0 Views

 

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ในช่วงบ่ายวันนั้นดวงอาทิตย์ก็ยังฉายแสงอันร้อนระอุอยู่เช่นเคย

ณ ตอนนี้มีข่าวดังสะพัดไปทั่วทั้งเมืองเฟิงเจียนแห่งนี้

“เจ้าพวกตระกูลเสี่ยวไร้ยางอายได้ใช้วิธีชั่วช้าฮุบเอากิจการทั้งหมดของตระกูลหลินไป ! ตอนนี้ตระกูลชินได้ล้มล้างตระกูลเสี่ยวไปแล้วและจะเป็นผู้ดูแลกิจการทั้งหมดในนามของตระกูลหลิน ”

ข่าวนี้ได้สะพัดไปทั่วและทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั้งเมือง

“อะไรนะ ? ตระกูลเสี่ยวโดน……….กวาดล้าง ? ”

“เป็นไปได้ไงกัน ? ”

“นั่นเป็นตระกูลพ่อค้าอันดับหนึ่งของเมืองนี้ จะพูดว่าล่มสลายก็ล่มสลายเลยได้ที่ไหน !”

“ใช่ !”

“ใครกล้าใช้ชื่อตระกูลชินแพร่ข่าวลือนี่กัน ดูเหมือนว่าความกล้าจะไม่ใช่น้อยๆเลยนะ ”

หลายๆคนได้แต่แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมา

ผู้คนเกือบทั้งหมดภายในเมืองนี้ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้แม้แต่น้อยถึงได้ไปที่บ้านหลักตระกูลเสี่ยวแต่หลังจากนั้นก็พบว่ามีผู้คนตระกูลชินมากมายกำลังย้ายสิ่งของมากมายเข้าออกบ้านหลักแห่งนี้

“นี่……”

“ทำไมผู้คนตระกูลชินถึงได้อยู่ในบ้านหลักตระกูลเสี่ยว……….นี่มันเป็นเรื่องจริง ? ”

“ตระกูลเสี่ยวล่มสลายแล้วจริงๆ ? ”

หลายคนถึงกับตกตะลึงไป

“อื่ม ? นั่นไม่ใช่นายน้อยตระกูลเสี่ยว ? ทำไมถึงได้หน้าลอยแบบนั้น ? ”

“ข้างๆเขายังมีรุ่นเยาว์ตระกูลเสี่ยวอีก นี่….. ด้านหลังนั่นมันสัมภาระ ? ”

“นี่…..กำลังจะไปจากที่นี่ ? ”

หลายคนได้แต่ผงะไป

หลังจากนั้นหลายคนก็ได้เห็นภาพของชินหลัวที่เข้าไปยังบ้านหลักของตระกูลเสี่ยวด้วยตัวเองดังนั้นความสงสัยของทุกคนจึงได้หายไปทันที

ตระกูลเสี่ยวได้ล่มสลายลงอย่างไร้สาเหตุ !

“ตระกูลเสี่ยวล่มสลายแบบนั้นดูเหมือนว่าในหลายปีมานี้ตระกูลชินจะมีความลับไม่น้อยเลยนะ ”

“ใช่ ตลอดหลายปีมานี้ตระกูลชินมักอยู่อยู่ใต้ตระกูลเสี่ยวเสมอแต่ไม่รู้เลยว่าไปแอบเตรียมการอะไรมาอย่างลับๆถึงได้เป็นแบบนี้ ”

“ไม่ใช่ว่าข่าวลือบอกมาว่าเขารับหน้าที่ดูแลกิจการทั้งหมดในนามของตระกูลหลิน ? ”

“เชื่อได้ ? ก่อนหน้านี้ตระกูลเสี่ยวก็พูดแบบนั้นนะ ”

“เอาตระกูลหลินมาอ้างแล้วมันได้อะไร แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับคนระดับพวกเราอยู่ดี ”

หลายคนได้พูดออกมา

ในหลายวันนี้ข่าวเรื่องการล่มสลายของตระกูลเสี่ยวได้แพร่ออกไปเหมือนกับพิษร้ายจนทำให้ขุมอำนาจต่างๆถึงกับประหลาดใจ

ตำหนักแลกสมบัติ , ซินเหยาและพูชิต่างแสดงแววตาที่เป็นประกายออกมา

“ก่อนหน้านี้เจ้าหนูนั่นบอกว่ามีเรื่องต้องไปจัดการแล้วหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมงตระกูลเสี่ยวก็ล่มสลาย …….”

ซินเหยาได้พูดต่อด้วยท่าทางลังเลว่า

“พู เจ้าคิดว่ามันเป็นไปได้ไหมที่เขาจะเป็นคนทำ ? ”

“แม้ว่าตระกูลเสี่ยวจะไม่มีอะไรแต่กลับล่มสลายในพริบตาแบบนี้มันเป็นสิ่งที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน อย่างน้อยๆก็ต้องมีข่าวลือก่อนบ้าง”

พูชิได้กอดอกของเขาเอาไว้พร้อมกับพูดว่า

“แต่หากว่าเป็นการกระทำของปรมาจารย์ด้านข่ายอาคมแล้วก็เป็นคนละเรื่องกันเพราะคนจำพวกนี้มีความสามารถหลายๆด้าน !”

“พู แสดงว่าเจ้าก็คิดแบบข้า ? ”

ซินเหยาได้พูดออกมา

“ก่อนหน้านี้เจ้าก็บอกว่าเจ้าหนูคนนั้นเหมือนจะมีความแค้นกับตระกูลเสี่ยวหนิ ข้าคิดว่าน่าจะเป็นเขานั่นแหละ ”

พูชิได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า

“นอกจากชายคนนี้แล้วคงไม่มีใครสามารถทำเช่นนั้นได้อีก อีแค่ตระกูลชินมันไม่สามารถทำได้อย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าน้องชายคนนั้นน่าจะร่วมมือกับตระกูลชินนะ ”

“น่าสนใจจริงๆ ข้าล่ะเริ่มชอบเจ้าหนูนี่ขึ้นเรื่อยๆแล้วสิ ”

ซินเหยาได้หรี่ตาลง

……

ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองกำลังสั่นสะท้านแต่หลินเทียนกลับกำลังมุ่งหน้าไปยังที่พักภายในสำนักของเขา

“รีบบ่มเพาะดีกว่า”

เขาได้พูดกับตัวเอง

การล่มสลายของตระกูลเสี่ยวทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างมากแต่ก็ไม่สามารถละเลยการบ่มเพาะพลังได้ เขาได้กลับขึ้นไปบนยอดของที่พักก่อนที่จะเริ่มวาดข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณและได้รับข่ายอาคมมาสามม้วนอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 เป็นอย่างน้อยดังนั้นการวาดข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณนั้นถือเป็นเรื่องกล้วยๆ

หลังจากที่วาดเสร็จแล้วเขาก็ยังไม่ได้เริ่มการบ่มเพาะแต่กลับลงมาพักผ่อนด้านล่าง

ช่วงหลายวันมานี้หลังจากที่เขาได้ฆ่าพวกจางเฟิงไปแล้วก็ได้ไปที่ตำหนักแลกสมบัติแถมหลังจากนั้นก็ยังจัดการเรื่องตระกูลเสี่ยวอีกถึงได้ทำให้เขาเหนื่อยเป็นอย่างมาก หลังจากที่หลับเป็นเวลาหกชั่วโมงแล้วก็ตื่นในช่วงเที่ยงคืน ณ ตอนนี้ดวงดาวประดับอยู่เต็มฟากฟ้าและเป็นช่วงที่เหมาะที่สุดจะบ่มเพาะพลังของเขา

“ท่านพี่ อาหารเสร็จแล้วจะทานเลยไหม ? ”

หลินซี่ได้พูดออกมาหลังจากที่เขาลงมาจากที่พัก

หลินเทียนตัดสินใจว่าจะกลับลงมาพักผ่อนแต่หลังจากที่ได้ยินเสียงเรียกของหลินซี่แล้วเขาก็ได้ยิ้มออกมาพร้อมทั้งเดินออกไปจากห้อง

บนโต๊ะอาหารในห้องนั้นมีซุปไก่ ผัดผักและข้าวสวยอยู่ถึงได้เดินเข้าไปและนั่งลงทันที ในเมื่อเขาได้อาศัยการหาเงินจากข่ายอาคมผสานแล้วก็ส่งผลให้ชีวิตการเป็นอยู่ของสองพี่น้องดีขึ้นอย่างมากแถมความสามารถของหลินซี่เองก็ไม่ธรรมดา อาหารของนางมักจะอร่อยเป็นอย่างมาก

“ซี่เอ๋อ ตระกูลเสี่ยวล่มสลายแล้ว ”

หลินเทียนได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้ม

กว่าสองปีเต็มที่นางถูกรังแกโดยตระกูลเสี่ยวดังนั้นเขาถึงได้อยากให้นางมีความสุขบ้าง

“โอ้ ?”

หลินซี่ได้พยักหน้าก่อนที่จะส่งถ้วยข้าวให้กับเขา

“โอ้ ? ”

หลินเทียนได้จ้องมองไปที่นางขณะที่ร้องโอ้ออกมาพลางคิดว่า : ‘ แค่โอ้เนี่ยนะ ? ‘

หลินซี่ได้หันกลับมาพร้อมทั้งถามว่า

“ท่านพี่เป็นอะไร ? ”

หลินเทียนได้ชะงักไปก่อนที่จะรีบตอบกลับว่า

“เปล่าๆ ”

เมื่อมองไปยังสาวน้อยที่มีไหวพริบคนนี้แล้วเขาก็รู้ได้ทันทีว่านางไม่ได้สนใจเรื่องนี้แม้แต่น้อยและมันทำให้เขารู้สึกเศร้าเล็กน้อยเช่นกัน สำหรับเขาแล้วความแค้นมันต้องชำระแต่หลินซี่กลับลืมเรื่องราวแบบนั้นไปซะแล้ว

หลังจากที่เขาเงียบไปสักพักถึงได้ถามออกมาว่า

“อ่อใช่ ซี่เอ๋อคุ้นเคยกับที่นี่หรือยัง ? ”

“อื้ม ก็คุ้นเคยแล้วค่ะ ตราบใดที่ได้อยู่กับท่านพี่ข้าก็คุ้นเคยหมดแหละ”

หลินซี่ได้พยักหน้าพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างน่ารักก่อนที่จะพูดต่อว่า

“เพียงแต่ท่านพี่ค่อนข้างจะงานยุ่ง………”

หลินเทียนได้ชะงักไปพร้อมกับความรู้สึกผิดในใจ

หลายวันมานี้เขาไม่ได้อยู่ข้างกายนางเลยด้วยซ้ำ ด้วยความที่เป็นพี่ชายแต่กลับบกพร่องในหน้าที่เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นครอบครัวเพียงคนเดียวของเขา

“พี่ขอโทษด้วย ”

เขาได้ลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยนก่อนที่จะพูดต่อว่า

“งั้นเอางี้ไหม เดี๋ยวพี่เสร็จเรื่องแล้วจะพาเจ้าไปเดินเล่นเป็นไง ? ”

ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขายังมีไม่มากและไม่สามารถออกไปจากสำนักอย่างเปิดเผยได้ ตระกูลโม่มันยังคงจับจ้องมาที่เขาแถมการประลองกับโจวเฮ่ายังอีกแค่เดือนเดียว สรุปแล้วเขาไม่สามารถอยู่เป็นเพื่อนกับหลินซี่ในเดือนนี้ได้ อย่างน้อยๆก็เดือนนี้

“จริงๆหรอ ? ”

หลินซี่ได้พูดออกมาด้วยท่าทางประหลาดใจ

“ต่อให้พี่โกหกใครก็ตามแต่พี่ไม่มีทางโกหกเจ้าหรอก ”

หลินเทียนได้ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

หลังจากที่ไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วนางก็รีบตอบกลับโดยทันทีว่า

“โกหกคนอื่นมันไม่ดีนะ ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้หลินเทียนก็ถึงกับยิ้มออกมาทันที

หลังจากที่ทานอาหารกันไปแล้วเขาก็ได้ส่งนางเข้านอนพร้อมทั้งเก็บกวาดโต๊ะอาหาร

ความมืดยังคงคืบคลานเข้ามาอย่างรวดเร็วก่อนที่ดาวบนท้องฟ้าจะเด่นขึ้นตามกาลเวลา โลกใบนี้ได้ปกคลุมไปด้วยแสงสะท้อนจากหมู่ดาว

หลินเทียนได้ตื่นขึ้นก่อนที่จะเดินกลับขึ้นไปบนยอดของที่พักอีกครั้ง

เมื่อมองออกไปยังดวงดาวมากมายบนท้องฟ้าแล้วเขาก็เปิดการทำงานของข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณพร้อมทั้งเริ่มหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่และทำการชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากอวัยวะภายใน ความเจ็บปวดมากมายโลดแล่นไปทั่วร่างกายแต่แม้จะเป็นเช่นนั้นเขาก็ยังคงมีสีหน้าที่ราบเรียบเช่นเคย

“บึ้สส ! ”

แสงหมู่ดาวได้ส่องสว่างก่อนที่จะมีเสียงส่งออกมาจากภายในร่างกายของเขา

หลินเทียนยังคงแบกรับความเจ็บปวดจากการหล่อหลอมร่างกายอย่างเงียบๆพร้อมทั้งหยุดการหมุนวนเคล็ดวิชาซือจี่ในช่วงเช้าและกลับลงไปด้านล่างเพื่อยืดเส้นยืดสาย หลังจากนั้นเขาก็กลับขึ้นไปบนยอดเพื่อเริ่มการฝึกอีกครั้ง

ช่วงเช้านั้นไม่มีดวงดาวอีกแล้วดังนั้นเขาถึงได้ดูดกลืนพลังงานโดยรอบเท่านั้น

ไม่นานเวลาก็ได้ผ่านไปถึงสามวันอย่างรวดเร็ว

ในช่วงนี้นอกจากกินและพักผ่อนแล้วเขาก็ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการบ่มเพาะ

“ตูมมม ! ”

พลังงานมากมายได้กระจายไปทั่วที่พักแห่งนี้

แสงสีเงินได้ส่องประกายก่อนที่จะหม่นหมองลงอย่างรวดเร็ว

หลินเทียนได้ยืนขึ้นก่อนที่จะกำหมัดแน่นและทำให้ส่งเสียงออกมา

“ในที่สุดก็ตัดผ่านเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ได้สักที !”

เขาได้พูดอยู่กับตัวเอง

เมื่อครึ่งเดือนที่แล้วเขายังอยู่ในเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 ระยะสุดท้ายแต่หลังจากที่ผ่านการฝึกหนักในสามวันนี้ก็ตัดผ่านได้ในที่สุด แน่นอนว่าข่ายอาคมรวมพลังวิญญาณเป็นปัจจัยหลักเพราะมันช่วยเพิ่มความเร็วในการบ่มเพาะของเขาขึ้นถึงสองเท่าตัวไม่งั้นเขาก็ไม่มีทางตัดผ่านมาได้เร็วขนาดนี้

เขาได้กำหมัดอีกครั้งก่อนที่จะสัมผัสได้ว่าร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแถมอันตราการเต้นหัวใจยังหนักแน่นขึ้น ก่อนหน้านี้เขาเคยทดสอบกลั้นหายใจได้เพียงแค่สิบห้านาทีแต่ตอนนี้หลังจากที่เขาตัดผ่านมาได้แล้วเขากลับกลั้นหายใจได้ถึงสามสิบนาที มันหมายความว่าการหายใจของเขาพัฒนาขึ้นถึงเท่าตัว

อวัยวะภายในของเขาเชื่อมต่อกันทั้งหมดดังนั้นในเมื่อความสามารถของปอดเพิ่มขึ้นก็แสดงให้เห็นว่าอวัยวะอื่นก็พัฒนาขึ้นเช่นกัน ตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาเมื่อเทียบกับเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 7 ระยะสุดท้ายนั้นเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็นเท่าตัว !

“เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 แล้วก็ต้องเลือกทักษะระดับสองแล้วล่ะ ”

เขาได้พูดกับตัวเอง

จริงๆเขาเลือกทักษะระดับสูงได้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในระดับ 7 แล้วแต่มันเป็นเพราะมีเรื่องยุ่งมากๆถึงได้ถูกเลื่อนออกไป เขาได้ยืนขึ้นปัดเสื้อผ้าก่อนที่จะตรงดิ่งไปยังตำหนักศิษย์เพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลปัจจุบันของตัวเอง

หลังจากนั้นเขาก็มุ่งตรงไปยังตำหนักสรรพยุทธ์

“อื้ม ? เขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ? ”

ผู้อาวุโสที่รับตราหยกของหลินเทียนได้แสดงสีหน้าที่ประหลาดใจออกมาก่อนที่จะสำรวจหลินเทียนอยู่พักหนึ่งเพราะก่อนหน้านี้หลินเทียนยังอยู่ในระดับ 5 แต่หลังจากผ่านไป 2 เดือนกลับตัดผ่านเขตแดนหล่อหลอมร่างกายระดับ 8 ซะงั้น ความเร็วในการบ่มเพาะนี้มันทำให้เขาตกตะลึงอย่างมาก

“อื้มดีมากๆ สมแล้วที่เป็นสัตว์ประหลาดพรสวรรค์ระดับ 9 ดารา !”

ผู้อาวุโสที่ดูแลได้พูดออกมาด้วยสีหน้าที่พอใจพร้อมกับส่งตราคืนให้หลินเทียนแล้วพูดต่อว่า

“ไปที่อาคารที่สองแล้วเลือกทักษะระดับสองได้ตามสบายส่วนเรื่องเวลาไม่มีจำกัด เลือกช้าๆแล้วกันนะ ”