0 Views

หลังจากที่มองไปยังภาพของมู่ชิงและฉีดงที่กำลังเดินจากไปนั้นท่าทางของผู้นำตระกูลโม่ก็หม่นหมองลงโดยทันที ตระกูลของเขาเป็นตระกูลผู้บ่มเพาะเดียวในเมืองนี้แต่ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดไม่ใช่เขาทว่าเป็นพี่ชายอย่างโม่ยี่ ด้านสถานะของผู้อาวุโสของสำนักและผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายนั้นเป็นอะไรที่น่ากลัวพอแล้ว

“ออกคำสั่งออกไปให้เพิ่มกองกำลังเข้าไปอีก ต้องหาตัวพี่ชายของข้าให้เร็วที่สุด !”

ผู้นำตระกูลโม่ได้ตะโกนออกไปอย่างดัง

“ได้ขอรับท่านผู้นำตระกูล ! ”

ผู้เชี่ยวชาญของตระกูลโม่ได้ตอบรับพร้อมทั้งทำกองกำลังมุ่งหน้าไปยังป่าทมิฬอย่างรวดเร็ว

ผู้นำตระกูลที่อยู่ภายในห้องโถงตอนนี้ก็ได้แต่ดำดิ่งสู่ห้วงความคิดของตัวเอง

ในสามวันมานี้เขาเคยคิดว่าอาจจะเกิดเรื่องร้ายกับโม่ยี่ก็เป็นได้ไม่งั้นทำไมถึงไม่มีข้อความอะไรเลย ? แต่อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่เกิดความคิดนี้เขาก็ได้แต่ส่ายศีรษะเพราะว่าพี่ชายเขาเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 แต่ให้ต้องเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรระดับ 7 ก็ยังสามารถหนีได้

“ท่านพี่ ท่านหายไปไหนกัน ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้พึมพำออกมา

เมื่อมองไปยังสำนักจิ่วหยางแล้วสายตาของเขาก็ได้แต่เปลี่ยนเป็นเย็นชา ตอนนี้โม่ยี่หายตัวไปแต่หลินเทียนกับยังอยู่เป็นสุขดีนี่มันทำให้เขาเกลียดแค้นหลินเทียนยิ่งกว่าเก่า อยากจะเอามีดหั่นร่างของหลินเทียนออกเป็นชิ้นๆ

……..

สำนักจิ่วหยาง

จนถึงตอนนี้หลินเทียนได้เข้ามาเป็นศิษย์ทั้งหมด 63 วันแล้ว

ช่วงเย็นแสงสะท้อนจากหมู่ดาวเริ่มตกกระทบจางๆขณะที่ห้อมล้อมร่างของหลินเทียนเอาไว้

หลินเทียนที่อยู่บนยอดที่พักได้แสดงสีหน้าที่ไม่ไหวติงพร้อมทั้งหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อหล่อหลอมอวัยวะภายในของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“บึ้ส ! ”

แสงสีเงินยังคงห่อหุ้มร่างกายของเขาเอาไว้ขณะที่กานหายใจของเขาราบรื่นยิ่งขึ้น

วันรุ่งขึ้นหลินเทียนได้ยืดเส้นยืดสายก่อนที่จะออกไปรับแสงแดดยาวเช้าแล้วตรงไปยังอาณาเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่าในข่ายอาคมคลื่นยักษ์อย่างรวดเร็ว ภายตาของเขากวาดไปรอบๆทิศทางก่อนที่จะเรียกเอากระบี่คืนสู่หยวนออกมาจากแหวนมิติ

พริบตานี้เองที่เขารู้สึกได้ว่ามือขวากำลังถูกกดลง แค่เพียงจะยกกระบี่ขึ้นมายังไม่สามารถทำให้มันสมดุลได้เลย

“จับกระบี่ในแรงโน้มถ่วงสามเท่านี้มันต่างกับด้านนอกราวฟ้ากับเหวเลยแหะ ”

เขาได้คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ได้สติแล้วสีหน้าของเขาก็เริ่มจริงจังขึ้น

“ทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกต ! ”

เขาได้ส่งเสียงออกมาก่อนที่กระบี่ในมือขวาของเขาจะกวัดแก่วออกไป

การกวัดแกว่งกระบี่ในพื้นที่แรงโน้มถ่วงสามเท่านั้นเขารู้สึกได้ว่ามือขวาของตัวเองกำลังถูกกดลงแถมการเคลื่อนไหวของเขาก็ช้ามากๆเหมือนการเคลื่อนไหวของหอยทากก็ไม่ปาน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังไม่หยุดพร้อมทั้งทำต่อไป มันคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หากจะให้สามารถกวัดแกว่งได้ตามใจนึก

พริบตาก็ได้ผ่านไปกว่าสี่ชั่วโมง

เขายังคงฝึกทักษะอยู่อย่างหนักหน่วงซึ่งการเผาผลาญพลังก็เพิ่มขึ้นกว่าปกติเป็นเท่าตัวดังนั้นแม้ว่านี่จะเป็นครั้งที่สองที่เขาเข้ามาในอาณาเขตนี้แต่ก็ไม่สามารถทนได้นานเหมือนครั้งแรก

เมื่อออกมาแล้วเขาก็ได้สูดหายใจเข้าลึก

“เจ้าหนู วันนี้เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ ? ”

หลัวเสี้ยวได้ถามออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ

เมื่อวานเขาฝึกได้ตั้งหกชั่วโมงซึ่งสีหน้าแต่ซีดๆเล็กน้อยแต่วันนี้ฝึกไปสี่ชั่วโมงแต่ทำไมถึงอยู่ในสภาพนี้ ?

“วันนี้ขยับเยอะไปหน่อยเท่านั้นขอรับ”

หลินเทียนได้พูดออกมาอย่างอับอาย

“ขยับเยอะ ? ”

หลัวเสี้ยวได้ชะงักไปก่อนที่จะรีบถามออกมาว่า

“เจ้าฝึกทักษะภายในนั้น ? ”

“ขอรับ ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

หลัวเสี้ยวได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“อื้ม เป็นความคิดที่ดี ไม่กี่ปีก่อนก็มีศิษย์ที่มีพรสวรรค์ทำเช่นนั้นเหมือนกันแถมผลลัพธ์ยังดีมากด้วย หากว่าสามารถสำแดงทักษะภายในอาณาเขตแรงโน้มถ่วงได้อย่างราบเรียบก็จะทำให้พลังทำลายของมันเพิ่มขึ้น”

หลังจากที่พักไปครู่หนึ่งหลัวเสี้ยวก็ได้พูดต่อว่า

“แต่เจ้าหนู ข้าก็ยังพูดคำเดิมนะว่าอย่าหักโหมเกินกำลัง รู้ว่าตอนไหนควรจะหยุดอย่าทำร้ายตัวเอง”

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับโค้งคำนับแล้วพูดว่า

“ขอขอบคุณคำชี้แนะขอรับ ”

แม้ว่าเขาจะมีความมั่นใจแต่หลัวเสี้ยวนั้นหวังดีกับเขาดังนั้นเขาถึงรู้สึกซาบซึ้งเป็นธรรมดา

หลังจากที่กลับไปถึงที่พักแล้วหลินเทียนก็ได้พักผ่อนเล็กน้อยก่อนที่จะกลับขึ้นไปบนยอดอีกครั้งเพื่อเริ่มการวาดข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณ

ไม่นานเวลาก็ได้ผ่านไปเรื่อยๆซึ่งหลินเทียนได้ใช้สิทธิ์ทั้งหมด 8 วันจนหมดแล้วแต่มันก็เป็นช่วงเข้าเดือนใหม่ดังนั้นเขาถึงสามารถเข้าไปได้ต่ออีก

วันนี้เป็นวันที่เขาเข้าเป็นศิษย์วันที่ 69

“แกร๊ง ! ”

ภายในอาณาเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่านั้นมีเสียงกระบี่คำรามออกมาขณะที่หลินเทียนยังคงหมุนวนทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตและกวัดแกว่งกระบี่ไปมา

หลังจากที่เข้ามาภายในอาณาเขตแห่งนี้หลายครั้งแล้วก็ทำให้ร่างกายของเขาปรับตัวเข้ากับมัน ความเร็วและพลังทำลายที่สำแดงออกมาแม้จะไม่สามารถเทียบกับเมื่ออยู่ด้านนอกได้แต่ก็ยังรุนแรงจนทำให้ทุกครั้งที่วาดกระบี่ออกไปจะส่งเสียงสายฟ้าออกมา

“แกร๊ง !”

“แกร๊ง ! ”

“แกร๊ง ! ”

ยิ่งผ่านไปเรื่อยๆหลินเทียนก็ปรับตัวเข้ากับสภาพแรงโน้มถ่วงสามเท่าได้มากตาม กระบี่ที่ถูกกวัดแกว่งออกไปนั้นแข็งแกร่งกว่าเดิมขึ้นเรื่อยๆเหมือนว่าทุกครั้งที่กวัดแกว่งก็จะมีสายฟ้าฟาดลงมาก่อเกิดการระเบิดขึ้น

ศิษย์หลายคนที่อยู่ในอาณาเขตแรงโน้มถ่วงสองเท่าได้แต่ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน

“ใครกัน ? ใครกันที่มันสำแดงทักษะในอาณาเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่า ! ”

“เป็นเจ้าหลินเทียน ! ”

“นี่….. เขาฝึกทักษะอะไรกันทำไมถึงได้รุนแรงขนาดนั้น ! มันเป็นทักษะของเขตแดนชีพจรเทวะ ? ”

“เป็นไปได้ไงกัน ! เขายังไม่ได้ตัดผ่านไปเขตแดนนั้น !”

“แต่พลังทำลายนี่ …….. ”

หลายคนได้เริ่มบทสนทนากัน

หลังจากผ่านไปหลายชั่วโมงหลินเทียนก็รู้สึกว่าเขาใช้พลังไปจนหมดแล้วถึงได้เก็บเจตจำนงแห่งกระบี่กลับมาพร้อมทั้งส่งกระบี่คืนสู่หยวนกลับเข้าแหวนมิติไป วินาทีที่กระบี่ได้ถูกเก็บกลับไปนั้นเขารู้สึกได้เลยว่าแขนของเขาเบาลงอย่างมาก

เมื่อเดินออกไปแล้วหลัวเสี้ยวก็ได้แต่มองมาทางเขาเหมือนกำลังมองสัตว์ประหลาด

“ท่านผู้อาวุโส ท่าน….”

หลินเทียนที่มองไปยังสายตาของเขาแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายโดยทันที

“ดี ! รีบๆไปได้แล้ว ! เห็นเจ้าแล้วข้ารู้สึกว่าที่บ่มเพาะมาหลายสิบปีไร้ประโยชน์ทันที !”

หลัวเสี้ยวได้ตะหวาดออกมาเพราะว่าเสียงดังที่หลินเทียนได้สร้างจากทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตนั้นมันดังเกินไป แม้แต่เขาที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้ายังได้ยินอย่างชัดเจนแถมยังสัมผัสได้ถึงเจตจำนงแห่งกระบี่อันน่ากลัว พลังระดับนี้มันเกินกว่าเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ไปไกลแล้ว !

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่อับอายออกมาเพราะรู้ว่าหลัวเสี้ยวกำลังหยอกเขา หลังจากที่คำความเคารพแล้วเขาก็รีบวิ่งหนีไปทันที

…..

เวลาได้ผ่านไปในแต่ละวันซึ่งช่วงเช้าหลินเทียนก็จะฝึกภายในข่ายอาคมคลื่นยักษ์ 8 ชั่วโมงและช่วงบ่ายก็จะพักอีก 8 ชั่วโมง พอตกเย็นก็เริ่มบ่มเพาะพลังโดยอาศัยเคล็ดวิชาและข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณ

หลังจากที่ผ่านไปหนึ่งอาทิตย์แล้วหลินเทียนก็ปรับสภาพร่างกายเข้ากับอาณาเขตแรงโน้มถ่วงระดับสามได้อย่างสมบูรณ์ แม้ว่าจะอยู่ในสภาพนั้นแต่เขาก็สามารถสำแดงทักษะเพลงกระบี่สายฟ้ามรกตได้อย่างราบรื่นแถมทุกๆครั้งที่มาที่นี่จนถึงตอนนี้ก็ทำให้เขาสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับทักษะนี้ไปกว่า 20% แล้ว

ไม่นานก็ผ่านไปอีกสามวัน

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เขารู้สึกได้ว่าท่าทางของศิษย์สำนักจะกระวนกระวายผิดปกติ

“อีกสิบวันจะเป็นการคัดศิษย์ภายในและไม่รู้ว่าจะมีกี่ผู้โชคดีที่ได้ผ่านเข้าไป ”

“ผู้โชคดี ? การที่จะเข้าเป็นศิษย์ภายในสำนักมันขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งล้วนๆ !”

“ก็ใช่เนอะ ”

ศิษย์หลายคนได้เริ่มการสนทนากันด้วยเสียงกระซิบ

หลินเทียนก็เข้าใจในที่สุดว่าทำไมช่วงนี้ถึงได้กระวนกระวายกันแปลกๆ ที่แท้การคัดเลือกเข้าเป็นศิษย์ภายในก็กำลังจะมาถึงนี่เอง

เมื่อคิดถึงการทดสอบแล้วหลินเทียนก็นึกถึงภาพของโจวเฮ่าขึ้นมาและแสยะโดยทันที ก่อนหน้านี้ในการทดสอบศิษย์ภายนอกนั้นมันตั้งใจจะฆ่าเขาภายในสันเขาชิงเฟิงซึ่งเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ชั่วช้าและโหดเหี้ยมอย่างมาก หลินเทียนยังจำเรื่องในวันนั้นได้อย่างชัดเจนแต่วันทดสอบศิษย์ภายในนี้จะเป็นวันที่พวกเขาเคยนัดกันไว้ !

“หลินเทียน ”

เสียงเรียกที่คุ้นเคยได้ถูกส่งมาจากที่ไกลๆ

เขาได้หันหน้ากลับไปพร้อมกับเห็นว่าซูชูวกำลังวิ่งมาทางเขา

ซูชูวสวมกระโปรงยาวสีขาวในวันนี้แถมยังมีผมเปียที่เพิ่มความงามให้กับนางอีกเสมือนว่านางเป็นองหญิงน้อยเลยก็ไม่ปาน

“ว่าไงซูชูวเอ๋อ”

หลินเทียนได้เรียกออกมา

“ซูชูวเอ๋อ ? ”

ซูชูวได้รีบตอบกลับไปทันทีเลยว่า

“เรียกศิษย์พี่หญิง ! ”

หลินเทียนได้แต่กรอกตาเพราะใครจะไปอยากเรียกกันล่ะ

เมื่อเห็นการกระทำของหลินเทียนแล้วนางก็ได้แสยะออกมาพร้อมกับพูดอย่างจริงจังว่า

“อีกสิบวันเป็นการเริ่มทดสอบศิษย์ภายในสำนักและเป็นวันนัดการประลองของเจ้ากับโจวเฮ่า ตอนนี้ระดับพลังเจ้าถึงไหนแล้ว ? ”

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ตอนปลาย ”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ตอนปลาย ! ”

ซูชูวได้พูดต่อด้วยความไม่อยากจะเชื่อว่า

“ข้าเองก็เพิ่งตัดผ่านมาได้แต่นี่เจ้าแซงข้าไปแล้ว ? ”

เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเทียนแล้วนางก็ได้แต่ประหลาดใจอย่างมาก ภายในสองเดือนนี้หลินเทียนได้ตัดผ่านมาจากเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 5 มาถึงระดับ 8 ตอนปลาย !

“เจ้าเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับ 9 ดาราแต่นี่มันต้องขนาดนี้เลย ! ? ”

นางได้แต่ชะงักไป

“ก็ไม่ได้เป็นสัตว์ประหลาดพรสวรรค์อะไรขนาดนั้น ”

หลินเทียนได้ยักไหล่พร้อมทั้งมองไปทางนางแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงล้อเลียนว่า

“อ่อใช่ อาจารย์ไม่ต้องเรียกแต่ไหนลองเรียกเพื่อนร่วมสำนักหน่อยสิ ”

“ไปตายซะ ! ”

ซูชูวได้แสดงสีหน้าดุออกมาทันทีก่อนที่จะรีบเตะขาของเขาอย่างจัง

หลังจากนั้นนางก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา

“เป็นอะไร ? ”

หลินเทียนสัมผัสได้ถึงความแปลกนี้

ซูชูวได้กรอกตาพร้อมกับพูดต่อว่า

“ข้ามีข่าวมาแจ้งสองเรื่องทั้งเรื่องดีและเรื่องร้าย อยากจะฟังเรื่องไหนก่อนล่ะ ? ”

หลินเทียน

“….”

หญิงนางนี้ก็มีด้านแบบนี้ด้วยแหะ

“งั้นเอาข่าวดีก่อนแล้วกัน”

หลินเทียนได้ตอบกลับไป

“ข่าวดีคือตอนนี้ผู้อาวุโสโม่ยี่ได้หายตัวไปร่วมเดือนแล้วซึ่งไม่ว่าจะเป็นตระกูลโม่หรือสำนักเราก็ไม่พบร่องรอยของเขาแม้แต่น้อยเหมือนว่าสลายหายไปเป็นอากาศ ”

นางได้พูดต่อว่า

“เจ้าและตระกูลโม่มีความแค้นกันดังนั้นข่าวนี้มันไม่ทำให้เจ้ามีความสุข ? ”

ก่อนหน้านี้ตระกูลโม่ได้แจ้งออกไปกับสำนักว่าโม่ยี่มีเรื่องสำคัญต้องไปจัดการแต่ช่วงนี้ก็ใกล้ถึงวันคัดเลือกศิษย์ภายในแล้วดังนั้นงานภายในสำนักก็ยุ่งขึ้นมากแต่ก็ยังไม่มีวี่แววของโม่ยี่แม้แต่น้อยดังนั้นมู่ชิงและฉีดงถึงได้ไปเยี่ยมที่ตระกูลโม่อีกครั้ง ครั้งนี้มันไม่สามารถปิดบังอะไรได้อีกแล้วจึงตอบตามความจริงกลับไป ซูชูวก็รู้เรื่องนี้มาจากมู่ชิงนั่นแหละ

หลินเทียนได้แสร้งทำเป็นประหลาดใจพร้อมกับพูดว่า

“โม่ยี่หายตัวไปงั้นหรอ ? ”

“อื้ม ไม่มีวี่แววเลย ”

ซูชูวได้พยักหน้าตอบ

“งั้นก็เป็นข่าวดีเลยล่ะ ”

หลินเทียนได้พูดต่อด้วยรอยยิ้ม

โม่ยี่ได้ถูกลากหายเข้าไปภายในรอยแยกของมิติโดยที่ไม่เหลือไว้แม้แต่กระดูกดังนั้นจะไม่มีวี่แววก็คงไม่แปลก

เขาได้มองไปที่นางพร้อมกับถามต่อว่า

“แล้วข่าวร้ายล่ะ ? ”

ริมฝีปากของซูชูวได้ยกตัวขึ้นพร้อมกับพูดว่า

“โจวเฮ่าตัดผ่านไปยังเขตแดนชีพจรเทวะแล้ว ”