0 Views

เมื่อฟังจากคำพูดของหลินเทียนแล้วท่าทางของโม่คงถึงกับเปลี่ยนไปอย่างมาก

“เจ้าคิด……………”

หลินเทียนได้เดินเข้าไปหาเขาด้วยใบหน้าที่ไม่แยแสแม้แต่น้อย

พริบตาเดียวเขาได้พุ่งเข้าไปอยู่ตรงหน้าทั้งสามคนพร้อมกวัดแกว่งกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็ว

ท่าทางของทั้งสามคนได้เปลี่ยนไปทันที เซ่าหลินรีบคว้ากระบี่ขึ้นมาป้องกันเอาไว้ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว

แกร๊ง ! กระบี่ทั้งสองได้ปะทะกันก่อนที่จะส่งเสียงดังออกมาและส่งผลให้เซ่าหลินถึงกับกระอักเลือดออกมา

“ไปให้พ้น !”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชาขณะที่ซัดฝ่ามือเข้าใส่

ร่างของเซ่าหลินได้ลอยออกไปไกลก่อนที่จะตกลงมากระแทกพื้นนอกเวที

เมื่อตกลงมากระแทกกับพื้นแล้วเซ่าหลินก็ได้แต่กระอักเลือดออกมาก่อนที่จะพยายามลุกขึ้นด้วยสีหน้าที่โกรธจัด การประลองควรจะจบลงแล้วแต่ตอนนี้เขากลับถูกส่งออกมานอกเวทีโดยฝีมือของหลินเทียน !

เมื่ออยู่นอกเวทีแล้วก็แสดงสีเขาหมดสิทธิ์ในการเลื่อนระดับเป็นศิษย์ภายใน

“ระยำ ! ”

เซ่าหลินได้คำรามออกมาอย่างดัง

เสียงคำรามอย่างดังได้ทำให้ผู้คนทั้งหมดได้สติกลับมาอีกครั้ง

“นี่……..”

“สี่คนที่เหลือก็แสดงว่าจบการประลองแล้วแต่ทำไมเขา………..”

“ปลิวออกไปคนนึงแล้วยังเหลืออีกสามคนเท่านั้น ”

ผู้คนได้แต่จ้องมอง

อย่างไรก็ตามวินาทีต่อมานั้นท่าทางของทุกคนก็ต้องเปลี่ยนไปอีกครั้งเพราะว่าหลินเทียนได้พุ่งเข้าใส่หลงซิ่วและหยงฉางอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่กำลังสังเกตการณ์อย่างมู่ชิงและฉีดงต่างมีท่าทางเปลี่ยนไปไม่ต่างกัน

ชายวัยกลางคนที่รับผิดชอบได้แต่ยืนขมวดคิ้วก่อนที่จะเตรียมเข้าไปห้ามปราม

“แกร๊ง !”

ณ ตอนนี้เสียงคำรามของกระบี่ได้ดังขึ้นซึ่งแสดงให้เห็นถึงคลื่นกระบี่อันรุนแรงที่กระจายออกไปทั่วเวทีแห่งนี้

หลินเทียนได้สำแดงทักษะกระบี่สายฟ้าออกมาปะทะเข้ากับง้าวยาวของหยงฉางก่อนที่จะทิ้งรอยแผลลึกเอาไว้ที่กลางหน้าอกของเขา

หยงฉางได้แต่กุมหน้าอกที่โชกเลือดของเขาเอาไว้

“น้องชายหลินหยุดก่อน ! การทดสอบได้จบลงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องสู้กันอีกแล้ว ! ”

หยงฉางได้รีบพูดออกมาอย่างรวดเร็ว

หากว่าหลุดออกไปนอกเวทีแล้วก็จะหมดสิทธิ์การเข้าเป็นศิษย์ภายในและหลังจากที่ได้เห็นชะตากรรมที่น่าอนาถของเซ่าหลินแล้วหยงฉางก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เขาไม่อยากจะเสียสิทธิ์นี้ไป

“เจ้าบอกว่าจะไม่สู้แล้วข้าต้องไม่สู้ ? เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นใครกัน ? ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยสายตาที่ดุร้าย

มือซ้ายของเขาได้ยกขึ้นก่อนที่จะสำแดงทักษะฝ่ามือเงาเพลิงออกไป

ตอนนี้ระดับพลังของเขาอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ซึ่งเมื่อสำแดงทักษะฝ่ามือเงาเพลิงออกไปแล้วจะเห็นเพียงแต่ภาพติดตาของฝ่ามือทั้ง 18 ที่เผาผลาญตามจุดที่ปะทะกับร่างกายของหยงฉางได้อย่างชัดเจนก่อนที่จะส่งเขาลอยออกไปนอกเวทีขณะที่ส่งเสียงร้องออกมา

ผู้ชมทั้งหมดที่อยู่ด้านล่างต่างตกตะลึง

“อีกคน…..”

“เหลือแค่พวกเขา”

“เขา………กำลังเดินไปทางหลงซิ่ว”

“เจ้าหลินเทียนนั่นต้องการจะโยนทุกคนออกไปนอกเวที ”

“นี่….”

ผู้ชมทั้งหลายได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

ตั้งแต่ที่ก่อตั้งสำนักมาการประลองเพื่อชิงสิทธิ์ภายในสำนักนั้นหากว่าเหลือตามจำนวนที่ตั้งไว้ก็จะถือว่าจบการประลองทันทีและไม่จำเป็นต้องต่อสู่อีกต่อไปแล้วแต่ตอนนี้หลินเทียนกลับไม่ยอมให้มันจบพร้อมทั้งโยนคนอื่นๆออกไปจากเวทีแห่งนี้

แน่นอนว่าจริงๆแล้วแม้ทางสำนักจะไม่ได้มีกฎว่าห้ามสู้กันต่อแต่ก็ไม่มีใครเคยเลือกที่จะสู้ต่อและเลือกที่จะได้ประโยชน์ร่วมกันแต่อย่างไรก็ตามหลินเทียนกลับเลือกตรงกันข้ามซึ่งมันถือเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ของสำนักอีกครั้ง

“เจ้านี่……… ดุร้ายจริงๆ ”

หลายคนได้มีแววตาที่เปล่งประกายออกมา

แม้ว่าหลายคนจะตกตะลึงกับการกระทำของหลินเทียนแต่กลับทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่าเดิม

หลูเชิงและโจวเฮ่าที่อยู่ห่างออกไปนั้นมีท่าทางหม่นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

“ไอ้ระยำอวดดีนั่น ! ”

หลูเชิงได้พูดออกมา

โจวเฮ่าได้พดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“ปล่อยให้เจ้านั่นทำต่อไป เมื่อถึงเวลาแล้วจะได้จะเห็นดีกว่าเดิม ”

รอยยิ้มของโจวเฮ่ายังคงสุขุมตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้

“ใช่ ! เมื่อถึงตอนนั้นแล้วมันคงร้องไม่ออกแน่ๆ !”

หลูเชิงได้แสยะออกมา

ห่างออกไปนั้นท่าทางของเหล่าศิษย์ภายในล้วนมีดวงตาที่เป็นประกาย

“น่าสนใจจริงๆ ! หลินเทียนนี่สุดยอดไปเลย !”

ชายหนุ่มที่สวมชุดสีดำได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

…..

บนเวทียังคงเหลืออยู่เพียงสามคนเท่านั้นนั่นก็คือหลินเทียน หลงซิ่วและโม่คงที่หมดสภาพไปแล้ว

“ระยำ ! ”

เมื่อต้องมองไปยังแผ่นหลังของหลินเทียนแล้วโม่คงก็อดที่จะสบถออกมาไม่ได้

อย่างไรก็ตามแม้จะรุมมันพร้อมกันถึง 24 คนแต่ผลลัพธ์กลับออกมาแบบนี้ ! ตอนนี้แม้แต่จะคลานเขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

ณ ตอนนี้หลินเทียนก็ยังคงเดินเข้าไปหาหลงซิ่ว

“น้องชายหลินหยุดมือก่อนเร็ว ข้ามีเรื่องจำพูด ! ”

หลงซิ่วได้พูดต่ออย่างรวดเร็วว่า

“แน่นอนว่าการรุมเจ้าในตอนแรกมันไม่ถูกแล้วหลังจากที่เราเข้าเป็นศิษย์ภายในแล้วข้าจะขออภัยเจ้าอีกครั้งแต่ตอนนี้เราหยุดก่อนได้ไหม ? ”

เมื่อต้องเผชิญกับพลังที่แข็งแกร่งของหลินเทียนและมองไปยังสภาพของเซ่าหลินและหยงฉางแล้วจิตใจของหลงซิ่วก็ถึงกับสั่นสะท้านไปทันที เขารู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองไม่ใช่คู่มือของหลินเทียนและไม่อยากจะเสียสิทธิ์การเลื่อนระดับเป็นศิษย์ภายในไป

“วุ้สสสส ! ”

หลินเทียนได้พุ่งออกมาอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งประชิดเขาด้วยความเร็วดั่งสายฟ้า

แกร๊ง ! กระบี่ในมือของเขาได้ส่งเสียงร้องออกมาก่อนที่จะปะทะเข้ากับหอกยาวในมือของหลงซิ่ว

ตอนนี้หลงซิ่วผู้ที่กำลังถือหอกยาวนั้นรู้สึกได้ว่ามือทั้งสองข้างของตัวเองชาไปหมดและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นวิตกยิ่งกว่าเดิม ชายหนุ่มตรงหน้าที่ดูอายุราว 16 ปีกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกกดทับโดยภูเขายักษ์

“เจ้า…..”

เมื่อมองไปยังหลินเทียนแล้วเขาได้แต่ส่งเสียงที่สั่นเครือออกมา

แกร๊ง !

กระบี่ในมือของหลินเทียนได้สั่นไหวอีกครั้งก่อนที่คลื่นกระบี่อันรุนแรงจะปะทุออกมาแล้วโถมเข้าใส่แขนทั้งสองข้างของหลงซิ่ว

“อั๊ก ! ”

หลงซิ่วได้โห่ร้องออกมาก่อนที่เลือดจะชโลมไปทั่วทั้งท่อนแขนของเขา

หลินเทียนได้ยกเท้าขึ้นพร้อมทั้งเตะอัดเขาลอยออกไปนอกเวทีอย่างรวดเร็ว

เมื่อกระเด็นออกมาอยู่นอกเวทีแล้วหลงซิ่วก็ได้แต่สั่นไปทั้งตัว ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจจากคนที่สามารถเข้าเป็นศิษย์ภายในได้แน่นอนแต่เอาไปแรกกับเงินไม่กี่หมื่นเหรียญจากโม่คงกลับตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เขาและคนอื่นๆหมดสิทธิ์ในการเลื่อนระดับไปแล้ว

ผู้ชมทั้งหลายที่อยู่รอบๆต่างแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงอย่างมาก

“นี่เขา……กำราบหมดทุกคนจริงๆด้วย !”

“เจ้านี่….สุดยอดไปเลย !”

“เฟี้ยวจริงๆ !”

ผู้ชมหลายคนที่เป็นสตรีต่างแสดงดวงตาที่เปล่งประกายออกมา

ฉีดงและมู่ชิงที่อยู่ห่างออกไปเองก็อดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะไปมาด้วยรอยยิ้มฝืนๆ

“เจ้าหนูนี่มันชอบทำอะไรไร้เหตุผลจริงๆ ”

มู่ชิงได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่หมดหนทาง

ซูชูวที่อยู่ข้างๆเขาได้แต่แสยะออกมาว่า

“ไร้เหตุผลอะไรกัน ! ไอ้พวกระยำหน้าไม่อายนั่นมันสมควรโดนแล้ว ! ”

ศิษย์เก่า 24 คนรุมศิษย์ใหม่เพียงคนเดียวนี่มันทำให้นางโกรธเป็นอย่างมาก

“เอาล่ะๆ ที่ซูชูวพูดก็ถูกเพราะคงได้แต่โทษกับการกระทำของตัวเองเท่านั้น”

ฉีดงได้พูดต่อว่า

“ดูเหมือนว่าเราจะได้สถิติใหม่อีกแล้วสินะ ”

หลินเทียนที่อยู่บนเวทีได้หันหน้ากลับมามองไปทางโม่คงอีกครั้ง

“แกร๊ง !”

เสียงกระบี่ได้คำรามออกมาจนเป็นเหตุให้ท่าทางของผู้คนต้องเปลี่ยนไป

“อะไรกัน ? เขายังจะอัดคนอีก ? ”

“เขากำลังเดินไปทางโม่คง ? ”

“โม่คง ? ไม่ใช่ว่าหมดสภาพไปแล้วหรอ ? ”

หลายคนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมา

“หรือว่าจะกระทืบระบายอารมณ์ ? ”

“นี่…..ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ ”

“ก็ดี ข้าอยากเห็นจริงๆ ! ”

หลายคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

มู่ชิงและฉีดงที่อยู่ห่างออกไปก็แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาเช่นกัน

“เจ้าหนูนั่นคิดจะทำอะไรอีก ? ”

ฉีดงได้แต่ขมวดคิ้วของเขา

หลินเทียนที่อยู่บนเวทีได้เดินเข้าไปถึงตรงหน้าของโม่คงก่อนที่จะยกกระบี่ในมือขวาขึ้นแล้วพาดคมกระบี่ที่เย็นยะเยือกไว้ที่ลำคอของโม่คง

“ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าอุบัติเหตุมันเกิดได้ทุกเมื่อใช่ไหม ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างราบเรียบ

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของโม่คงได้เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

“ท่าน..ผู้อาวุโส ! ผู้อาวุโส ! เขา………เขาจะฆ่าข้า ! ช่วยข้าด้วย ! ”

โม่คงได้โห่ร้องออกมาอย่างดัง

ณ ตอนนี้ดวงตาของโม่คงนั้นแสดงให้เห็นถึงความกลัวได้อย่างชัดเจนเพราะว่าก่อนหน้านี้เขาเคยสืบข้อมูลของหลินเทียนมาก่อนดังนั้นถึงเข้าใจนิสัยของหลินเทียนดีและไม่สงสัยเลยว่าหลินเทียนจะกล้าฆ่าเขาต่อหน้าทุกคนหรือไม่

เมื่อได้ยินคำพูดของโม่คงแล้วคนอื่นๆก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่เปลี่ยนไปออกมา

“นี่…..เป็นไปได้ไง ? ”

“ไม่อยากจะถูกเตะออกไปนอกเวทีแต่ก็ไม่ควรจะเล่นตลกแบบนี้นะ ”

“ใช่ ”

หลายๆคนไม่เชื่อคำพูดของโม่คงเพราะถึงอย่างไรก็ตามที่สำนักนี้ห้ามการฆ่าศิษย์ร่วมสำนักยกเว้นผู้ที่ทำสัญญาเป็นตายกันเท่านั้นไม่งั้นหากว่าเกิดการฆ่าศิษย์ร่วมสำนักขึ้นก็จะได้รับโทษสูงสุด

เมื่อเห็นท่าทางไม่เชื่อของคนอื่นๆแล้วโม่คงได้แต่โห่ร้องออกมาสุดเสียงด้วยสีหน้าที่หวาดกลัวว่า

“จริงๆ ! นี่เป็นเรื่องจริง ! ผู้อาวุโสช่วยข้าด้วย ! ”

เมื่อปลายกระบี่อันเย็นยะเยือกกำลังพาดอยู่ที่คอของตัวเองนั้นจะไม่ให้เขากลัวได้อย่างไรกัน

เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วศิษย์หลายคนก็ได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมาทันที

“นี่…..”

หลายคนได้แสดงท่าทางระมัดระวังออกมา

มู่ชิงและฉีดงที่อยู่ห่างออกไปได้ขมวดคิ้วพร้อมทั้งพูดว่า

“หลินเทียน นี่มันเรื่องอะไรกัน ? ”

เมื่อเห็นว่าฉีดงและมู่ชิงเอ่ยปากพูดแล้วหลินเทียนก็ได้หันไปหาพวกเขาพร้อมทั้งทำความเคารพ

หลายคนได้แต่มองไปยังท่าทางที่ราบเรียบของหลินเทียน

“ความแค้นของหลินเทียนและตระกูลโม่นั้นไม่น่าจะมีใครไม่รู้ เมื่อสามเดือนก่อนตอนที่ทดสอบเข้าเป็นศิษย์ด้วยเหตุผลบางประการถึงได้ทำให้โม่เซินโกรธข้าเข้ากระดูกดำและด้วยความที่ว่ามันมีลุงที่ดีผู้ซึ่งเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักและในการประลองรอบสุดท้ายการจับฉลากเลือกคู่ต่อสู้ทำให้ข้าต้องเผชิญหน้ากับโม่เซินแถมโม่ยี่ยังเห็นชอบให้โม่เซินทำสัญญาเป็นตายกับข้า ”

“ผู้ที่สามารถเข้าเป็นศิษย์ของที่นี่ได้ต่างมีไหวพริบกันทุกคนดังนั้นข้าคิดว่าทุกคนคงรู้ว่ามันมีลูกไม้อะไรซ่อนอยู่ ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของศิษย์ทั้งหลายต่างเปลี่ยนไปอย่างมาก

“นี่…”

ศิษย์เก่าหลายคนได้แต่ขมวดคิ้วเข้าหากัน

จากคำพูดของหลินเทียนแล้วพวกเขาเดาได้ทันทีว่ามันเป็นแผนการที่โม่ยี่วางเอาไว้อย่างแน่นอน

“ไอ้โม่ยี่นี่มันหน้าไม่อายจริงๆ ”

หลายคนได้ส่งเสียงกระซิบออกมา

ท่าทางของมู่ชิงและฉีดงที่อยู่ห่างออกไปกลายเป็นอึดอัดเล็กน้อยเพราะว่าโม่ยี่มันทำเกินไปก็จริงแต่เขาเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนของสำนักดังนั้นเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องดีจริงๆ

“เจ้าหนู ทำไมถึงได้พูดเรื่องนี้ขึ้นมาตอนนี้ล่ะ ”

มู่ชิงได้แสดงรอยยิ้มฝืนๆออกมา

หลินเทียนที่อยู่บนเวทียังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบพร้อมกับพูดออกมาว่า

“ตระกูลโม่นั้นเป็นตระกูลผู้บ่มเพาะและโม่ยี่ก็รู้ดีว่าโม่เซินสำเร็จทักษะระดับกลางเขตแดนหล่อหลอมร่างกายอยู่แต่แรกแถมตอนนั้นยังมีระดับพลังสูงกว่าข้าเล็กน้อยดังนั้นถึงมั่นใจว่าโม่เซินจะสามารถสังหารข้าได้แต่ผลลัพธ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่หวังเอาไว้ ”

“ในศึกครั้งนั้นโม่เซินได้ตกตายลงและหลังจากนั้นโม่ยี่ก็ลงมือกับข้าด้วยตัวเองโดยไม่สนใจกฎที่ตัวเองสร้างขึ้นและพยายามจะสังหารข้าต่อหน้าทุกคน หากว่าในตอนนั้นไม่ได้มีผู้อาวุโสมู่ชิงและผู้อาวุโสฉีดงแล้ววันนี้ข้าคงไม่มีโอกาสยืนอยู่ตรงนี้ หลินเทียนผู้นี้ต้องขอขอบคุณท่านทั้งสองอีกครั้งไม่งั้นข้าคงตายด้วยเงื้อมมือของโม่ยี่ไปแล้ว ”

เมื่อพูดจบหลินเทียนก็ได้โค้งคำนับไปทางทั้งสองคนด้วยความซาบซึ้ง

หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดต่อว่า

“ณ ตอนนั้นโม่ยี่ยิ่งเกลียดข้าเข้ากระดูกดำดังนั้นตระกูลโม่ทั้งตระกูลถึงได้พยายามทุกวิถีทางและเมื่อหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าไปที่ป่าทมิฬนั้นมันเป็นเพราะว่าคนหน้าไม่อายบางคนถึงได้ทำให้ที่อยู่ของข้าถูกเปิดเผยและหลังจากนั้นตระกูลโม่ทั้งตระกูลได้แห่กันไปที่ป่าเพื่อไล่ล่าข้าไม่เว้นแม้แต่ผู้นำตระกูลโม่และโม่ยี่ ! หากว่าไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วยข้าก็คงตายไปแล้ว ”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วท่าทางของผู้ชมทั้งหลายล้วนเปลี่ยนไปยิ่งกว่าเก่า

ดวงตาของหลูเชิงที่อยู่ข้างๆโจวเฮ่าได้แสดงให้เห็นถึงความกลัวออกมาอย่างชัดเจน

ห่างออกไปมู่ชิงและฉีดงเองก็มีท่าทางเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง

“มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นงั้นหรอ ?! ”

ประกายตาของทั้งสองได้เปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในทันที