก็เริ่มดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งห้อง กำแพงลับเริ่มเคลื่อนออกโดยอัตโนมัติ เผยให้เห็นห้องลับอีกห้อง

เป็นเช่นนี้เอง!

เบื้องหลังห้องลับมีห้องลับอยู่อีกหนึ่งแห่ง

แม้ว่ามันจะเตรียมใจไว้แล้ว เมื่อเห็นประตูลับเปิดออก ภูผาเหล็กก็มิอาจเลี่ยงที่จะพ่นลมหายใจออกด้วยความตกตะลึง