0 Views

ทั่วทั้งเมืองได้ถูกปกคลุมไปด้วยความตื่นเต้น เรื่องที่ชายหนุ่มเพียงคนเดียวฆ่าเจ้าหน้าที่อาวุโส

กองบัญชาการไปถึง 3 คนใจกลางถนนนั้นแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองอย่างรวดเร็วและส่งผลให้ผู้คนต่างโง่งมไปทันที

“จริงงั้นหรอ ? ”

“ใครกันที่กล้าขนาดนั้น ? ”

“พระเจ้า ………บ้าเกินไปแล้ว ! ”

“เมืองนี้ต้องวุ่นวายอย่างแน่นอน ! ”

“เจ้าหน้าที่อาวุโสกองบัญชาการทั้ง 3 นั้นกลับมาจากสมรภูมิรบซึ่งเป็นคนของทางจักรวรรดิ การที่โดนฆ่าแบบนี้ผู้บัญชาการและเจ้าเมืองจะต้องไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน ฆาตกรจะต้องได้รับโทษอย่างสามา ”

หลายๆคนถึงกับผงะไป

การที่เจ้าหน้าที่อาวุโสกองบัญชาการถูกฆ่าไปนั้นเป็นเรื่องใหญ่มากๆ !

แน่นอนว่าทางกองบัญชาการเป็นที่แรกที่ได้รับข่าวนี้ซึ่งเหล่าทหารทั้งหลายได้ลำเลียงศพของเฉินปิงและอีกสองคนกลับมาที่นี่

“ท่านผู้บัญชาการขอรับ โปรดล้างแค้นให้กับท่านเจ้าหน้าที่อาวุโสด้วย ! ”

หนึ่งในทหารพวกนั้นได้พูดออกมา

เมื่อมองไปยังร่างไร้วิญญาณทั้งสามแล้วโจวเฮอก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่โกรธจัดออกมา

ลูกชายเขาตายไปแล้วแถมตอนนี้ลูกน้องที่ซื่อสัตย์ที่สุดทั้งสามคนยังตกตายไปเพราะคนๆเดียวกันอีก !

“ดี ! ไอ้สัตว์น้อย ! มีความกล้าไม่หน้อยหนิดูซิว่าตอนนี้ใครจะสามารถปกป้องเจ้าได้อีก ! ”

โจวเฮอได้แสดงสีหน้าที่ดำมืดออกมาพร้อมกับพูดว่า

“ส่งคนไปรายงานให้ท่านเจ้าเมืองแล้วรวมกำลังพลทั้งหมดเพื่อกดดันสำนักจิ่วหยาง !”

“ขอรับ ! ”

หนึ่งในทหารได้ตอบรับพร้อมทั้งรีบวิ่งออกไปทันที

ใบหน้าของโจวเฮอนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหารขณะที่กำหมัดแน่นแล้วพูดออกมาว่า

“เฮ่า เจ้ารอก่อนเถอะ พ่อจะล้างแค้นให้ลูกเดี๋ยวนี้แหละ ! พ่อจะฆ่ามันด้วยตัวเองแล้วเอาศพไปเส้นไหว้ลูก ! ”

วันนี้แม้ว่าแผนการทั้งหมดของเขาจะล้มเหลวแต่ลูกน้องของเขาทั้งสามถูกฆ่าไปแล้วดังนั้นมันถึงได้ให้เหตุผลมากพอที่จะส่งกองกำลังไปจับตัวหลินเทียน

ม้าเร็วได้ถูกส่งออกไปจากกองบัญชาการเพื่อมุ่งหน้าไปยังตำหนักเจ้าเมืองซึ่งมีประชาชนมากมายอยู่ในเหตุการณ์นี้ หลายๆคนที่มีสมองสามารถคาดการณ์ได้ทันทีว่าสงครามกำลังจะมาถึง

“วุ่นวายจริงๆด้วย ”

คนๆหนึ่งได้พึมพำออกมา

…….

หลินเทียนได้จูงหลินซี่กลับไปถึงที่พักขณะที่แยกสิ่งของต่างๆที่ซื้อมากับซูชูวซึ่งมันมีมากมายแต่ส่วนใหญ่ก็เป็นของเล็กๆน้อยๆ

“ขอบคุณเรื่องในวันนี้มากๆ ”

หลินเทียนได้มองไปยังซูชูว แน่นอนว่าเขาหมายถึงเรื่องที่นางปิดตาของหลินซี่

แม้ว่ามันจะเป็นการกระทำเล็กๆน้อยๆแต่กลับมีความหมายมากมาย

ซูชูวได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดออกมาว่า

“เจ้ายังมีอารมณ์พูดได้อีกนะ ! ทำไมไม่คิดก่อนจะทำอะไรห๊ะ ? หลินซี่ยังเป็นเด็กน้อยที่ต้องพึ่งพาพี่ชายแบบเจ้าแล้วหากว่าต้องให้นางเห็นฉากเจ้าฆ่าคนแล้วตื่นกลัวขึ้นมาจะทำไง ? เจ้าอยากจะให้นางฝันร้ายทุกคืน ! หรืออยากจะให้นางกลัวเจ้า ! ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยสีหน้าอึดอัด

“ใช่ อย่างที่เจ้าว่านั่นแหละ ข้าคิดไม่ถี่ถ้วนเอง ”

หลังจากที่พูดออกมาแล้วเขาก็ได้หันหน้ากลับไปที่ห้องของหลินซี่ซึ่งตอนนี้นางกำลังจัดระเบียบสิ่งของต่างๆที่เพิ่งซื้อมาด้วยสีหน้าที่อ่อนโยน

“เอาล่ะไม่ต้องมองแล้ว มีเรื่องอื่นให้คิดอีก ”

ซูชูวได้ยิ้มออกมา

“เรื่องอื่น ? เรื่องอะไร ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางสงสัย

“เรื่องอะไร ? ”

ซูชูวได้กัดฟันของนางพร้อมกับสีหน้าที่อยากจะกัดเขาแล้วพูดว่า

“เจ้าฆ่าเจ้าหนาที่ระดับสูงกองบัญชาการไปกลางถนนมันร้ายแรงกว่าเรื่องที่เจ้าฆ่าโจวเฮ่าด้วยซ้ำ เจ้าคิดว่าโจวเฮอจะปล่อยเรื่องนี้ไป ? เมื่อเจ้าฆ่าพวกมันแล้วก็ทำให้เขามีข้ออ้างจัดการกับเจ้า เจ้าทำเรื่องขนาดนั้นไปต่อให้เป็นสำนักของเราก็ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้แน่นอน ! ”

หลังจากที่คิดถึงผลลัพธ์ของเรื่องนี้แล้วนางก็ได้พูดออกมาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ว่า

“ทำไมเจ้านี่ถึงได้ทำอะไรไม่เคยคิดเลย ! ”

“พวกมันทำให้ซี่เอ๋อหวาดกลัวแถมยังอยากจะฆ่าข้าอีกดังนั้นแน่นอนว่าข้าต้องตอบโต้กลับไป พ่อแม่อุส่าเลี้ยงดูมาจนโตไม่ได้อยากจะให้คนอื่นมารังแกเรา ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางไม่สนใจ

“เจ้า…”

ซูชูวได้แต่จ้องมองไปที่เขาพร้อมกับพูดต่อว่า

“ข้าพูดจริงจังนะ ! ”

“ข้าก็จริงจัง ”

หลินเทียนได้มองกลับไปพร้อมกับพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“หรือว่าชูวเอ๋อกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับข้า ? ”

“ใครจะกลัวว่าเจ้าจะตายไปกันล่ะ ! เจ้าตายตอนนี้ไปเลยแล้วข้าจะดูแลหลินซี่ให้อย่างดี ! ”

ซูชูวได้ตอบกลับไป

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาและอดหัวเราะไม่ได้

“ยิ้มอะไร ! ”

“เปล่า ๆ ”

หลินเทียนได้รีบส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“เอาล่ะ สรุปคือเจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลไปหรอกเพราะว่าหากว่ามันกล้าที่จะทำเรื่องโง่ๆข้าก็จะทำให้มันต้องประหลาดใจอย่างแน่นอน ”

ซูชูวได้จ้องมองไปที่เขาพร้อมกับคิดว่าเจ้านี่มันกำลังพูดอะไร ?

“นี่เจ้าไม่ได้มีไข้แน่นะ ? ”

นางได้ยื่นมือออกไปแตะหน้าผากของหลินเทียน

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปทันทีก่อนที่จะปัดมือนางออกแล้วพูดว่า

“ไม่ต้องเป็นห่วงข้ายังปกติดีแต่เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก ”

“พี่สาวซู…..”

เสียงเรียกที่อ่อนหวานได้ดังขึ้น , หลินซี่ได้ส่งเสียงเรียกออกมาจากภายในห้องโดยที่ไม่รู้ว่าต้องการอะไร

หลินเทียนได้มองตามเสียงไปก่อนที่จะหันกลับมามองซูชูวแล้วพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“น้องข้าเรียกเจ้าแล้วน่ะ ดูเหมือนว่าจะติดหนี้เจ้าครั้งใหญ่แล้วสิ ”

“ข้าชอบนางไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า ! ”

ซูชูวได้แสยะออกมา

หลังจากนั้นนางก็เดินเข้าไปในห้องของหลินซี่โดยทันที

ณ ตอนนี้เป็นช่วงบ่ายซึ่งพวกเขาทั้งสามคนได้ซื้ออาหารกลับมามากมาย หลินซี่และซูชูวเริ่มทำอาหารด้วยกันก่อนที่อาหารอันหอมหวนจะถูกนำมาจัดวางเอาไว้ที่โต๊ะ

“สมแล้วที่เป็นน้องสาวข้า ! ทำอาหารเก่งจริงๆ ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“เฮ้ ! ข้าล่ะ ! เราทำมันด้วยกันนะ ! ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

“อ่อใช่เกือบลืมไปเลย ”

หลินเทียนได้พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“จะว่าก็ว่าข้าไม่คิดเลยนะว่าเจ้าจะทำอาหารเป็นด้วย น่าแปลกใจจริงๆ ”

“เจ้าหมายความว่าไง !!! ”

เสียงขดฟันดังขึ้นขณะที่นางได้จ้องมองไปทางเขาด้วยท่าทางมีน้ำโห

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาทันทีเพราะเขาไม่คิดว่านางจะทำอาหารเป็นจริงๆถึงได้หยอกล้อไปด้วยประโยคก่อนหน้านี้

หลังจากที่ทานอาหารกับเสร็จแล้วหลินเทียนก็ได้เตือนหลินซี่ว่าอย่าไปไหนพร้อมทั้งเดินออกไปกับซูชูว

“เจ้าจะไปไหน ? ”

ซูชูวได้ถามออกมา

หลินเทียนได้ตอบกลับว่า

“การทดสอบศิษย์ภายในก็ผ่านมาหลายวันแล้วดังนั้นข้าน่าจะเข้าไปรายงานตัวเสียหน่อย ”

“สุดยอดไปเลย ข้าไม่คิดเลยนะว่าเจ้าจะคิดเรื่องนี้ได้ด้วย ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ

หลินเทียน

“………..”

เมื่อมาถึงทางแยกแล้วหลินเทียนและซูชูวก็ได้แยกกันไปคนละทาง , เขาได้มุ่งหน้าไปทางตำหนักศิษย์ภายในสำนัก

สำนักจิ่วหยางนั้นถูกแบ่งออกเป็นส่วนของตำหนักนอกและตำหนักในสำนักซึ่งตำหนักในนั้นจะมีพื้นที่ฝึกกว่างกว่ามาก สภาพแวดล้อมและการเป็นอยู่นั้นสูงกว่าตำหนักนอกหลายเท่าตัวแถมยังมีทรัพยากรบ่มเพาะอีกดังนั้นตำหนักในล้วนเป็นความฝันของเหล่าศิษย์สำนักทุกคน

หลินเทียนได้เดินผ่านทางเลี้ยวมากมายก่อนที่จะไปถึงตำหนักในสำนักอย่างรวดเร็ว

ที่หน้าทางเข้านั้นมีผู้ดูแลอยู่สองคนซึ่งเมื่อหลินเทียนได้ส่งตราสัญลักษณ์ให้แล้วท่าทางของทั้งสองก็ผงะไปแล้วถามออกมาว่า

“เจ้าคือหลินเทียนคนนั้น ? ”

“ข้าเอง ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

ทั้งสองคนได้มองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าแปลกๆก่อนที่จะส่งตราคืนให้แล้วพูดว่า

“เอาล่ะเรียบร้อย เข้าไปได้ ”

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าแปลกๆออกมาแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรแล้วเดินต่อไป

หลังจากที่ทำการรายงานตัวแล้วเขาก็ได้มุ่งหน้าไปยังลานฝึกของตำหนักใน ที่นี่มีผู้อาวุโสดูแลอยู่หนึ่งคนซึ่งศิษย์ภายในส่วนใหญ่มักจะมาฝึกที่นี่

หลังจากที่เดินเข้าไปในลานฝึกแล้วก็พบกับชายหนุ่ม 3 คน

ในทั้ง 3 คนนั้นชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำกำลังเหวี่ยงหมัดเข้าใส่ชายหนุ่มสวมชุดคลุมยาวส่วนชายหนุ่มชุดดำที่อยู่ห่างออกไปนั้นกำลังยืนกอดอกดูพวกเขาต่อสู้กัน

“โครม !”

“โครม !”

“โครม !”

การต่อสู้ของทั้งสองนั้นส่งเสียงปะทะกันของกำปั้นออกมาอย่างดังเหมือนเสียงกลอง

ตัวของหลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเล็กน้องเพราะว่าทั้งสองคนนี้แข็งแกร่งมากๆ !

“พอ ! วันนี้พอแค่นี้แหละ ”

ชายหนุ่มชุดคลุมยาวได้พูดออกมา

ชายหนุ่มรูปร่างกำยำได้ยิ้มตอบพร้อมทั้งหยุดมือ

จนถึงตอนนี้เองที่หลินเทียนได้ก้าวเข้าไปแล้วพูดว่า

“สหายร่วมสำนักทั้งสามข้าเพิ่งเข้าเป็นศิษย์ภายในมีชื่อว่า….”

อย่างไรก็ตามเขาไม่ทันได้มีโอกาสพูดแต่ชายสวมชุดคลุมยาวก็ได้พุ่งเข้ามาตรงหน้าของเขาโดยทันที

“สหายหลิน ”

ชายคนนั้นได้พูดออกมา

ชายรูปร่างกำยำที่อยู่ห่างออกไปกับชายหนุ่มชุดดำก็ได้หันตามมา

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าแปลกๆออกมาพร้อมกับพูดว่า

“สหายร่วมสำนักเจ้ารู้จักข้าด้วย ? ”

เพราะถึงอย่างไรก็ตามเขาเป็นศิษย์ที่เพิ่งรับการเลื่อนระดับดังนั้นถึงไม่สามารถหยาบคายกับคนเหล่านี้ได้

“รู้สิ แน่นอนว่ารู้อยู่แล้ว ”

ชายหนุ่มชุดคลุมได้พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“ตอนที่จัดการทดสอบเราก็มีโอกาสได้รับชมการประลองรอบสุดท้ายด้วย มันสุดยอดไปเลย ! ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างถ่อมตัวว่า

“สหายก็ชมเกินไป ”

ระหว่างที่พูดนั้นหลินเทียนเองก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกันเพราะเขาไม่คิดเลยว่าผู้แข็งแกร่งทั้งสามจะไปสังเกตการณ์เขาด้วย

ณ ตอนนี้ชายหนุ่มรูปร่างกำยำได้เดินเข้ามาพลางยื่นมือขวาให้เขาแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า

“สวัสดีสหายหลินข้ามีชื่อว่าเทียนเซอ จะเรียกข้าว่าสหายเทียนหรือเทียนเซอเลยก็ได้ ”

หลินเทียนได้ยื่นมือออกไปจับมือพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“สหายเทียน”

จากท่าทางของเทียนเซอนั้นดูเป็นคนตรงไปตรงมาดังนั้นมันเป็นเรื่องง่ายที่จะทำความรู้จักกัน

เทียนเซอได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าคนนี้มีชื่อว่าเถาไป่ ”

หลังจากที่นิ่งไปสักพักเขาก็ได้ชี้ไปที่ชายหนุ่มชุดดำแล้วพูดต่อว่า

“เจ้านี่ชื่อคงฮาง เป็นผู้ใช้กระบี่แบบเจ้าและเป็นลำดับที่ 2 ในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในศิษย์ภายใน ”

หลังจากที่พูดจบแล้วคงฮางก็ได้พยักหน้าให้กับเขาแล้วมองไปอีกทาง

“อย่าไปถือสาหล่ะเพราะเขาเป็นคนแบบนี้นั่นแหละ ”

เถาไป่ได้พูดออกมาพลางเตะไหล่หลินเทียนแล้วพูดต่อว่า

“บอกไว้เลยนะว่าตอนที่เขาสังเกตการณ์เจ้าน่ะเจ้านี่มันชื่นชมเจ้าอย่างมากเลยนะ เจ้าเองก็เป็นผู้ใช้กระบี่ที่เขายังเทียบไม่ได้ด้วยซ้ำ ”

“พูดมากหน่า ! ”

คงฮางได้พูดออกมา

พื้นที่ตำหนักในนั้นกว้างเป็นอย่างมากแถมบรรยากาศโดยรอบก็ดี อากาศก็สดชื่น

เถาไป่อาสาเป็นคนนำเขาไปทำความรู้จักกับสถานที่ต่างๆ

ณ ตอนนี้ชายหนุ่มชุดคลุมสีม่วงได้เดินผ่านตรงทางเดินที่อยู่ไม่ไกล

“สหายซู ”

เถาไป่ได้พูดออกมาพร้อมกับพูดต่อว่า

“มีศิษย์ใหม่เข้ามาตำหนักในและเป็นเพียงคนเดียวของปีนี้ ทักทายกันหน่อยสิ ”

ชายหนุ่มชุดคลุมม่วงได้หยุดเท้าลงพร้อมทั้งหันมองมาทางหลินเทียนแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“คนใกล้ตายมันไม่จำเป็นต้องรู้จักหรอก ”

หลังจากนั้นเขาก็ได้เดินหายไปอย่างรวดเร็ว

“คนหน้าเน่าจริงๆ ”

เถาไป่ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ดูไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่

หลินเทียนได้จ้องมองไปยังชายหนุ่มชุดคลุมม่วงด้วยสีหน้าที่ไม่แยแสแต่เขาสนใจคำพูดก่อนหน้านี้มากถึงได้ถามออกมาว่า

“สหาย ก่อนหน้านี้ที่เขาบอกว่าคนใกล้ตายมันหมายความว่าไง ? ”

“นี่…”

เถาไปที่จ้องมองไปทางหลินเทียนก็ได้ชะงักไปพร้อมกับพูดว่า

“นี่เจ้าไม่รู้ ? ”

ไม่เพียงแค่เถาไป่เท่านั้นแต่เทียนเซอและคงฮางเองก็ได้จ้องมองไปทางหลินเทียนด้วยสีหน้าแปลกๆ

“ไม่รู้ ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะพร้อมตอบกลับไปเพราะเขาไม่รู้จริงๆ

เถาไป่ถึงกับหมดคำพูดไปก่อนที่จะตอบว่า

“สหายหลิน ! ไม่สิ ! พี่ชายหลิน ! ข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าได้ทำอะไรลงไป ! ”

เถาไป่ได้พูดต่อว่า

“เจ้าฆ่าเจ้าหน้าที่อาวุโสกองบัญชาการกลางถนนไปถึง 3 คนจนกลายเป็นเรื่องฮือฮาไปทั้งเมือง บอกได้เลยว่านี่มันเป็นปัญหาใหญ่มากๆ ! ”