0 Views

ตัวของหลินเทียนเองก็แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาเช่นกันเพราะจากกิริยาของผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่แล้วเหมือนว่าเบื้องหลังของจูยี่จะไม่ธรรมดาเลย แต่ถึงอย่างไรแม้ว่าจะรู้สึกแบบนั้นแต่เขาก็ไม่คิดที่จะถามเพราะนี่เป็นเรื่องของคนอื่น

ชายรูปร่างกำยำได้หยิบตรากลับไปก่อนที่จะพยักหน้าให้กับจูยี่อย่างนอบน้อม

“ไปกัน”

จูยี่ได้พูดออกมา

กลุ่มของพวกเขาก้าวเดินออกไปอย่างนุ่มนวลขณะที่ผู้เชี่ยวชาญของตระกูลโม่ยังคงทำความเคารพจนถึงช่วงที่พวกเขาเดินออกไปไกล

“หัวหน้า พวกเขา….ทำไม..”

หนึ่งในรุ่นเยาว์ตระกูลโม่ได้ถามออกมาด้วยเสียงกระซิบ

“หุบปาก ! อะไรที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม ! ”

ผู้เชี่ยวชาญที่รับผิดชอบจุดนี้ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

รุ่นเยาว์ที่เป็นคนเอ่ยปากถามถึงกับคอหดและไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก

หลังจากที่ออกจากพื้นที่ป่าทมิฬอย่างรวดเร็วแล้วหลินเทียนก็เดินไปกับกลุ่มของจูยี่กว่า 3.5 กิโลเมตร

เมื่อมองจากตรงนี้ก็พบว่าไม่เห็นแม้แต่เงาของผืนป่าแล้ว

“เฮ้เพื่อน ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้พุ่งเป้ามาที่เจ้านะ ทำไม ? ”

จูยี่ได้ถามออกมาด้วยความสงสัย

หลินเทียนได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่ปิดบังออกไป

เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้วจูยี่ก็ได้แต่พูดด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ว่า

“พวกมันน่าไม่อายจริงๆ ! ”

หลินเทียนได้แต่ยิ้มออกมาและไม่ได้พูดอะไรต่อ

กลุ่มของพวกเขาเดินไปด้วยกันซึ่งบรรยากาศในตอนนี้ดีอย่างมาก

ไม่นานพวกเขาก็ไปถึงทางแยกแห่งหนึ่ง

“เพื่อน จากตรงนี้เจ้าเดินกลับเข้าเมืองไปไม่น่าจะมีปัญหาใช่ไหม ? ”

จูยี่ได้ถามออกมา

จากการพูดคุยกันจูยี่ได้พบว่าหลินเทียนนั้นเป็นคนของเมืองเฟิงเจียน

หลินเทียนได้ตอบกลับไปว่า

“ออกมาจากป่าทมิฬแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ”

“อื้ม เราแยกกันตรงนี้แล้วกันเพราะข้าต้องไปอีกทาง ”

จูยี่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้พยักหน้าพร้อมกับตอบว่า

“ได้ ครั้งนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก ”

ครั้งนี้เขาโชคดีมากๆที่ได้รับการช่วยเหลือของจูยี่และคนอื่นๆไม่งั้นเขาก็คงออกมาจากป่าทมิฬแบบสมบูรณ์ดีไม่ได้

“สุภาพเกินไปแล้วเพื่อน”

จูยี่ได้พูดออกมา

คนรับใช้และคนอื่นๆเองก็ได้พยักหน้าให้กับหลินเทียนด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินไปทางแยกทางขวา

“ลาก่อน”

หลินเทียนได้โบกมือลาพวกเขา

เขาได้แต่ยืนมองจูยี่และคนอื่นๆจากไปก่อนที่จะเดินกลับเข้าไปในเมือง

หลินเทียนได้กลับเข้าไปยังที่พักในสำนักก่อนที่จะพบว่าหลินซี่กำลังหลับอยู่ มันเป็นเพราะว่าเขาได้ทิ้งกระดาษข้อความเอาไว้แล้วดังนั้นนางถึงไม่เป็นห่วงเขามากนัก

เมื่อกลับขึ้นไปบนยอดที่พักอีกครั้งเขาก็รีบหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่อย่างรวดเร็ว

“บึ้สสส ! ”

แสงจากหมู่ดาวอ่อนๆได้ตกกระทบที่ร่างเขาอย่างนุ่มนวล

เมื่อต้องเผชิญกับโม่ยี่แล้วเขาเกือบที่จะได้รับบาดแผลร้ายแรงแม้ว่ายารักษาของจูยี่จะพอช่วยได้แต่มันก็ได้ไม่มาก มันยังห่างไกลกับคำว่าหายเป็นปลิดทิ้งอยู่พอสมควรดังนั้นหลังจากที่ผ่านไปได้หกชั่วโมงแล้วเขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แม้ว่าผู้นำตระกูลโม่และโม่ยี่จะลงมือกับเขาอย่างทารุณแต่มันก็ไม่ได้รุนแรงไปถึงรากฐานดังนั้นตอนนี้อาการบาดเจ็บของเขาฟื้นฟูมากว่าครึ่งแล้วส่วนพลังกายก็กลับมาถึง 80 % แล้วด้วย

“ตระกูลโม่ ! ”

หลังจากที่ทอดสายตาออกไปแล้วประกายตาของเขาก็กลายเป็นเย็นชาโดยทันที

เขาได้ยืนขึ้นพร้อมทั้งยืนเส้นยืดส่ายเสร็จแล้วก็กลับลงไปด้านล่าง

ช่วงนี้เขาได้แต่รักษาอาการบาดเจ็บที่ได้รับมาจากป่าทมิฬดังนั้นถึงไม่ได้ฝึกอะไรต่อแล้วกลับไปพักผ่อนในห้องแทน

วันรุ่งขึ้นหลินเทียนก็ได้ตื่นขึ้นในช่วงบ่ายพร้อมทั้งอาหารมากมายที่ถูกจัดบางเอาไว้เหมือนเคยซึ่งแน่นอนว่ามันเป็นฝีมือของหลินซี่ หลินเทียนได้แต่ยิ้มออกมาพร้อมกับทานอาหารแล้วเก็บกวาดก่อนที่จะเดินออกจากที่พักเพื่อมุ่งหน้าไปยังข่ายอาคมคลื่นยักษ์ที่ลานฝึก

หลังจากที่ผ่านประสบการณ์เมื่อวานมาได้เขาก็ได้รู้หลักความจริงของโลก

กฎ ? ไม่ !

ความจริง ? ไม่ !

ในโลกนี้ใครหมัดหนักกว่าคนนั้นคือกฎ ! ใครแข็งแกร่งกว่าคนนั้นคือความจริง !

ที่หน้าข่ายอาคมแห่งนี้ก็ยังคงมีหลัวเสี้ยวคอยดูแลอยู่เช่นเคย

“เจ้าหนู มาอีกแล้วงั้นหรอ ”

หลัวเสี้ยวได้ทักทายออกมา

“ขอรับผู้อาวุโส ข้าอยากจะเข้าไปฝึก ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

ทุกๆเดือนเขามีสิทธิเข้าไปฝึกภายในข่ายอาคมนี้แปดวันไม่ว่าจะเป็นการฝึกทางกายภาพหรือพลังฉีก็ตามซึ่งเดือนนี้เขาได้ใช้สิทธิไปแล้วประมาณ 6 วันดังนั้นสรุปแล้วก็ยังเหลือเวลาอยู่อีกทั้งหมดประมาณ 48 ชั่วโมง

“ได้ !”

หลัวเสี้ยวได้สำรวจหลินเทียนก่อนที่จะพูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจว่า

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ? ”

ก่อนหน้านี้ครึ่งเดือนก่อนนั้นหลินเทียนอยู่ในระดับ 7 เท่านั้นแต่ตอนนี้กลับตัดผ่านมาได้แล้วนี่มันเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อมากๆ หลังจากที่หยุดไปพักหนึ่งเขาก็ได้เก็บอาการประหลาดใจพร้อมทั้งพูดว่า

“เจ้าหนุ่ม ดีมากๆ ไป เข้าไปเถอะ ”

“ขอบคุณผู้อาวุโส ”

หลินเทียนได้ทำความเคารพออกมา

กับใครก็ตามที่ปฏิบัติต่อเขาด้วยความจริงใจเขาก็จะตอบแทนกลับไปด้วยความจริงใจเช่นกัน

เมื่อเข้าไปยังพื้นที่ๆคุ้นเคยแล้วเขาก็รู้สึกเหมือนว่าร่างกายกำลังถูกกดทับเอาไว้ด้วยหินใหญ่แต่ว่าตัวเขาเคยชินกับแรงโน้มถ่วงระดับนี้แล้วดังนั้นถึงได้เดินไปมาได้อย่างนุ่มนวลจนไปถึงเส้นแบ่งเขตแดนแรงโน้มถ่วงสามเท่า หลังจากที่หยุดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ได้ก้าวเท้าเข้าไป

พริบตานี้เองที่เขารู้สึกว่าร่างกายตัวเองกำลังจมอยู่ในปรอทซึ่งทุกการเคลื่อนไหวของเขาส่งผลให้กล้ามเนื้อได้รับความเจ็บปวด

“สมแล้วที่เป็นแรงโน้มถ่วงสามเท่า ”

หลินเทียนได้คิดอยู่ภายในใจ

หลังจากที่ตั้งสติเขาก็เริ่มการก้าวเดินออกไปเพื่อปรับสภาพกับพื้นที่แห่งนี้

ที่พื้นที่แรงโน้มถ่วงสองเท่านั้นมีผู้ฝึกอยู่ประมาณสิบกว่าคนและอยู่ห่างจากเขาไม่มากดังนั้นถึงได้แต่ตาถลนหลังจากที่เห็นว่าหลินเทียนก้าวเข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่าเพราะว่าเขาเป็นเพียงศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ในปีนี้เท่านั้น

“หลินเทียน ? เขา ! …….. เข้าไปในเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่าแล้ว ! ”

“นั่นมันเป็นพรสวรรค์ระดับ 9 ดารางั้นหรอ ? ผิดมนุษย์เกินไปแล้ว ! ”

“อย่าได้หาข้ออ้างเลย ก่อนหน้านี้อาจารย์หลัวก็ได้บอกไว้แล้วว่าจะไปได้ถึงไหนมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ ”

เมื่อมองออกไปยังร่างของหลินเทียนแล้วศิษย์ใหม่ทั้งหลายล้วนแสดงสีหน้าที่เกรงกลัวออกมา

หลินเทียนอยู่ห่างจากคนเหล่านั้นไม่ไกลดังนั้นถึงเป็นธรรมดาที่เขาจะได้ยินบทสนทนานี้แต่ตัวเขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ครั้งแรกที่เขาก้าวเข้ามาในอาณาเขตนี้เขารู้สึกได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวนั้นช่างยากลำบากและทำได้เพียงก้าวไปเท่านั้นแต่กลับเป็นการสร้างภาระให้ร่างกายอย่างใหญ่หลวง ความเจ็บปวดมากมายได้โลดแล่นไปทุกสัดส่วนของร่างกายเขา

หลินเทียนรู้สึกได้ว่าความสามารถทางร่างกายกำลังถูกเผาผลาญไปอย่างรวดเร็ว

เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย

ทุกวันเขาจะเข้ามาภายในอาณาเขตนี้ 6 ชั่วโมงแล้วก็จากไป บ

“เจ้าหนุ่ม ได้ยินมาว่าเจ้าเหยียบเข้าไปในอาณาเขตแรงโน้มถ่วงสามเท่าแล้วงั้นหรอ ! ”

หลัวเสี้ยวได้พูดออกมาด้วยแววตาที่เป็นประกาย

หลินเทียนได้พยักหน้าตอบพร้อมทั้งพูดว่า

“ขอรับแต่มันต้องฝืนเพราะตอนนี้ยังอดทนอยู่ได้เพียงแค่ 6 ชั่วโมงเท่านั้น ”

“ฝืนงั้นหรอ ? ”

หลัวเสี้ยวได้ฝืนยิ้มออกมาพร้อมกับตอบกลับไปว่า

“อย่าทำอะไรเกินตัวแล้วกันเพราะว่าครั้งแรกที่ข้ากล้าก้าวเข้าไปก็เป็นตอนที่อยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ตอนปลายแล้วแถมยังทนอยู่ได้เพียงแค่สองชั่วโมงเท่านั้น ”

เขาได้สำรวจหลินเทียนพร้อมกับพูดออกมาด้วยท่าทางหมดคำพูดว่า

“เจ้าหนูนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดชัดๆ ”

“ท่านผู้อาวุโสก็ชมเกินไป ”

หลินเทียนได้ตอบกลับอย่างถ่อมตน

หลังจากที่บอกลาหลัวเสี้ยวแล้วหลินเทียนก็ได้กลับไปยังที่พักของเขาซึ่งหลังจากที่ได้ทำความสะอาดร่างกายแล้วเขาก็กลับขึ้นไปที่เก่าอีกครั้ง

เขาเริ่มที่จะสร้างข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณไว้สำหรับบ่มเพาะในตอนเย็น

“ต้องหาหยาดจันทราเอาไว้สร้างข่ายอาคมลมกระโชกอีกครั้ง เมื่อถึงเวลาแล้วจะได้ตอบแทนตระกูลโม่อย่างสาสม ”

หลินเทียนได้แสยะออกมา

ข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณได้ถูกวาดออกมาอย่างรวดเร็วก่อนที่หลินเทียนจะเริ่มการบ่มเพาะโดยทันที

เคล็ดวิชาซือจี่ของเขาหมุนวนไม่หยุดและอาศัยความช่วยเหลือของข่ายอาคมก็ทำให้พลังฉีโดยรอบถูกดูดเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้พร้อมทั้งถาโถมเข้าไปยังร่างกายของหลินเทียน

…….

ภายในป่าทมิฬนั้นเหล่าผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่ต่างพากันไล่ล่าหาร่องรอยของหลินเทียน

อาการบาดเจ็บของผู้นำตระกูลโม่ได้ถูกรักษาแล้วในตอนนี้

“เกิดอะไรขึ้น ? พี่ใหญ่ไล่ล่าไอ้สัตว์น้อยนั่นไปถึงไหนกัน ”

เขาได้แต่ขมวดคิ้ว

มันผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วแต่ก็ยังหาหลินเทียนไม่พบแถมโม่ยี่ยังหายไปอย่างไร้ร่องรอย

“ท่านผู้นำตระกูล ! ”

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของตระกูลโม่ได้วิ่งเข้ามา

“มีเรื่องอะไร ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่ราบเรียบ

โม่ยี่ก็หาไม่พบ หลินเทียนก็ยังหาไม่พบมันทำให้เขาไม่พอใจอย่างมาก

“ท่านผู้นำตระกูลขอรับ เขาได้รับข่าวมาจากสำนักจิ่วหยางว่าหลินเทียนได้กลับไปที่นั่นแล้วขอรับ ”

หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญได้พูดออกมา

“อะไรนะ ! ”

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ทำให้ใบหน้าของผู้นำตระกูลเปลี่ยนไปทันที ก่อนหน้านี้ตอนที่หลินเทียนได้รับบาดเจ็บนั้นเขาได้ขอให้พี่ชายตัวเองไล่ตามไปด้วยตัวเองแต่ตอนนี้โม่ยี่กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยทว่าหลินเทียนมันดันกลับไปที่สำนักแล้ว ? โม่ยี่เป็นถึงผู้เชี่ยวชาญเขตแดนชีพจรเทวะระดับ 9 ตอนปลายที่กำลังจะตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้แล้ว มันไม่น่าจะหลบหนีจากเงื้อมมือโม่ยี่ได้ !

“เจ้าแน่ใจนะว่ามันกลับไปแล้ว ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้พูดออกมาด้วยใบหน้าดำมืด

ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“ข้าน้อยได้ออกไปสอบถามและพบว่าหลินเทียนมันกลับไปแล้วจริงๆ ! ”

“เป็นไปได้ยังไง ! ”

ผู้นำตระกูลโม่ได้คำรามออกมาด้วยความโกรธ

ตอนนั้นป่าทมิฬทั้งหมดล้วนถูกปิดกั้นเอาไว้หมดแล้วแต่ก็น่าเสียดายที่ไม่มีใครพบเห็นร่างของหลินเทียนเลยแม้แต่น้อย

หัวใจของเขาได้ล่วงหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่มพร้อมกับลางสังหรณ์ร้ายที่เริ่มผุดขึ้นภายในจิตใจ

“ทิ้งคนเอาไว้หาร่องรอยของพี่ข้าแล้วคนอื่นๆกลับไปที่ตระกูล ! ”

เขาได้ออกคำสั่งออกมา

ณ ตอนนี้ท่าทางของเขาน่าเกลียดเป็นอย่างมากเพราะว่าการมาในครั้งนี้ตระกูลของเขาได้ใช้หัวกระทิกว่าครึ่งตระกูลออกไล่ล่าหลินเทียนไม่เว้นแม้แต่ผู้แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลอย่างโม่ยี่แต่บทสรุปในตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกระทิของเขาตายไปกว่า 20 คนส่วนคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่รู้หายไปไหนแต่หลินเทียนที่ถูกไล่ล่ากลับไปโผล่อยู่ในสำนัก !

มันทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนตบหน้าอย่างจัง

………..

พริบตาได้ผ่านไปถึงสามวัน

ในสามวันนี้ไม่มีวี่แววของโม่ยี่เลยแม้แต่น้อยดังนั้นด้วยความที่มีสถานะเป็นผู้อาวุโสแต่กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยโดยไม่มาทำหน้าที่ๆสำนักจึงเป็นธรรมดาที่ทางสำนักจะต้องสงสัยและสืบเรื่องนี้

ในวันนี้ฉีดงและมู่ชิงได้ไปเยี่ยมตระกูลโม่ด้วยตัวเอง

“พี่ใหญ่มีเรื่องที่สำคัญต้องไปจัดการและอาจต้องใช้เวลาอีกสักระยะ มันเป็นเพราะว่าเขารีบร้อนจากไปดังนั้นถึงไม่สามารถแจ้งทางสำนักได้ทันต้องขออภัยด้วยจริงๆ ”

โม่ไฮ่เต๋าผู้นำตระกูลโม่ได้อธิบายออกมา

แม้ว่าตระกูลโม่จะเป็นตระกูลผู้บ่มเพาะแต่เมื่ออยู่ต่อหน้าสำนักจิ่วหยางแล้วก็ยังต้องแหงนมองอยู่ดี

สำนักนี้ได้รับการสนับสนุนจากจักรวรรดิ !

ฉีดงและมู่ชิงได้แต่ขมวดคิ้วแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ

“งานการที่สำนักมีมากมายแถมหน้าที่ของผู้อาวุโสก็ไม่สามารถผลักไสได้ดังนั้นหากว่าพี่ชายของท่านผู้นำตระกูลโม่กลับมาแล้วก็ช่วยแจ้งให้เขากลับไปที่สำนักด้วยแล้วกัน”

มู่ชิงได้พูดออกมา

“ได้ แน่นอนอยู่แล้ว”

โม่ไฮ่เต๋าได้ตอบกลับไป

มู่ชิงและฉีดงได้พยักหน้าพร้อมกับหันหลังเดินออกไป