0 Views

หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเถาไป่แล้วหลินเทียนก็ตระหนักได้ทันทีพร้อมทั้งพึมพำออกมาว่า

“อ่อ ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง ”

หลังจากที่เขาระลึกได้แล้วก็คิดได้ว่าทำไมผู้ดูแลประตูทางเข้าตำหนักในถึงได้มีสีหน้าแบบนั้น ที่แท้มันก็เป็นเพราะเรื่องที่เขาฆ่าเฉินปิงและคนอื่นๆไปนี่เอง

หลังจากที่เห็นการตอบสนองของหลินเทียนแล้วเถาไป่ถึงได้พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจว่า

“เจ้าไม่กังวลเลย ? ”

“ไม่หนิ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“ข้าไม่ได้ทำอะไรผิดซะหน่อย มันเป็นเพราะพวกมันทำตัวเอง ”

เถาไป่และคนอื่นๆได้แต่มองไปทางหลินเทียนที่กำลังแสดงสีหน้าที่สุขุมออกมาเหมือนว่าไม่ได้เสแสร้งก็ทำให้ประกายตาของพวกเขาเปลี่ยนไปอย่างมาก

“น้องชายหลินนี่เป็นคนที่สุดยอดไปเลย ! ”

เถาไป่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดว่า

“ที่ไหนกันล่ะสหาย ”

เถาไป่ได้โบกมือพร้อมกับพูดว่า

“เอาล่ะ พวกเราเองก็อายุไม่ได้ห่างกันมากดังนั้นเรียกชื่อข้าตรงๆเลยก็ได้ ”

“ได้สิ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“น้องชายหลินเพิ่งจะเข้ามายังตำหนักในงั้นพวกเราจะนำเจ้าไปชมรอบๆแล้วกัน”

เถาไป่ได้พูดขึ้น

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบพร้อมทั้งพูดว่า

“ก็ดี รบกวนด้วยนะ ”

“ไม่เป็นไร ”

เทียนเซอได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

ณ ตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนได้นำหลินเทียนไปทำความรู้จักกับสถานที่ต่างๆพร้อมกับอธิบายถึงสิทธิต่างๆว่า

“ศิษย์ภายในอย่างเรานั้นมีอภิสิทธิ์อยู่ 4 อย่าง 1 คือเราสามารถเลือกทักษะต่างๆได้โดยไม่มีการจำกัดเวลาอีกต่อไป อย่างที่ 2 คือจะได้รับอาหารปี่กู่ 10 ชิ้นต่อเดือน อย่างที่ 3 คือเราจะสามารถเข้าใช้ข่ายอาคมคลื่นยักษ์และข่ายอาคมเสริมพลังฉีได้เป็นเวลา 20 วันต่อเดือน อย่างสุดท้ายคือจะมีเพียงศิษย์ภายในเท่านั้นที่มีคุณสมบัติเป็นผู้สมัครเข้าร่วมกับสำนักเป่ยหยานแถมพื้นที่ภายในยังกว้างกว่าของตำหนักนอกด้วยและยังมีข่ายอาคมสังหารไว้สำหรับฝึก”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบเพราะว่าเรื่องเหล่านี้เขาเคยได้ยินมาจากหลัวเสี้ยวแล้ว

“งั้นจะพูดเกี่ยวกับเรื่องของศิษย์ภายในอีกหน่อยแล้วกัน”

เขาได้พูดต่อว่า

“ศิษย์ภายในมีทั้งหมด 29 คนและหากรวมเจ้าด้วยก็จะมี 30 คน และทั้ง 30 คนนี้มีเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 อยู่ 10 คน ระดับ 9 อีก 9 คน เขตแดนชีพจรเทวะระดับ1กว่า 6 คน ระดับ 2 อีก 4 คน และระดับ 3 เพียงคนเดียว ”

ท่าทางของหลินเทียนได้เปลี่ยนไปเพราะแม้ว่าศิษย์ภายในจะมีจำนวนน้อยมากๆแต่ก็เป็นเหล่าหัวกะทิทั้งนั้น แย่สุดอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 และเมื่อเขากวาดตามองไปยังกลุ่มของไป่เถาแล้วก็พบว่าไป่เถาและเทียนเซออยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 1 ส่วนคงฮางนั้นอยู่ในระดับ 2

หัวใจของเขาได้สั่นไปเล็กน้อยก่อนที่จะนึกถึงชายหนุ่มชุดม่วงก่อนหน้านี้

“แล้วเจ้าชุดม่วงนั่น…”

หลินเทียนได้ถามออกมาเพราะว่าก่อนหน้านี้เขาได้เรียกชายคน

เถาไป่ได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ซูมู่หยางอยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 3 ตอนปลายซึ่งตอนนี้ถือเป็นลำดับที่ 1 ในศิษย์ภายใน ”

หลังจากที่เงียบไปแล้วเขาก็ได้พูดต่อว่า

“บอกไว้ก่อนเลยนะว่าเขาและโม่จี่นั้นเป็นเพื่อนรักกัน เจ้าน่าจะเข้าใจที่ข้าจะสื่อนะ ”

ความแค้นระหว่างหลินเทียนและตระกูลโม่นั้นรู้ไปทั่วทั้งสำนักดังนั้นเถาไป่เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น

“ขอบคุณ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบพร้อมกับเข้าใจความหวังดีของเถาไป่

เถาไป้ได้โบกมือพร้อมกับแสดงท่าทางว่าไม่ต้องใส่ใจ

เถาไป่และคนอื่นๆนั้นมีอายุราวๆ 18 ปีซึ่งพวกเขาเป็นคนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นมากๆ เมื่ออยู่กับพวกเขาทั้งสามคนแล้วมันทำให้หลินเทียนไม่รู้สึกอึดอัดเลยแม้แต่น้อย

ไม่นานพวกเขาก็ได้นำหลินเทียนเดินไปทั่วทั้งตำหนักใน

“วันนี้รบกวนมากๆ ”

หลินเทียนได้แสดงความขอบคุณออกมา

เขาได้มาที่นี่กว่าสองชั่วโมงแล้วแถมยังรายงานตัวไปแล้วด้วยดังนั้นตอนนี้เขาอยากจะกลับที่พักแล้ว

“แล้วน้องชายหลินไม่ได้ย้ายเข้ามาอาศัยในตำหนักใน ? ”

เถาไป่ได้ถามออกมา

ศิษย์ภายในสำนักนั้นจะมีที่พักเป็นของตัวเองซึ่งมันดีกว่าของศิษย์ภายนอกมากๆ ที่สำคัญที่สุดคือมันจะสะดวกต่อการบ่มเพาะพลังมากกว่า

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“ข้าคุ้นเคยกับที่เก่ามากกว่าน่ะ ”

“ไม่คิดเลยนะว่าน้องชายหลินจะเป็นพวกโฮมซิกด้วย ข้าชอบคนนิสัยอย่างเจ้าจริงๆ เหมาะกับการเป็นเพื่อนข้ามากๆ ”

เถาไป่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเงียบไปแล้วพูดด้วยสีหน้าที่จริงจังว่า

“แล้วน้องชายหลินไม่กังวลเกี่ยวกับเรื่องในวันนี้เลยหรอ ? คิดว่าจะจัดการยังไง ? ”

ระหว่างที่เถาไป่ได้พูดออกมานั้นเทียนเซอและคนอื่นๆก็มองไปทางเขาเป็นสายตาเดียวกัน

หลินเทียนได้เงียบไปพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ใช่ ”

ทั้งสามคนได้ชะงักไปก่อนที่จะพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“งั้นก็ดีแล้ว”

สำหรับพวกเขาแล้วไม่หวังว่าหลินเทียนจะตายตั้งแต่ยังหนุ่ม

ไม่นานหลินเทียนก็ได้กลับออกไปถึงที่พักของเขาเพื่อนจัดการบางสิ่ง

“ตัดผ่านเขตแดนชีพจรเทวะมาได้แล้วก็น่าจะไปเลือกทักษะดีกว่า ”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

ทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตก็แข็งแกร่งแต่มันสมบูรณ์เพียงแค่ 30 % เท่านั้นซึ่งเขาได้บรรลุมันหมดแล้ว เมื่อคิดไตร่ตรองดูอีกทีเขาก็ตัดสินใจได้ว่าจะต้องไปที่ตำหนักสรรพยุทธ์เสียหน่อย

………..

ท่ามกลางถนนเมืองเฟิงเจียนนั้นพื้นดินได้สั่นสะเทือนไม่ยุด

กองทหารมากมายเดินอยู่ตามถนนขณะที่กลุ่มทหารได้โผล่ออกมาในทุกๆทิศทางและทำให้ประชาชนธรรมดาถึงกับมีใบหน้าที่ซีดเผือด

“เกิดอะไรขึ้น ? ”

“มีผู้รุกรานจักรวรรดิ ? ”

“นี่….”

หลายๆคนถึงกับแสดงสีหน้าที่หวาดกลัวออกมา

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางคนได้ตระหนักถึงบางสิ่ง

“คนพวกนี้เป็นทหารของเมืองนี้ เส้นทางที่พวกเขากำลังมุ่งหน้าไปคือ………..สำนักจิ่วหยาง ! ”

หลายๆคนได้มีท่าทางเปลี่ยนไป

“เจ้าหนุ่มที่ฆ่าเจ้าหน้าที่อาวุโสกองบัญชาการนั้นเป็นศิษย์ของสำนักจิ่วหยาง ดูเหมือนว่าทหารพวกนี้กำลังจะมุ่งหน้าไปทางนั้น ? ”

“นี่……”

“ดูนั่นสิ นั่นมันผู้บัญชาการโจวเฮอ ! ยังมี……ทะ…ท่านเจ้าเมือง ! ”

หลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

กลางถนนเมืองเฟิงเจียนนั้นเต็มไปด้วยทหารหลายพันนายซึ่งแต่ละคนได้แสดงสีหน้าที่เคร่งขรึมออกมา พวกเขาสวมชุดเกราะแถมยังมีกองทหารม้านำหน้าซึ่งตรงหน้าสุดของกองทหารม้ามีชายวัยกลางคน 2 คนซึ่งคนแรกมีร่างกายที่ดูกำยำขณะที่ปลดปล่อยกลิ่นอายอันรุนแรงออกมาซึ่งชายคนนี้คือโจวเฮอและอีกคนแม้ว่าจะเป็นชายรูปร่างอ้วนแต่กลิ่นอายที่ส่งออกมาไม่ได้ด้อยไปกว่าโจวเฮอเลยแม้แต่น้อยแถมยังดูรุนแรงกว่าด้วย เขาคือท่านเจ้าเมือง !

ก่อนหน้านี้โจวเฮอได้เอาเรื่องที่เฉินปิงและคนอื่นๆถูกสังหารไปรายงายให้กับเจ้าเมืองฟังและมันทำให้เจ้าเมืองโกรธจัดเป็นอย่างมากจนถึงขั้นทุบโต๊ะแตกละเอียดเป็นผุยผง เฉินปิงและคนอื่นๆนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะซึ่งเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่แข็งแกร่งรองลงมาจากเขาแต่ตอนนี้กลับถูกฆ่าตายกลางถนนนี่มันเป็นการขัดกฎระเบียบแล้วจะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไรกัน ? ณ ตอนนี้เจ้าเมืองได้รวมกำลังพลพร้อมทั้งมุ่งหน้าตรงไปยังสำนักจิ่วหยาง

“ไป ! ”

กองกำลังทหารม้าได้มุ่งหน้าต่อไปขณะที่พัดพาฝุ่นดินไปทั่วพื้นที่

ที่ตำหนักที่ 2 ของตำหนักแลกสมบัติ , พูชิและซินเหยาเองก็ถูกปลุกด้วยเสียงดังขนาดนี้

“พู นี่มัน………. ”

ซินเหยาได้หรี่ตาของนางลง

พูชิได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“สถานะของทั้งสามคนนั้นไม่ใช่ธรรมดาๆดังนั้นเกรงว่ากองทหารพวกนั้นน่าจะมุ่งหน้าไปทางสำนักจิ่วหยาง”

ดวงตาของซินเหยาได้เปล่งประกายออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าเมืองและผู้บัญชาการต่างไปกดดันด้วยกันข้าว่าแม้จะเป็นทางสำนักก็คงไม่สามารถปกป้องเจ้าหนูนั่นไว้ได้แน่ หลังจากนี้อาจารย์ของเจ้านั่นต้องโผล่ออกมาแน่นอน ! ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วพูชิก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“อะไร ? พูยิ้มอะไร ? ”

ซินเหยาได้พูดออกมาด้วยสีหน้าแปลกๆ

พูชิได้พูดต่อว่า

“เปล่าหรอกแต่มันไม่ง่ายที่จะเอาตัวเขาหรอก เรื่องเล็กๆแค่นี้ไม่เพียงพอจะเรียกผู้อยู่เบื้องหลังของเขาแน่นอน ”

“เรื่องเล็กๆ ? เจ้าหนูนี่จัดการเองได้ ? ”

ซินเหยาได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

“จัดการได้ง่ายๆเลยล่ะ ”

พูชิได้พยักหน้าพร้อมกับพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“แม่นางดูเหมือนจะสนใจเขาจริงๆเลยนะ หรือว่าจะไปสังเกตการณ์กันหน่อยไหม ? ”

“ไป ! ”

ซินเหยาได้พยักหน้าอย่างรวดเร็วด้วยดวงตาที่เปล่งประกาย

ณ ตอนนี้พวกเขาทั้งสองคนได้เดินลงมาจากตำหนักพร้อมทั้งมุ่งหน้าตรงไปทางสำนักจิ่วหยางอย่างรวดเร็ว

ในเวลาเดียวกันนี้ขุมกำลังทั้งหมดภายในเมืองนี้ก็ต่างได้รับการแจ้งเตือนนี้

ตระกูลโม่…

“อะไรนะ ? มีเรื่องแบบนี้ด้วยงั้นหรอ !”

ผู้นำตระกูลโม่ได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

“ใช่แล้วขอรับท่านผู้นำตระกูล ! เจ้าหลินเทียนนั่นลงมือสังหารเจ้าหน้าที่อาวุโสกองบัญชาการลงกลางถนนและตอนนี้กองกำลังทหารติดอาวุธนับพันกำลังมุ่งหน้าไปทางสำนักจิ่วหยางเพื่อขอตัวหลินเทียน ! ”

รุ่นเยาว์ของตระกูลโม่ได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่ตื่นเต้น

ผู้นำตระกูลโม่ได้ทุบโต๊ะข้างๆพร้อมกับพูดว่า

“ดีมาก ! ไปดูกันหน่อยสิว่าไอ้ขยะนั่นมันจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร ”

“ท่านผู้นำตระกูลจะไปสังเกตการณ์ ? ”

รุ่นเยาว์ตระกูลโม่ได้ถามออกมา

“แน่นอน ! นำทางไป !”

ผู้นำตระกูลโม่ได้พูดออกมา

สำหรับตระกูลโม่ของเขาแล้วแน่นอนว่านี่เป็นข่าวที่ดีที่สุดในรอบหลายเดือนนี้ !

ตระกูลชิน !

“อะไรนะ ? เจ้าเมืองกับผู้บัญชาการกำลังไปที่สำนักเพื่อเอาตัวด้วยกัน ? ”

ท่าทางของชินหลัวเปลี่ยนไปอย่างมาก แล้วหลินเทียนจะตกอยู่ในอันตราย ?

เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้วท่าทางของเขาก็กระวนกระวายอย่างมาก

“ท่านผู้นำตระกูลเป็นอะไร ? หากว่าเจ้าหลินเทียนนั่นถูกเจ้าเมืองและผู้บัญชาการจับตัวไปก็ถือเป็นข่าวดีของตระกูลเราเลยนะขอรับ หากว่าเป็นเช่นนั้นแล้วธุรกิจทั้งหมดของตระกูลหลินก็จะเป็นของเรา ”

หนึ่งในอาวุโสของตระกูลชินได้พูดขึ้น

แน่นอนว่าพวกเขารู้ถึงความสัมพันธ์ของตระกูลและหลินเทียนดีเพราะถึงอย่างไรก็ตามเรื่องแบบนี้มันไม่สามารถปกปิดพวกเขาได้อยู่แล้ว

“เจ้ามันจะไปรู้อะไร ! ไม่รู้แล้วยังกล้าพูดไม่เข้าเรื่อง ! ”

ชินหลัวได้ตะโกนออกมาอย่างดัง

ผู้อาวุโสของตระกูลชินรู้เพียงแค่ว่าหลินเทียนและตระกูลของเขามีธุรกิจร่วมกันแต่มีเพียงชินหลัวเท่านั้นที่รู้ว่าหลินเทียนไม่เพียงเป็นศิษย์ของสำนักจิ่วหยางแต่ยังเป็นถึงปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมระดับ 2 ด้วย ! หากเทียบกันแล้วการที่มีปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมคอยหนุนหลังมันดีกว่าธุรกิจร่วมกันของพวกเขาไม่รู้ตั้งกี่ขุม

มันเรียกได้ว่าหากเกินอะไรขึ้นกับหลินเทียนนั้นจะส่งผลต่อการพัฒนาของตระกูลเขาอย่างแน่นอน

“ไม่ดีล่ะ ข้าต้องออกไปดู ”

ชินหลัวได้รีบพูดออกมา

ณ ตอนนี้ชินหลัวได้รีบวิ่งออกไปด้านนอกพร้อมทั้งพุ่งไปทางสำนักจิ่วหยางโดยทันที

วันนี้เป็นวันที่ขุมกำลังผู้มีอำนาจทั้งหมดในเมืองได้ตื่นตัวด้วยความรู้สึกปะปนกันไปมากมาย

อย่างไรก็ตามผู้คนส่วนใหญ่ล้วนร่วมรับชมความสนุกนี้

ณ ตอนนี้กลุ่มทหารนับพันนำโดยโจวเฮอและเจ้าเมืองได้ไปถึงที่หน้าทางเข้าสำนักจิ่วหยางซึ่งหลักๆแล้วทหารส่วนใหญ่นั้นอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7-8 ที่ผ่านสมรภูมิรบมาแล้วถึงได้ทำให้ผู้ชมรอบข้างต้องรู้สึกขนหัวลุก

“นี่…….. ล้อมสำนักจิ่วหยางไว้จริงๆด้วย ”

“ค่ายกลที่แข็งแกร่งมากๆ !”

“นี่มันกองทหารของจักรวรรดิเลยนะ ! ใครกล้าที่จะก่อกวนพวกเขากัน ”

หลายๆคนได้พึมพำออกมา

ศิษย์ทั้งหลายที่อยู่ภายในสำนักต่างมองไปยังสถานการณ์ตรงหน้าด้วยท่าทางที่ดูไม่ดีเท่าไหร่นัก

มีคนกล้าที่จะล้อมพวกเขาเอาไว้ในเมืองนี้ !

ในเวลาเดียวกันนี้เองที่เสียงแสยะอันเย็นชาได้ถูกส่งออกมาพร้อมทั้งฉีดง มู่ชิงและอาจารย์มากมายของสำนักที่ปรากฏตัวออกมา ฉีดงที่กำลังยืนอยู่หน้าทางเข้าได้จ้องมองไปยังโจวเฮอและเจ้าเมืองพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า

“ต๊วนหยาน โจวเฮอ พวกเจ้าทานอัณฑะเจ้าป่ามาหรือไงกัน ! ถึงได้กล้ามาก่อกวนสำนักของข้า ! ”