0 Views

หลังจากที่เวลาได้ผ่านไปประมาณสิบห้านาทีนั้นพลังฉีของหลินเทียนก็กลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง

“ยานี่มีฤทธิ์ดีจริงๆ ”

หลินเทียนได้พูดออกมาคนเดียว

ณ ตอนนี้ชายวัยกลางคนที่รับหน้าที่เจ้าภาพก็ได้กระแอมออกมาพร้อมกับพูดต่อว่า

“ผู้มีคุณสมบัติทดสอบ หลินเทียน หยงฉาง หลงซิ่ว …… ”

เขาได้อ่านรายชื่อทั้งหมด 25 คนพร้อมทั้งพูดต่อว่า

“ทั้งหมดไปรวมกันที่เวที ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาเพราะในรายชื่อเหล่านี้ไม่มีซูชูวรวมอยู่ด้วย

“เจ้าไม่สามารถผ่านการทดสอบในข่ายอาคมได้ ? ไม่น่าจะเป็นไปได้ ? ”

หลินเทียนได้ถามออกมา

“แน่นอนว่าผ่านและข้าเป็น 4 คนสุดท้ายด้วย !”

ซูชูวได้แสยะออกมา

“งั้นทำไม…”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางที่สงสัยมากกว่าเก่า

ซูชูวได้ตอบเขากลับไปว่า

“ข้าสละสิทธิ์เข้าร่วมน่ะ ”

“สละสิทธิ์ ? ”

หลินเทียนได้พูดต่อด้วยท่าทางไม่แปลกใจว่า

“เจ้าไม่เล่นแล้ว ? ”

“เฮ้พูดให้มันดีๆหน่อย ! ”

ซูชูวได้แสยะออกมาอีกครั้งว่า

“ถึงอย่างไรข้าก็มีอาจารย์อยู่ซึ่งการที่สามารถอยู่ในข่ายอาคมได้เกินสี่ชั่วโมงก็ทำให้ตาเฒ่ามู่ได้หน้าแล้วดังนั้นข้าถึงไม่อยากจะไปแย่งทรัพยากรของศิษย์ภายในคนอื่นๆแค่นั้นเอง อีกอย่างข้าไม่สอบการประลองด้วย ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาพร้อมทั้งพูดว่า

“ไหนใครบอกกันเอ่ยว่าจะเอาชนะแล้วเข้าเป็นศิษย์ภายใน ”

“เจ้าพูดอะไรนะ ! ”

ซูชูวได้พูดออกมาด้วยท่าทางดุๆ

“ข้าพูดว่าเจ้านี่เป็นหญิงชั้นสูงที่จิตใจกว้างขว้างคิดเพื่อคนอื่นจริงๆ ”

หลินเทียนได้รีบเปลี่ยนคำพูดโดยทันที

“นั่นก็ใช่ !”

ซูชูวได้แสยะออกมาต่อว่า

“เอาล่ะไปได้แล้ว ! ”

หลินเทียนได้แต่พยักหน้าพร้อมกับเดินไปทางเวทีอย่างรวดเร็ว

ไม่นานคนอื่นๆก็ได้ขึ้นไปบนเวทีทั้งหมด

เวทีนี้กว้างมากๆอย่างน้อยๆก็หลายร้อยตารางเมตรที่สามารถจุคนได้กว่า 200 คนซึ่งการที่จะมีการประลองของ 25 คนก็เป็นอะไรที่สบายๆอยู่แล้ว ณ ตอนนี้ผู้เข้าร่วมได้แต่มองไปที่กันและกันด้วยความระมัดระวังเพราะทุกคนอาจจะเป็นคู่แข็งของพวกเขาได้

หลินเทียนที่ยืนอยู่บนเวทีสามารถได้ยินเสียงลมหายใจอันรุนแรงของคนอื่นๆได้อย่างชัดเจน

“กระวนกระวายกันจังแหะ”

เขาได้แต่คิดอยู่ภายในใจ

ณ ตอนนี้ทุกๆคนได้เตรียมตัวหมดแล้วและรอการประกาศจากชายวัยกลางคนเท่านั้น

ด้านล่างเวทีก็เต็มไปด้วยผู้ชมมากมายหลายร้อนคนที่กำลังจับจ้องขึ้นมาบนเวที

“ทั้ง 25 คนนี้มีเพียง 4 คนสุดท้ายเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะ ไม่รู้เลยเนอะว่าจะเป็นใคร ”

“ต้องเป็นเจ้าหลินเทียนนั่นอย่างแน่นอน ”

“ใช่ๆ หยงฉางและหลงซิ่วเองก็ไม่เบาเลย อย่างน้อยๆก็น่าจะเป็นผู้ชนะด้วย ได้ยินมาว่าพวกเขาฝึกหนักเป็นอย่างมากและสามารถตัดผ่านไปยังเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 9 ได้แล้ว ”

“แม่นางซูชูวก็มีสิทธิ์เข้าร่วมแล้วทำไมถึงได้สละสิทธิ์กัน นี่มันแปลกจริงๆ ”

“แปลกตรงไหน ! นางบ่มเพาะพลังอยู่ข้างกายผู้อาวุโสโม่ชิงมาตั้งแต่ยังเด็กดังนั้นต่อให้ไม่ผ่านเข้าไปเป็นศิษย์ภายในก็ไม่มีทางขาดแคลนทรัพยากรบ่มเพาะอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าที่นางไม่เข้าร่วมก็เพราะว่าไม่อยากจะแย่งที่คนทั้ง 25 คนที่เหลือ น่ายกย่องจริงๆ ”

“ที่พูดก็ถูก ”

“พูดก็พูดแล้วน่าเสียดายเรื่องของจางเฟิงเนอะ หากว่าไม่ตายในสันเขาชิงเฟิงก็คงจะตัดผ่านไปยังเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ไปแล้วเพราะก่อนหน้านี้ก็อยู่ในระดับ 8 ตอนปลายแล้วด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังอยู่ในอันดับ 3 ของการจัดอันดับศิษย์ภายนอกอีก ”

“ใช่แล้ว น่าเสียดายจริงๆ ดูเหมือนว่าในสันเขาชิงเฟิงจะเริ่มไม่ค่อยสงบสุขแล้วสิ เราเองก็ต้องระมัดระวังเหมือนกันนะ ”

“ใช่แล้ว ! ”

หลายๆคนได้เริ่มการสนทนากัน

หลินเทียนที่อยู่บนเวทีนั้นได้ยินบทสนทนาของพวกเขาอย่างชัดเจนพร้อมกับอดยิ้มออกมาไม่ได้ จางเฟิงที่ถูกเขาฆ่ากลับกลายเป็นว่าโดนสัตว์อสูรฆ่าแทน แน่นอนมันเป็นเพราะว่าจางเฟิงเป็นเพียงศิษย์ธรรมดาๆดังนั้นการตายของคนธรรมดาๆก็ไม่น่าสนใจอะไรเหมือนที่ซูชูวเคยพูดเอาไว้ว่าคนที่ตายในสันเขานั้นอธิบายได้ว่าเป็นคนอ่อนแอ หากว่าสำนักยังต้องลงไปดูแลอีกก็ไม่ต่างอะไรจากพ่อแม่แล้ว

เสียงกระแอมเบาได้ถูกส่งออกมาจากมุมเวที

ทุกคนล้วนมองตามแหล่งเสียงไปก่อนที่จะพบกับชายวัยกลางคน

ชายคนนั้นได้มองไปยังผู้เข้าร่วมทั้ง 25 คนก่อนที่จะพูดออกมาว่า

“หมดความสามารถในการสู้และถูกโยนออกไปนอกสนามถือว่าแพ้ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้ตะโกนออกมาว่า

“เริ่มได้ ! ”

“แกร๊ง ! ”

เสียงกระบี่ได้คำรามออกมาอย่างดัง

ทั้ง 25คนล้วนกระโจนเข้าใส่หลินเทียนด้วยกันทั้งหมด !

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมถึงกับตกตะลึงโดยทันที

“นี่มันใครกัน ? บ้าไปแล้ว ? ”

“เซ่าหลิน อันดับ 6 ของการทดสอบศิษย์ภายนอกเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8แต่ทำไมถึงได้โจมตีหลินเทียน ? คิดจะวัดความสามารถ ? นี่มันดูไม่ค่อยฉลาด ? ”

“นี่…”

หลายๆคนต่างแสดงสีหน้าที่สงสัยออกมา

แน่นอนว่าพวกเขารู้ดีว่าหลินเทียนนั้นแข็งแกร่งมากๆเพราะว่าเป็นถึงอันดับ 2 ในการทดสอบศิษย์ภายนอกแต่กางที่เซ่าหลินโจมตีใส่หลินเทียนนั้นมันทำให้ผู้คนได้แต่เกิดความสงสัยขึ้นทันที อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นมันเกิดเรื่องที่น่าเหลือเชื่อกว่าเดิมขึ้นเพราะหลังจากที่เกิดเสียงปะทะกันของคมกระบี่แล้วผู้คนทั้งหมดโดยรอบล้วนโจมตีไปที่หลินเทียนเหมือนว่าได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าแล้ว

“นี่มัน………อะไรกัน !”

“ศิษย์ภายนอกอันดับที่ 7 หยางเจิง และอันดับที่ 7 เซ่าฉีแถมคนอื่นๆอีก นี่มัน…..”

“ทำอะไรกัน ? ”

ผู้ชมทั้งหลายต่างจ้องมองที่เวทีด้วยนัยน์ตาที่เบิกกว้าง

ไม่เพียงแค่พวกเขาเท่านั้นแต่มู่ชิง ฉีดง และซูชูวก็รู้สึกโกรธเช่นกัน

ณ ตอนนี้ผู้คนทั้งหมดล้วนรุมหลินเทียนอย่างไร้ความปราณี

“คนพวกนี้มันทำเกินไปหรือเปล่า ? ”

ศิษย์ใหม่หลายคนได้โกรธจัดโดยทันที

ในหมู่ผู้เข้าร่วมทั้ง 25 คนนั้นมีหลินเทียนเพียงคนเดียวที่เป็นศิษย์ใหม่ซึ่งการที่สามารถมาถึงจุดนี้ได้ภายในสามเดือนนั้นถือเป็นเกียรติของหลินเทียนและศิษย์ใหม่อย่างมากแต่ตอนนี้หลังจากที่เห็นหลินเทียนซึ่งเป็นเหมือนวีรบุรุษของพวกเขาโดยรุมก็ทำให้ศิษย์ใหม่ทั้งหลายโกรธจัดโดยทันที

ด้านข้างได้มีเสียงดังออกมาว่า

“มันเป็นการประลองหมู่ เกินไปตรงไหน ! ”

“บางคนมันคิดว่ามันมีเกียรติมากและไร้เทียมทานจึงไม่รู้จักหยุดดังนั้นคงทำให้ใครหลายคนไม่พอใจล่ะมั้ง ”

“ผู้บ่มเพาะควรจะเป็นคนที่ไม่ทำตัวโดดเด่นถึงจะดี ”

“ใช่ๆ ”

ศิษย์เก่าหลายคนได้พูดเป็นเสียงเดียวกัน

หลินเทียนได้เข้าร่วมกับสำนักมาเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้นแต่กลับแซงหน้าพวกเขาทั้งหมดดังนั้นถึงได้ทำให้คนเหล่านี้รู้สึกไม่พอใจนัก

“เจ้า……… ”

ศิษย์เก่าหลายคนที่ได้ยินแบบนั้นก็โกรธจัดโดยทันทีแต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรเพราะพวกเขาไม่ใช่หลินเทียนที่ห้าวหาญพอที่จะตอบโต้

โจวเฮ่าและหลูเชิงที่อยู่ห่างออกไปต่างมองมาทางเวที

“นี่มันก็น่าประหลาดใจจริงๆแหะ ”

โจวเฮ่าได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลูเชิงได้พูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“ไอ้ระยำนั่นมันเป็นเพียงศิษย์ใหม่แต่กลับเด่นเกินหน้าเกินตาคนอื่นๆศิษย์เก่าทั้งหลายก็น่าจะไม่พอใจเท่าไหร่ ”

หลูเชิงเองก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมกับการทดสอบเหมือนกันแต่เขารู้ดีว่าระดับพลังของตัวเองยังไม่เพียงพอดังนั้นถึงไม่เข้าร่วม

ห่างออกไปนั้นศิษย์ภายในสำนักทั้งหลายต่างขมวดคิ้วเข้าหากัน

“นี่มันไร้เกียรติจริงๆ ”

“เจ้าหลินเทียนนั่นก็แข็งแกร่งจริงๆนั่นแหละแต่ถูกห้อมล้อมโดยผู้คนกว่า 20 คนก็คงเป็นอันตรายไม่น้อย”

“โอกาสยืนหยัดอยู่ได้มีเพียง 20% เท่านั้น”

“น่าเสียดายจริงๆ ”

ศิษย์ภายในทั้งหลายล้วนแต่ส่ายศีรษะของพวกเขา

…….

ณ ตอนนี้ผู้คนทั้งหมดได้แต่รุมโจมตีเข้าใส่หลินเทียนอย่างไม่หยุดหย่อนซึ่งส่วนใหญ่แล้วพวกเขาอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8และมีแม้กระทั่งระดับ 9อย่างหลงซิ่วและหยงฉาง หลงซิ่วนั้นใช้หอกยาวเป็นอาวุธส่วนหยงฉางนั้นใช้ง้าวยาวที่ส่งแรงกดดันออกมามากกว่าคนอื่นๆ

หลินเทียนได้แต่ขมวดคิ้วขณะที่มองไปยังการโจมตีของคนนับฝูง

การที่คนทั้งหมดรุมเขานั้นมันทำให้เขารู้สึกแปลกๆ

“โจมตี ! ”

เสียงคำรามได้ดังออกมา

หลงซิ่วนั้นแสดงสีหน้าที่ไม่แยแสออกมาพร้อมกับเหวี่ยงหอกยาวเข้าใส่เขาอย่างไร้ความปราณี

ท่าทางของหลินเทียนเปลี่ยนไปเล็กน้อยก่อนที่จะรับการโจมตีเอาไว้ด้วยกระบี่

“แกร๊ง ! ”

เสียงปะทะกันได้ดังขึ้นทั่วทุกทิศทาง

หอกยาวของหลงซิ่วนั้นมีน้ำหนักกว่า 50 กิโลกรัมดังนั้นหลังจากที่ปะทะกับกระบี่แล้วก็ทำให้หลินเทียนถึงกับต้องขมวดคิ้ว หากว่าเขาไม่ได้ถ่ายเทพลังให้ได้แล้วกระบี่ในมือของเขาคงจะแหลกระเอียดไปแล้ว

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นแบบนั้นแต่เขาก็ยังก้าวถอยออกไปหลายก้าว

“แกร๊ง !”

ณ ตอนนี้เสียงคำรามของกระบี่ได้ดังขึ้นอีกครั้ง

ตรงจุดอับสายตาได้มีคลื่นกระบี่ถูกส่งออกมาซึ่งหลังจากที่ใกล้จะปะทะแล้วมันได้เพิ่มจำนวนออกก่อนที่จะปะทะเข้ากับหลินเทียนดั่งห่าฝน

ศิษย์ทั้งหลายภายใต้เวทีต่างแสดงสีหน้าที่ประหลาดใจและตกตะลึงออกมาในเวลาเดียวกัน

“นั่นมันทักษะมีดพันวิญญาณ ”

ศิษย์เก่าคนหนึ่งได้พูดออกมาว่า

“ทักษะนี้เหมือนกับทักษะกระบี่พันวิญญาณซึ่งหลังจากที่คลื่นกระบี่ได้ถูกส่งออกมาแล้วก็จะเป็นเรื่องยากที่จะคำนวณเส้นทางของมันอย่างมาก ใครเป็นคนส่งออกมากัน ? หากว่าไม่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ก็เป็นเรื่องยากมากที่จะฝึกฝนได้ !”

“บึ้ส ! ”

ผู้คนทั้งหลายต่างรายล้อมหลินเทียนเอาไว้

หลินเทียนได้กวาดตามองพร้อมกับยกมือขวาขึ้นเมื่อรับการโจมตีของมีดทั้งหลาย

เขาได้ยกกระบี่ขึ้นมาไว้ที่หน้าอกพร้อมทั้งปัดการโจมตีด้วยท่าทางที่ไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย

“แกร๊ง ! ”

เสียงปะทะกันได้ดังขึ้นอีกครั้งก่อนที่จะปัดป้องการโจมตีต่อไป

ชายหนุ่มที่กำลังถือกระบี่ยาวได้ทำการโจมตีเข้าใส่หลินเทียนซึ่งได้ส่งเสียงปะทะกันออกมาเรื่อยๆและตอนนี้ระยะห่างของพวกเขาก็อยู่ห่างกันไม่ถึง 3 ฟุตด้วยซ้ำ

เฮือก !

นี่ทำให้สีหน้าของผู้คนเปลี่ยนไปมากกว่าเก่า

ในคลื่นกระบี่เหล่านี้แฝงไปด้วยการโจมตีที่เย็นยะเยือกซึ่งหากว่าเปลี่ยนเป็นผู้ชมที่อยู่ในจุดของหลินเทียนนั้นก็คงจะตกตายจากคลื่นกระบี่และการโจมตีของทักษะมีดไปแล้วแต่ตอนนี้หลินเทียนกลับสามารถปัดป้องพวกมันได้ทั้งหมดอย่างสบายใจเหมือนว่ารู้เส้นทางของใบมีดอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อมองไปยังผู้ที่กำลังถือมีดเอาไว้ก็ทำให้ศิษย์เก่าหลายคนได้แต่แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมาตามๆกัน

“ศิษย์ภายนอกลำดับที่ 10 โม่คง ? ไม่ใช่ว่าเขาอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับที่ 8 งั้นหรอ ? ทำไมอยู่ดีๆถึงได้กลายเป็นระดับ 9 กัน ? ”

หลายคนได้แสดงสีหน้าที่สงสัยออกมา

ชายหนุ่มที่ถือกระบี่อยู่บนเวทีเองก็ได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาทันทีเพราะว่าก่อนหน้านี้เขาคิดว่าการโจมตีของคลื่นกระบี่และทักษะมีดพันวิญญาณนั้นจะสามารถจัดการหลินเทียนได้แต่ไม่คิดเลยว่าการโจมตีอันรุนแรงนี้กลับถูกป้องกันเอาไว้ได้ทั้งหมด

ชายหนุ่มได้แต่จ้องมองไปทางหลินเทียนส่วนหลินเทียนก็จ้องมองมาทางเขาเช่นกัน

“โม่คง ? คนตระกูลโม่ ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างราบเรียบ

โม่คงได้แสยะออกมาอย่างเย็นชาว่า

“เป็นไง ! คงไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์นี้สินะ ? ”

เมื่อมองไปยังหลินเทียนแล้วโม่คงก็ได้พูดด้วยน้ำเสียงแสยะและระดับเสียงที่หลินเทียนสามารถได้ยินเพียงคนเดียวว่า

“คนๆเดียวต้องแบกรับการโจมตีจากคนเป็นฝูงดังนั้นต่อให้เจ้าอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ก็คงไม่มีทางชนะหรอก ! ”

“เจ้าเป็นคนจ้างพวกมันมา ? ”

หลินเทียนได้กวาดตามองไปรอบๆพร้อมกับพูดว่า

“หากพูดกันตามปกติแล้วพวกมันไม่น่าจะตกลงนะ ”

“เงินสามารถทำได้ทุกสิ่งซึ่งตระกูลโม่ของข้าไม่ได้ขาดแคลนเงินด้วย ! ระหว่างที่เจ้าอยู่ในข่ายอาคมก่อนหน้านี้ข้าก็ได้แอบติดต่อพวกเขาไว้หมดแล้วและให้เงินพวกเขามากพอที่จะช่วยกำราบเจ้า ทั้ง 24 คนช่วยกันก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาอะไรมากนั่นถือเป็นการได้เงินไปฟรีๆด้วยซ้ำแถมยังเขี่ยคู่แข่งชั้นดีอีกด้วย ไม่คิดว่ามันดี ? ”

สายตาของหลินเทียนยังคงราบเรียบพร้อมกับพูดออกมาด้วยท่าทางที่ไม่แยแสว่า

“งั้นแสดงว่าจ่ายหนักไปเพื่อที่จะตัดช่องทางให้ข้าเข้าเป็นศิษย์ภายใน ? ”

“แน่นอนว่าไม่ง่ายแบบนั้น ”

โม่คงได้แสยะออกมาว่า

“ก่อนหน้านี้เราปล่อยให้เจ้ารอดไปได้ในป่าทมิฬดังนั้นท่านผู้นำตระกูลโกรธจัดเป็นอย่างมากและหลังจากที่ท่านรู้ว่าเจ้าจะเข้าร่วมการทดสอบนี้ถึงได้มอบยาเพิ่มพลังที่ทำให้ข้าตัดผ่านไปเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ได้เป็นของขวัญ ! ข้าบอกกับพวกมันเพียงแค่กำราบเจ้าแต่มันจะจบแค่นั้นได้ไง ? ”

โม่คงได้พูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

“แม้ว่าสำนักจะมีกฎเหล็กห้ามสังหารศิษย์ร่วมสำนักแต่ระหว่างการประลองก็เกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดได้ทุกเมื่อดังนั้นหากว่าเจ้าตายด้วยอุบัติเหตุแล้วแม้ทางสำนักจะโกรธแต่อย่างมากก็คงจะไล่ข้าออกจากสำนักเท่านั้น ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางแปลกๆว่า

“เจ้าบอกข้าหมดนี่แล้วไม่กลัวว่าข้าจะไปฟ้องผู้อาวุโส ? ”

“ข้าได้สืบเรื่องของเจ้ามาหมดแล้ว ”

โม่คงได้พูดออกมาว่า

“แม้ว่าภายนอกเจ้าอาจจะดูเข้ากับคนง่ายแต่เป็นเพียงหยิ่งยโสอยู่ภายในใจลึกๆดังนั้นแม้ว่าเจ้าจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วก็คงไม่มีทางรายงานผู้อาวุโสอย่างแน่นอน ! ”

กระบี่ได้ปะทะกันก่อนที่จะแยกเขาออก

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่มีความสุขว่า

“ดูเหมือนว่าจะสืบมาดีหนิ มันก็เป็นอย่างที่เจ้าว่านั่นแหละเพราะข้าจะไม่รายงานทางสำนัก ”

“ข้าก็แค่เตะพวกมันออกนอกเวทีไปให้หมด”

หลังจากนั้นเขาก็ได้พูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เย็นยะเยือกพลางกวัดแกว่งคลื่นกระบี่อันรุนแรงออกไปว่า

“ส่วนตัวเจ้านั้นจากคำพูดก่อนหน้านี้ก็อาจจะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้นกับเจ้าก็ได้ ”