0 Views

ในช่วงเช้าที่พระอาทิตย์สาดแสงอากาศสดชื้นพร้อมทั้งพลังฉีที่เข้มข้น

“ทั๊ม ! ”

เสียงระฆังดังไปทั่วทั้งสำนักแห่งนี้ซึ่งมันส่งเสียงอยู่นานมาก

การทดสอบเข้าเป็นศิษย์ภายในสำนักได้เริ่มขึ้นแล้ว !

ศิษย์ทั้งหลายรวมถึงหลินเทียนล้วนได้ยินเสียงระฆังนี้ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเป็นประกายพร้อมทั้งหยิบเอากระบี่คืนสู่หยวนออกมาจากแหวนมิติแล้วผูกเอาไว้กลางหลัง เมื่อพูดคุยกับหลินซี่เสร็จแล้วเขาก็เดินออกไปทางลานฝึกอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่มาถึงแล้วที่นี่ล้วนรายล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย

คนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่จะเข้าร่วมการทดสอบเพราะว่าจะต้องมีคุณสมบัติมากพออย่างน้อยๆก็ต้องอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 และเมื่อมองออกไปในหมู่ของศิษย์สำนักแล้วก็พบว่ามีอยู่เพียงแต่ 2-3 คนเท่านั้น

ดังนั้นศิษย์มากมายที่เหลือเป็นเพียงผู้ชมเท่านั้น

“ได้ยินมาว่ามีรางวัลด้วยนะ คนที่ได้อันดับที่ 1 จะได้รับยารวมวิญญาณ ! เมื่อผู้ทานอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ก็จะสามารถตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้ทันที ! ”

“ของดีขนาดนี้เอามาเป็นรางวัล ? ! ”

หลายๆคนที่อยู่โดยรอบได้พูดออกมาด้วยความประหลาดใจพร้อมพูดต่อว่า

“ดูเหมือนว่าทุนของทางสำนักจะหนาไม่ใช่น้อยเลยนะ !”

“ใช่ ครั้งนี้ศิษย์ภายนอกสำนักเต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์และได้ยินมาว่านอกจากยานี้แล้วก็ยังมีรางวัลอื่นอีก อย่างไรก็ตามสิทธิ์ในการเข้าร่วมเป็นศิษย์ภายในนั้นมีอยู่เพียงห้าคนเท่านั้น ไม่รู้ด้วยว่าใครจะเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุด ”

ศิษย์หลายๆคนที่รวมตัวกันเริ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยท่าทางอิจฉาขณะมองไปยังผู้ที่มีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบครั้งนี้

เหตุผลก็เพราะว่าความแต่งต่างระหว่างศิษย์ภายในและภายนอกนั้นต่างกันอย่างมาก ให้พูดก็คือหากว่าสามารถเข้าเป็นศิษย์ภายในได้ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวทรัพยากรได้มากมายซึ่งเรียกได้ว่าผู้ที่ผ่านเข้าไปได้ล้วนถูกรับประกันแล้วว่าหากจบออกมาแล้วจะไปที่ไหนก็ง่ายไปหมด

หลินเทียนที่อยู่ในมุมๆหนึ่งได้แต่ชะงักไป

“ยารวมวิญญาณ ? ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

สามารถตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้จากเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ในทันทีนี่มันสุดยอดมากๆ มันมีค่ายิ่งกว่าโอสถนพเก้าก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ ! เมื่อคิดถึงจุดนี้แล้วดวงตาของเขาได้เปล่งประกายพร้อมทั้งรู้สึกคาดหวังในยาตัวนี้ หากว่าเขาได้มันมาก็จะสามารถตัดผ่านไปได้ทันที ?

บรรยากาศของศิษย์โดยรอบก็รู้สึกเหมือนๆกับเขา

“ยารวมวิญญาณสามารถตัดผ่านจากเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้ทันที ! หากว่าสามารถได้มันมาก็คงจะดี ”

หลายคนได้พูดออกมาด้วยใบหน้าที่คาดหวัง

“ผู้ชนะได้ถูกตัดสินเอาไว้แล้วดังนั้นอย่าได้หวังเลย ! ของชิ้นนี้มันเป็นของคนๆหนึ่งแล้วเพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศเท่านั้น ”

“ถูกตัดสินแล้วแต่ยังไม่ประกาศ ? หมายความว่าไง ? ”

“รู้จักโจวเฮ่าไหม ? ได้ยินมาว่าเจ้านั่นตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้แล้วดังนั้นถึงไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมการทดสอบนี้ก็ได้ซึ่งยาตัวนั้นก็ต้องเป็นของเขาอย่างแน่นอน ”

“อะไรนะ ? ตัดผ่านไปแล้ว ? ”

หลายคนถึงกับผวาไป

ตั้งแต่สำนักถูกก่อตั้งมาหลายปีสามารถนับจำนวนศิษย์ภายนอกที่ตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะได้ด้วยมือเปล่าด้วยซ้ำ โจวเฮ่ายังไม่ทันจะได้เข้าร่วมเป็นศิษย์ภายในแต่กลับตัดผ่านไปได้แล้วนี่มันจะไม่น่าประหลาดใจได้ไง ? หลังจากที่ได้ยินข่าวนี้แล้วนัยน์ตาของเหล่าศิษย์มากมายต่างเบิกกว้าง

ณ ตอนนี้หนึ่งในพวกเขาได้พูดขึ้นว่า

“งั้น…..หากว่าตัดผ่านไปแล้วจะให้รางวัลโจวเฮ่าเป็นยารวมวิญญาณอีกได้ไง ? มันไม่เสียเปล่า ? ”

“เสียเปล่า ? จะเป็นแบบนั้นได้ไง ! รู้มูลค่าของมันไหม ? หลังจากที่เขาได้มันไปแล้วก็สามารถเอาไปลงประมูลที่ตำหนักแลกสมบัติเพื่อทำเงินอย่างน้อยๆก็สองล้านเหรียญ มันเทียบได้พอๆกับสมบัติระดับกลางเลยนะ !”

“นี่….”

สมบัติระดับกลางนั้นสามารถทำให้ความแข็งแกร่งของผู้ใช้เพิ่มขึ้นอีก 80% เป็นอย่างน้อย !

“นี่โจวเฮ่าตัดผ่านไปแล้วแถมยังไม่ต้องเข้าร่วมนี่ยังได้รับยารวมวิญญาณไปอีกแน่นอนว่าเหล่าศิษย์คนอื่นๆคงไม่มีใครไม่เห็นด้วย”

“ถึงได้บอกว่ามันเสียเปล่าไง หากว่าให้ผู้ที่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 จะไม่ดีกว่า ? อย่างน้อยๆทางสำนักก็จะได้รับผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะเพิ่มไปอีกคนนะ ”

“ดูเหมือนว่าทางสำนักคงคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีใครสามารถตัดผ่านไปเขตแดนชีพจรเทวะได้ก่อนการทดสอบดังนั้นเลยเปลี่ยนของรางวัลไม่ทัน ”

คนที่พูดได้พูดต่อว่า

“แต่หากเจ้าคิดว่าเสียเปล่างั้นก็ไปท้าสู้เขาสิ ตราบใดที่เอาชนะได้แน่นอนว่ายารวมวิญญาณก็จะตกเป็นของเจ้า ”

“ท้าประลองกับเขตแดนชีพจรเทวะ ? เอาหน้าตัวเองไปให้เขาตบชัดๆ ข้ายังอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 6 เอง ยังไกลจากระดับ 9 อีกเยอะโข ”

“รู้แล้วก็ดี ”

หนึ่งในนั้นได้พูดออกมา

เมื่อฟังคำพูดของคนเหล่านี้แล้วหลินเทียนก็ได้แต่ยิ้มออกมา พอเริ่มประลองแล้วเอาชนะโจวเฮ่าได้เมื่อไหร่ยานั่นก็จะตกเป็นของเขา !

ณ ตอนนี้ห่างออกไปไม่ไกลก็มีชายหนุ่มสองคนกำลังเดินมาซึ่งหนึ่งในนั้นปลดปล่อยความน่าเกรงขามออกมาอย่างมาก

“โจวเฮ่า ! ”

หลายคนได้แต่ประหลาดใจไปพร้อมกับเรียกออกมา

ชายผู้ที่ได้รับอันดับ 1 ของการทดสอบศิษย์ภายนอกแถมตอนนี้ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะมันทำให้ใครหลายคนได้แต่กลัวหัวหด

โจวเฮ่าได้เดินเข้ามากับชายหนุ่มอีกคนซึ่งสวมชุดสีดำ มองเผินๆดูแล้วก็จะเห็นว่ามันคือหลูเชิง

หลินเทียนได้มองไปทางพวกเขาด้วยสายตาที่เย็นชาอย่างมาก

ทั้งสองคนนี้อยู่ในเป้าหมายของเขา

เสมือนว่าสามารถจับสายตาของหลินเทียนได้โจวเฮ่าถึงได้หันกลับมาพร้อมทั้งพูดว่า

“น้องชายหลิน ? ”

หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งเขาก็ได้พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“ก่อนหน้านี้ตอนที่เห็นน้องชายโดนตะขาบผีลากไปข้าก็กังวลอยู่นานแต่ตอนนี้หลังจากที่เห็นเจ้ายังอยู่ดีแล้วข้ารู้สึกดีใจอย่างมาก”

“ดีใจ ? ”

หลินเทียนได้ยิ้มออกมาพร้อมกับพูดต่อว่า

“ทำไมข้ามองดูเหมือนรู้สึกผิดหวัง ? ”

สีหน้าของโจวเฮ่าได้เปลี่ยนไป

หลินเทียนได้หรี่ตาลงพร้อมกับสำรวจเขาและพบว่ากลิ่นอายของโจวเฮ่าเปลี่ยนไปเป็นของเขตแดนชีพจรเทวะจริงๆ

ผู้ชมทั้งหลายล้วนตระหนักถึงเหตุการณ์นี้ถึงได้แสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

“เจ้าหนุ่มสะพายกระบี่ยาวนั่นมันใคร ? ทำไมถึงสามารถพูดคุยกับโจวเฮ่าได้ ! ”

“ไม่รู้จักงั้นหรอ ? ”

“เขาดังมาก ? ”

“ไร้สาระ ! เจ้านั่นมีชื่อว่าหลินเทียนเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราซึ่งสอบเข้าเป็นศิษย์สำนักได้ที่ 1 และการทดสอบศิษย์ภายนอกก็ได้ที่ 2 รองลงมาจากโจวเฮ่า ! ณ ตอนนั้นเขาเพิ่งจะเข้าร่วมสำนักได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น !”

“แข็งแกร่งขนาดนั้นเลย! ครั้งนี้เขาจะสามารถเข้าเป็นศิษย์ภายในได้ไหม ? ”

“มีความเป็นไปได้สูงมากๆ ! แม้ว่าจะไม่สามารถเทียบกับโจวเฮ่าได้แต่อย่างน้อยๆก็มีโอกาสอยู่กว่า 70% ”

“นี่…….”

หลายคนถึงกับตกตะลึง

ศิษย์เก่าหลายคนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาเพราะว่าศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่กลับมีชื่อเสียงนำพวกเขาไปแล้ว!

แน่นอนว่าหลินเทียนได้ยินคำพูดเหล่านี้แต่ไม่สนใจแม้แต่น้อย

เมื่อมองไปยังหลูเชิงแล้วหลินเทียนก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“นี่ ครั้งก่อนน่าจะได้เงินไปเยอะหลังจากที่ใช้ประโยชน์เรื่องร่องรอยของข้าตอนเราเจอกันในป่าทมิฬ ? ”

“ข้าไม่เข้าใจว่าเจ้ากำลังพูดอะไร !”

หลูเชิงได้พูดออกมาอย่างเย็นชา

“งั้นหรอ ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางแปลกๆว่า

“ไม่ใช่ว่าหลังจากที่พบข้าแล้วเจ้าไปรายงานเรื่องข้าให้ตระกูลโม่ฟัง ? ต้องรู้ก่อนนะว่าข้าและตระกูลโม่มีความแค้นกันแถมพวกมันยังทำทุกวิถีทางเพื่อจะฆ่าข้าให้ได้ เมื่อแจ้งเรื่องที่อยู่ของข้าไปก็น่าจะทำเงินให้เจ้าได้ไม่น้อย ”

หลูเชิงได้แสยะออกมาว่า

“อย่าได้ใส่ความให้คนอื่น ! ข้าหลูเชิงลูกผู้ชายไม่มีทางทำเรื่องต่ำช้าแบบนั้น ! เรื่องที่ตระกูลโม่ตามไปไล่ล่าเจ้าที่ป่าทมิฬนั้นไม่เกี่ยวกับข้า ! ”

“? เจ้ารู้ด้วยหรอว่าตระกูลโม่ตามมาไล่ล่าข้า ? ดูเหมือนว่าข้ายังไม่ได้พูดเรื่องนี้ไปเลยหนิ ”

หลินเทียนได้หรี่ตาลงพร้อมกับพูดต่อว่า

“งั้นแสดงว่าเรื่องที่ผู้นำตระกูลโม่ตามไปไล่ล่าข้าก็เกี่ยวกับเจ้าสินะ ? ”

“ข้า…….”

หลูเชิงที่ไม่รู้จะพูดอะไรก็ได้แต่มีท่าทางเปลี่ยนเป็นน่าเกลียด

หลินเทียนได้แสยะออกมาว่า

“ลูกผู้ชาย ? ไม่ทำเรื่องต่ำช้า ? ”

เมื่อมองไปยังหลูเชิงแล้วเขาก็ได้แต่ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาทางสายตา

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับดวงตาของหลินเทียนแล้วหลูเชิงก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านและถอยหลังไป

ณ ตอนนี้เองที่เสียงระฆังได้ดังขึ้นอีกครั้ง

“ทั๊มมมมม ! ”

เสียงระฆังยังคงดังอยู่

เป็นเสียงระฆังเพื่อเตรียมทำการทดสอบ

หลินเทียนได้มองไปยังแหล่งเสียงก่อนที่จะพบกว่ามันมีเวทีประลองที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะซึ่งหลังจากที่ระฆังถูกตีแล้วผู้คนทั้งหลายล้วนเดินไปทางนั้น

ไม่นานที่นี่ก็ดูโล่งเป็นอย่างมาก

หลินเทียนได้กวาดตามองหลูเชิงพร้อมกับหันหลังเดินจากไป

“น้องชายหลินรอก่อน”

โจวเฮ่าไม่ได้สนใจเรื่องเสียงระฆังแม้แต่น้อย เขาได้เรียกหลินเทียนก่อนที่จะพูดต่อว่า

“น้องชายคงยังไม่ลืมสัญญาของเราเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ? ”

หลินเทียนได้หยุดเท้าลงพร้อมกับหันหน้ากลับมามองเขาด้วยดวงตาที่หรี่ลงเล็กน้อย

หลังจากนั้นเขาได้ยิ้มออกมาพร้อมทั้งพูดว่า

“แน่นอน เจ้าดีอย่างดีเลยล่ะ ”

“งั้นก็ดี ”

โจวเฮ่าได้พูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“การประลองจะเริ่มหลังจากที่การตรวจสอบผู้มีสิทธิ์เสร็จแล้วเป็นไง ? ”

หลินเทียนได้มองไปยังโจวเฮ่าพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมแฝงความชั่วร้ายว่า

“ก็ดี เราคิดเหมือนกันเลย”

หลังจากที่พูดจบแล้วเขาก็ได้เดินออกไปทางเวทีประลองทันที

เมื่อมองไปยังหลินเทียนที่กำลังเดินจากไปแล้วโจวเฮ่าก็ได้แต่แสดงสีหน้าที่โหดเหี้ยมออกมา

“ไอ้ระยำนั่นมันอวดดีเกินไปแล้ว ! ”

หลูเชิงได้แต่กำหมัดแน่น

“คนอวดดีมักจะมีชีวิตสั้นดังนั้นทำไมถึงได้ไปโกรธมันล่ะ ”

โจวเฮ่าได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลูเชิงได้ชะงักไปพร้อมกับพูดว่า

“นายน้อยหมายความว่า ? ”

โจวเฮ่าไม่ได้ตอบคำถามของเขาแต่พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“ก่อนหน้านี้ข้าสัมผัสได้ว่ามันอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 แล้ว ”

“อะไรนะ! เป็นไปได้ไง ? ”

หลูเชิงถึงกับผงะไปเพราะว่าเขาเข้าร่วมสำนักมาร่วมมีแล้วแต่ยังอยู่ในระดับ 8 แต่หลินเทียนที่เพิ่มเข้ามาเมื่อ 3 เดือนก่อนกลับอยู่ในระดับ 9 แล้ว ! มันแซงหน้าเขาไปแล้ว !

“ด้วยระดับพลังปัจจุบันของมันน่าจะสามารถเข้าร่วมศิษย์ภายในได้ ”

โจวเฮ่าได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลูเชิงได้เก็บความรู้สึกประหลาดใจกลับไปก่อนที่จะมองไปยังท่าทางมีความสุขของโจวเฮ่าพร้อมทั้งพูดออกมาด้วยท่าทางสงสัยว่า

“นายน้อย ข้าไม่เข้าใจว่าการที่หลินเทียนมันเข้าเป็นศิษย์ภายในได้มันน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ดีแต่ทำไม…..ดูเหมือนท่านกำลังมีความสุข ? ”

“ก็หลังจากที่ตรวจสอบสิทธิ์เสร็จแล้วและพบว่าสามารถเข้าร่วมเป็นศิษย์ภายในได้ทุกคนก็จะรู้สึกมีความสุข ”

โจวเฮ่ายังคงพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่ชั่วร้ายว่า

“ณ ตอนนั้นหากว่าเกิดเรื่องที่ทำให้ร่างกายพิกลพิการหรือว่าตายลงแล้วมันจะไม่ทำให้รู้สึกถึงความสิ้นหวัง ? ”