0 Views

ร่างของโม่ยี่ได้ลอยเคว้งออกไปไกลก่อนที่จะตกลงมากระแทกกับพื้นอย่างรุนแรงจนถึงกับกระอักเลือดออกมา

ท่าทางของเขาผงะไปก่อนที่จะมองไปทางตำแหน่งของหลินเทียน

เขาเห็นเพียงแค่ว่าตอนนี้มีลำแสงเปล่งออกมาพร้อมทั้งก่อตัวกันเป็นร่างของเด็กสาวตัวน้อย

“นี่มัน ? ! ”

โม่ยี่ถึงกับแสดงสีหน้าที่เหลือเชื่อออกมาเพราะว่าผู้เชี่ยวชาญกลับเปล่งแสงออกมาแล้วก่อตัวเป็นร่างของเด็กสาวได้ยังไง เขาบ่มเพาะพลังมาตั้งหลายสิบปีและกำลังจะตัดผ่านไปยังเขตแดนผู้รอบรู้แล้วแต่ก็ยังไม่เห็นเคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน

หลินเทียนที่วิสัยทัศน์กำลังเลือนรางลงก็ได้แต่มองไปตรงหน้าด้วยร่างกายที่สั่นสะท้าน

“นี่….เอ๋อ……จี่เอ๋อ….”

ริมฝีปากของเขาขยับเล็กน้อยก่อนที่เลือดจะไหลออกมาจากมุมปากของเขา

ณ ตอนนี้ร่างกายของเขาอ่อนแออย่างมากแต่ก็ยังคงตกตะลึงเพราะว่าก่อนหน้านี้เมื่อครึ่งเดือนก่อนนั้นเขาใช้เวลามากมายเพื่อหาตัวเด็กสาวคนนี้แต่กลับไม่พบทว่าตอนนี้กลับได้พบกับอีกครั้ง

เด็กสาวได้ก้มหน้าลงมามองเขาด้วยนัยน์ตาที่หดเล็กลงโดยทันที

สภาพของหลินเทียนในตอนนี้น่าอนาถอย่างมาก เสื้อผ้าของเขาขาดรุ่งริ่งและร่างกายถูกชโลมไปด้วยเลือด

เด็กสาวคนนี้สวมชุดสีขาวซึ่งหากมองแล้วนางน่าจะมีอายุราวๆ 11 ปีเสมือนว่าเป็นดั่งเอลฟ์ผู้สูงส่ง นางได้แหงนหน้ากลับไปมองที่โม่ยี่ผู้ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลพร้อมกับพูดว่า

“เจ้าเป็นคนทำร้ายเขา ? ”

ริมฝีปากน้อยๆของนางได้ขยับเล็กน้อยพร้อมกับความเย็นยะเยือกที่จะแผดออกมาโดยรอบ

วินาทีต่อมาแรงกดดันอันมหาศาลก็ได้ระเบิดออกไปทั่วพื้นที่ถึงขั้นทำให้ผืนป่าทมิฬแห่งนี้สั่นสะเทือน ก้อนเมฆบนท้องฟ้าถึงกับต้องหยุดเคลื่อนไหวเมื่อเผชิญหน้ากับกลิ่นอายที่น่ากลัวขนาดนี้

ร่างกายของโม่ยี่ได้แต่สั่นระริกไม่หยุด

“ข้า…..”

เมื่อมองไปยังเด็กสาวที่มีรูปลักษณ์เหมือนเด็ก 11 ปีแล้วเขารู้สึกเพียงแค่ว่าตอนนี้ตัวเองกำลังเผชิญหน้าอยู่กับอสูรยักษ์

หลินเทียนเองก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน

นี่คือจี่เอ๋อ ? เด็กน้อยคนนั้นทำไมถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้ ?

จี่จิงหลิงได้จ้องมองไปทางโม่ยี่ด้วยสายตาที่ไม่แยแสแม้แต่น้อย

“ จงจมสู่ห้วงนรกอเวจีอย่างได้ผุดได้เกิดอีกเลย ”

น้ำเสียงที่เย็นชาได้ถูกส่งออกมาจากนางอีกครั้ง

ด้านหลังของโม่ยี่ได้เกิดรอยแยกของมิติขึ้นก่อนที่จะส่งเสียงของภูตผีปีศาจออกมา

โม่ยี่ในตอนนี้หวาดกลัวเป็นอย่างมากพร้อมทั้งแสดงสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

“ท่าน………ท่านผู้อาวุโสโปรดอภัย ! ”

โม่ยี่ได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

หลังจากที่สัมผัสได้ถึงความตายที่ใกล้แค่เอื้อมนั้นมันทำให้เขารู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก

จี่จิงหลิงได้แต่มองมาทางเขาอย่างไม่แยแสด้วยดวงตาที่ดูน่ากลัว

กรงเล็บยักษ์ของอสูรได้ยื่นออกมาจากช่องว่างของมิติและคว้าร่างของโม่ยี่เอาไว้เหมือนคว้าเหยื่อพร้อมทั้งลากร่างเขาหายเข้าไปภายในรอยแยก

ทันใดนั้นเองที่รอยแยกเริ่มปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนที่กำลังจ้องมองอยู่ก็ได้แต่รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก

นี่มันอะไรกัน ?

ทักษะ ?

ในโลกนี้มันมีทักษะที่น่ากลัวขนาดนั้นเลย ?

แล้วนี่………ใช่จี่เอ๋ย ?

ตอนนี้รอยแยกได้ปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์เหมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนด้วยซ้ำ

และตอนนี้แรงกดดันทั้งหมดก็ได้สลายหายไปเช่นกัน

จี่จิงหลิงได้หันหน้ากลับมามองมาทางเขาพร้อมกับใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจากเดิมที่เป็นสีหน้าที่ไม่แยแส

นางได้ย่อตัวลงอยู่ข้างเขาเพื่อสังเกตเขาอย่างตั้งใจ

“จี่เอ๋อ ? ”

หลินเทียนได้เรียกออกมา

จี่จิงหลิงที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า

“เจ้าเป็นคนแรกที่เรียกข้าแบบนั้น”

หลินเทียนได้แต่อ้าปากเหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา

ภาพก่อนหน้านี้มันน่ากลัวเกินไป !

เขาไม่แน่ใจเลยว่าเด็กสาวคนนี้…………คือคนเดียวกันกับเมื่อครึ่งเดือนก่อน ?

เสมือนนางรู้ว่าเขาคิดอะไรถึงได้พูดออกมาว่า

“ข้าเอง ”

หลังจากที่ได้รับคำยืนยันจากนางแล้วเขาก็ได้แต่ชะงักไปก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมา

ณ ตอนนี้เองที่ร่างของนางค่อยๆเลือนรางลง

“เกิดอะไรขึ้น ! ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจอย่างมาก

“นี่มันเป็นเพียงร่างความคิดเท่านั้น การเคลื่อนไหวเมื่อครู่ได้ผลาญพลังไปมาก ”

จี่จิงหลิงได้พูดออกมาด้วยร่างที่เลือนรางลงเหมือนกำลังจะหายไปพร้อมกับพูดว่า

“ฟื้นฟูตัวเองด้วยแล้วกัน”

หลังจากที่พูดจบแล้วนางก็ได้แสดงรอยยิ้มที่น่ารักออกมาพร้อมทั้งขยับตัวเข้าไปใกล้หูของเขาแล้วพูดต่อว่า

“ลาก่อน โอกาสหน้าไว้พบกันอีกนะคะท่านพี่ ”

หลังจากที่พูดจบแล้วร่างของนางก็สลายหายไปทันที

หลินเทียนได้แต่อ้าปากค้างโดยที่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร

เขาได้แต่มองอยู่ที่เดิมด้วยท่าทางที่ประหลาดใจสุดๆ

“จี่เอ๋อคนนั้น…………”

หลินเทียนได้พูดกับตัวเอง

พลังเมื่อครู่นี้มันแข็งแกร่งจนน่ากลัว

“ก่อนหน้านี้เป็นเพียงการโจมตีจากร่างความคิดเท่านั้น ”

หลังจากที่ตัดผ่านเขตแดนผู้รอบรู้ไปได้แล้วก็จะสามารถเปิดทะเลแห่งความคิดในศีรษะของตัวเองได้แต่เขาไม่เคยได้ยินเลยว่าทะเลความคิดจะสามารถก่อตัวเป็นร่างได้แถมยังมีพลังที่กล้าแกร่งขนาดนั้น

หลังจากที่ตกอยู่ในห้วงความคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ได้แต่ส่ายศีรษะไปมา

“ไปจากที่นี่ก่อนแล้วกัน ”

เขาได้แต่หยิบเอายาแก่นแท้ออกมาทานอย่างยากลำบากพร้อมทั้งหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่เพื่อฟื้นฟูพลังฉีและบาดแผลในร่าง หลังจากที่ผ่านไปประมาณสิบห้านาทีแล้วเขาก็พยายามลุกขึ้นอย่างช้าๆและเดินไปหยิบกระบี่คืนสู่หยวนที่อยู่ไกลออกไปโดยที่อาศัยมันเป็นไม้ค่ำแล้วเดินทางต่อ

โม่ยี่ได้ตายไปแล้วก็จริงแต่ในป่าแห่งนี้ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่อยู่อีกดังนั้นสถานการณ์ตอนนี้ก็ยังตึงเครียดเช่นเคย

ไม่นานเขาไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมุ่งหน้าไปไหนดังนั้นถึงได้หาที่ซ่อนตัวเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

ไม่นานก็ได้ยินเสียงคำรามของสัตว์อสูรอีกครั้ง

สัตว์อสูรตัวหนึ่งได้กระโดดออกมาจากพุ่มไม้

“สัตว์อสูรระดับ 2 พยัคฆ์พิษ”

หลินเทียนได้แต่แสดงสีหน้าที่ดูไม่ได้ออกมา

สัตว์อสูรตัวนี้มีพลังเทียบเท่าผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 6 ซึ่งถ้าเป็นสภาพปกติแล้วฝ่ามือของเขาก็สามารถสังหารมันได้แล้วแต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้นเพียงแค่พิษเล็กน้อยก็เป็นภัยร้ายแรงสำหรับเขา

มันได้ส่งเสียงคำรามออกมาก่อนที่จะกระโจนเข้าใส่เขาทันที

“อนาถแน่ ! ”

เขาได้แต่สาปแช่งออกมาก่อนที่จะคว้ากระบี่คืนสู่หยวนขึ้นมาแล้วกวัดแกว่งออกไปอย่างยากลำบาก

และในเวลาเดียวกันนี้เองที่ลูกศรสีเงินได้พุ่งเฉียดศีรษะเขาและทะลุศีรษะของพยัคฆ์พิษไปทันที

มันได้ส่งเสียงร้องออกมาอย่างน่าสังเวชก่อนที่จะกระตุกเล็กน้อยแล้วตายไป

หลินเทียนได้แต่รู้สึกระมัดระวังอยู่ภายในใจก่อนที่จะหันหน้ากลับไปมอง

“เฮ้ ! พวก ! ”

ชายหนุ่มในชุดจีนก่อนหน้านี้กำลังถือธนูเอาไว้พร้อมทั้งวิ่งมาทางเขาอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้แต่รู้สึกระมัดระวังอยู่ภายในใจก่อนที่จะนึกขึ้นได้ถึงกลุ่มคนที่ถูกสัตว์อสูรสายฟ้าโจมตีก่อนหน้านี้ดังนั้นถึงได้เอ่ยปากทักทายออกไป

“เจ้าเอง ? อยู่นี่ได้ไง ? ”

หลินเทียนได้พูดออกมา

แค่เพียงคำพูดนี้ก็ทำให้ความเจ็บปวดโลดแล่นไปทั่วร่างจนเกือบจะชะงักไป

“ข้าออกมาหาประสบการณ์น่ะ ”

ชายหนุ่มชุดจีนนั้นดูมีอายุเท่าๆกันกับหลินเทียนและหลังจากที่เขาพูดจบแล้วก็ยื่นมือออกไปพยุงร่างของหลินเทียนเอาไว้ทันที เมื่อมองไปยังสภาพที่น่าอนาถของหลินเทียนแล้วเขาก็ได้แต่พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจว่า

“เฮ้เพื่อนไปทำอะไรมา ? ข้าว่าบาดแผลนี่ไม่น่าจะเกิดจากอสูรสายฟ้าได้นะ ”

หลินเทียนได้ส่ายศีรษะเพราะเขาไม่อยากพูดถึงมัน

เมื่อเห็นท่าทางของหลินเทียนแล้วชายหนุ่มก็ไม่ได้ถามอะไรอีก

“อ่อใช่ ข้ามีชื่อว่าจูยี่ เจ้ามีชื่อว่าอะไร ? ”

ชายหนุ่มได้ถามออกมา

หลินเทียนได้ตอบกลับไปว่า

“หลินเทียน ”

ณ ตอนนี้มีผู้คนมากมายเดินเข้ามารวมกลุ่มกับชายหนุ่มและดูเหมือนว่าพวกเขาจะมาด้วยกัน

ชายหนุ่มชุดจีนได้มองไปยังหลินเทียนพร้อมกับพูดออกมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้นว่า

“ดูเหมือนอาการบาดเจ็บของเจ้าจะรุนแรงนะ ข้าว่าไปไหนมาไหนคนเดียวในป่านี้มันอันตรายไปหน่อยดังนั้นไปด้วยกันกับพวกเราไหม ? ”

หลินเทียนได้ไตร่ตรองก่อนที่จะตอบออกกลับไปว่า

“ได้”

จากดวงตาของชายหนุ่มชุดจีนนั้นใสกระจ่างแถมยังเป็นคนที่ง่ายๆและไม่ยุ่มย่ามเรื่องของคนอื่นซึ่งดูไม่เหมือนกับพวกที่ชอบหลวกลวงแม้แต่น้อย

ชายหนุ่มชุดจีนได้ยิ้มกลับพร้อมทั้งสำรวจร่างกายของหลินเทียนก่อนที่จะมองไปยังคนรับใช้ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลแล้วสั่งการออกไปว่า

“เฒ่าหลี่ไปเอาเสื้อผ้าสะอาดๆมาให้พี่น้องของข้าหน่อย ”

“ได้….ขอรับนายน้อย ”

คนรับใช้ได้ตอบกลับไป

ไม่นานคนรับใช้ก็ได้หยิบเอาเสื้อผ้าชุดใหม่กลับมา

หลินเทียนได้มองไปทางเขาด้วยท่าทางขอโทษพร้อมทั้งพูดออกมาว่า

“ขออภัยท่านด้วยแต่มีผ้าคลุมแบบจีนไหม ? แบบที่สามารถปิดบังใบหน้าได้ ”

ด้านนอกและด้านในป่าทมิฬนั้นมีผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่มากมายดังนั้นเขาถึงไม่สามารถประมาทได้

คนรับใช้ได้แต่ชะงักไปพร้อมกับพูดว่า

“มี มี น้องชายโปรดรอสักครู่”

คนรับใช้ได้หันหลังแล้วรีบวิ่งไปเอาชุดคลุมสีเทากลับมา

“ขอบคุณมาก ”

หลินเทียนได้แสดงความขอบคุณกลับไป

“ที่ไหนกันล่ะน้องชาย ไม่ต้องสุภาพหรอก ”

คนรับใช้ได้ส่ายศีรษะพร้อมทั้งพูดต่อด้วยรอยยิ้มว่า

“หากว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้น้องชายช่วยเอาไว้แล้วพวกเราทุกคนคงถูกฝังอยู่ในกระเพาะของอสูรสายฟ้าไปแล้ว ”

“ใช่เพื่อน ตอนนั้นเจ้าดูน่าหลงใหลมาก ! ไม่งั้นเราเกือบจะโดยเล่นแล้วล่ะ ”

จูยี่ได้พูดออกมา

ห่างออกไปไม่ไกลเหล่าชายที่แบกสัมภาระเอาไว้ก็ได้แต่มองไปทางหลินเทียนด้วยรอยยิ้มที่ซาบซึ้ง

หลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่มีความสุขออกมาก่อนที่จะอาศัยจูยี่พยุงเขาต่อไป

“เฒ่าหลี่ เอายาหยูเซียงมาหน่อย ”

จูยี่ได้พูดออกมา

คนรับใช้ที่ชื่อว่าเฒ่าหลี่ก็ได้พยักหน้าตอบก่อนที่จะหยิบเอาขวดหยกจากใต้เสื้อออกมาส่งให้กับเขา

“เฮ้เพื่อน นี่เป็นยาฟื้นฟูที่มีสรรพคุณดีมากๆ ”

จูยี่ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

หลินเทียนได้ขอบคุณพวกเขาก่อนที่จะกลืนมาลงไปทันที เขาไม่ได้กลัวว่ายานี้จะมีปัญหาอะไรเพราะว่าจากสภาพในปัจจุบันของเขาหากคนเหล่านี้ปองร้ายจริงๆก็สามารถฆ่าเขาได้โดยทันที

หลังจากที่ทานยาลงไปแล้วกลิ่นหอมก็ได้แตกตัวออกและทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก

แม้ว่าจะเป็นช่วงกลางคืนแล้วแต่ระยะห่างจากที่นี่กับสุดเขตแดนป่าทมิฬก็ไม่ได้ไกลกันมาก จูยี่และคนอื่นๆก็กำลังจะกลับกันแล้วแถมหลินเทียนในตอนนี้ก็บดบังใบหน้าเอาไว้ด้วยชุดคลุมแล้วถึงได้เดินออกไปทางสุดเขตโดยทันที

ระหว่างทางหลินเทียนเห็นร่างหลายร่างพุ่งผ่านป่าไปมากมายซึ่งคนเหล่านั้นล้วนเป็นของตระกูลโม่

ไม่นานพวกเขาก็ไปถึงทางออกของป่า

“หยุด ! ”

หนึ่งในตระกูลโม่ได้กวางทางพวกเขาเอาไว้พร้อมกับเดินเข้ามาพลางพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า

“ต้องขออภัยด้วยเรากำลังหาตัวคนอยู่ดังนั้นช่วยถอดผ้าคลุมหน้าออกด้วย”

ชายคนนี้คือผู้เชี่ยวชาญเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 9 ช่วงปลาย

ในเวลาเดียวกันนี้เหล่ารุ่นเยาว์ของตระกูลโม่ก็ได้ล้อมพวกเขาเอาไว้

หลินเทียนที่อยู่ภายใต้ผ้าคลุมเองก็ถึงกับใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

ณ ตอนนี้เองที่ชายรูปร่างกำยำที่อยู่ข้างๆได้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชากับผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่ว่า

“หลีกทาง ! ”

“ท่าน…เราคิดว่า”

ผู้เชี่ยวชาญคนนี้ได้มีท่าทางหม่นหมองลงแต่หลังจากที่เห็นตราสัญลักษณ์สีทองที่ชายรูปร่างกำยำหยิบออกมาแล้วท่าทางของผู้เชี่ยวชาญตระกูลโม่ทั้งหมดก็เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวงพร้อมทั้งรีบก้าวถอยไปพลางโค้งคำนับแล้วพูดด้วยน้ำเสียงระมัดระวังว่า

“ต้องขออภัยด้วยที่ล่วงเกินท่านทั้งหลาย ! เชิญผ่านไปได้เลยขอรับ ! ”