0 Views

ตั้งแต่ที่ก่อตั้งสำนักจิ่วหยางมากว่าหลายร้อยปีนี้ไม่รู้ว่ามีการทดสอบคัดเลือกศิษย์ภายในมาแล้วกี่ครั้งแต่นี่เป็นเพียงครั้งเดียวที่มีผู้ผ่านการทดสอบแค่คนเดียว

ผู้ชนะเพียงคนเดียว !

คนเดียว !

“พระเจ้า ! ”

“สถิตาใหม่ ! ”

“คนบ้าอย่างแท้จริง !”

“ผู้มีพรสวรรค์ระดับสัตว์ประหลาด !”

“ผิดมนุษย์ ! ”

ศิษย์หลายๆคนต่างแสดงความคิดเห็นออกมา

จัดการโยนศิษย์เก่า 24 คนออกไปนอกสนามพร้อมทั้งฆ่าโม่คงและโจวเฮ่าที่อยู่ในลำดับที่ 1ของศิษย์ภายนอก ตอนนี้กลายเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดอยู่บนเวทีซึ่งทำให้ผู้คนต่างรู้สึกตกตะลึง

“เจ้านี่…….. ”

นัยน์ตาของซูชูวได้แต่เบิกกว้าง

ชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบการทดสอบเองก็นิ่งไปก่อนที่จะมองไปทางมู่ชิงและฉีดงเพื่อขอความเห็นเพราะว่าผู้นำสำนักมักจะผลุบๆโผล่ๆดังนั้นเรื่องทั้งหมดภายในสำนักมักจะถูกจัดการโดยเหล่าผู้อาวุโสเท่านั้น ตอนนี้มีเพียงฉีดงและมู่ชิงที่อยู่ที่นี่ดังนั้นเขาถึงต้องขอความเห็นจากทั้งสอง

มู่ชิงและฉีดงต่างมองไปที่กันและกันก่อนที่จะส่ายศีรษะด้วยรอยยิ้มฝืนๆ

มู่ชิงที่อยู่บนเวทีก็ได้มองไปยังศิษย์ทั้งหลายพร้อมกับประกาศผลออกมาว่า

“การทดสอบเข้าเป็นศิษย์ภายในมีผู้ผ่านการทดสอบเพียงคนเดียวเท่านั้น นับตั้งแต่วันนี้หลินเทียนจะเข้าเป็นศิษย์ภายในสำนักและได้รับทรัพยากรตามที่สมควร ศิษย์ทั้งหลายก็ตั้งใจพัฒนาตัวเองซะ ! ”

หลังจากที่มู่ชิงได้พูดจบแล้วก็ได้หันไปพยักหน้าให้กับชายวัยกลางคนก่อนที่ชายคนนั้นจะหยิบเอาขวดหยกออกมาอย่างระมัดระวัง

เมื่อจ้องมองไปที่ขวดหยกนั้นแล้วหลายคนต่างมีดวงตาที่เบิกกว้างเพราะว่านี่มันต้องเป็นยารวมวิญญาณอย่างแน่นอน มันมีสรรพคุณทำให้ผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 สามารถตัดผ่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะได้ทันที !

แม้แต่หลินเทียนเองก็ยังรู้สึกคาดหวังอย่างมาก

“ยินดีกับเจ้าด้วย ”

มู่ชิงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะส่งขวดนี้ให้กับหลินเทียนด้วยตัวเอง

หลินเทียนได้รับไว้ด้วยมือทั้งสองก่อนที่จะพูดออกมาด้วยความเคารพว่า

“ขอบคุณขอรับท่านผู้อาวุโส ”

“ขอบคุณอะไรกัน นี่มันเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับแล้ว ”

มู่ชิงได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“แม้ว่าตอนนี้เจ้าจะอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ก็จริงแต่อย่าเพิ่งทานมันเข้าไป อย่างแรกคือกลับไปปรับสภาพร่างกายให้คงที่ก่อนแล้วค่อยเริ่มใช้ยานี้ ”

“ขอบคุณที่ชี้แนะขอรับ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยท่าทางเคารพ

มู่ชิงได้พยักหน้าพร้อมทั้งโบกมือเพื่อให้เขาลงไปจากเวที

หลินเทียนได้โค้งคำนับก่อนที่จะเดินลงไปจากเวทีอย่างรวดเร็ว

เหล่าศิษย์ทั้งหลายได้แต่มองไปที่ร่างของหลินเทียนเป็นสายตาเดียวกันด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปไม่ว่าจะเป็นความเคารพ อิจฉา ตกตะลึง กลัว

“ฆ่าโม่คง ฆ่าโจวเฮ่า เจ้านี่……….. ”

“โม่คงน่ะไม่เท่าไหร่หรอกแต่โจวเฮ่านี่….. เจ้านี่มันไร้ความปราณีจริงๆ !”

“ไร้ความปราณี ? กลัวอะไร ? เกิดเป็นลูกผู้ชาย ! ”

หลายคนได้แสยะออกมาว่า

“พูดก็พูดเพราะยังไงมันก็เป็นการประลองเป็นตายอยู่แล้ว !”

“แล้วคิดว่าเพราะเรื่องนี้ทางผู้บัญชาการจะยอมปล่อยไป ? ขนาดตระกูลโม่ก็ปวดหัวพอแล้วตอนนี้ยังฆ่าโจวเฮ่าไปอีก ข้าบอกได้เลยว่าต้องไม่ปล่อยเขาไว้แน่ ”

“นี่…….”

“กลัวอะไรล่ะ ! มีสำนักคอยหนุนหลังอยู่นะ ต่อให้เป็นผู้บัญชาการก็ไม่กล้าทำเรื่องไร้เหตุผลกับทางสำนักหรอก ! ”

“แล้วด้านนอกสำนักล่ะ ? คิดว่าเขาจะสามารถเอาแต่อยู่ภายในสำนักได้งั้นหรอ ? ”

หลายคนได้แต่ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“สรุปแล้วตระกูลโม่กับผู้บัญชาการก็ไม่ต่างกันหรอกแถมฝั่งนั้นยังเป็นคนของจักรวรรดิด้วยแม้ว่าจะไม่กล้ามาหาเรื่องที่สำนักโดยตรงแต่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวสำนักเราเมื่ออยู่ภายนอก ที่นี่เป็นเมืองที่อยู่ภายใต้พวกเขาและหากว่าหลินเทียนถูกพบตัวด้านนอกก็บอกได้เลยว่ามันจะต้องเกิดปัญหาขึ้นกับเขาแน่นอน !”

“นี่…… ที่พูดมาก็ถูก ”

“ไม่งั้น ! ”

มีศิษย์คนอื่นได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“เขาได้รับยารวมวิญญาณไปแล้วดังนั้นอีกไม่นานก็คงจะสามารถตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้ แม้ว่าทางผู้บัญชาการจะมีอำนาจที่น่ากลัวแต่เมื่อเขาตัดผ่านไปได้แล้วก็ถือว่ายังเป็นเรื่องยากในการจัดการกับเขา ”

“ใช่ ”

ศิษย์หลายๆคนได้ส่งเสียงกระซิบกัน

แน่นอนว่าหลินเทียนล้วนได้ยินสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย

หลังจากที่ลงมาจากเวทีแล้วซูชูวที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็วิ่งเข้ามาทักทายเขาทันที

“เจ้านี่มันก้าวร้าวจริงๆเลยนะ ! ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยท่าทางมีน้ำโห

หลินเทียนรู้ดีว่านางเป็นกังวลสำหรับเขาดังนั้นถึงได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้มว่า

“ถ้าไม่ก้าวร้าวตั้งแต่ยังเด็กพอแต่ตัวไปกึ๋นมันก็เหี่ยวหมดแล้ว ”

ซูชูวได้จ้องมองมาทางเขาพร้อมกับพูดออกมาว่า

“ปล่อยข่าวให้คนหลงเชื่อชัดๆ ! ความคิดแปลกๆนี้มาจากไหนกัน ! ”

หลินเทียนได้หัวเราะออกมาเพราะหลังจากที่ผ่านศึกหนักมาได้นั้นการที่ต้องมาต่อปากต่อคำกับนางก็เป็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกดีอย่างมาก

การทดสอบได้จบลงตรงนี้ซึ่งหลังจากที่อาจารย์ได้ส่งสัญญาณแล้วศิษย์ทั้งหลายที่รายล้อมอยู่ก็เริ่มสลายตัวและแยกย้ายกันไป

“เจ้านี่กลายเป็นคนดังแล้วนะ ”

ซูชูวได้มองตาค้อนออกมา

“มันเป็นเพราะว่าข้านิสัยดียังไงล่ะ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“แหวะ ! หน้าไม่อาย ! ”

ซูชูวได้สบถออกมาอย่างเร็ว

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ไปจากที่นี่

ศิษย์ภายในทั้งหลายที่ยืนอยู่ห่างออกไปเองก็ได้แต่จ้องมองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนที่กำลังจากไป

“เป็นผลลัพธ์ที่ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ไม่คิดเลยว่าเขาจะสามารถเอาชนะได้หมดทุกคน สังหารได้แม้กระทั่งโจวเฮ่าที่อยู่ในเขตแดนชีพจรเทวะ ”

“เป็นผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ”

“ดูเหมือนว่าตำหนักในจะได้รับชายผู้แข็งแกร่งแล้วสิ ”

ทั้งสามคนได้พึมพำออกมาก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมๆกับกลุ่มคน

ไม่นานตรงเวทีก็เหลือเพียงมู่ชิง ฉีดงและอาจารย์คนอื่นๆ

มู่ชิงและฉีดงที่กำลังยืนอยู่กลางเวทีก็ได้มองไปยังร่างไร้วิญญาณที่นอนจมกองเลือดอยู่ของโม่คงและโจวเฮ่า

หลายคนที่อยู่ที่นี่ได้แต่มองไปโดยไม่พูดอะไรออกมา

หลังจากนั้นไม่นานมู่ชิงก็ได้สั่งการออกไปว่า

“ร่างของโม่คงจะถูกส่งกลับไปให้ตระกูลโม่แล้วเตือนไปด้วยว่าทางสำนักจะยังไม่เอาเรื่องในตอนนี้แต่หากว่ากล้าที่จะทำเรื่องไร้ยางอายอีกก็อย่าหาว่าเราไร้หัวใจในตอนที่พวกเราลบตระกูลโม่ออกไป ”

หลังจากที่เงียบไปครู่หนึ่งเขาก็ได้มองไปยังร่างของโจวเฮ่าพร้อมทั้งพูดว่า

“เอาร่างโจวเฮ่ากลับไปส่งที่กองบัญชาการแล้วบอกโจวเฮอด้วยว่านี่เป็นการประลองภายใต้สัญญาเป็นตายที่ลูกชายเขาเป็นคนเสนอดังนั้นเรื่องนี้จะโทษใครอื่นไม่ได้”

“ขอรับท่านผู้อาวุโส ”

ผู้ดูแลได้รับคำสั่งไปก่อนที่จะเรียกชายสองคนมาลากศพทั้งออกไป

ไม่นานทุกคนก็ได้แยกย้ายกันไปจนเหลือเพียงแค่มู่ชิงและฉีดงเท่านั้น

พวกเขายังคงยืนอยู่นานโดยที่ไม่ได้พูดอะไรออกมา

“เป็นอะไรตาเฒ่ามู่ ? กังวล ? ”

ฉีดงได้ถามออกมา

มู่ชิงได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดว่า

“แค่ตระกูลโม่น่ะไม่เท่าไหร่หรอกแต่กองบัญชาการนี่เป็นปัญหาจริงๆนั่นแหละเพราะถึงอย่างไรโจวเฮอก็มีอำนาจมากกว่าตระกูลโม่แบบเทียบไม่ได้เลยล่ะแต่อย่างน้อยๆโจวเฮอก็คงไม่กล้าที่จะทำเรื่องเสียมารยาทภายในสำนักเราแต่ก็คงจะไม่สนเรื่องสถานะของเราภายนอกอย่างแน่นอน ”

ฉีดงได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ดูเหมือนว่าเจ้าจะคาดหวังกับเจ้าหนูนั่นมากกว่าข้าอีกนะ ไม่นานมันต้องวุ่นวายกันแน่นอน ”

“? ”

มู่ชิงรู้สึกแปลกไปก่อนที่จะถามออกมาว่า

“ทำไมเจ้าถึงได้คิดแบบนั้น ? ”

ฉีดงได้พูดออกมาว่า

“เจ้าลืมเรื่องการคาดการณ์ของเราก่อนหน้านี้แล้วหรอว่าเจ้าหนูนั่นมีคนคอยหนุนหลัง ? ”

“แต่ว่าเขาคงไม่ปรากฏตัวออกมาหรอกไม่งั้นก็คงไม่ส่งเจ้าหนูมาที่สำนักของเรา ”

มู่ชิงได้แต่ส่ายศีรษะ

“บางครั้งเพื่อศิษย์อาจารย์ก็จะออกหน้าโดยไม่ต้องขอร้องยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิษย์รักที่แม้จะผู้เชี่ยวชาญสบายๆก็ไม่เว้น ”

ฉีดงได้พูดต่อว่า

“เจ้าว่าเรื่องโม่ยี่ที่นำผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่ทั้งหมดไปไล่สังหารเจ้าหนูนั่นน่ะ เจ้าคิดจริงๆหรือว่าด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าหนูมันจะมีโอกาสรอดกลับมาได้ ? ”

ดวงตาของมู่ชิงได้ส่องประกายก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“เจ้าหมายความว่า !? ”

“ใช่ !”

ฉีดงได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“ในโลกนี้เหล่าผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งนั้นจะให้ศิษย์ออกไปขัดเกลาด้วยตัวเองจนถึงจุดๆหนึ่งแต่ถึงอย่างนั้นมันก็มีข้อยกเว้น หากว่าศัตรูแข็งแกร่งเกินไปมากนั้นก็ไม่มีอาจารย์คนไหนทนดูศิษย์โดยรังแกได้อย่างแน่นอน ”

หลังจากที่เงียบไปสักพักเขาก็ได้พูดต่อว่า

“หากว่าข้าเดาไม่ผิดคือก่อนหน้านี้เจ้าหนูได้โกหกเรื่องที่บอกว่าโม่ยี่หายไปแต่จริงๆเขาน่าจะตายไปแล้วและน่าจะตายด้วยเงื้อมมือของอาจารย์เจ้าหนู ข้าว่าตอนนั้นเขาต้องได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ถึงได้กลับออกมาได้”

“นี่……….”

มู่ชิงได้ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะไตร่ตรองและต้องพยักหน้าตามเพราะว่ามันมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากๆ

ตระกูลโม่ทั้งตระกูลส่งผู้เชี่ยวชาญไปไล่ล่าหลินเทียนในป่าทมิฬซึ่งนี่รวมไปถึงโม่ยี่ด้วยดังนั้นไม่จำเป็นต้องพูดถึงคนอื่นด้วยซ้ำ เพียงแค่โม่ยี่คนเดียวก็เพียงพอจะจบทุกสถานการณ์แล้ว คิดว่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายจะปล่อยเขตแดนหล่อหลอมร่างกายให้หลุดมือไปได้ไงกัน ?

อย่างไรก็ตามหลังจากที่หลินเทียนกลับมาได้อย่างไร้รอยข่วนทว่าโม่ยี่ผู้แข็งแกร่งกลับหายตัวไปกว่าเดือนอย่างไร้ร่องรอยเหมือนว่าสลายหายไปกับอากาศก็มิปาน มีเพียงความคิดเดียวที่เป็นไปได้คือโม่ยี่ได้ถูกสังหารไปแล้ว

“ก็คงได้แต่โทษตัวเขาเองนั่นแหละ ”

มู่ชิงได้ถอนหายใจออกมาก่อนที่จะมองไปทางฉีดงแล้วพูดออกมาว่า

“พูดก็พูดตอนแรกข้าว่าเจ้าเป็นคนไม่ค่อยคิดอะไรแต่ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะคิดได้รอบคอบขนาดนี้ ”

ฉีดงได้หัวเราะออกมาพร้อมกับพูดว่า

“พักสมองเยอะๆแล้วบางครั้งก็จะมีปาฏิหาริย์”

“อย่าโม้ไปหน่อยเลยหน่า”

มู่ชิงได้โบกมือพร้อมกับพูดว่า

“ตอนนี้ข้าโล่งอกแล้ว ตระกูลโม่น่ะไม่เท่าไหร่แต่ข้าเชื่อว่าหากทางกองบัญชาการทำเกินกว่าเหตุและผู้หนุนหลังเจ้าหนูปรากฏตัวออกมาเมื่อไหร่ก็กลัวว่าแม้แต่ทางจักรวรรดิคงหมดหนทางเหมือนกัน ”

…………

บ้านหลักตระกูลโม่

“ขยะเอ้ย ! เรื่องง่ายๆแค่นี้ยังทำไม่ได้ ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ที่กำลังจ้องมองไปยังศพของโม่คงได้คำรามออกมาด้วยความโกรธ

แค่ลอบสังหารหลินเทียนแต่เรื่องนี้กลับไปถึงหูของทางสำนักนั้นมันเป็นเรื่องที่ส่งผลเสียอย่างมาก คำเตือนของทางสำนักตอนที่เอาศพโม่คงมาส่งยังคงกึกก้องอยู่ในหูของเขา

เหล่ารุ่นเยาว์ตระกูลโม่ทั้งหลายก็ได้แต่ยืนนิ่งโดยไม่กล้าหายใจแรงด้วยซ้ำ

“ถ่ายทอดคำสั่งออกไปว่าให้เรียกคนของเราที่อยู่ลอบสำนักกลับมา ช่วงนี้เราต้องเก็บตัวสักพัก ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้แต่กัดฟันเพราะแม้เขาจะอยากฆ่าหลินเทียนเพื่อล้างแค้นให้โม่เซินเท่าไหร่แต่เขาที่เป็นผู้นำตระกูลที่ต้องเผชิญหน้ากับทำเตือนของสำนักจิ่วหยางนั้นก็ไม่กล้าจะทำอะไรอีก ทางสำนักได้ขู่ถึงขั้นทำลายล้างตระกูลโม่ของเขาแล้วเขาจะกล้าที่จะพุ่งเป้าไปที่หลินเทียนอีกได้ไงกัน สำหรับสำนักแล้วตระกูลโม่ของเขาก็เป็นเพียงสัตว์เลื้อยคลานธรรมดาๆเท่านั้น

ในเวลาเดียวกันที่กองบัญชาการ

หากเทียบกับตระกูลโม่ ตระกูลเสี่ยวและตระกูลชินแล้วที่นี่ต่างกันมาก มันไม่ได้หรูหราแต่กลับเต็มไปด้วยอาวุธมากมายของเหล่าทหาร

วันนี้มีเสียงคำรามออกมาจากส่วนลึกของตำหนัก

โจวเฮอที่กำลังจ้องมองไปยังร่างไร้วิญญาณของโจวเฮ่าด้วยดวงตาแดงก่ำได้แต่ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“หลินเทียน ! หลินเทียน !! ”

ชื่อสั้นๆนี้ได้ถูกคำรามออกมาอย่างดัง

ที่ตำหนักแห่งนี้มีทหารอยู่มากมายที่รับหน้าที่ดูแลเมืองเฟิงเจียนดังนั้นหลังจากที่พวกเขาเห็นร่างไร้วิญญาณของโจวเฮ่าแล้วก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่หม่นหมองออกมาตามๆกัน