0 Views

พลังฉีอันเข้มข้นได้ทะลักออกมาจากทั่วร่างกาย ตอนนี้เขารู้สึกเพียงแค่ว่าร่างกายของเขาได้เปลี่ยนไปจากเดิม กล้ามเนื้อและการไหลเวียนของเลือดนั้นดีขึ้นมาก

“ดีจริงๆ ”

ภายในดวงตาของหลินเทียนได้เป็นประกายและอดพึมพำออกมาไม่ได้

หลังจากที่ตัดผ่านมาได้แล้วเขาก็รู้สึกกังวลในหลายๆเรื่องน้อยลง

เมื่อตั้งสติได้อีกครั้งเขาก็ได้หมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่อีกครั้งเพื่อก่อสร้างรากฐานเขตแดนชีพจรเทวะให้มั่นคง

แม้ว่าเคล็ดวิชานี้จะถูกเรียกว่าเป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะขัดเกลาร่างกายระดับเทวะแต่มันก็ยังแตกต่างจากเคล็ดวิชาบ่มเพาะอื่นๆเพราะว่ามันเป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าจะอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกาย ชีพจรเทวะ ผู้รอบรู้ หรือแม้จะเป็น จักรพรรดินภาก็ตาม ในอีกความหมายหนึ่งคือหลังจากนี้เขาไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปบ่มเพาะพลังด้วยเคล็ดวิชาอื่นแต่สิ่งที่จำเป็นสำหรับเขาจริงๆคือทรัพยากรบ่มเพาะและทักษะที่แข็งแกร่ง

หลังจากที่ผ่านไปอีก 2 ชั่วโมงแล้วก็เป็นช่วงที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้น

ดวงตาของหลินเทียนได้เปิดขึ้นก่อนที่จะรู้สึกได้ว่ารากฐานของตัวเองมั่นคงขึ้นมาก

เขาได้ยืดเส้นยืดสายเล็กน้อยก่อนที่จะกลับลงมาด้านล่าง

“ท่านพี่ ? ”

หลินซี่ที่กำลังถือถ้วยข้าวต้มอยู่ได้เดินออกมาจากห้องพร้อมกับถามต่อว่า

“ท่านจะทานข้าวเลยไหม ? ”

“ได้”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หลินซี่นั้นจะทำข้าวต้มให้เขาทานทุกวันแต่แม้มันจะเป็นอะไรง่ายๆธรรมดาๆแต่ก็หอมและอร่อยมากๆ

หลินซี่ที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เล็กๆได้ทานข้าวต้มอย่างสงบขณะที่จ้องมองมาทางหลินเทียนเป็นบางครั้ง

หลินเทียนสามารถสัมผัสได้ทันทีพร้อมกับเจ็บอยู่ในอก เขาเข้าเป็นศิษย์ของที่นี่มาได้ 3 เดือนกว่าๆแล้วแต่ทุกวันนี้เขาเอาแต่ยุ่งกับการบ่มเพาะพลังดังนั้นถึงไม่มีเวลาเล่นกับนางเลย

“ซี่เอ๋อ เราออกไปเล่นข้างนอกกันไหม ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

ดวงตาของหลินซี่ได้เปล่งประกายพร้อมทั้งรีบถามออกมาว่า

“ท่านพี่ไม่ได้ยุ่งอยู่งั้นหรอคะ ? ”

“ช่วงนี้สักพักน่ะ ”

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบ

เขาตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้แล้วดังนั้นแม้จะเป็นตระกูลโม่หรือกองบัญชาการก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกลัวแม้แต่น้อย

หลินซี่มีความสุขเป็นอย่างมากก่อนที่จะพยักหน้าซ้ำๆเพราะนางอยากจะออกไปเที่ยวกับหลินเทียนที่สุด

ณ ตอนนี้หลินเทียนได้ตัดสินใจแล้วว่าวันนี้เขาจะพาหลินซี่ออกไปเที่ยวด้านนอกสำนัก เขาให้นางไปเตรียมตัวก่อนที่ตัวเขาจะเก็บกวาดโต๊ะอาหารแล้วเมื่อออกจากที่พักแล้วก็ไปตามใครอีกคน

“ไปเที่ยวข้างนอก ? ”

ซูชูวได้กวาดตามองหลินเทียนพร้อมกับถามออกมาพลางขมวดคิ้ว

“เป็นอะไร ? มีปัญหาอะไร ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยสีหน้าแปลกๆ

ซูชูวได้ดึงมือของหลินเทียนมาพร้อมกับพูดด้วยเสียงกระซิบว่า

“เจ้าล่วงเกินทั้งตระกูลโม่แล้วก็กองบัญชาการอีกไม่กลัวว่าพวกมันจะฆ่าเจ้าหรือไง ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า

“ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้ไม่กลัวแล้ว ”

“ตอนนี้……..”

ซูชูวได้มีสีหน้าหม่นหมองลงพร้อมกับถามด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไปว่า

“เจ้าตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะแล้ว ? ”

“อื่ม ใช่”

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“มา ไหนเรียกสหายร่วมสำนักสิ ”

แน่นอนว่าสิ่งที่ได้กลับมาคือลูกเตะของนาง

หลินเทียนได้ตัดผ่านไปแล้วดังนั้นตอนนี้นางถึงไม่รู้สึกกังวลอะไรกับเขามากนัก อย่างน้อยๆหลังจากที่ตัดผ่านไปแล้วก็มีคนที่เป็นอันตรายกับเขาน้อยลง

พวกเขาทั้งสามคนได้เดินออกไปด้านนอกสำนักด้วยกัน

มีศิษย์สำนักกำลังตั้งกลุ่มสนทนากันอยู่มากมายแต่หลังจากที่เห็นหลินเทียนและคนอื่นๆแล้วพวกเขาก็อดที่จะหยุดแล้วเบาเสียงลงไม่ได้ ความสามารถของหลินเทียนที่แสดงไปก่อนหน้านี้นั้นทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึงซึ่งไม่มีใครในสำนักนี้ไม่รู้จักเขาแม้แต่คนเดียว

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นคนดังของสำนักแล้วนะ ”

ซูชูวได้พูดออกมา

หลินเทียนที่กำลังจูงมือหลินซี่อยู่ก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ช่วยไม่ได้ล่ะนะ มันเป็นเพราะข้ามีนิสัยดี”

“แหวะ ! ”

ซูชูวได้สบถออกมาทันที

พวกเขาเดินออกไปด้วยกันในสภาพที่มีหลินเทียนอยู่ด้านซ้าย ซูชูวอยู่ด้านขวาและมีหลินซี่อยู่ใจกลาง มือซ้ายของนางจับมือของหลินเทียนเอาไว้ส่วนมือขวาก็จับมือของซูชูว

“ข้าว่าเดินด้วยกันแบบนี้มันดูแปลกๆไงพิกลนะ ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

“แปลกๆ ? ”

ซูชูวเองก็รู้สึกแปลกๆเพราะหลังจากที่กวาดตามองดูแล้วก็พบว่ามันแปลกจริงๆ มันเหมือนครอบครัวพ่อแม่ลูกเลยด้วยซ้ำและหลังจากที่คิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของหลินเทียนแล้วใบหน้าของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำพร้อมกับพูดออกมาด้วยใบหน้าค้อนๆว่า

“ลามก ! ไร้ยางอาย ! น่าเกลียด ! โจรชั่ว ! พวกหน้าไม่อาย ! ”

หลินเทียนถึงกับหมดคำพูดไปทันทีเพราะว่าคำด่าของนางเริ่มถูกนำมาใช้ไม่หยุดหย่อน

พวกเขาทั้งสามคนได้เดินออกไปนอกสำนักอย่างรวดเร็ว

และตอนนี้เองที่เมื่อหลินเทียนก้าวเท้าออกมาจากสำนักนั้นมีกลุ่มคนๆหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลได้แสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไป

“ไปรายงานให้ท่านเจ้าหน้าที่ระดับสูงกองบัญชาการว่าเจ้าหลินเทียนนั่นออกมาแล้ว ! ”

หนึ่งในนั้นได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

“ขอรับ ! ”

คนที่อยู่ข้างๆก็ได้ตอบตกลงพร้อมกับรีบจากไปทันที

………….

เมืองเฟิงเจียนนั้นมีขนาดใหญ่มากๆดังนั้นผู้คนที่เดินสัญจรไปมาถึงได้มีอยู่มากมาย

ข้างถนนเต็มไปด้วยร้านค้าน้อยใหญ่ซึ่งแม้ว่าอากาศจะร้อนแต่ก็ยังคึกคักเป็นอย่างมาก มีตั้งแต่ผลไม้ ขนมเค้ก ขนมหวานและขนมขบเคี้ยวต่างๆ

ดวงตาของหลินซี่ได้เบิกกว้างพร้อมกับเปล่งประกายออกมา

“ซี่เอ๋อ อยากได้อะไรก็เลือกได้เลย ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินซี่ได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แฝงด้วยความลังเลว่า

“แต่ท่านพี่ เรามีเงินเยอะขนาดนั้นเลย ? ข้าว่า……….”

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเศร้า

เมื่อสองปีก่อนนั้นตระกูลหลินได้ถูกตระกูลเสี่ยวฮุบไปดังนั้นชีวิตของสองพี่น้องถึงได้ลำบากมากยิ่งกว่าตระกูลธรรมดาๆด้วยซ้ำ หลินซี่นั้นกลายเป็นเด็กที่ประหยัดถึงขีดสุดซึ่งตอนนี้นางก็อดกังวลเกี่ยวกับเรื่องการใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองจะส่งผลต่อวันอื่นๆไม่ได้

“ไม่หรอก เราไม่ได้ขาดเงินอยู่ในตอนนี้ดังนั้นซี่เอ๋อไม่ต้องกังวลไปหรอก ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

เขากลัวว่าหลินซี่จะไม่เชื่อดังนั้นถึงได้หยิบเอาถุงเล็กๆที่ภายในบรรจุเหรียญนับพันออกมาแล้วส่งให้นาง

“เยอะมากๆ !”

นัยน์ตาของนางได้เบิกกว้าง

แม้แต่ซูชูวเองก็ยังประหลาดใจเช่นกันเพราะเงินกว่าพันเหรียญนั้นแม้จะเป็นนางที่เป็นศิษย์ของผู้อาวุโสสำนักยังถือว่าไม่น้อยเลยแต่จากท่าทีของหลินเทียนแล้วมันกลับดูไม่น่าสนใจด้วยซ้ำ

“เจ้านี่ ”

ซูชูวได้ส่งเสียงกระซิบออกมาเพราะว่านางรู้สึกว่าหลินเทียนดูลึกลับแปลกๆ

หลังจากที่หลินเทียนได้หยิบเอาถุงเงินออกมาแล้วหลินซี่ก็เลิกกังวลไปทันทีเพราะว่าเงินมากมายขนาดนี้ยังอยู่ได้อีกหลายปี ณ ตอนนี้นางมีความสุขถึงขดสุดพร้อมทั้งรีบวิ่งไปเลือกสินค้าต่างๆพร้อมๆกับซูชูวที่รวมๆกันแล้วทั้งหมดมีราคาไม่ถึง 20 เหรียญด้วยซ้ำ

“เฒ่าแก่ เอาเค้กมาสองชุด ! ”

“ปลาย่างสอง ! ”

“ซี่เอ๋ออยากได้สาลี่ไหม ? ”

“อื้ม ! ”

“พี่สาวซู กลิ่นข้าวต้มทางนั้นหอมมากๆ ! ”

“งั้นหรอจ๊ะ ? เฒ่าแก่ เอามาอีกสอง ! ”

หลินเทียนที่เดินทามหลังเขาได้แต่จ่ายค่าสินค้าแต่หลังจากที่คิดถึงคำพูดของซูชูวก่อนหน้านี้แล้วเขาก็หมดคำพูดไปทันทีเพราะทำไมทุกๆครั้งนางถึงได้สั่ง 2 ชุด ? แล้วของเขาล่ะ ?

“เห้อ ”

หลินเทียนได้แต่ส่ายศีรษะ

ระหว่างที่เดินตามหลังเขาก็มองไปยังสีหน้าที่มีความสุขของหลินซี่ด้วยท่าทางที่พึงพอใจ

ไม่นานพวกเขาทั้งสามคนก็ได้เดินผ่านร้านเสื้อผ้าก่อนที่หลินซึ่และซูชูวจะหยุดมองเพราะชุดมันสวยมากๆ

“เลือกเอาเลย ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

“เป็นความคิดที่ดี ! ”

ซูชูวได้พยักหน้าซ้ำๆ

หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมงซูชูวก็ได้เลือกชุดให้กับหลินซี่หลายชุดและนางเองก็เลือกของนางเช่นกันซึ่งแน่นอนว่าหลินเทียนเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด

“เดินทางดีๆนะขอรับ ”

เฒ่าแก่ของร้านได้ส่งพวกเขาด้วยท่าทางที่อบอุ่น

ตอนที่เดินออกมาจากร้านนั้นหลินซี่ได้เปลี่ยนเป็นชุดใหม่เรียบร้อย ตอนนี้นางสวมชุดสีขาวเหมือนดั่งเจ้าหญิงตัวน้อยซึ่งซูชูวที่อยู่ข้างๆเองก็ไม่ได้ดูด้อยไปกว่านางเลย หลังจากที่เปลี่ยนชุดใหม่แล้วมันทำให้นางดูผ่องใสและดึงดูดสายตาจากผู้คนรอบข้างเป็นอย่างมาก

เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วหลินเทียนก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่พึงพอใจออกมา

“ยังไม่ดึกเท่าไหร่งั้นเราจะไปเดินเล่นกันอีกสักพัก ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมาด้วยรอยยิ้ม

“แน่นอน !”

ซูชูวได้ตอบกลับ

“อื้ม ! ”

หลินซี่ก็พยายามพยักหน้าของนางเพราะมันนานมากแล้วที่นางไม่ได้มีความสุขขนาดนี้

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับเดินตามหลังหญิงสาวทั้งสองพลางคิดว่าตัวเองคิดถูกจริงๆที่ชวนซูชูวมาด้วย หากว่าไม่เป็นเช่นนั้นแล้วเขาก็ไม่รู้เลยว่าจะนำหลินซี่ไปเที่ยวเล่นทีไหนเพราะเขาไม่มีประสบการณ์พวกนี้เลยแม้แต่น้อย

“ข้างหน้า หลีกไป ! ”

เสียงคำรามอันเย็นชาได้ดังขึ้นจากด้านหลังของเขาขณะที่ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เร็วจัด

หลินเทียนได้หันหลังกลับไปพร้อมกับเห็นว่ามีทหารสามคนกำลังควบม้ามาด้วยความเร็วสูง

พวกเขาทั้งสามคนนั้นมีอายุประมาณ 30 ปีแถมในมือยังมีหอกแหลมที่ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายที่เย็นยะเยือก

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วผู้คนต่างๆล้วนแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาและรีบถอยห่างโดยทันที

เสียงฝีเท้าได้ดังขึ้นเรื่อยๆขณะที่เศษฝุ่นเศษหินฟุ้งไปหมด

หลินเทียนและหญิงสาวทั้งสองนั้นอยู่เกือบกลางถนนซึ่งเขากำลังจะจูงมือของหลินซี่และซูชูวให้ถอยกลับมาจากเส้นทางของม้าแต่ตอนนี้เองที่ความเร็วของม้าทั้งสามได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ท่าทางของเขาได้หม่นหมองลงพร้อมกับเข้าใจได้ทันทีว่าพวกมันทั้งสามคนพุ่งเป้ามาที่เขา

หลังจากที่ตัดผ่านมายังเขตแดนชีพจรเทวะได้แล้วความสามารถในการสัมผัสจึงเพิ่มขึ้นและเมื่อมองไปยังทั้งสามคนแล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่แฝงอยู่ในดวงตาพวกเขาอย่างชัดเจน

“คนข้างหน้าถอยไป ! ”

หนึ่งในสามคนได้ตะโกนออกมาอย่างดังพร้อมทั้งควบม้าเร็วขึ้นกว่าเก่า

แม้กระทั่งหนึ่งในพวกเขาได้หันปลายหอกเข้าใส่อย่างลับๆ

หลินซี่ในตอนนี้ถึงกับหวาดผวาด้วยความกลัว ใบหน้าน้อยๆของนางได้เปลี่ยนเป็นซีดเผือดขณะที่จับชายเสื้อของหลินเทียนเอาไว้

นัยน์ตาของหลินเทียนได้เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกพร้อมกับปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างบ้าคลั่งขณะที่ตั้งท่ารับม้าทั้งสามตัวทำให้มันสั่นสะท้านก่อนที่จะหยุดฝีเท้าลงอย่างรวดเร็วแล้วส่งให้ทหารทั้งสามคนกลิ้งลงไปตามพื้นถนน

แม้แต่สัตว์อสูรระดับ 4 หลินเทียนก็ยังฆ่ามาแล้วดังนั้นในเมื่อคนระดับเขาปลดปล่อยจิตสังหารออกมาแล้วม้าธรรมดาๆ 3 ตัวจะไปทนได้ ?

ทั้งสามคนที่กลิ้งอยู่ที่พื้นได้ส่งเสียงออกมา

ตอนนี้สภาพของพวกเขาดูไม่ได้แม้แต่น้อยและหลังจากที่ยืนขึ้นมาแล้วก็ได้หันหอกเข้าหาหลินเทียนด้วยสีหน้าที่ดุร้าย

หนึ่งในพวกเขาได้พูดออกมาด้วยท่าทางของหัวหน้าว่า

“ขัดขืนการทำงานของเจ้าหน้าที่มีความผิดใหญ่หลวง จับตัวมันมา !”

หนึ่งในพวกนั้นได้เดินเข้าไปเพื่อพยายามจะจับตัวหลินซี่เอาไว้

ประกายตาของหลินเทียนได้เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกพร้อมทั้งจับมือของชายคนนั้นเอาไว้แล้วยกเท้าเตะอัดเข้าไปกลางหน้าท้องอย่างรุนแรง

โครม ! ชายคนนั้นได้โห่ร้องออกมาก่อนที่จะลอยเคว้งออกไปกลางอากาศ